บทเทศน์และข้อคิด วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2026
ระลึกถึงนักบุญนอร์เบิร์ต พระสังฆราช
พระวาจาพระเจ้าจาก 2 ทิโมธี 4:1-8
นี่เป็นหนึ่งในข้อเขียนที่ทรงพลังและสะเทือนใจที่สุดของอัครสาวกเปาโล เพราะนี่คือ “จดหมายลาตาย” หรือคำกำชับสุดท้ายของท่านที่เขียนถึงทิโมธี (ศิษย์เอกผู้เป็นพระสังฆราชหนุ่มแห่งเอเฟซัส) ก่อนที่เปาโลจะถูกประหารชีวิตในกรุงโรม
1. เนื้อหาสาระที่สำคัญของพระวาจา (2 ทิโมธี 4:1-8)
-คำกำชับอันศักดิ์สิทธิ์และการเตือนเรื่อง “หูผึ่ง” เปาโลเริ่มด้วยการอ้างถึงพระพักตร์พระเจ้าและพระเยซูคริสต์ผู้ทรงตัดสินทั้งคนเป็นและคนตาย โดยสั่งทิโมธีอย่างเฉียบขาดว่า “จงประกาศพระวรสาร” อย่างสม่ำเสมอทั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส ให้ตักเตือน สั่งสอน และชี้แจงด้วยความอดทนอย่างที่สุด
-สาเหตุที่ต้องทำเช่นนั้น เปาโลพยากรณ์ว่า จะมียุคหนึ่งที่ผู้คนจะไม่ยอมทนต่อหลักคำสอนที่ถูกต้อง แต่พวกเขาจะรวบรวมผู้เทศน์สอนที่พูดในสิ่งที่ “ถูกหู” (หรือ “หูผึ่ง” อยากฟังสิ่งที่สบายใจ) และจะหันไปฟังเรื่องนิยายแทน เปาโลจึงสำทับทิโมธีว่า “ส่วนท่านจงหนักแน่นมั่นคง… จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวดี”
-ชัยชนะและการมองไปที่เส้นชัย ตรงนี้คือความงดงามของความเชื่อ เปาโลไม่ได้มองความตายด้วยความกลัว แต่มองว่าชีวิตของท่านกำลังจะถูกเทลงเหมือน “เครื่องบูชา” และถึงเวลาที่ต้องจากไปแล้ว ท่านสรุปชีวิตตนเองด้วย 3 ประโยค ดังนี้
- ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง (I have fought the good fight)
- ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนเสร็จสิ้น (I have finished the race)
- ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว (I have kept the faith)
และท่านมั่นใจว่า “มงกุฎแห่งความชอบธรรม” กำลังรอท่านอยู่ รวมถึงทุกคนที่เฝ้ารอการปรากฏของพระองค์ด้วย
2. ข้อคิด และไตร่ตรองในสถานการณ์ปัจจุบันทั้งชีวิตส่วนตัวและสังคม
ยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมวัตถุนิยม และแนวคิดแบบ “ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง” พระวาจาตอนนี้เตือนสติเราในหลายมิติ…
- รับมือกับยุค “Fake News” ผู้คนจะหันไปหาผู้สอนที่พูดจาถูกหู ตรงกับปรากฏการณ์ Echo Chamber ในโซเชียลมีเดียปัจจุบัน ที่คนเราเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือกิเลสของตัวเอง คริสตชนยุคนี้จึงต้องหนักแน่นใน “ความจริง” (Truth) ไม่ใช่ไหลไปตาม “ความนิยม” (Trend)
- การวิ่งแข่งในระยะยาว (Endurance) ชีวิตปัจจุบันหมุนไวมาก ผู้คนชอบความสำเร็จรูป แต่เปาโลเตือนเราว่าความเชื่อคือ “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น การรักษาความเชื่อจนถึงวันสุดท้าย ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ วินัย และความอดทนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง หรือปัญหาส่วนตัว
- การมองความตายด้วยมุมมองใหม่ ท่ามกลางโลกที่กลัวความตายและความแก่ชรา เปาโลแสดงให้เห็นว่า ชีวิตที่สัตย์ซื่อต่อพระพักตร์หน้าพระเจ้าจะทำให้เราสามารถเผชิญช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความหวัง ไม่ใช่ความสิ้นหวัง
