ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน ค.ศ.2026

บทอ่านที่หนึ่งจาก 1 พงศ์กษัตริย์ 17:1-6 เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับการเชื่อฟัง การจัดเตรียมของพระเจ้า และการยืนหยัดในความเชื่อท่ามกลางยุคสมัยที่ผู้คนสับสน มืดมน

บริบทในช่วงนั้น อิสราเอลอยู่ภายใต้การปกครองของ กษัตริย์อาฮับ และ พระนางเยเซเบล ซึ่งเป็นยุคที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณตกต่ำถึงขีดสุด มีการละทิ้งพระเจ้าและหันไปกราบไหว้พระบาอัล (Baal) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝนและความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อของชาวคานาอัน

  • คำประกาศท้าทาย — เอลียาห์ปรากฏตัวขึ้นและประกาศต่อหน้ากษัตริย์อาฮับว่า จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในกี่ปีต่อจากนี้ไป นอกจากตามคำของข้าพเจ้า” นี่เป็นการโจมตีความเชื่อเรื่องพระบาอัลโดยตรง เพราะพระเจ้ากำลังแสดงให้เห็นว่า พระองค์ต่างหากที่เป็นผู้ควบคุมลมฟ้าอากาศ ไม่ใช่พระบาอัล
  • คำสั่งให้ซ่อนตัว — แทนที่จะสู้รบ พระเจ้าสั่งให้เอลียาห์ไปซ่อนตัวที่ ลำธารเครีท” (Brook Cherith) ซึ่งคำว่า เครีท ในภาษาฮีบรูมีความหมายสื่อถึง การตัดออก” หรือ การหล่อหลอม” และพระเจ้าสัญญาว่าจะให้นกกาคาบอาหารมาส่ง
  • การอัศจรรย์และการเชื่อฟัง — เอลียาห์ทำตามคำสั่งทันที และพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ นกกา (ซึ่งตามธรรมบัญญัติถือเป็นสัตว์มลทินและมีนิสัยหวงอาหาร) กลับคาบขนมปังและเนื้อมาให้เขาข้าและเย็น และเขาก็มีน้ำดื่มจากลำธาร

ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย วิกฤตเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอน เรื่องราวนี้ให้บทเรียนที่ลึกซึ้ง 3 ด้าน กล่าวคือ…

  • กล้าที่จะยืนหยัดทวนกระแสสังคม: เอลียาห์กล้าพูดความจริงในยุคที่ไม่มีใครอยากฟัง ปัจจุบันเรามักถูกกดดันให้ยอมรับมาตรฐานโลก (เช่น ความโลภ การโกง หรือค่านิยมที่ผิดศีลธรรม) เรื่องนี้เตือนใจให้เรากล้าที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและความจริงของพระเจ้า แม้จะต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว
  • ฤดูกาลแห่ง “ลำธารเครีท” (การแยกตัวออกเพื่อหล่อหลอม): บางครั้งชีวิตเราเจอวิกฤต ตกงาน เจ็บป่วย หรือต้องอยู่ในสภาวะที่เหมือนถูกตัดขาดจากสังคม ให้มองว่านั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าเรียกเราเข้าสู่ “ลำธารเครีท” เพื่อตัดสิ่งรบกวนออก และหล่อหลอมชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราให้พึ่งพาพระองค์มากขึ้น
  • การจัดเตรียมในวิธีที่เราคาดไม่ถึง: พระเจ้าใช้นกกาเพื่อเลี้ยงดูเอลียาห์ ในยามวิกฤต พระเจ้าอาจไม่ได้ช่วยเราผ่านช่องทางปกติ แต่อยากให้เราวางใจว่า พระองค์สามารถใช้สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ หรือคนที่เราคาดไม่ถึงมาเป็นท่อธารน้ำแห่งพระพรในชีวิตเราได้ ขอเพียงเราก้าวเดินด้วยความเชื่อเบื้องต้นก่อน

