FEAST OF THE PRESENTATION OF THE LORD
30th WORLD DAY FOR CONSECRATED LIFE
HOLY MASS / พิธีบูชาขอบพระคุณ
ฉลองการถวายพระกุมารในพระวิหาร
วันสากลเพื่อผู้ถวายตัว ครั้งที่ 30
HOMILY OF POPE LEO XIV
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
St Peter’s Basilica
Monday, 2 February 2026
ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026


Dear brothers and sisters,
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
Today, on this Feast of the Presentation of the Lord, the Gospel recounts how Simeon and Anna recognized and proclaimed Jesus as the Messiah in the Temple (cf. Lk 2:22-40). What unfolds before us is a meeting between two movements of love: that of God, who comes to save his people, and that of humanity, which awaits his coming with vigilant faith.
ในวันนี้ที่เป็นวันฉลองการถวายพระกุมารในพระวิหาร บทอ่านพระวรสารได้เล่าเรื่องที่สิเมโอนและอันนาได้เห็นพระเยซูเจ้า และได้ประกาศในพระวิหารว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (เทียบ ลก 2:22-40) สิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเราในเรื่องนี้ คือการพบกันของความรักที่มาจากสองทาง ทางแรก คือความรักของพระเจ้าที่ได้เสด็จมาเพื่อช่วยประชากรของพระองค์ให้รอด และทางที่สอง คือความรักของมนุษยชาติที่รอคอยการเสด็จมาของพระองค์ด้วยความเชื่อที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
On the part of God, the fact that Jesus is presented as the son of a poor family within the grand setting of Jerusalem shows us how he offers himself to us with full respect for our freedom, fully sharing in our poverty. There is nothing coercive in his actions; there is only the disarming strength of his unarmed generosity. On the other hand, the expectation of humanity — specifically that of the people of Israel — finds full expression in two elderly people: Simeon and Anna. This moment represents the climax of a long history of salvation that stretches from the Garden of Eden to the courtyards of the Temple — a history marked by light and shadow, failure and renewal, yet always driven by a single, vital desire: to restore full communion between the Creator and his creatures. And so, just steps from the “Holy of Holies,” the Fountain of Light offers himself as a lamp to the world, and the Infinite gives himself to the finite in a way so humble that it almost passes unnoticed.
เกี่ยวกับพระเจ้านั้น การที่พระเยซูเจ้าทรงถูกนำไปถวายในพระวิหารอันยิ่งใหญ่ในฐานะที่ทรงเป็นบุตรของพ่อแม่ที่มีฐานะยากจน ย่อมแสดงให้เราเห็นว่า พระเยซูเจ้าทรงมอบพระองค์เองแก่เราทั้งหลายอย่างไร พระเยซูเจ้าทรงเข้าส่วนอย่างเต็มที่ในความยากจนของพวกเราเหล่ามนุษย์ และทรงเคารพอย่างเต็มที่ต่อเสรีภาพของพวกเรา ทุกสิ่งที่ทรงกระทำนั้นไม่มีสิ่งใดเป็นการบังคับเลย มีเพียงความแข็งแกร่งที่มาจากพระทัยกว้างขวาง อันเป็นความแข็งแกร่งที่ปราศจากอาวุธเครื่องป้องกัน และทำให้ผู้คนทั้งหลายละวางอาวุธของตนด้วย ขณะในอีกด้านหนึ่ง การรอคอยของมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของประชากรอิสราเอลนั้น ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ในตัวตนของผู้เฒ่าสองคน คือสิเมโอน และอันนา เหตุการณ์นี้เป็นจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์แห่งความรอดอันยาวนานที่ดำเนินมาตั้งแต่เรื่องราวในสวนเอเดนเรื่อยมาจนถึงเรื่องราวที่ลานภายในพระวิหาร ประวัติศาสตร์[แห่งความรอด]นี้มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด มีทั้งความล้มเหลวและการฟื้นฟู แต่ได้รับแรงขับเคลื่อนอยู่เสมอจากความปรารถนาอย่างเดียวที่สำคัญยิ่งยวด คือ ความปรารถนาที่จะฟื้นฟูความสนิทสัมพันธ์ระหว่างพระผู้สร้างกับสิ่งสร้างให้กลับมาบริบูรณ์ เช่นนี้เองที่พระผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งแสงสว่างทรงมอบพระองค์เองเป็นตะเกียงส่องแสงให้แก่โลก และพระผู้ทรงอยู่เหนือขีดจำกัดทั้งหลายได้ทรงมอบพระองค์เองอย่างเล็กน้อยต่ำต้อยจนแทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจาก “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด” [ในพระวิหาร]เพียงไม่กี่ก้าว
Today we celebrate the 30th World Day of Consecrated Life with this scene in mind, recognizing it as an image of the mission of religious men and women in the Church and in the world. As Pope Francis exhorted, “‘Wake up the world,’ since the distinctive sign of consecrated life is prophecy” (Apostolic Letter to all Consecrated People, 21 November 2014, II, 2). Dear brothers and sisters, the Church asks you to be prophets — messengers who announce the presence of the Lord and prepare the way for him. Borrowing expressions from the prophet Malachi, whom we heard in the first reading, you are invited to become, through the generous “emptying” of yourselves for the Lord, braziers for the Refiner’s fire and vessels for the Fuller’s soap (cf. Mal 3:1-3). Through this offering, Christ — the one eternal messenger of the covenant, who remains present among humanity today — can melt and purify hearts with his love, grace and mercy. You are called to this mission above all through the sacrificial offering of your lives, rooted in prayer and in a readiness to be consumed by charity (cf. Dogmatic Constitution on the Church Lumen Gentium, 44).
