การเสด็จเยือนตุรกีและเลบานอน
และการเสด็จไปจาริกบำเพ็ญจรยังเมืองอิซนิก (ตุรกี)
เนื่องในโอกาสครบรอบ 1,700 ปีของสภาสังคายนานีเชอา
(27 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2025)
พิธีบูชาขอบพระคุณ
วันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
ณ สนามกีฬาโฟล์คสวาเกน นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี
เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2025


เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
การที่เรามาร่วมมิสซาวันนี้ เป็นเวลาเย็นก่อนวันที่พระศาสนจักรฉลองนักบุญอันดรูว์อัครสาวก ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ของดินแดนแห่งนี้ด้วย และในขณะเดียวกัน พวกเราก็ได้เข้าสู่เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวเพื่อที่พอถึงวันคริสตสมภพ พวกเราจะได้สัมผัสอีกครั้งกับพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูเจ้า พระบุตรพระ ผู้ “มิได้ทรงถูกสร้าง แต่ทรงบังเกิดร่วมพระธรรมชาติเดียวกับพระบิดา” (บทข้อเชื่อนีเชอา-คอนสแตนติโนเปิล) ดังที่ปิตาจารย์ที่มาประชุมกันในสภาสังคายนานีเชอาได้ประกาศไว้อย่างสง่าเมื่อหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีที่แล้ว
ในบริบทเช่นนี้ เราได้ฟังบทอ่านแรกในมิสซา (เทียบ อสย 2:1-5) ซึ่งเป็นข้อความหนึ่งที่สวยงามที่สุดในหนังสือประกาศกอิสยาห์ เป็นคำเชื้อเชิญดังก้องที่เชื้อเชิญให้คนทั้งหลายเดินขึ้นไปบนภูเขาของพระผู้เป็นเจ้า (เทียบ อสย 2:3) ซึ่งเป็นสถานที่แห่งแสงสว่างและสันติสุข พ่ออยากให้พวกเรารำพึงไตร่ตรองถึงภาพบางอย่างในบทอ่านนี้ เพื่อที่จะคิดร่วมกันว่า อะไรคือความหมายของการเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักร
ภาพแรกเป็นภาพของภูเขา ที่ “ถูกตั้งขึ้นเหนือยอดของภูเขาทั้งหลาย” (อสย 2:2) ภาพนี้เตือนใจพวกเราว่า ผลของกิจการของพระเจ้าในกิจการของพวกเรา ไม่ได้เป็นแค่ของประทานสำหรับพวกเราเองเท่านั้น แต่ยังเป็นของขวัญสำหรับทุกคนด้วย ศิโยน[หรือเยรูซาเล็ม]เป็นเมืองที่ตั้งขึ้นบนภูเขา และเป็นสัญลักษณ์ของประชาคมที่ได้เกิดใหม่ภายในความซื่อสัตย์ ความงามของศิโยนเป็นคบเพลิงที่ให้แสงสว่างแก่ชายหญิงจากทั่วทุกสารทิศ และยังเป็นเครื่องเตือนใจด้วยว่า ความปีติยินดีที่มาจากความดีนั้น เป็นสิ่งที่ติดต่อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น ชีวิตของนักบุญจำนวนมากมายได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ เช่น การที่นักบุญเปโตรได้พบกับพระเยซูเจ้า ก็เป็นเพราะความกระตือรือร้นของนักบุญอันดรูว์ (เทียบ ยน 1:40-42) ซึ่งตัวท่านเองนี้ได้พบพระเยซูเจ้าในคราวเดียวกับนักบุญยอห์นอัครสาวก ก็เพราะว่าถูกนำพาโดยความร้อนรนของนักบุญยอห์นผู้ทำพิธีล้าง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของนักบุญเอากุสติน ที่ได้มาหาพระเยซูเจ้าในอีกหลายร้อยปีต่อมา ด้วยเหตุของการเทศน์สอนที่ร้อนรนของนักบุญอัมโบรส แล้วก็ยังมีเรื่องราวคล้ายกันอีกมากมาย