สำหรับสังคมพระศาสนจักรในภาพรวม บทเรียนจากเอลียาห์เป็นเสียงเตือนสติที่สำคัญมาก…

  • การเผชิญหน้ากับ “พระบาอัล” ในคราบความทันสมัย: พระบาอัลคือตัวแทนของความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความสำเร็จทางวัตถุ ปัจจุบันพระศาสนจักรหลายแห่งกำลังเผชิญกับสิ่งล่อใจของ ลัทธิวัตถุนิยม” หรือ เทววิทยาแห่งความมั่งคั่ง” (Prosperity Gospel) ที่เน้นแต่ความสำเร็จภายนอก เรื่องนี้เตือนให้พระศาสนจักรกลับมามุ่งเน้นที่ความศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ การกลับใจ และความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง มากกว่าการเอาใจกระแสทางโลก
  • บทบาทของผู้ประกาศข่าวดี พระศาสนจักรต้องไม่เงียบเฉยต่อความอยุติธรรมหรือความเสื่อมทรามในสังคม พระศาสนจักรต้องทำหน้าที่เป็น “เสียงของเอลียาห์” ที่กล้าพูดความจริงด้วยความรักและสติปัญญา เพื่อเรียกสติของสังคมและนำทางผู้คนกลับมาหาทางที่ถูกต้อง
  • การพึ่งพาพระเจ้าไม่ใช่โครงสร้างของโลก เมื่อแผ่นดินแห้งแล้ง พระศาสนจักรไม่ได้อยู่รอดด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดของโลก แต่อยู่รอดด้วยการเชื่อฟังเสียงของพระเจ้าและการอัศจรรย์ของพระองค์ พระศาสนจักรจำเป็นต้องฝึกฝนสมาชิกให้รู้จักสะสมความเชื่อและการพึ่งพาพระเจ้าในระดับบุคคล เพื่อที่เมื่อวิกฤตระดับโลกมาถึง พระศาสนจักรจะยังคงเป็นประภาคารที่มั่นคงและไม่สั่นคลอน

ข้อคิดปิดท้าย: ก่อนที่เอลียาห์จะทำรายการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่บนภูเขาคาร์เมล เขาต้องผ่านโรงเรียนแห่งความโดดเดี่ยวและการเชื่อฟังที่ลำธารเครีทก่อน พระศาสนจักรและชีวิตเราก็เช่นกัน ความยิ่งใหญ่ในงานรับใช้ต่อหน้าผู้คน มักเริ่มต้นจากความสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้าในที่ลับตา

วันนี้ พระวรสารโดยนักบุญมัทธิว 5:1-12 คือบทเริ่มต้นของ “คำเทศนาบนภูเขา” (Sermon on the Mount) ที่รู้จักกันในนาม “ผู้เป็นสุขแท้” หรือ “ผู้ได้รับพระพร” (The Beatitudes)

พระเยซูไม่ได้กำลังให้กฎเกณฑ์ใหม่ แต่พระองค์กำลังพลิกกลับ (Invert) ค่านิยมของโลกอย่างสิ้นเชิง โดยเผยให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของประชากรแห่งอาณาจักรของพระเจ้า

คำว่า “เป็นสุขแท้” (Blessed/Makarios) ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความสุขชั่วครั้งชั่วคราวจากสิ่งเร้าภายนอก แต่หมายถึง สภาพจิตใจที่อิ่มเอมและได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า” แม้สถานการณ์รอบตัวจะย่ำแย่ โดยพระเยซูเจ้าทรงสรุปไว้ 8 ประการ:

ผู้ที่เป็นสุขในสายตาของพระเจ้าความหมายที่แท้จริง
1. ผู้ที่ยากจนด้านจิตวิญญาณคนที่รู้ตัวว่าตนเองบกพร่องฝ่ายวิญญาณและต้องการพระเจ้า (ไม่ใช่คนอวดดี)
2. ผู้ที่โศกเศร้าคนที่เสียใจต่อความบาปของตนเองและ ความทุกข์ยากในโลก
3. ผู้ที่มีใจอ่อนโยนคนที่มีความถ่อมใจ ควบคุมพลังของตนเองได้ ไม่ใช้ความก้าวร้าว
4. ผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรมคนที่ปรารถนาจะเห็นความถูกต้องและความยุติธรรมตามพระประสงค์ของพระเจ้า
5. ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาคนที่พร้อมจะให้อภัยและแสดงความรักต่อผู้อื่นเหมือนที่ตนได้รับ
6. ผู้ที่มีใจบริสุทธิ์คนที่มีแรงจูงใจที่ใสสะอาด มุ่งเน้นที่พระเจ้าโดยไม่มีสิ่งแอบแฝง
7. ผู้ที่สร้างสันติสุขคนที่เชื่อมรอยร้าวและสร้างความปรองดอง ไม่ใช่คนสร้างความแตกแยก
8. ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะความชอบธรรมคนที่ยอมทนทุกข์และถูกใส่ร้ายเพราะยืนหยัดในความเชื่อและความถูกต้อง