3. ข้อคิด และการไตร่ตรอง ใช้กับพระศาสนจักร
พระวาจาบทนี้แท้จริงแล้วคือ “คู่มือการเลี้ยงฝูงแกะและการบริหารพระศาสนจักร” ท่ามกลางความท้าทายยุคใหม่
- จุดยืนเรื่องหลักคำสอน (Sound Doctrine) พระศาสนจักรในปัจจุบันเผชิญแรงกดดันให้ต้อง “ปรับตัวตามโลก” เพื่อดึงดูดผู้คน จนบางครั้งยอมลดทอนความจริงของพระวรสาร (เช่น เน้นแต่เรื่องความมั่งคั่ง ความสำเร็จ หรือการประนีประนอมกับบาป) เปาโลเตือนให้พระศาสนจักรและผู้รับใช้ต้องกล้า “ตักเตือนและสั่งสอนด้วยหลักคำสอนที่ถูกต้อง” แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ถูกใจผู้ฟังก็ตาม
- หน้าที่ของศาสนบริกรและผู้นำ ผู้นำพระศาสนจักรต้องทำหน้าที่ทั้งสบโอกาสและไม่สบโอกาส หมายถึง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่พระศาสนจักรเติบโตหรือเผชิญการข่มเหง/วิกฤต ผู้นำต้องหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสสังคม
- การส่งต่อไม้ต่อ จดหมายฉบับนี้คือการส่งไม้ต่อจากคนรุ่นเก๋า (เปาโล) สู่คนรุ่นใหม่ (ทิโมธี) พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับการสร้างศิษย์และการส่งมอบภารกิจให้คนรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ความเชื่อสูญหายไป
สรุปข้อคิดเตือนใจ จาก 2 ทิโมธี 4:1-8 กำลังท้าทายเราทุกคนว่า “ในวันสุดท้ายของชีวิต เราจะสามารถพูดเหมือนเปาโลได้หรือไม่ว่า เราได้วิ่งแข่งจนเสร็จสิ้นและรักษาความเชื่อไว้แล้ว?”
สำหรับพระศาสนจักร นี่คือเสียงแตรเรียกเตือนให้กลับมาโฟกัสที่ พระวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ แทนที่จะพยายามเอาใจโลกจนสูญเสียอัตลักษณ์ของพระเยซูเจ้า
พระวรสารวันนี้จาก มาระโก 12:38-44
เป็นพระวาจาตอนที่ตัดกันอย่างรุนแรงและลึกซึ้งมาก โดยพระเยซูเจ้าทรงเปรียบเทียบระหว่างพฤติกรรมของ “พวกธรรมาจารย์” (ผู้นำศาสนาผู้ทรงอิทธิพล) กับ “หญิงม่ายยากจนคนหนึ่ง” เพื่อสอนเราเกี่ยวกับเรื่องท่าทีในใจ ความสัตย์ซื่อ และสิ่งที่พระเจ้าทรงให้คุณค่าอย่างแท้จริง
1. เนื้อหาสาระสำคัญของ มาระโก 12:38-44
บริบทของตอนนี้เกิดขึ้นในบริเวณพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนชัดเจน
คำเตือนเรื่องพวกธรรมาจารย์ (ศาสนาที่เปลือกนอก)
พระเยซูเจ้าทรงเตือนประชาชนให้ระวังพวกธรรมาจารย์ โดยทรงเปิดโปงพฤติกรรมที่เน้นหน้าตาและสถานะทางสังคม…
- ชอบสวมเสื้อคลุมยาวเดินไปมา (แสดงความเหนือกว่า)
- ชอบให้คนคำนับกลางตลาด และชอบนั่งในที่สำคัญในธรรมศาลาหรือในงานเลี้ยง
- ความย้อนแย้งที่ร้ายกาจ พวกเขาแอบ “ริบเรือนของหญิงม่าย” (หมายถึงการโกง ขูดรีด หรือใช้ช่องว่างทางกฎหมายศาสนาเอาเปรียบผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้) แต่กลับ “แสร้งอธิษฐานภาวนาเสียยืดยาว” เพื่อบังหน้า พระเยซูเจ้าสรุปว่าคนพวกนี้จะได้รับโทษหนักที่สุด
เงินถวายของหญิงม่ายยากจน (ความเชื่อที่สิ้นสุดใจ)
พระเยซูเจ้าทรงประทับนั่งตรงข้ามคลังเก็บเงินถวาย และสังเกตดูคนจำนวนมาก เศรษฐีหลายคนเอาเงินจำนวนมากมาใส่ (ซึ่งมักจะทำเสียงดังเพื่อให้คนรู้ว่าถวายมาก) แต่แล้วมีหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งเดินเข้ามา นางหยอดเหรียญทองแดงเล็กๆ สองเหรียญ (มีค่ารวมกันประมาณเศษเสี้ยวของค่าแรงขั้นต่ำในวันนั้น
