MESSAGE OF HIS HOLINESS POPE FRANCIS
FOR LENT 2025
สารจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
สำหรับเทศกาลมหาพรต ปี 2025
Let us journey together in hope
“ให้เราเดินทางไปด้วยกันในความหวัง”


Dear brothers and sisters,
พี่น้องชายหญิงที่รัก
We begin our annual pilgrimage of Lent in faith and hope with the penitential rite of the imposition of ashes. The Church, our mother and teacher, invites us to open our hearts to God’s grace, so that we can celebrate with great joy the paschal victory of Christ the Lord over sin and death, which led Saint Paul to exclaim: “Death has been swallowed up in victory. Where, O death, is your victory? Where, O death, is your sting?” ( 1 Cor 15:54-55). Indeed, Jesus Christ, crucified and risen, is the heart of our faith and the pledge of our hope in the Father’s great promise, already fulfilled in his beloved Son: life eternal (cf. Jn 10:28; 17:3). (Cf. Encyclical Letter Dilexit Nos (24 October 2024), 220 .)
เราทั้งหลายเริ่มต้นการจาริกแห่งมหาพรตภายในความเชื่อและความหวังดังเช่นทุกปีภายในพิธีรับเถ้าซึ่งเป็นการแสดงความสำนึกถึงโทษบาป พระศาสนจักรผู้เป็นมารดาและอาจารย์ของเราทั้งหลายเชื้อเชิญให้พวกเราเปิดใจน้อมรับพระหรรษทานของพระเจ้า เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้มีความปีติยินดีอันยิ่งใหญ่ในการเฉลิมฉลองชัยชนะแห่งปัสกาของพระคริสตเจ้าเหนือบาปและความตาย ซึ่งได้ทำให้นักบุญเปาโลร้องประกาศออกมาว่า “ความตายถูกชัยชนะกลืน ความตายเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ไหน ความตายเอ๋ย พิษของเจ้าอยู่ไหน” (1 คร. 15,54-55) จริงทีเดียวว่า พระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนและกลับคืนพระชนม์อีกครั้ง ทรงเป็นหัวใจแห่งความเชื่อของเราทั้งหลาย และทรงเป็นประกันสำหรับความหวังที่เราทั้งหลายมีต่อพระสัญญาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าพระบิดา คือ ชีวิตนิรันดร ซึ่งได้เป็นจริงแล้วภายในองค์พระบุตรสุดที่รักของพระองค์ (เทียบ ยน. 10,28; 17,3) (เทียบ สมณสาสน์เวียน Dilexit nos, 24 ตุลาคม 2024, ข้อ 220)
This Lent, as we share in the grace of the Jubilee Year, I would like to propose a few reflections on what it means to journey together in hope, and on the summons to conversion that God in his mercy addresses to all of us, as individuals and as a community.
ในเทศกาลมหาพรตในปีนี้ที่เราทั้งหลายกำลังมีส่วนในพระหรรษทานแห่งปีศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าขอเสนอบทรำพึงไตร่ตรองในบางประเด็นเกี่ยวกับความหมายของการเดินทางไปด้วยกันในความหวัง และเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงมีพระเมตตาเชื้อเชิญให้เราทั้งหลายกลับใจ ทั้งในฐานะปัจเจก และในฐานะประชาคม
First of all, to journey. The Jubilee motto, “Pilgrims of Hope”, evokes the lengthy journey of the people of Israel to the Promised Land, as recounted in the Book of Exodus. This arduous path from slavery to freedom was willed and guided by the Lord, who loves his people and remains ever faithful to them. It is hard to think of the biblical exodus without also thinking of those of our brothers and sisters who in our own day are fleeing situations of misery and violence in search of a better life for themselves and their loved ones. A first call to conversion thus comes from the realization that all of us are pilgrims in this life; each of us is invited to stop and ask how our lives reflect this fact. Am I really on a journey, or am I standing still, not moving, either immobilized by fear and hopelessness or reluctant to move out of my comfort zone? Am I seeking ways to leave behind the occasions of sin and situations that degrade my dignity? It would be a good Lenten exercise for us to compare our daily life with that of some migrant or foreigner, to learn how to sympathize with their experiences and in this way discover what God is asking of us so that we can better advance on our journey to the house of the Father. This would be a good “examination of conscience” for all of us wayfarers.
