ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม ค.ศ.2026

แก่นของบทอ่านทั้งสองเชื่อมโยงกันอย่างงดงามมาก นักบุญเปาโลประกาศว่า ชีวิตและความรอดไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง แต่เป็น “ของประทานจากพระเจ้า” ส่วนเศรษฐีในพระวรสารกลับคิดว่า ทุกสิ่งเป็นของตน—พืชผลของฉัน ยุ้งฉางของฉัน ทรัพย์สินของฉัน และชีวิตของฉัน

นักบุญไอแซก โจกส์ นักบุญยอห์น เดอ เบรอเบิฟ และเพื่อนมรณสักขี เป็นภาพตรงกันข้ามกับเศรษฐีผู้นั้นอย่างชัดเจน พวกท่านไม่ได้ถามว่า “จะเก็บอะไรไว้ให้ตนเอง?” แต่ถามว่า “จะมอบอะไรแก่พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ได้อีก?”

ในพระวรสารวันนี้ เศรษฐีผู้นั้นไม่ได้ถูกตำหนิเพราะเขาขยัน หรือเพราะเขาประสบความสำเร็จ ปัญหาอยู่ที่วิธีคิดของเขา ในคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค เขาใช้คำว่า “ฉัน” และ “ของฉัน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า: “ฉันจะทำอย่างไรดี?” “ฉันจะรื้อยุ้งฉางของฉัน” “ฉันจะสร้างให้ใหญ่ขึ้น” “ฉันจะเก็บข้าวและทรัพย์สมบัติของฉัน” แล้วฉันจะบอกตนเองว่า “จงกิน ดื่ม และสนุกสนานเถิด” ในโลกของชายคนนี้ ไม่มีพระเจ้า ไม่มีเพื่อนบ้าน ไม่มีคนยากจน ไม่มีคนงานที่ช่วยเก็บเกี่ยว มีแต่ “ฉัน” กับ “ของฉัน” แต่พระเจ้าตรัสว่า “คนโง่เอ๋ย คืนนี้เขาจะเรียกเอาชีวิตของเจ้าคืนไป” สังเกตคำว่า “เรียกคืน” เพราะแม้แต่ชีวิตก็ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ถาวรของเรา ชีวิตเป็นของประทานที่พระเจ้าทรงฝากไว้กับเรา เพื่อเราจะใช้สร้างความรัก ทำความดี และรับใช้เพื่อนมนุษย์

นักบุญเปาโลจึงเตือนเราในบทอ่านแรกว่า “ท่านทั้งหลายได้รับความรอดพ้นด้วยพระหรรษทาน… มิใช่จากการกระทำของท่าน” และ “เราเป็นผลงานของพระเจ้า ซึ่งทรงสร้างเรามาเพื่อให้ประกอบกิจการดี” เราไม่ได้ช่วยตนเองให้รอด แต่เมื่อได้รับความรอดแล้ว เราต้องทำให้ชีวิตกลายเป็นของขวัญสำหรับผู้อื่น

นักบุญยอห์น เดอ เบรอเบิฟ เดินทางจากฝรั่งเศสไปยังดินแดนแคนาดาในปี ค.ศ. 1626 เพื่อประกาศพระวรสารในหมู่ชาวเวนดัต ซึ่งสมัยก่อนมักเรียกว่าชาวเผ่าฮูรอน แต่สิ่งน่าทึ่งคือ ท่านไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเทศน์ยาวๆ หรือบังคับให้ผู้คนเปลี่ยนวัฒนธรรม ท่านเริ่มต้นด้วยการ “ฟัง” ท่านเรียนภาษาของชาวเวนดัตอย่างจริงจัง ศึกษาวิธีคิด สุภาษิต ประเพณี และวิถีชีวิต จนสามารถช่วยจัดทำพจนานุกรมและไวยากรณ์ภาษาของพวกเขาได้ ชาวเวนดัตเรียกท่านว่า “เอชอง” — Échon ท่านมิได้เพียงแปลคำศัพท์ แต่พยายามแปลความรักของพระเจ้าให้คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจได้  ยังมีตำนานเล่าว่านักบุญเบรอเบิฟประพันธ์บทเพลงคริสต์มาสในภาษาเวนดัตชื่อ Jesous Ahatonhia หรือ “พระเยซูทรงบังเกิดแล้ว” ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1640 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบทเพลงคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดของแคนาดา

นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับพระศาสนจักรในสังคมพหุวัฒนธรรมและพหุศาสนาเช่นประเทศไทย การแพร่ธรรมไม่ใช่การตะโกนให้ดังกว่าคนอื่น แต่คือการฟังให้ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่เริ่มด้วยการตำหนิสิ่งที่ผู้อื่นเชื่อ แต่เริ่มจากการค้นหาว่า พระเจ้าได้ทรงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดี ความจริง และความเมตตาไว้ในวัฒนธรรมของเขาแล้วอย่างไร

ก่อนที่เราจะพูด “ภาษาพระศาสนจักร” ให้คนอื่นฟัง เราต้องเรียนรู้ “ภาษาหัวใจ” ของเขาก่อน