ค่านิยมของโลกในปัจจุบันมักบอกเราว่า คนที่จะมีความสุขได้ต้อง “รวย, แข็งแรง, ประสบความสำเร็จ, มีอำนาจ และอยู่เหนือผู้อื่น” แต่พระดำรัสของพระเยซูเจ้าสวนทางอย่างสิ้นเชิง:

  • เยียวยาจิตใจในยุคแห่งการเปรียบเทียบ: สังคมออนไลน์ทำให้เราเป็นทุกข์เพราะคิดว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” หรือ “ไม่รวยพอ” แต่ข้อพระคัมภีร์นี้เตือนใจว่า ความสุขที่แท้จริงเริ่มต้นจากภายใน เมื่อเรารู้จักสุภาพถ่อมตน (ยากจนฝ่ายวิญญาณ) และยอมรับความอ่อนแอของตนเองต่อพระพักตร์พระเจ้า
  • การตอบโต้ด้วยความอ่อนโยนในสังคมที่เดือดดาล: ปัจจุบันเราเห็นการสาดโคลน ความเกลียดชัง และความรุนแรงในสังคมได้ง่ายมาก การเป็น ผู้สร้างสันติ” และ มีใจอ่อนโยน” จึงเป็นสิ่งจำเป็น คริสตชนถูกเรียกให้เป็นผู้ลดอุณหภูมิความขัดแย้ง ไม่ใช่ร่วมผสมโรงสร้างความแตกแยก
  • การยืนหยัดเพื่อความถูกต้องท่ามกลางผลประโยชน์: การ “หิวกระหายความชอบธรรม” ในปัจจุบัน อาจทำให้เราต้องเสียเปรียบในหน้าที่การงานหรือการเรียน (เช่น การปฏิเสธที่จะทุจริต) พระเยซูเจ้าทรงหนุนใจว่า การถูกโดดเดี่ยวเพราะทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นมีบำเหน็จอันยิ่งใหญ่ในสวรรค์รองรับอยู่

ธรรมนูญแห่งแผ่นดินสวรรค์นี้ เป็นบรรทัดฐานโดยตรงที่พระศาสนจักรต้องใช้ในการสำรวจตนเอง:

  • พระศาสนจักรต้องไม่ใช่สโมสรของคนสมบูรณ์แบบ หากพระศาสนจักรกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน แสดงแต่ความสำเร็จอวดกัน พระศาสนจักรนั้นกำลังสวนทางกับพระคัมภีร์ พระศาสนจักรที่แท้จริงต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับ ผู้ที่ยากจนฝ่ายวิญญาณ” และ ผู้ที่โศกเศส้า” ให้เข้ามาพบการรักษาและการยอมรับ
  • การวัดผลความสำเร็จที่เปลี่ยนไป: โลกมักวัดความสำเร็จขององค์กรด้วยตัวเลขงบประมาณ หรือจำนวนสมาชิก แต่พระเยซูเจ้าทรงวัดความสำเร็จของพระศาสนจักรที่ ลักษณะนิสัย ของผู้มีความเชื่อ พระศาสนจักรเติบโตอย่างแท้จริงเมื่อสมาชิกมีใจเมตตากรุณา มีใจบริสุทธิ์ และสร้างสันติสุขในชุมชนรอบข้าง
  • พร้อมรับมือกับการถูกต่อต้าน เมื่อพระศาสนจักรยืนหยัดในความจริงและหลักการของพระเจ้า พระศาสนจักรย่อมต้องเผชิญกับการไม่ยอมรับจากโลก พระศาสนจักรต้องไม่ยอมประนีประนอมกับความบาปหรือค่านิยมที่บิดเบี้ยวเพียงเพื่อจะได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ต้องเข้มแข็งและชื่นชมยินดีในการร่วมทนทุกข์กับพระคริสต์