ประเด็นแรกสุด คือ เรื่องการเดินทาง คำขวัญของปีศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า “บรรดาผู้จาริกแห่งความหวัง” ทำให้เราทั้งหลายนึกถึงการเดินทางอันยาวไกลของประชากรอิสราเอลที่มุ่งสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา ดังที่ได้มีการเล่าไว้ในหนังสืออพยพ เส้นทางอันยากลำบากจากความเป็นทาสสู่ความเป็นอิสระนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมุ่งหวัง และพระองค์ก็ได้ทรงนำทาง เหตุว่าพระเจ้าทรงรักประชากรของพระองค์ และทรงถือซื่อสัตย์ต่อพวกเขาในทุกเมื่อ ในยามที่เราทั้งหลายนึกถึงเรื่องการอพยพในพระคัมภีร์ ย่อมเป็นการยากที่เราทั้งหลายจะไม่คำนึงถึงบรรดาพี่น้องชายหญิงซึ่งกำลังหลบหนีความทุกข์ยากและความรุนแรงไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าสำหรับตนเองและคนที่เขารักอยู่ในทุกวันนี้ ดังนั้น เสียงเรียกประการแรกสู่การกลับใจ ย่อมมาจากความตระหนักที่ว่า เราทุกคนล้วนเป็นผู้จาริกอยู่ในชีวิตนี้ พวกเราแต่ละคนได้รับการเชื้อเชิญให้หยุดพักและใช้เวลาถามตนเองว่า ชีวิตของเราเองสะท้อนความเป็นจริงดังกล่าวอยู่มากน้อยแค่ไหน เราทั้งหลายกำลังเดินทางอยู่หรือไม่ หรือว่าเรากำลังยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน โดยอาจเป็นเพราะความกลัว ความสิ้นหวัง หรือความลังเลไม่ยอมออกนอกพื้นที่ที่ทำให้เราทั้งหลายรู้สึกสบายใจ [รวมทั้งให้เราถามตนเองว่า] เราทั้งหลายกำลังแสวงหาหนทางที่จะละทิ้งโอกาสบาป ตลอดจนละทิ้งสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ลดทอนคุณค่าศักดิศรีของพวกเราเองไว้ข้างหลังหรือไม่ เป็นการดีหากว่าเราทั้งหลายจะฝึกตนในเทศกาลมหาพรตนี้ด้วยการเปรียบเทียบชีวิตประจำวันของพวกเราเองกับชีวิตของผู้ย้ายถิ่นหรือคนต่างด้าว และเรียนรู้ที่จะมีความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งที่พวกเขาได้ประสบ เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้ค้นพบว่าพระเจ้าทรงปรารถนาให้เรากระทำสิ่งใด และเพื่อที่เราจะก้าวเดินไปบนเส้นทางของเราเองสู่บ้านของพระบิดาได้อย่างดียิ่งขึ้น การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็น “การสำรวจมโนธรรม” ที่ดีสำหรับเราทั้งหลาย ซึ่งต่างก็เป็นผู้เดินทางกันทั้งนั้น
Second, to journey together. The Church is called to walk together, to be synodal. (Cf. Homily for the Mass and Canonization of Giovanni Battista Scalabrini and Artemide Zatti, 9 October 2022.) Christians are called to walk at the side of others, and never as lone travellers. The Holy Spirit impels us not to remain self-absorbed, but to leave ourselves behind and keep walking towards God and our brothers and sisters. (Ibid.) Journeying together means consolidating the unity grounded in our common dignity as children of God (cf. Gal 3:26-28). It means walking side-by-side, without shoving or stepping on others, without envy or hypocrisy, without letting anyone be left behind or excluded. Let us all walk in the same direction, tending towards the same goal, attentive to one another in love and patience.
ประเด็นที่สอง คือ การเดินทางไปด้วยกัน พระศาสนจักรถูกเรียกให้ก้าวเดินไปด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “ซีนอด” (เทียบ บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาในพิธีสถาปนาบุญราศีโจวันนี บัตติสตา สกาลาบรีนี และบุญราศีอาร์เตมีดา ซัตตี เป็นนักบุญ, 9 ตุลาคม 2022) คริสตชนย่อมถูกเรียกให้ก้าวเดินอยู่เคียงข้างผู้อื่น ไม่ใช่ให้เดินทางไปเพียงลำพัง พระจิตเจ้าย่อมทรงกระตุ้นให้เราทั้งหลายไม่หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง หากแต่ให้เราทั้งหลายละทิ้งอัตตาของเราไว้เบื้องหลัง และให้เราก้าวเดินอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อไปหาพระเจ้า และไปหาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา (เทียบ เรื่องเดียวกัน) การเดินทางไปด้วยกันย่อมหมายถึงการเสริมสร้างเอกภาพบนพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีที่เราทั้งหลายมีอยู่ร่วมกันในฐานะบุตรชายหญิงของพระเจ้า (เทียบ กท. 3,26-28) [และ]ย่อมหมายถึงการเดินทางอยู่เคียงข้างกันและกันโดยไม่ผลักไสหรือเหยียบย่ำผู้อื่น ไม่อิจฉาหรือมีความหน้าซื่อใจคด ไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง และไม่กีดกันผู้ใด ขอให้เราทั้งหลายจงก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน มุ่งสู่เป้าหมายอันเดียวกัน ด้วยความใส่ใจซึ่งกันและกันภายในความรักและความอดทน
This Lent, God is asking us to examine whether in our lives, in our families, in the places where we work and spend our time, we are capable of walking together with others, listening to them, resisting the temptation to become self-absorbed and to think only of our own needs. Let us ask ourselves in the presence of the Lord whether, as bishops, priests, consecrated persons and laity in the service of the Kingdom of God, we cooperate with others. Whether we show ourselves welcoming, with concrete gestures, to those both near and far. Whether we make others feel a part of the community or keep them at a distance. (Ibid.) This, then, is a second call to conversion: a summons to synodality.
