ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม ค.ศ.2026

บทเทศน์: “ไฟที่ไม่เผาผลาญ แต่ทำให้โลกอบอุ่น”

“เรามาเพื่อจุดไฟในโลก และเราปรารถนาเหลือเกินให้ไฟนั้นลุกขึ้นแล้ว”

ไฟของพระเยซูเจ้าไม่ใช่ไฟที่เผาบ้านของผู้อื่น ไม่ใช่ไฟแห่งสงคราม ความรุนแรง หรือถ้อยคำเกลียดชัง แต่เป็นไฟที่เผาผลาญความกลัว ความเฉยชา ความเห็นแก่ตัว และอคติภายในใจมนุษย์, ไฟบางชนิดเผาผลาญบ้านเรือน แต่ไฟของพระเยซูเจ้าสร้างบ้านให้คนไร้บ้าน, ไฟบางชนิดทำให้ผู้คนแตกแยก แต่ไฟของพระเยซูเจ้าทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นพี่น้อง, ไฟบางชนิดเกิดจากความโกรธ แต่ไฟของพระเยซูเจ้าเกิดจากหัวใจที่รักจนยอมเสียสละ

นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 รู้จักไฟชนิดนี้ดี เพราะชีวิตของท่านผ่านไฟแห่งความทุกข์มาตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านสูญเสียมารดา พี่ชาย และบิดา ก่อนอายุครบ 21 ปี ประเทศโปแลนด์ถูกกองทัพนาซียึดครอง ท่านต้องทำงานหนักในเหมืองหินและโรงงานเคมี ขณะเดียวกันก็เตรียมตัวเป็นพระสงฆ์อย่างลับ ๆ เพราะรัฐบาลนาซีสั่งปิดบ้านเณร

ต่อมาภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ท่านยังต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของประชาชนในการมีวัดและประกาศความเชื่อ ที่เมืองโนวาฮูตา ซึ่งถูกสร้างให้เป็น “เมืองอุตสาหกรรมที่ไม่มีพระเจ้า” ทางการไม่ต้องการให้มีวัด แต่พระสังฆราชคาโรล วอยตีวาไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ ท่านไปถวายมิสซากลางแจ้งท่ามกลางความหนาว ยืนอยู่ข้างกางเขนไม้ และอดทนต่อสู้เป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดวัดก็ถูกสร้างขึ้น ภายหลังพระองค์ตรัสว่า ประวัติศาสตร์ของโนวาฮูตาถูกเขียนขึ้นด้วยไม้กางเขน และจากไม้กางเขนนั้น “การประกาศพระวรสารใหม่” ได้เริ่มต้นขึ้น  ท่านไม่ได้ชนะด้วยปืน ไม่ได้ชนะด้วยการด่าทอ แต่ชนะด้วยการยืนหยัดอยู่กับความจริง โดยไม่สูญเสียความรัก

พระเยซูเจ้าตรัสต่อไปว่า พระองค์มิได้นำสันติภาพแบบราคาถูกมาให้ แต่ทรงนำ “การแบ่งแยก” มาให้ ข้อความนี้ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าปรารถนาให้ครอบครัวทะเลาะกัน แต่หมายความว่า เมื่อความจริงของพระวรสารเข้ามาในชีวิต เราจะต้องตัดสินใจเลือก เราจะเลือกความสะดวก หรือเลือกความถูกต้อง? เราจะเลือกนิ่งเฉย หรือยืนข้างผู้ถูกทอดทิ้ง? เราจะรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง หรือรักษาศักดิ์ศรีของผู้อื่น? เราจะส่งต่อข่าวลือที่ทำร้ายคน หรือกล้าหยุดมันไว้ที่เรา? ไฟของพระเยซูเจ้าทำให้เราไม่สามารถเป็นคริสตชนแบบ “อุ่น ๆ” ได้ บางครั้งเราภาวนาว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนแปลงโลกด้วยเถิด” พระเจ้าคงตรัสตอบว่า “ได้สิ…พ่อจะเริ่มเปลี่ยนจากลูกก่อน”เรามักอยากให้พระเจ้าจุดไฟในคนอื่น แต่ไม่อยากให้พระองค์แตะต้องความเคยชินของเรา, เราอยากให้คนในครอบครัวกลับใจ แต่อาจไม่อยากเป็นฝ่ายขอโทษก่อน, เราอยากให้พระศาสนจักรเปลี่ยนแปลง แต่ไม่อยากเสียเวลารับใช้, เราอยากให้สังคมมีเมตตา แต่เมื่อพบคนที่แตกต่างจากเรา เรากลับรีบตัดสินเขา