วันนี้ยังเป็นวันที่พวกเราเฉลิมฉลองวันสากลเพื่อผู้ถวายตัว ครั้งที่ 30 ด้วย เมื่อเราระลึกถึงเหตุการณ์ข้างต้นในพระวรสาร เราย่อมเห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นภาพสื่อถึงพันธกิจของบรรดานักบวชชายหญิงที่ทำงานรับใช้ทั้งในพระศาสนจักรและในโลก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเตือนใจบรรดานักบวชชายหญิงไว้ว่า “จงปลุกโลกให้ตื่นขึ้น เพราะการเป็นประกาศกเป็นเครื่องหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงชีวิตผู้ถวายตัว” (สมณลิขิตถึงผู้ถวายตัวทั้งหลาย, 21 พฤศจิกายน 2014, II, 2) พี่น้องชายหญิงที่รัก พระศาสนจักรเรียกร้องให้พวกลูกเป็นประกาศก เป็นผู้นำสารที่ประกาศว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ และเป็นผู้ที่กรุยทางเพื่อพระองค์ กล่าวคือ เป็น “เหมือนไฟของช่างถลุงโลหะ และเหมือนสบู่ของคนซักฟอก” (เทียบ มลค 3:1-3) ดังที่มีกล่าวไว้ในบทอ่านที่หนึ่งจากหนังสือประกาศกมาลาคีซึ่งพวกเราเพิ่งได้ฟังไป ลูกย่อมทำเช่นนี้ด้วยการ “ทำตนให้ว่างเปล่า” ด้วยใจกว้างเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และการที่ลูกถวายตัวเช่นนี้ก็ย่อมเป็นการช่วยให้พระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำสารหนึ่งเดียวแห่งพันธสัญญา และทรงสถิตอยู่ในท่ามกลางมนุษยชาติทุกวันนี้ ได้ทรงหลอมและชำระจิตใจของผู้คนทั้งหลายให้บริสุทธิ์ อาศัยความรัก พระหรรษทาน และพระเมตตาของพระองค์ ลูกทุกคนถูกเรียกให้กระทำตามพันธกิจอันนี้ เหนือสิ่งอื่นใด คือด้วยการถวายชีวิตเป็นเครื่องบูชา โดยมีพื้นฐานคือการอธิษฐานภาวนา และการพร้อมเสมอที่จะยอมอุทิศตนเพื่อความรัก (เทียบ สภาสังคายนาวาติกันที่สอง, สังฆธรรมนูญ Lumen Gentium ว่าด้วยพระศาสนจักร, ข้อ 44)
Your founders and foundresses, docile to the action of the Holy Spirit, offer you wonderful models of how to fulfil this mandate faithfully and effectively. Living in constant tension between earth and heaven, they allowed themselves to be guided with faith and courage. Setting out from the Eucharistic table, some were led to the silence of the cloister, others to the demands of the apostolate; some to the classrooms of schools, others to the destitution of the streets or the toil of the missions. This same faith moved them to return, time and again, humbly and wisely, to the foot of the Cross and to the Tabernacle, where they offered everything and discovered in God both the source and the goal of all their actions. Through the power of grace, they also embarked on perilous undertakings. They became a prayerful presence in hostile or indifferent environments; a generous hand and a friendly shoulder amid degradation and abandonment; and witnesses of peace and reconciliation in situations marked by violence and hatred. They were ready to bear the consequences of going against the current, becoming, in Christ, a “sign of contradiction” (Lk 2:34), sometimes even to the point of martyrdom.