ในเทศกาลมหาพรตนี้ พระเจ้าทรงขอให้เราทั้งหลายพิจารณาทบทวนว่า ในชีวิตของเรา ในครอบครัวของเรา รวมทั้งในสถานที่ที่เราทำงานและใช้เวลาอยู่นั้น เราทั้งหลายรู้จักก้าวเดินไปด้วยกันกับผู้อื่น รับฟังผู้อื่น และไม่ยอมแพ้ต่อการผจญที่ยั่วยุให้เราทั้งหลายหมกมุ่นอยู่กับตนเองและคิดถึงแต่ความต้องการของตนเองหรือไม่ ขอให้เราถามตนเองต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราทั้งหลาย ทั้งที่เป็นบิชอป บาทหลวง ผู้ถวายตัว และฆราวาสนั้น เรารู้จักร่วมมือกับผู้อื่นในการทำงานรับใช้พระอาณาจักรของพระเจ้าหรือไม่ เราได้กระทำตนต้อนรับผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งสำหรับคนที่อยู่ใกล้และคนที่อยู่ห่างไกลออกไปหรือไม่ เราได้ทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งในประชาคมหรือไม่ หรือว่าเรากำลังกีดกันเขาให้อยู่ห่างไกล (เทียบ เรื่องเดียวกัน) สิ่งนี้คือเสียงเรียกประการที่สองสู่การกลับใจ คือเสียงเรียกสู่การก้าวเดินไปด้วยกัน
Third, let us journey together in hope, for we have been given a promise. May the hope that does not disappoint (cf. Rom 5:5), the central message of the Jubilee, (Cf. Bull Spes Non Confundit , 1.) be the focus of our Lenten journey towards the victory of Easter. As Pope Benedict XVI taught us in the Encyclical Spe Salvi, “the human being needs unconditional love. He needs the certainty which makes him say: ‘neither death, nor life, nor angels, nor principalities, nor things present, nor things to come, nor powers, nor height, nor depth, nor anything else in all creation, will be able to separate us from the love of God in Christ Jesus our Lord’ ( Rom 8:38-39)”. (Encyclical Letter Spe Salvi (30 November 2007), 26.) Christ, my hope, has risen! (Cf. Easter Sequence.) He lives and reigns in glory. Death has been transformed into triumph, and the faith and great hope of Christians rests in this: the resurrection of Christ!
ประการที่สาม คือ ขอให้เราทั้งหลายเดินทางไปด้วยกันในความหวัง เหตุว่าเราทั้งหลายล้วนได้รับพระสัญญา ขอให้ความหวังที่ไม่มีทางผิดหวัง (เทียบ รม. 5,5) ซึ่งเป็นสารที่เป็นแกนกลางของปีศักดิ์สิทธิ์นี้ (เทียบ สมณโองการ Spes non confundit, ข้อ 1) จงเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายให้ความสนใจจดจ่อภายในการเดินทางแห่งมหาพรตของเราเองเพื่อมุ่งสู่ชัยชนะแห่งปัสกา สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหกได้ทรงสอนไว้ในสมณสาส์นเวียน Spe salvi ว่า “มนุษย์ย่อมจำเป็นที่จะต้องได้รับความรักที่ปราศจากเงื่อนไข” เช่นนี้เองที่มนุษย์ต้องการความมั่นใจที่จะทำให้เขากล่าวได้ว่า “ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือผู้มีอำนาจปกครอง ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าฤทธิ์อำนาจใดหรือความสูง ความลึก ไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ จะพรากเราได้จากความรักของพระเจ้า ซึ่งปรากฏในพระคริสตเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (รม. 8,38-39) (สมณสาสน์เวียน Spe salvi, 30 พฤศจิกายน 2007, ข้อ 26) พระคริสตเจ้า องค์ความหวังของเรา ทรงกลับคืนพระชนม์แล้ว (เทียบ บทเสริมปัสกา) พระองค์ทรงจำเริญและครองราชย์อยู่ในพระสิริรุ่งโรจน์ ความตายได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะ และความเชื่อและความหวังอันยิ่งใหญ่ของคริสตชนย่อมมีอยู่ในสิ่งนี้ คือ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสตเจ้า
This, then, is the third call to conversion: a call to hope, to trust in God and his great promise of eternal life. Let us ask ourselves: Am I convinced that the Lord forgives my sins? Or do I act as if I can save myself? Do I long for salvation and call upon God’s help to attain it? Do I concretely experience the hope that enables me to interpret the events of history and inspires in me a commitment to justice and fraternity, to care for our common home and in such a way that no one feels excluded?