ไฟที่พระเยซูเจ้าต้องการจุด ไม่ได้เริ่มที่กรุงโรม ไม่ได้เริ่มในทำเนียบรัฐบาล และไม่ได้เริ่มในโทรศัพท์มือถือของคนอื่น แต่เริ่มในหัวใจของเราเอง

บทอ่านจากจดหมายถึงชาวเอเฟซัสจึงเป็นคำตอบ นักบุญเปาโลคุกเข่าภาวนา ขอให้พระเยซูเจ้าทรงพำนักในใจของเรา และขอให้เรา “หยั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรัก” ต้นไม้ยืนหยัดต่อพายุได้ ไม่ใช่เพราะกิ่งก้านส่งเสียงดัง แต่เพราะรากหยั่งลึก

นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 สามารถยืนหยัดต่อหน้านาซี คอมมิวนิสต์ สงคราม และแม้แต่ผู้ที่พยายามสังหารพระองค์ได้ ไม่ใช่เพราะพระองค์มีอำนาจทางการเมืองมากกว่า แต่เพราะชีวิตของพระองค์หยั่งรากลึกในพระเยซูเจ้า

เมื่อพระองค์เสด็จมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 10–11 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 พระองค์มิได้มาเพื่อแสดงอำนาจ แต่มาเพื่อสร้างสะพาน ทรงเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพบสมเด็จพระสังฆราชแห่งคณะสงฆ์ไทย ทรงขอบคุณประเทศไทยที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย และทรงยกย่องเสรีภาพทางศาสนาและจิตใจแห่งความเอื้อเฟื้อของคนไทย  ที่สามพราน พระองค์ทรงบวชพระสงฆ์ไทยใหม่ 23 องค์ และตรัสแก่พวกเขาว่า“จงเป็นบุรุษแห่งการให้อภัยและพระเมตตาของพระเจ้า…ในทุกสิ่งที่ท่านทำ จงเป็นพระเยซูเจ้าอีกองค์หนึ่งสำหรับผู้ที่ท่านพบ”  ถ้อยคำนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับพระสงฆ์เท่านั้น แต่สำหรับคริสตชนทุกคน

ท่ามกลางสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธในโลกออนไลน์ ไฟแห่งการแบ่งฝ่าย ไฟแห่งสงคราม และไฟแห่งความหวาดกลัว พระศาสนจักรถูกเรียกให้จุดไฟอีกชนิดหนึ่ง—ไฟแห่งความเมตตา เราอย่าเติมไฟแห่งความเกลียดชัง แต่จงเป็นตะเกียงในความมืด, เราอย่าตะโกนแข่งกับโลก แต่จงพูดด้วย “ภาษาของหัวใจ”, เราอย่ากลัวที่จะยืนข้างความจริง แต่อย่าพูดความจริงโดยปราศจากความรัก

วันนี้นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 คงกล่าวกับพวกเราอีกครั้งว่า “อย่ากลัวเลย จงเปิดประตูให้พระเยซูคริสตเจ้า” เปิดประตูครอบครัวของเราให้พระองค์, เปิดประตูบาดแผลที่เราซ่อนไว้, เปิดประตูวัดของเราให้คนยากจน คนแปลกหน้า เยาวชน และผู้ที่คิดว่าตนเองไม่มีที่ในพระศาสนจักร และเปิดประตูหัวใจของเราให้พระจิตเจ้าจุดไฟขึ้นใหม่

ขออย่าให้เราเป็นเพียงผู้ที่เคยเห็นพระสันตะปาปาเสด็จมาเยือนประเทศไทย แต่ขอให้เราเป็นผู้สืบทอด “ไฟ” ที่พระองค์เคยจุดไว้ในแผ่นดินไทย

ขอวิงวอนนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 โปรดภาวนาเพื่อประเทศไทย เพื่อพระศาสนจักรของเรา และเพื่อเราทุกคน ขอให้หัวใจของเราลุกเป็นไฟ แต่ไม่เผาผลาญผู้ใด— เป็นไฟที่ให้แสงสว่าง ให้ความอบอุ่น และนำโลกกลับมาพบพระเยซูเจ้า อาเมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