พระเยซูเจ้าทรงเรียกบรรดาศิษย์มาทันทีและตรัสประโยคเหนือความคาดหมายว่า:
“หญิงม่ายยากจนคนนี้ได้ใส่ในคลังมากยิ่งกว่าคนทั้งปวง… เพราะว่าคนเหล่านั้นได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ แต่หญิงนี้ในสภาพที่ยากจนได้เอาเงินที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีวิตของตนใส่ลงไปจนหมด”
2. ข้อคิด ไตร่ตรองสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (ชีวิตส่วนตัวและสังคม)
- คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้วัดด้วยตัวเลข (Quality vs. Quantity): สังคมปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยมและการวัดผลด้วยสถิติ เช่น ยอดไลก์ รายได้ หรือขนาดของทรัพย์สิน แต่พระวาจาตอนนี้เตือนเราว่า พระเจ้าไม่ได้มองที่ “มูลค่า” (Value) แต่มองที่ “คุณค่าและความเสียสละ” (Sacrifice) คนที่มีเงินร้อยล้านถวายหนึ่งแสน อาจไม่ได้สละอะไรเลยเมื่อเทียบกับคนที่มีเงินร้อยบาทแต่แบ่งปันห้าสิบบาทด้วยใจกว้างขวาง
- การเลิกแสวงหาแสงและการยอมรับจากโลก พวกธรรมาจารย์คือตัวแทนของคนที่หิวแสงในยุคปัจจุบัน (ทำทุกอย่างเพื่อให้เด่น ให้คนยอมรับ มีโปรไฟล์หรูหรา) พระเยซูเจ้าเตือนให้เราตรวจสอบแรงจูงใจว่า สิ่งที่เราทำในสังคมหรือหน้าที่การงาน เราทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง หรือทำด้วยใจจริง
- ความรับผิดชอบต่อผู้เปราะบางในสังคม ชะตากรรมของหญิงม่ายในอดีตคือกลุ่มคนที่ไม่มีสวัสดิการรองรับและถูกเอาเปรียบได้ง่าย ปัจจุบันเรายังคงเห็นช่องว่างระหว่างชนชั้นและการเอารัดเอาเปรียบผู้มีรายได้น้อย คำสอนวันนี้ท้าทายให้เราไม่เพิกเฉยต่อความยุติธรรมในสังคม
3. ข้อคิด ไตร่ตรอง สำหรับพระศาสนจักร
- ระบบชูเกียรติต่างๆ ในพระศาสนจักร ต้องระวังไม่ให้เกิดระบบ “หน้าตา” เหมือนพวกธรรมาจารย์ เช่น การให้ความสำคัญหรือให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถวายรายใหญ่ หรือผู้มีตำแหน่งทางสังคม มากกว่าสมาชิกทั่วไปที่ยากจน พระศาสนจักรต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเท่าเทียมกันต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า
- การบริหารจัดการเงินและทรัพยากร จากคำเตือนเรื่อง “การริบเรือนหญิงม่าย” พระศาสนจักรและผู้นำศาสนา ต้องมีความโปร่งใสอย่างที่สุดในเรื่องการเงิน ต้องไม่ใช้วิธีการบีบคั้น ชวนเชื่อ หรือสร้างกลไกทางจิตวิทยาที่ทำให้สมาชิก (โดยเฉพาะผู้ที่ขัดสน) รู้สึกผิดจนต้องยอมถวายเงินเกินตัวเพื่อแลกกับพระพร
- การประเมินความสำเร็จของพันธกิจ พระศาสนจักรยุคใหม่มักประเมินความสำเร็จจากขนาดอาคาร จำนวนสมาชิก หรือยอดเงินงบประมาณประจำปี แต่เรื่องราวของหญิงม่ายเตือนสติว่า พระศาสนจักรที่ “ประสบความสำเร็จ” ในสายพระเนตรพระเจ้า อาจเป็นชุมชนแห่งความเชื่อเล็กๆ ที่สมาชิกมีความสัตย์ซื่อ อธิษฐานภาวนา ร่วมพิธีกรรมด้วยใจจริง และขับเคลื่อนด้วยความรักสละตนเอง
สรุปข้อคิดเตือนใจ
- เรากำลังเป็นคริสตชนแบบธรรมาจารย์หรือไม่? (ข้างนอกดูดี ถ้อยคำสวยหรู แต่ชีวิตจริงเบียดเบียนผู้อื่น)