ในการที่ลูกจะปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับนี้อย่างซื่อสัตย์และได้ผล ลูกสามารถเรียนรู้จากแบบอย่างชีวิตของชายหญิงผู้ก่อตั้งคณะของพวกลูก พวกท่านมีความนอบน้อมเชื่อฟังต่อกิจการของพระจิตเจ้า พวกท่านได้เจริญชีวิตอยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์ พวกท่านได้ยอมให้ความเชื่อและความกล้าหาญนำทางพวกท่านไป [ท่านทั้งหลายเริ่มออกเดินทางจากที่เดียวกัน] คือ โต๊ะอาหารแห่งศีลมหาสนิท แต่บางท่านได้รับการนำทางไปสู่ความเงียบในอาราม บางท่านได้รับการนำทางไปสู่การอภิบาลรับใช้ บางท่านได้รับการนำทางไปสู่ห้องเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ขณะที่บางท่านได้รับการนำทางไปหาคนยากไร้บนท้องถนน หรือไปสู่การแพร่ธรรมในสถานที่ที่ยากลำบาก แต่ความเชื่ออันเดียวกันนี้ก็ได้ผลักดันให้พวกท่านกลับมาสู่เชิงไม้กางเขนและตู้ศีลครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยหัวใจที่สุภาพถ่อมตนและด้วยปรีชาญาณ เพื่อที่พวกท่านจะได้มอบถวายทุกสิ่งทุกอย่าง[ไว้กับพระเจ้า] และได้ค้นพบว่าพระองค์ทรงเป็นต้นทางและเป็นเป้าหมายแห่งกิจการทุกอย่างของตน ไม่เพียงเท่านั้น อาศัยอานุภาพแห่งพระหรรษทาน พวกท่านยังได้ริเริ่มการงานที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง เจริญชีวิตแห่งการอธิษฐานภาวนาท่ามกลางบรรยากาศที่เมินเฉยหรือต่อต้าน มอบความช่วยเหลือด้วยใจกว้าง เป็นมิตรที่พึ่งพาได้สำหรับผู้คนที่ถูกด้อยค่าหรือถูกทอดทิ้ง และเป็นพยานถึงสันติสุขและการคืนดีท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความเกลียดชัง พวกท่านพร้อมที่จะรับผลจากการทำตัวสวนกระแส และได้กลายเป็น “เครื่องหมายแห่งการต่อต้าน” ในพระคริสตเจ้า (ลก 2:34) จนบางครั้งถึงกับยอมสละชีวิตเป็นมรณสักขี
Pope Benedict XVI wrote that “the interpretation of sacred Scripture would remain incomplete were it not to include listening to those who have truly lived the word of God” (Post-Synodal Apostolic Exhortation Verbum Domini, 48). Today, we honor our brothers and sisters who have gone before us as protagonists of this “prophetic tradition, wherein the word of God sets the prophet’s very life at its service” (ibid., 49). We do so above all by carrying forward their legacy.
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหกได้ทรงเขียนไว้ว่า “การตีความพระคัมภีร์ย่อมจะไม่สมบูรณ์ หากปราศจากการรับฟังเสียงของผู้คนที่ได้เจริญชีวิตตามพระวาจาอย่างแท้จริง” (สมณสาส์นเตือนใจหลังซีนอด Verbum Domini, ข้อ 48) ในวันนี้ ขอให้พวกเรายกย่องบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ได้เดินไปข้างหน้าเรา ในฐานะที่พวกเขาเป็นบุคคลสำคัญที่ “เอาอย่างบรรดาประกาศกในอดีต ซึ่งได้น้อมรับพระวาจาของพระเจ้าเป็นแรงผลักดันให้เขาถวายชีวิตเพื่อรับใช้พระวาจานั้น” (เรื่องเดียวกัน, ข้อ 49) ซึ่งวิธีการยกย่องที่ดีที่สุด ย่อมเป็นการที่พวกเราเอาอย่างพวกเขา และทำให้กิจการของพวกเขาก้าวหน้าไป
Even today, through your profession of the evangelical counsels and the many works of charity you carry out, you are called to bear witness to God’s saving presence in history for all peoples (cf. Lk 2:30-31), even within a society in which false and reductive understandings of the human person increasingly widen the gap between faith and life. You are called to testify that the young, the elderly, the poor, the sick and the imprisoned hold a sacred place above all else on God’s altar and in his heart. At the same time, each of them is an inviolable sanctuary of God’s presence, before whom we must bend our knee, in order to encounter him, adore him and give him glory.
ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ลูกทุกคนย่อมถูกเรียกให้เป็นพยานถึงกิจการแห่งความรอดของพระเจ้าที่ดำเนินอยู่ในประวัติศาสตร์เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย อาศัยการที่ลูกได้ปฏิญาณตนที่จะเจริญชีวิตตามคำแนะนำในพระวรสาร และอาศัยกิจการแห่งความรักความเมตตามากมายที่ลูกได้กระทำ ถึงแม้ว่าความเข้าใจผิดหลายอย่างที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์จะกำลังทำให้ช่องว่างระหว่างความเชื่อกับวิถีชีวิตขยายออกเรื่อย ๆ อยู่ก็ตาม ลูกทั้งหลายถูกเรียกให้เป็นพยานว่า เยาวชน คนชรา คนยากจน คนป่วย และคนที่ถูกจองจำ ล้วนมีพื้นที่พิเศษอยู่ที่พระแท่นของพระเจ้า รวมทั้งในพระหฤทัยของพระองค์ด้วย และในขณะเดียวกัน [ลูกก็ถูกเรียกให้เป็นพยานด้วยว่า มนุษย์แต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง] คนกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมานั้น ต่างก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทับอยู่ พวกเราจะต้องคุกเข่าน้อมตัวลงต่อหน้าพวกเรา เพื่อที่เราจะได้พบพระเจ้า ถวายบูชาแก่พระองค์ และถวายพระสิริรุ่งโรจน์แก่พระองค์
Evidence of this can be seen in the many “outposts of the Gospel” that your communities have established in a wide variety of challenging contexts, even in the midst of conflict. These communities do not abandon their people, nor do they flee; they remain, often stripped of all security, as a living reminder — more eloquent than words — of the inviolable sacredness of life in its most vulnerable conditions. Even where weapons roar and arrogance, self-interest and violence seem to prevail, their presence proclaims the words of Jesus: “Take care that you do not despise one of these little ones, for… in heaven their angels continually see the face of my Father” (Mt 18:10).
ประจักษ์พยานของเรื่องนี้สามารถเห็นได้ใน “ด่านหน้าของพระวรสาร” มากมายหลายแห่ง ที่บรรดาคณะนักบวชได้ก่อตั้งขึ้นในท่ามกลางบริบทหลากหลายที่ท้าทาย ซึ่งรวมถึงในพื้นที่ความขัดแย้ง[ที่ใช้อาวุธ]ด้วย ประชาคมนักบวช[ในที่]เหล่านี้ไม่ได้หนีไปไหน พวกเขาไม่ทอดทิ้งผู้คน[ที่พวกเขาทำงานรับใช้] หากแต่พวกเขายังคงอยูในที่เดิม แม้ว่าบ่อยครั้งจะไม่มีหลักประกันความปลอดภัยอะไรเลย การที่พวกเขาทำเช่นนี้ย่อมเป็นพยานมีชีวิตที่งดงามน่าประทับใจยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ [กิจการของพวกเขาย่อม]เตือนใจให้ผู้คนตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ[ทุก]ชีวิตในภาวะที่เปราะบางเสี่ยงอันตราย แม้แต่ในที่ที่เสียงของอาวุธยังคงดังก้อง แม้แต่ในที่ที่ดูเหมือนความเห็นแก่ตัวและความรุนแรงกำลังมีชัยชนะ แต่การดำรงอยู่ของพวกเขาก็เป็นเครื่องประกาศพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ว่า “จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้ใดในหมู่คนเล็กน้อยต่ำต้อยเหล่านี้เลย เราบอกท่านทั้งหลายว่า ตลอดเวลาในสวรรค์ ทูตสวรรค์ของเขาเฝ้าชมพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์” (เทียบ มธ 18:10)
In this light, I would like to reflect on the prayer of the elderly Simeon, which we recite every day: “Now, Lord, you let your servant go in peace; your word has been fulfilled: my own eyes have seen your salvation” (Lk 2:29-30). Consecrated life, in its serene detachment from all that is passing, reveals the inseparable bond between authentic care for earthly realities and a hope filled with love for what is eternal — those goods already chosen in this life as the final and definitive end, and thus capable of giving meaning to all else. Simeon recognized salvation in Jesus and stood free before both life and death. As a “righteous and devout” (Lk 2:25) man, together with Anna, who “never left the temple” (v. 37), he kept his gaze fixed on the promise of the world to come.