ข้อคิดปิดท้าย: พระพรที่พระเยซูเจ้าสัญญานั้นไม่ได้เริ่มหลังจากที่เราตายไปแล้ว แต่เริ่มต้น “เดี๋ยวนี้” ในใจของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระองค์ เป็นความสุขที่โลกให้ไม่ได้ และไม่มีใครสามารถพรากมันไปจากเราได้

ค่านิยมของโลก” พยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลง มาตรฐานของพระเยซูเจ้า” ในพระศาสนจักรปัจจุบันอย่างไร…

เรื่องเล่า: “เมื่อพระศาสนจักรจ้าง ‘บริษัทที่ปรึกษาการตลาด’ มาปรับปรุงบทเทศน์”

ณ สังฆมณฑลใหญ่แห่งหนึ่ง คณะกรรมการบริหารรู้สึกว่าช่วงนี้ยอดสมาชิกเริ่มนิ่งๆ แถมวัยรุ่นก็เริ่มหายหน้าไป คณะกรรมการจึงยอมทุ่มเงินก้อนโตจ้าง บริษัทมาร์เก็ตติ้ง” เข้ามาช่วยวิเคราะห์และปรับปรุงภาพลักษณ์สังฆมณฑล

หลังจากเก็บข้อมูลอยู่ 3 เดือน CEO ของบริษัทการตลาดก็นำทีมงานมาเปิดสไลด์ Presentation ต่อหน้าบรรดาคุณพ่อและประมุขสังฆมณฑล

CEO เริ่มวิเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญ: จากการสำรวจ Pain Point ของผู้บริโภค… เอ้ย! ของสมาชิกรุ่นใหม่ เราพบว่า ‘เนื้อหา’ ของคำสอน ล้าสมัย ไปแล้ว โดยเฉพาะบทเทศนาที่ชื่อว่า คำเทศนาบนภูเขา (มัทธิว 5)’เนี่ย… ซึ่งขัดต่อหลักการตลาดอย่างรุนแรง! ถ้าอยากให้สังฆมณฑลโต 200% เราต้อง Rebranding ปรับปรุงขนาดหนักคำสอนนี้ใหม่!”

บรรดาคุณพ่ออาวุโสขมวดคิ้ว: “Rebrand พระดำรัสพระเยซูเจ้าเนี่ยนะ? “

CEO ยิ้มกว้างแล้วกดเปลี่ยนสไลด์: เราต้องเปลี่ยน ผู้เป็นสุขแท้ 8 ประการ’ให้เป็น ‘8 Key Success Factors สู่ความปัง’ลองดูตัวอย่างที่เราปรับปรุงมาให้ดูนะครับ…”

  • ข้อแรก: “ผู้ที่ยากจนฝ่ายวิญญาณก็เป็นสุข”
    • CEO วิจารณ์: “คำว่า ยากจน มันดู Low-income มากครับ ใครจะอยากมาวัดแล้วรู้สึกจน? เราขอเปลี่ยนเป็น ผู้ที่รู้จักลงทุนในกองทุนฝ่ายวิญญาณระดับ Ultra Wealthy ก็เป็นสุข’ ฟังดูหรูหรา น่าเปิดพอร์ตมั้ยครับ?”
  • ข้อสอง: “ผู้ที่ใจอ่อนโยนก็เป็นสุข”
    • CEO วิจารณ์: “อ่อนโยนในโลกธุรกิจยุคนี้คือโดนเหยียบตายครับ! เราปรับตำแหน่งการตลาดใหม่ (Positioning) เป็น ผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูง (Alpha Male/Female) และกล้าขัดขวางระบบเก่าๆ ของวงการก็เป็นสุข’
  • ข้อสาม: “ผู้ที่สร้างสันติก็เป็นสุข”
    • CEO วิจารณ์: “สร้างสันติสุขมันน่าเบื่อ ไม่มี Engagement ครับ ยุคนี้มันต้องดราม่า! เราขอเปลี่ยนเป็น ผู้ที่กล้า Call out และสร้างคอนเทนต์ดราม่าเพื่อให้ยอดไลก์พุ่งกระฉูดก็เป็นสุข’
  • ข้อสุดท้าย: “ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะความชอบธรรมก็เป็นสุข”
    • CEO วิจารณ์: “อันนี้แย่ที่สุด! ใครจะยอมจ่ายเงินทำบุญ เพื่อมาโดนข่มเหงครับ? เราขอเสนอให้ตัดข้อนี้ทิ้ง แล้วแทนที่ด้วย ผู้ที่ทำยอดอธิษฐานภาวนาทะลุเป้า จะได้รับตั๋ว VIP ไปสวรรค์พร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย’