- เรากล้าที่จะไว้วางใจพระเจ้าเหมือนหญิงม่ายคนนี้ไหม? (การถวายไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการมอบ “หัวใจและความไว้วางใจทั้งหมด” ไว้กับพระองค์)
วันนี้เราระลึกถึงนักบุญนอร์เบิร์ตแห่งแซนเทน (St. Norbert of Xanten) ช่วงศต. 11-12
ท่านเป็นหนึ่งในนักบุญและผู้นำการปฏิรูปพระศาสนจักรที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 12 ชีวิตของท่านน่าสนใจ เพราะหักเหจากหน้ามือเป็นหลังมือ จาก “เพลย์บอยผู้รักความหรูหรา” กลายมาเป็น “นักบวชผู้ยากจนและพระสังฆราชผู้เปี่ยมด้วยความสัตย์ซื่อ”
1. วัยหนุ่ม: ขุนนางผู้รักความสุขสบาย
นอร์เบิร์ตเกิดในตระกูลขุนนางระดับสูงในแคว้นไรน์แลนด์ (ปัจจุบันคือแถบเยอรมนี/เนเธอร์แลนด์) ราวปี ค.ศ. 1080 ด้วยความที่มีฐานะและหน้าตาในสังคม ท่านจึงได้เข้าทำงานในราชสำนักของจักรพรรดิเฮนรีที่ 5
ในยุคนั้น ท่านได้รับตำแหน่งเป็นอนุสังฆานุกร (Subdeacon) ซึ่งเป็นขั้นหนึ่งในพระศาสนจักร แต่ในความเป็นจริง นอร์เบิร์ตไม่ได้สนใจเรื่องจิตวิญญาณเลย ท่านใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ฟู่ฟ่า เที่ยวสนุกสนาน และปฏิเสธที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ เพราะไม่อยากผูกมัดตัวเองกับกฎเกณฑ์ของศาสนา
2. จุดเปลี่ยนชีวิต: สายฟ้าฟาดกลางทาง
ในปี ค.ศ. 1115 (ขณะอายุประมาณ 35 ปี) ระหว่างที่นอร์เบิร์ตกำลังขี่ม้าไปยังเมืองหนึ่ง ทันใดนั้นก็เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างรุนแรง และมี สายฟ้าฟาดลงมาตรงหน้าม้าของท่านอย่างจัง
แรงระเบิดทำให้ม้าล้มลงและเหวี่ยงนอร์เบิร์ตหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาท่ามกลางความมืดและเสียงฟ้าร้อง ท่านได้ร้องทูลต่อพระเจ้าคล้ายกับประวัติของนักบุญเปาโลว่า “ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ทำสิ่งใด?” และท่านก็ได้รับเสียงตอบในใจให้ละทิ้งทางโลกและหันมาทำความดี
3. จากนักบวชผู้ยากจน สู่นักปฏิรูปพระศาสนจักร
หลังจากเหตุการณ์นั้น นอร์เบิร์ตเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ท่านสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีให้แก่คนยากจน สวมชุดขนสัตว์หยาบๆ เดินเท้าเปล่า และเข้าสู่อารามเพื่อบวชเป็นพระสงฆ์อย่างแท้จริง
ท่านเริ่มออกเดินทางเทศนาสั่งสอนผู้คนและเรียกร้องให้บรรดาพระสงฆ์ในยุคนั้น (ซึ่งเริ่มหย่อนยานในพระวินัยและติดความสะดวกสบาย) กลับมาปฏิรูปตัวเองให้อยู่ในหนทางถูกต้อง ต่อมาในปี ค.ศ. 1120 ท่านได้ก่อตั้งคณะนักบวชขึ้นมาใหม่คณะหนึ่งชื่อว่า คณะพรีมอนสเตรเทนเซียน (Premonstratensians) หรือที่รู้จักกันในนาม “คณะนอร์เบอร์ทีน” (Norbertines) ซึ่งเน้นการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเรียบง่าย อธิษฐานภาวนา และออกประกาศข่าวดีช่วยเหลือสังคม
4. ก้าวสู่ตำแหน่ง “พระสังฆราชแห่งมักเดบวร์ก”
ในปี ค.ศ. 1126 นอร์เบิร์ตได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระอัครสังฆราชแห่งมักเดบวร์ก (Archbishop of Magdeburg) ในเยอรมนี เมื่อรับตำแหน่ง ท่านยังคงรักษาความยากจนและแต่งกายเรียบง่ายจนกระทั่ง รปภ. สำนักพระสังฆราชเกือบจะไม่ยอมให้ท่านเข้าเพราะคิดว่าเป็นขอทาน!
