ข้อคิดในมิสซา วันอังคารที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.2026

 “ไม้กางเขนที่สร้างจากตะปูของศัตรู”


เมื่อเราพูดถึงไม้กางเขน หลายคนคิดถึงความทุกข์ ความสูญเสีย หรือภาระที่ต้องอดทน แต่สำหรับนักบุญเปาโลแห่งไม้กางเขน ไม้กางเขนไม่ใช่เพียงเครื่องหมายแห่งความเจ็บปวด แต่เป็น การเปิดเผยความรักของพระเจ้าที่ชัดเจนที่สุด ท่านเคยกล่าวว่า “พระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า คือกิจการแห่งความรักของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่และน่าพิศวงที่สุด”

นักบุญเปาโลมีชื่อเดิมว่า เปาโล ฟรันเชสโก ดาเนอี เกิดในปี ค.ศ. 1694 ที่เมืองโอวาดา ทางตอนเหนือของอิตาลี ท่านเติบโตในครอบครัวใหญ่ที่มีบุตรถึง 16 คน แต่เด็กหลายคนเสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย ความยากจน การโยกย้าย และการเห็นความเปราะบางของชีวิต ทำให้ท่านเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกยั่งยืน ครั้งหนึ่งท่านเคยสมัครเป็นทหาร โดยคิดว่าจะรับใช้พระเจ้าด้วยการทำสงคราม แต่ไม่นานก็ค้นพบว่า พระเจ้าไม่ได้เรียกท่านให้จับดาบ หากทรงเรียกให้ท่านประกาศไม้กางเขน ท่านเคยได้รับข้อเสนอให้แต่งงาน และได้รับมรดกจากญาติผู้เป็นพระสงฆ์ แต่ท่านปฏิเสธทั้งหมด โดยขอเก็บไว้เพียงหนังสือทำวัตรหนึ่งเล่ม ราวกับจะบอกว่า “สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่ทรัพย์สมบัติ แต่คือหัวใจที่รู้จักฟังพระเจ้า”

เมื่ออายุ 26 ปี ท่านเข้าเงียบเป็นเวลา 40 วัน สวมเสื้อคลุมสีดำอย่างคนยากจน อยู่ในห้องเล็กๆ สวดภาวนาและเขียนพระวินัยของคณะใหม่ ซึ่งต่อมาคือคณะมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า หรือคณะ Passionists  เครื่องหมายบนเสื้อของคณะเป็นรูปหัวใจ มีไม้กางเขนอยู่ด้านบน และมีคำว่า Jesu XPI Passio หมายถึง “พระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า” เครื่องหมายนี้ไม่ได้อยู่กลางแผ่นหลัง แต่อยู่เหนือหัวใจ เพราะไม้กางเขนต้องไม่เป็นเพียงเครื่องประดับภายนอก แต่ต้องถูกจารึกไว้ในหัวใจ

นักบุญเปาโลแห่งไม้กางเขนกล่าวว่า ปัญหาของโลกคือมนุษย์ “หลงลืมพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า” ไม่ใช่เพราะเราไม่เคยเห็นไม้กางเขน แต่เพราะเราเห็นจนเคยชิน เรามีไม้กางเขนแขวนในบ้าน แขวนที่คอ ตั้งบนพระแท่น แต่บางครั้งเรายังคงสร้างกำแพงในหัวใจ

บางคนจูบไม้กางเขนก่อนนอน แต่ไม่ยอมพูดกับพี่น้อง, บางคนมาวัดทุกวันอาทิตย์ แต่เก็บรายชื่อศัตรูไว้ครบทุกคน, บางคนให้อภัยแล้ว—แต่ให้อภัยแบบมีภาคผนวก มีเชิงอรรถ และพร้อมเปิดแฟ้มเก่าทุกครั้งที่ทะเลาะกัน! นักบุญเปาโลแห่งไม้กางเขนคงถามเราว่า “ท่านกราบไม้กางเขน หรือยอมให้ไม้กางเขนเปลี่ยนหัวใจท่านจริงๆ?”