พอ CEO นำเสนอเสร็จ ทีมมาร์เก็ตติ้งก็ปรบมือกันเองอย่างภาคภูมิใจ

ประมุขสังฆมณฑลนั่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะยกมือถามเบาๆ ว่า: เอ่อ… แล้วถ้าเราปรับตามนี้หมด พระเยซูเจ้าจะยังประทับอยู่ในพระศาสนจักรของเราไหมครับ?”

CEO หันไปมองหน้าทีมงาน แล้วหันมาตอบแบบยิ้มๆ ว่า: โอ พระคุณเจ้า ถ้าทำตามแผนนี้นะ พระศาสนจักรจะร่ำรวยมาก สมาชิกจะแน่นจนต้องขยายตึก… ส่วนพระเยซูเจ้าน่ะเหรอครับ? ผมเดาว่าพระองค์น่าจะหนีไปหลบภัย เดินสายแจกขนมปังกับเนื้ออยู่ที่ ‘ลำธารเครีท’ กับลุงเอลียาห์ตั้งแต่ข้อแรกแล้วละครับ!”

ชวนคิดสะกิดใจ

เรื่องนี้ชวนให้เรากลับมาคิดวิเคราะห์ปัจจุบันว่า…

  • เรากำลังพยายาม แต่งเติม” หรือ ลดทอน” ความจริงของพระเจ้า เพื่อให้ “ฟังดูง่าย” หรือ “ถูกใจ” ตัวเราและสังคมรอบข้างอยู่หรือเปล่า?
  • บางครั้ง พระศาสนจักรหรือตัวเราเองอาจจะยอมทิ้งมาตรฐานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า (ความสุภาพถ่อมตน ความรัก ความเมตตา ความบริสุทธิ์ การติดตามแบกกางเขน) เพียงเพราะอยากได้ผลลัพธ์ที่โลกเรียกว่า “ความสำเร็จ”

พระเยซูเจ้าไม่เคยจัดแคมเปญการตลาดเพื่อเอาใจใคร พระองค์ประกาศความจริงตรงๆ และความจริงนั้น—แม้จะขัดใจแบบชาวโลกของเรา—แต่นี่คือสิ่งเดียวที่ให้ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนตลอดกาล!

การที่พระเจ้าเลือกใช้ นกกา” (Ravens) ในการเลี้ยงดูประกาศกเอลียาห์ที่ลำธารเครีทนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแค่หาดวงดีเลือกสัตว์ชนิดไหนก็ได้ แต่ในบริบทวัฒนธรรมยิวและศาสนศาสตร์ พันธสัญญาเดิม นี่คือการเลือกที่มีนัยสำคัญและลึกซึ้งมาก โดยสามารถแยกออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

ตามธรรมบัญญัติของโมเสสใน เลวีนิติ 11:13-15 นกกาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม สัตว์มลทิน” (Unclean animals) ห้ามคนอิสราเอลรับประทาน เนื่องจากมันเป็นนกกินซากศพ (Scavenger)

พระเจ้าทรงใช้ ‘นกกา’ สัตว์ที่โลกมองว่ามลทินและหวงของกิน เพื่อสำแดงฤทธานุภาพเหนือธรรมชาติ. Source: Culture Club / Getty Images