ในที่นี้ เราได้เห็นการเชื้อเชิญให้พวกเราฟื้นฟูการเป็นพยานถึงความเชื่อของพวกเราเองให้มีพลังเข้มแข็งยิ่งขึ้น นักบุญยอห์น ครีโซสตม ซึ่งเป็นนายชุมพาบาลผู้ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักร[ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล]แห่งนี้ ได้กล่าวถึงแรงดึงดูดแห่งความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ว่า เป็นเครื่องหมายที่สละสลวยยิ่งกว่าการทำอัศจรรย์ใด ๆ ท่านได้กล่าวว่า “อัศจรรย์เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป แต่ชีวิตคริสตชนย่อมคงอยู่และยังคงสอนอย่างต่อเนื่อง” (คำอธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว, 43, 5) ก่อนจะสรุปด้วยการเตือนใจว่า “ขอให้พวกเราจงระวังดูแลตนเองให้ดี เพื่อที่เราจะได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย” (เรื่องเดียวกัน) มิตรที่รักทั้งหลาย ถ้าพวกเราอยากจะช่วยเหลือผู้คนที่พวกเราได้เจอ พวกเราก็จะต้อง “ระวังดูแล” ตนเอง เหมือนกับที่พระวรสารได้แนะนำไว้ (เทียบ มธ 24:42) ทั้งนี้ ด้วยการบำรุงความเชื่อด้วยการอธิษฐานภาวนา ด้วยการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการนำความเชื่อมาปฏิบัติในชีวิตให้เป็นการแสดงความรักอย่างคงเส้นคงวา และสุดท้าย ดังที่นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ในบทอ่านที่สอง คือ ด้วยการละทิ้งกิจการของความมืดมน และสวมเกราะของความสว่าง (เทียบ รม 13:12) องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่พวกเรากำลังรอคอยให้พระองค์เสด็จมาอย่างรุ่งโรจน์ในวันสิ้นพิภพ ย่อมเสด็จมาเคาะประตู[หัวใจ]ของพวกเราอยู่ในทุกวัน ดังนั้น ขอให้พวกเราพร้อม[ที่จะต้อนรับ]พระองค์ (เทียบ มธ 24:44) ขอให้พวกเรามุ่งมั่นอย่างจริงใจที่จะเจริญชีวิตด้วยการทำความดี ตามแบบอย่างของผู้ศักดิ์สิทธิ์ชายหญิงจำนวนมากมายที่เคยมีชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งนี้ในทุกยคสมัย
ภาพที่สองที่เราได้เห็นจากบทอ่านหนังสือประกาศกอิสยาห์ คือภาพของโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของสันติสุข ดังที่ประกาศอิสยาห์ได้บรรยายไว้ว่า “เขาทั้งหลายจะตีดาบให้เป็นผาลไถนา ตีหอกให้เป็นเคียว ชาติต่าง ๆ จะไม่ยกดาบขึ้นต่อสู้กันอีก จะไม่ฝึกฝนยุทธวิธีอีกต่อไป” (อสย 2:4) นี่เป็นเสียงเรียกร้องที่เร่งด่วนอย่างมากสำหรับพวกเราในปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ มีความปรารถนายิ่งใหญ่ถึงสันติภาพ เอกภาพ และการปรองดอง ทั้งในรอบ ๆ พวกเรา ในตัวเรา และในหมู่พวกเราเองด้วย แล้วเราจะตอบสนองด้วยการทำประโยชน์ได้อย่างไรดี
ในการทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวให้ดีขึ้น ขอให้พวกเรามองยังตราสัญลักษณ์การเยือนของพ่อในครั้งนี้ ลูกจะเห็นว่าภาพหนึ่งที่ถูกเลือก[มารวมอยู่]คือภาพของสะพาน ซึ่งทำให้เรานึกถึงสะพานใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมือง[อิสตันบูล]แห่งนี้ ซึ่งพาดข้ามช่องแคบบอสพอรัส เชื่อมทวีปเอเชียกับยุโรปเข้าด้วยกัน ในเวลาต่อมามีการสร้างสะพานเพิ่มอีกสองแห่ง จนตอนนี้ได้มีสะพานข้ามระหว่างสองฝั่ง[สองทวีป]แล้วสามแห่ง ถึงแม้ว่าสะพานเหล่านี้เป็นสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ที่นำมาซึ่งการติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยน และการพบปะ ทั้งยังนำความประทับใจมาสู่คนที่ได้เห็น แต่ถ้านำไปเปรียบเทียบกับดินแดนยิ่งใหญ่ที่ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยสะพานเหล่านี้ ก็จะเห็นว่าสะพานเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่เปราะบางเหลือเกิน