เรื่องราวของนักบุญไอแซก โจกส์ ยิ่งน่าทึ่ง ในปี ค.ศ. 1642 ท่านถูกจับ ทรมาน และถูกทำลายนิ้วมือบางส่วน ท่านต้องตกเป็นเชลยนานถึง 13 เดือน ก่อนที่พ่อค้าชาวดัตช์จะช่วยไถ่ตัว และท่านสามารถเดินทางกลับไปฝรั่งเศสได้  สำหรับพระสงฆ์ในสมัยนั้น การสูญเสียนิ้วสำคัญมาก เพราะกฎพิธีกรรมกำหนดให้พระสงฆ์ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้สัมผัสศีลมหาสนิท ท่านจึงต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษให้กลับมาถวายมิสซาด้วยมือที่พิการ เมื่อท่านกลับถึงฝรั่งเศส ท่านเป็นที่รู้จักและได้รับความเคารพ ท่านมีเหตุผลทุกอย่างที่จะบอกว่า “ข้าพเจ้าได้ทำหน้าที่เพียงพอแล้ว” “ข้าพเจ้าเสียสละมามากแล้ว”“ข้าพเจ้าควรพักได้แล้ว” แต่ท่านกลับขอเดินทางไปยังดินแดนพันธกิจอีกครั้ง และในที่สุดได้ถวายชีวิตเป็นมรณสักขีในปี ค.ศ. 1646

เศรษฐีในพระวรสารมีสองมือสมบูรณ์ แต่ใช้เพื่อสร้างยุ้งฉางเก็บไว้ให้ตนเอง นักบุญไอแซกมีมือที่พิการ แต่ยังใช้มือคู่นั้นถวายศีลมหาสนิทและมอบชีวิตแก่ผู้อื่น คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เรามีมากเพียงใด” แต่คือ “สิ่งที่เรามี กำลังถูกใช้เพื่อใคร?” บางคนมีเงินไม่มาก แต่มีหัวใจที่พร้อมแบ่งปัน, บางคนพูดไม่เก่ง แต่รู้จักปลอบโยน, บางคนสุขภาพไม่แข็งแรง แต่ยังภาวนาเพื่อผู้อื่น, บางคนมีบาดแผลในชีวิต แต่กลับใช้บาดแผลนั้นเข้าใจผู้ที่กำลังเจ็บปวด พระเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้มือที่สมบูรณ์ พระองค์ทรงต้องการหัวใจที่ยอมมอบถวาย

เมื่อเล่าประวัติของบรรดามรณสักขี เราต้องระวังไม่สร้างภาพว่าชนพื้นเมืองทุกคนเป็นผู้โหดร้าย ความจริงทางประวัติศาสตร์ซับซ้อนกว่านั้นมาก เป็นยุคแห่งสงครามระหว่างชนเผ่า การแย่งชิงผลประโยชน์ของมหาอำนาจยุโรป โรคระบาด และความหวาดระแวงระหว่างวัฒนธรรม การระลึกถึงมรณสักขีจึงไม่ควรเพิ่มความเกลียดชัง แต่ต้องนำเราไปสู่การคืนดี พวกท่านไม่ได้ถวายชีวิตเพราะเกลียดผู้ที่ทำร้าย แต่เพราะรักประชาชนที่ตนได้รับใช้ และไม่ยอมทอดทิ้งพวกเขาในยามอันตราย วันนี้พระศาสนจักรอาจไม่ได้ถูกเรียกร้องให้หลั่งเลือด แต่ถูกเรียกร้องให้ตายจากบางสิ่งทุกวัน: ตายจากความต้องการเอาชนะ, ตายจากอคติทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม, ตายจากความสะดวกสบายที่ทำให้เราไม่เห็นความทุกข์ของเพื่อนบ้าน, ตายจากความคิดว่า “วัดนี้เป็นของฉัน กลุ่มนี้เป็นของฉัน ตำแหน่งนี้เป็นของฉัน” และเรียนรู้ที่จะพูดว่า “ทุกสิ่งเป็นของพระเจ้า และเราทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

เศรษฐีในพระวรสารสร้างยุ้งฉางใหญ่ขึ้น แต่หัวใจกลับเล็กลง บรรดามรณสักขีไม่มีอะไรจะเก็บไว้ แต่หัวใจของพวกท่านกว้างพอที่จะบรรจุผู้คนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม และแม้แต่ผู้ที่ทำร้ายตน คืนหนึ่ง พระเจ้าตรัสกับเศรษฐีว่า “คืนนี้เขาจะเรียกเอาชีวิตของเจ้าคืนไป แล้วสิ่งที่เจ้าเตรียมไว้นั้นจะเป็นของใคร?” แต่สำหรับนักบุญไอแซก โจกส์ นักบุญยอห์น เดอ เบรอเบิฟ และเพื่อนมรณสักขี เมื่อพระเจ้าทรงเรียกชีวิตคืน พวกท่านสามารถตอบได้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ในยุ้งฉางของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้มอบทุกสิ่งให้พระองค์และพี่น้องแล้ว”

ขออย่าให้เรารอจนมีมากพอจึงค่อยแบ่งปัน อย่ารอจนเก่งพอจึงค่อยรับใช้ อย่ารอจนไม่มีบาดแผลจึงค่อยรักผู้อื่น เพราะนักบุญไอแซกสอนเราว่า มือที่มีบาดแผลยังถวายบูชาได้ นักบุญเบรอเบิฟสอนเราว่า ผู้ประกาศพระวรสารต้องเรียนรู้ภาษาหัวใจของประชาชน
และพระเยซูเจ้าทรงสอนเราว่า ชีวิตที่มั่งคั่งที่สุด ไม่ใช่ชีวิตที่เก็บไว้มากที่สุด แต่คือชีวิตที่มอบออกไปมากที่สุด เพราะในวาระสุดท้าย พระเจ้าจะไม่ถามว่า “ยุ้งฉางของเจ้าใหญ่เพียงใด?” แต่พระองค์จะถามว่า “หัวใจของเจ้าเคยเปิดกว้างเพื่อใครบ้าง?” อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