เมื่อบริหารสังฆมณฑล ท่านทำการปฏิรูปอย่างเฉียบขาด:
- เรียกคืนทรัพย์สินของพระศาสนจักรที่ถูกขุนนางทุจริตยึดไป
- ต่อต้านลัทธิเทียมเท็จที่บิดเบือนคำสอนเรื่อง “ศีลมหาสนิท“
- พยายามสร้างสันติภาพระหว่างฝ่ายอาณาจักร (จักรพรรดิ) และฝ่ายศาสนจักร (พระสันตะปาปา) ที่กำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
ความตรงไปตรงมาและการปฏิรูปของท่านทำให้คนเสียผลประโยชน์โกรธแค้นมาก นอร์เบิร์ตถูกลอบสังหารหลายครั้งแต่ก็รอดมาได้ทุกครั้งด้วยความอารักขาของพระเจ้า ท่านรับใช้พระศาสนจักรจนถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1134 และได้รับการประกาศเป็นนักบุญในปี ค.ศ. 1582
5. ข้อคิด ไตร่ตรอง เกี่ยวกับชีวิตของท่านกับยุคปัจจุบัน
- ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่: ชีวิตของนักบุญนอร์เบิร์ตบอกเราว่า ต่อให้ครึ่งชีวิตแรกของเราจะเดินหลงทาง ติดในวัตถุนิยม หรือใช้ชีวิตเพื่อตัวเองมากแค่ไหน แต่เมื่อวันหนึ่งที่เราได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้า (หรือเจอ “สายฟ้าฟาด” ในรูปแบบของวิกฤตชีวิต) เราสามารถหันหลังให้สิ่งเดิมและเริ่มต้นทางใหม่ที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ
- แบบอย่างของการเป็นผู้นำที่โปร่งใส: ในฐานะพระสังฆราช ท่านไม่ได้ใช้ตำแหน่งเพื่อหาผลประโยชน์ แต่ใช้เพื่อ “ชำระล้าง” ความทุจริต พระศาสนจักรและผู้นำในปัจจุบันสามารถเรียนรู้จากท่านในเรื่องความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง แม้จะต้องขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลก็ตาม
- ความรักในศีลมหาสนิท: นักบุญนอร์เบิร์ตมักจะถูกวาดภาพคู่กับ รัศมีผุดผ่องที่บรรจุศีลมหาสนิท (Monstrance) เพราะท่านปกป้องหลักคำสอนนี้อย่างสุดกำลัง เตือนใจพระศาสนจักรในปัจจุบันให้กลับมาให้ความสำคัญกับแก่นแท้ของพิธีกรรม พิธีบูชาขอบพระคุณ และความศักดิ์สิทธิ์ของการนมัสการ
ขอยกตัวอย่างผู้ที่เลียนแบบนักบุญนอร์เบิร์ต ณ ปัจจุบัน
นักธุรกิจชื่อดังที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง e.l.f. Cosmetics แล้วสละทรัพย์สินเพื่อบวชเป็นพระสงฆ์คาทอลิก คือ สก็อตต์ บอร์บา (Scott-Vincent Borba)
ภูมิหลังในโลกธุรกิจ: สก็อตต์ บอร์บา เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพของสหรัฐฯ โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางระดับพันล้านอย่าง e.l.f. Cosmetics รวมถึงมีแบรนด์สกินแคร์ของตัวเอง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณให้กับดาราดังในฮอลลีวูด
จุดเปลี่ยนและการสละทางโลก: แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงและมีชีวิตที่หรูหรา แต่ท่านเปิดเผยว่าลึกๆ แล้วกลับรู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า จนกระทั่งในวัยประมาณ 40 ปี ท่านได้หันกลับมาหาศาสนาอย่างจริงจังตามที่เคยรู้สึกถึงกระแสเรียกมาตั้งแต่เด็ก ท่านตัดสินใจขายกิจการและบริจาคทรัพย์สินรวมถึงเงินทองทั้งหมดเพื่อการกุศล และเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางที่พระเจ้าเรียกให้รับใช้พระศาสนจักรและเพื่อนมนุษย์
การบวชเป็นพระสงฆ์: ท่านได้เข้าศึกษาในสามเณราลัย (Seminary) ตั้งแต่ปี 2021 และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์คาทอลิก (Priest) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ณ สังฆมณฑลเฟรสโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบันท่านทำหน้าที่รับใช้พระเจ้าและดูแลสัตบุรุษในฐานะคุณพ่อบาทหลวงอย่างเต็มตัว อาแมน.
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ






