สะพานสามแห่งที่พาดผ่านช่องแคบ[บอสพอรัส]ย้ำเตือนพวกเราเรื่องความสำคัญของการที่พวกเราจะต้องพยายามร่วมกันเพื่อสร้างสะพานแห่งเอกภาพในสามระดับ ได้แก่ เอกภาพภายในประชาคม เอกภาพในความสัมพันธ์กับคริสต์ศาสนานิกายอื่น และเอกภาพในการพบปะกับพี่น้องชายหญิงที่นับถือศาสนาอื่น เมื่อเราเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา (เทียบ มธ 5:14-16) เราก็ย่อมได้รับกระแสเรียกอย่างหนึ่งด้วย คือ การดูแลเอาใจใส่สายสัมพันธ์ในสามระดับเหล่านี้ ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่ง และขยายความสัมพันธ์เหล่านี้ออกไปในทุกทางเท่าที่จะทำได้
สายสัมพันธ์แห่งเอกภาพอย่างแรกที่พ่อได้พูดไป คือสายสัมพันธ์ภายในพระศาสนจักร[คาทอลิก] ซึ่งในประเทศ[ตุรกี]แห่งนี้ประกอบด้วยจารีตสี่อย่างด้วยกัน ได้แก่ จารีตละติน อาร์เมเนีย คัลเดีย และซีเรีย ซึ่งแต่ละจารีตย่อมมีส่วนทำประโยชน์ในการสร้างความหลากหลายทั้งในด้านชีวิตจิต ประวัติศาสตร์ และชีวิตพระศาสนจักร การที่ผู้คน[ที่มีความหลากหลาย]มาแบ่งปันความแตกต่างเหล่านี้ซึ่งกันและกัน คือ ความเป็นสากลที่นำมาซึ่งเอกภาพ และความเป็นสากลนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สวยงามที่สุดในโฉมหน้าของ[พระศาสนจักร ซึ่งเป็น]เจ้าสาวของพระคริสตเจ้า เอกภาพที่เชื่อมพวกเราเข้าด้วยกันรอบพระแท่นเป็นของประทานจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเอกภาพที่แข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดเอาชนะได้ เพราะเป็นกิจการแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน การสร้างเอกภาพนี้ให้เกิดขึ้นเป็นจริง เป็นหน้าที่ที่พวกเราได้รับมอบหมาย เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพยายามทำ ด้วยเหตุนี้ เอกภาพจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแล เอาใจใส่ และ “ซ่อมบำรุง” ไม่ต่างจากสะพานข้ามช่องแคบบอสพอรัส เพื่อที่ให้เอกภาพนี้มีพื้นฐานที่มั่นคงแข็งแกร่ง ไม่ถูกบั่นทอนให้อ่อนแอไปโดยยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขอให้ดวงตาของเรามองไปยังภูเขาแห่งคำสัญญา ซึ่งเป็นภาพสื่อถึงเยรูซาเล็มแห่งสวรรค์ ซึ่งเป็นทั้งจุดหมายปลายทางและมารดาของเรา (เทียบ กท 4:26) และขอให้พวกเราพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำนุบำรุงและเสริมสร้างสายสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมพวกเราไว้ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อที่เราจะได้นำความร่ำรวยมามอบให้แก่กันและกัน และเป็นเครื่องหมายที่เชื่อถือได้ ทำให้โลกได้เห็นถึงความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นสากล และไร้ขีดจำกัด