นักบุญเปาโลแห่งไม้กางเขนไม่สอนให้เราหลงรักความเจ็บปวด ความเชื่อคริสตชนไม่ได้บอกว่า ความทุกข์เป็นสิ่งดีในตัวมันเอง แต่สอนว่า เมื่อความทุกข์ถูกโอบไว้ด้วยความรัก มันจะไม่เป็นคำสุดท้ายของชีวิต บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าไม่ได้อธิบายว่าทำไมมนุษย์ต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงเข้าไปอยู่ในความทุกข์นั้นกับเรา พระองค์ไม่ได้มองลงมาจากฟ้าแล้วตรัสว่า “อดทนหน่อยนะ” แต่ทรงลงมาแบกกางเขน เดินไปพร้อมกับเรา และยอมรับบาดแผลของเราไว้ในพระวรกายของพระองค์

ในพระวรสาร พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจงคาดสะเอว และจุดตะเกียงให้ลุกอยู่
จงเป็นเหมือนผู้รับใช้ที่คอยนายกลับจากงานสมรส” การตื่นเฝ้าในพระวรสาร ไม่ได้หมายถึงการนั่งมองนาฬิกาและกลัวว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงเมื่อใด แต่หมายถึงการมีหัวใจพร้อมรัก พร้อมรับใช้ และพร้อมเปิดประตูทันทีที่พระเจ้าทรงเคาะ พระเจ้าอาจเคาะประตูผ่านผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยว, ผ่านคนหนุ่มสาวที่กำลังหมดหวัง, ผ่านครอบครัวที่มีปัญหา, ผ่านผู้ลี้ภัย คนยากจน หรือผู้ที่สังคมไม่ต้องการ, ผ่านคนที่เคยทำให้เราเจ็บปวดและกำลังรอคำว่า “ฉันให้อภัย” เรามักรอพระเยซูเจ้าในรูปของอัศจรรย์ แต่พระองค์กลับเสด็จมาในรูปของคนที่กำลังแบกกางเขน

ถ้าเราไม่รู้จักใบหน้าของพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึง เราอาจเปิดไฟในวัดสว่างมาก แต่ปล่อยให้ตะเกียงแห่งความเมตตาในหัวใจดับมืด

สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในพระวรสารวันนี้คือ เมื่อนายกลับมาและเห็นผู้รับใช้ตื่นเฝ้า นายกลับ “คาดสะเอว ให้ผู้รับใช้นั่งโต๊ะ แล้วเดินมารับใช้พวกเขา” นี่คือภาพของพระเยซูเจ้าเอง พระเจ้าผู้ทรงเป็นนาย กลับคุกเข่าล้างเท้าให้ผู้รับใช้ พระองค์ไม่ได้ช่วยเราโดยใช้อำนาจกดลงมาจากเบื้องบน แต่ช่วยเราด้วยความรักที่ก้มลงต่ำ

นักบุญเปาโลกล่าวในบทอ่านว่า “ท่านจึงไม่เป็นคนต่างด้าวหรือผู้อาศัยอีกต่อไป
แต่เป็นเพื่อนร่วมชาติของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า”พระศาสนจักรจึงไม่ควรเป็นชุมชนที่ถามเป็นอันดับแรกว่า “คุณเป็นพวกไหน?” “คุณถูกต้องครบถ้วนหรือยัง?” “คุณมีอดีตอย่างไร?” แต่ควรถามว่า “คุณเจ็บตรงไหน และเราจะเดินไปหาพระเจ้าด้วยกันได้อย่างไร?”

ตะปูสามารถใช้สร้างกำแพง ตะปูสามารถใช้ตรึงคน แต่ตะปูเดียวกัน เมื่ออยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า สามารถกลายเป็นไม้กางเขนแห่งการคืนดี วันนี้ ขอให้เราถามตนเองสามข้อว่า 1) มีกำแพงใดในหัวใจที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการทำลาย?  2) มีใครกำลังรอให้เราเปิดประตูแห่งการให้อภัย?  3) ตะเกียงแห่งความรักของเรายังลุกอยู่ หรือเหลือเพียงควันจากความศรัทธาในอดีต?

นักบุญเปาโลแห่งไม้กางเขนใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเตือนโลกว่า ไม้กางเขนไม่ใช่อนุสาวรีย์ของความพ่ายแพ้ แต่เป็นบัลลังก์ของความรัก

และบางที อัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่การที่กางเขนของเราหายไป แต่คือการที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนกางเขนซึ่งเคยทำให้เราเจ็บ ให้กลายเป็นสะพานที่นำใครบางคนกลับบ้าน เพื่อเยียวยารักษาบาดแผลแห่งชีวิต


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