เช่นนี้เอง เสียงเรียกประการที่สามสู่การกลับใจจึงเป็นเสียงเรียกสู่ความหวัง คือการเชื่อมั่นวางใจในพระเจ้า และในพระสัญญาอันยิ่งใหญ่แห่งชีวิตนิรันดร ขอให้เราทั้งหลายถามตนเองว่า เราเชื่อแน่แท้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงอภัยบาปทั้งหลายให้แก่เรา หรือว่าเรากำลังกระทำตนราวกับว่าเราช่วยตัวเองให้รอดได้ เราทั้งหลายกำลังปรารถนารอคอยความรอด และวอนขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าช่วยเราในการนี้หรือไม่ เราได้สัมผัสถึงความหวังที่ทำให้เราสามารถตีความเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ และบันดาลใจให้เรามีความมุ่งมั่นเพื่อความยุติธรรมและความเป็นพี่น้องกัน ตลอดจนดูแลเอาใจใส่[โลกใบนี้ที่เป็น]บ้านร่วมกันของพวกเรา ในทางที่จะไม่ทำให้ผู้ใดรู้สึกว่าตนถูกกีดกันหรือไม่
Sisters and brothers, thanks to God’s love in Jesus Christ, we are sustained in the hope that does not disappoint (cf. Rom 5:5). Hope is the “sure and steadfast anchor of the soul”. (Cf. Catechism of the Catholic Church , 1820.) It moves the Church to pray for “everyone to be saved” ( 1 Tim 2:4) and to look forward to her being united with Christ, her bridegroom, in the glory of heaven. This was the prayer of Saint Teresa of Avila: “Hope, O my soul, hope. You know neither the day nor the hour. Watch carefully, for everything passes quickly, even though your impatience makes doubtful what is certain, and turns a very short time into a long one” ( The Exclamations of the Soul to God, 15:3). (Ibid, 1821.)
พี่น้องชายหญิงที่รัก ความรักของพระเจ้าในพระเยซูคริสตเจ้าย่อมบำรุงเลี้ยงให้เราทั้งหลายมีความหวังที่จะไม่มีทางผิดหวัง (เทียบ รม. 5,5) ความหวังเป็น “สมอเรือที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับชีวิต” (เทียบ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก, ข้อ 1820) ที่ทำให้พระศาสนจักรอธิษฐานภาวนาเพื่อให้ “ทุกคนได้รับความรอดพ้น” (1 ทธ. 2,4) และรอคอยการได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้าบ่าวของพระศาสนจักร ภายในสิริรุ่งโรจน์แห่งสวรรค์ นักบุญเทเรซาแห่งอาวีลาได้อธิษฐานไว้ว่า “วิญญาณเอ๋ย จงหวัง จงหวังเถิด เจ้าไม่รู้ว่าวันและเวลาจะมาถึงเมื่อไร จงเอาใจใส่ตื่นเฝ้าไว้ เพราะทุกสิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าความปรารถนาที่มั่นใจของเจ้าจะกลับเป็นไม่มั่นใจ และเวลาสั้น ๆ จะกลับยาวขึ้น” (เสียงเพรียกแห่งวิญญาณถึงพระเจ้า, 15:3) (เทียบ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก, ข้อ 1821)
May the Virgin Mary, Mother of Hope, intercede for us and accompany us on our Lenten journey.
ขอให้พระนางมารีย์พรหมจารี ผู้เป็นมารดาแห่งความหวัง โปรดเสนอวิงวอนเพื่อเราทั้งหลาย และอยู่เคียงข้างเราทั้งหลายภายในการเดินทางแห่งมหาพรตด้วยเทอญ
Rome, Saint John Lateran, 6 February 2025
Memorial of St Paul Miki and Companions, martyrs.
ให้ไว้ ณ มหาวิหารนักบุญยอห์นที่ลาเตรัน กรุงโรม เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2025
ตรงกับวันระลึกถึงนักบุญเปาโล มิกิ และเพื่อนมรณสักขี
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บสารเทศกาลมหาพรต 2025 ของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