สายสัมพันธ์แห่งเอกภาพอย่างที่สอง คือ เอกภาพในหมู่คริสตชนนิกายต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เห็นได้เป็นนัยในพิธีกรรมวันนี้ เพราะว่ามีผู้แทนจากนิกายอื่น ๆ ในคริสต์ศาสนามาอยู่ในที่นี้ด้วย พ่อขอทักทายทุกท่านอย่างอบอุ่น จริงทีเดียวว่า ความเชื่ออันเดียวกันในพระเยซูเจ้า พระผู้ไถ่กู้เราทั้งหลาย ย่อมบันดาลเอกภาพให้เกิดขึ้นไม่เฉพาะในหมู่พวกเราในพระศาสนจักรคาทอลิกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่น้องคริสตชนชายหญิงในนิกายอื่นด้วย นี่คือสิ่งที่พวกเราได้สัมผัสเมื่อวานนี้ในการอธิษฐานภาวนาที่อิซนิก [ซึ่งในอดีตเป็นที่ตั้งของเมืองนีเชอา] และยังเป็นหนทางที่พวกเราก้าวเดินมาด้วยกันเป็นเวลานานแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์นที่ยี่สิบสาม ผู้ทรงมีความผูกพันลึกซึ้งกับ[ประเทศตุรกี] ทรงเป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งที่เดินหน้าส่งเสริมและเป็นพยานถึงความสนิทสัมพันธ์ระหว่างคริสตชนต่างนิกาย ดังนั้น ขณะที่เราอธิษฐานภาวนาเหมือนกับนักบุญยอห์นที่ยี่สิบสามในวันนี้ ขอให้ “พระธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่แห่งเอกภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงวอนขอพระเจ้าพระบิดาด้วยพระทัยร้อนรนในเย็นวันก่อนที่จะทรงพลีพระองค์เองเป็นยัญบูชานั้น จงสำเร็จไป” (พระดำรัสเปิดสภาสังคายนาวาติกันที่สอง, 11 ตุลาคม 1962, ข้อ 8.2) แล้ว ก็ขอให้พวกเรายืนยันอีกครั้งถึงความุ่งมั่นสู่เอกภาพ “เพื่อให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน 17:21)
สายสัมพันธ์แห่งเอกภาพอย่างที่สาม ซึ่งพระวาจาของพระเจ้าได้เรียกร้องต่อพวกเรานั้น คือความเป็นเอกภาพร่วมกับผู้คนที่นับถือศาสนาอื่น ในโลกทุกวันนี้ บ่อยครั้งมีการนำศาสนาไปเป็นข้ออ้างสำหรับการก่อสงครามและความโหดร้ายต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม สภาสังคายนาวาติกันที่สองได้ประกาศไว้ว่า “ทัศนคติของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้าพระบิดา และทัศนคติของมนุษย์ที่มีต่อชายหญิงที่เป็นมนุษย์เหมือนกับเขานั้น เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จนถึงขนาดที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า ‘ผู้ไม่มีความรัก ย่อมไม่รู้จักพระเจ้า’ (1 ยน 4:8)” (คำประกาศ Nostra Aetate, ข้อ 5) ดังนั้น พวกเราจึงปรารถนาที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน โดยเล็งเห็นคุณค่าของสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเราเป็นหนึ่งเดียว ทำลายกำแพงแห่งอคติและความหวาดระแวง ส่งเสริมการเรียนรู้และเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะส่งสารแห่งความหวังที่แข็งแกร่งไปยังทุกคน และเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนทั้งหลายมาเป็น “ผู้สร้างสันติ” (มธ 5:9)
มิตรที่รักทั้งหลาย ขอให้พวกเราตั้งมั่นที่จะปฏิบัติตามค่านิยมแบบนี้ ทั้งสำหรับเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าที่ได้มาถึง และสำหรับการเจริญชีวิตทั้งในฐานะปัจเจกและประชาคม การเดินทางของพวกเราเปรียบเสมือนการก้าวเดินบนสะพานที่เชื่อมโลกเข้ากับสวรรค์ อันเป็นสะพานที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างไว้เพื่อพวกเรา ขอให้เรามีสายตาจับจ้องไปยังทั้งสองฝั่งของสะพาน เพื่อที่เราจะได้มีความรักทั้งต่อพระเจ้าและต่อพี่น้องอย่างสุดจิตสุดใจ และเพื่อที่เราจะได้เดินทางไปด้วยกัน และสักวันหนึ่งจะได้พบว่าพวกเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในบ้านของพระเจ้าพระบิดา
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ HOMILY ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