  • ความย้อนแย้งที่น่าทึ่ง: เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่เคร่งครัดและบริสุทธิ์ แต่พระเจ้ากลับใช้สัตว์ที่ “มลทิน” คาบอาหารมาให้เขาทุกวันเช้า-เย็น ถ้านกกาคาบเนื้อที่ไปตอมซากศพมา เอลียาห์ก็คงกินไม่ได้ ดังนั้น การที่นกกาคาบ “ขนมปังและเนื้อที่สะอาด” มาให้ จึงเป็นการอัศจรรย์ซ้อนการอัศจรรย์ ที่พระเจ้าทรงควบคุมแม้กระทั่งพฤติกรรมของสัตว์มลทินให้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์
  • นิสัยตามธรรมชาติของนกกา: ในทางชีววิทยาและวัฒนธรรมโบราณ นกกาขึ้นชื่อเรื่องความเห็นแก่ตัว หวงอาหาร และไม่เลี้ยงดูแม้กระทั่งลูกของมันเอง (โยบ 38:41 และ สดุดี 147:9 สื่อถึงลูกนกกาที่ร้องทูลพระเจ้าเพราะขาดอาหาร) การที่สัตว์ที่มีสัญชาตญาณแย่งชิงและหวงของกิน ยอมคาบเนื้อและขนมปังมาส่งให้มนุษย์โดยไม่กินเอง ถือเป็นการหักล้างกฎธรรมชาติโดยสรรพานุภาพของพระเจ้า

ในยุคของเอลียาห์ กษัตริย์อาฮับและประชาชนพากันกราบไหว้ พระบาอัล เพราะเชื่อว่าบาอัลเป็นเทพแห่งพายุ ฝน ความอุดมสมบูรณ์ และควบคุมธรรมชาติ

การตบหน้าความเชื่อท้องถิ่น: การที่พระเจ้าสั่งให้ฝนหยุดตก แปลว่าพระบาอัลหมดน้ำยา และการที่พระเจ้าทรงสั่งให้ “นกกา” (ซึ่งเป็นสิ่งสร้างระดับล่าง) มาเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ เป็นการแสดงให้กษัตริย์อาฮับและคนทั้งปวงเห็นว่า พระยาห์เวห์ต่างหากคือผู้ควบคุมธรรมชาติที่แท้จริง” แม้แต่นกกาที่คาดเดาไม่ได้ ก็ยังต้องสยบและทำตามคำสั่งของพระองค์ แต่พระบาอัลกลับไม่สามารถส่งฝนลงมาได้เลย

การให้เอลียาห์พึ่งพานกกา มีบทเรียนฝ่ายวิญญาณที่ลึกซึ้ง 3 ประการ:

  • ทลายความเย่อหยิ่งฝ่ายวิญญาณ: เอลียาห์เป็นคนยิวที่บริสุทธิ์ การต้องรับอาหารจากปากของนกกา (สัตว์มลทิน) ทุกวัน บังคับให้เขาต้อง “สุภาพถ่อมตน” อย่างที่สุด เขาไม่สามารถเลือกได้ว่าจะกินอะไร หรือให้ใครมาเสิร์ฟ พระเจ้ากำลังสอนให้เขารับการจัดเตรียมใน รูปแบบของพระเจ้า ไม่ใช่รูปแบบที่เขาพึงพอใจ
  • สอนให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อวันต่อวัน: นกกามาแค่ “เช้าและเย็น” แปลว่าตอนกลางวันเอลียาห์ไม่มีอาหารตุนไว้ เขาต้องนั่งรอด้วยความเชื่อว่า “เย็นนี้นกกาจะมาไหม” เป็นการฝึกฝนความไว้วางใจพระเจ้าแบบวันต่อวัน (เหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้ขอ “อาหารประจำวัน” ในมัทธิว 6)
  • พระเจ้าทรงใช้ใครหรืออะไรก็ได้: เรื่องนี้บอกเราในปัจจุบันว่า อย่าจำกัดวิธีการของพระเจ้า พระเจ้าสามารถใช้โครงสร้าง ระบบ สังคม หรือแม้แต่ “คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า” (เปรียบเหมือนนกกาในสายตาของคนยิว) มาเป็นท่อธารนำพระพร พระหรรษทาน เพื่อปกป้องพระศาสนจักรและตัวเราได้ในยามวิกฤต

สรุปสั้นๆ: พระเจ้าเลือกใช้นกกาเพื่อพิสูจน์ว่า ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลนี้ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพระองค์” และพระองค์สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นมลทิน ไร้ค่า หรือเห็นแก่ตัว ให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งพระพรที่สัตย์ซื่อที่สุดได้เมื่อพระองค์ทรงบัญชา


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