ในแง่นี้ พ่ออยากจะรำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับคำอธิษฐานของผู้เฒ่าสิเมโอน ซึ่งพวกเราสวดกันอยู่ทุกวัน[ในบททำวัตร]ว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ พระองค์ทรงปล่อยผู้รับใช้ของพระองค์ไปเป็นสุขตามพระดำรัสของพระองค์ เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดพ้น” (ลก 2:29-30) ชีวิตผู้ถวายตัวซึ่งเป็นชีวิตแห่งการปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่แน่นอนด้วยจิตใจอันสงบ ย่อมเผยให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่ไม่มีผู้ใดตัดขาดได้ ระหว่างการดูแลเอาใจใส่สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้อย่างจริงจัง กับความหวังที่เปี่ยมไปด้วยความรักต่อสิ่งที่เป็นนิรันดร [ซึ่งสิ่งที่เป็นนิรันดรนี้เองที่]เป็นสมบัติที่[พวกเราทั้งหลาย]ได้เลือกแล้วในชีวิตนี้ให้เป็นเป้าหมายสูงสุดและเด็ดขาดของพวกเรา และเป็นสิ่งที่สามารถทำให้สิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดได้มีความหมาย ผู้เฒ่าสิเมโอนได้มองเห็นความรอดในพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านจึงเป็นอิสระทั้งต่อชีวิตและความตาย และในฐานะที่ท่านเป็น “คนชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า” (ลก 2:25) ท่านก็ได้มีสายตาจับจ้องอยู่ที่พระสัญญาของโลกหน้าที่จะมาถึง [ไม่ต่างจาก]อันนา ผู้ “ไม่ได้ออกจากพระวิหารเลย” (ลก 2:37)
The Second Vatican Council reminds us that “the Church… will receive its perfection only in the glory of heaven… At that time, together with the human race, the universe itself… will be perfectly established in Christ” (Lumen Gentium, 48). This prophetic vision concerns you as well: men and women firmly rooted in the realities of the present, yet “always attentive to the things that are above” (Roman Missal, Collect for the Solemnity of the Assumption of the Blessed Virgin Mary). Christ died and rose in order to “free those who all their lives were held in slavery by the fear of death” (Heb 2:15). Through your commitment to follow him more closely — sharing in his self-emptying and in his life in the Spirit (cf. Decree on the Appropriate Renewal of the Religious Life Perfectae Caritatis, 5) — you can show the world the way to overcome conflict, sowing fraternity through the freedom of those who love and forgive without measure.
สภาสังคายนาวาติกันที่สองได้เตือนใจพวกเราว่า “พระศาสนจักร … ย่อมได้รับความสมบูรณ์แบบต่อเมื่อได้อยู่ในพระสิริรุ่งโรจน์แห่งสวรรค์ … ในเวลานั้น จักรวาล พร้อมด้วยมนุษยชาติ … ย่อมจะได้รับสถาปนาอย่างสมบูรณ์แบบในพระคริสตเจ้า” (สังฆธรรมนูญ Lumen Gentium ว่าด้วยพระศาสนจักร, ข้อ 48) และนิมิตประกาศกนี้ก็เป็นสิ่งที่กล่าวถึงลูกด้วยเช่นกัน เพราะว่าลูกทั้งหลายเป็นชายหญิงที่มีรากฐานมั่นคงอยู่ในความเป็นจริงปัจจุบัน แต่ก็ “มีใจฝักใฝ่เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์อยู่เสมอ” (เทียบ บทภาวนาของประธาน ในพิธีบูชาขอบพระคุณ สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์) พระคริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนม์ชีพอีกครั้ง “เพื่อทรงปลดปล่อยผู้ตกเป็นทาสอยู่ตลอดชีวิตเพราะความกลัวตายให้เป็นอิสระได้” (ฮบ 2:15) ดังนั้น เมื่อลูกมุ่งมั่นที่จะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ด้วยการที่ลูกเข้าส่วนในการที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำพระองค์เองให้ว่างเปล่า และด้วยการที่ลูกเข้าส่วนในการที่พระองค์ทรงเจริญชีวิตภายในพระจิตเจ้า (เทียบ กฤษฎีกา Perfectae Caritatis ว่าด้วยการฟื้นฟูชีวิตนักบวชอย่างเหมาะสม, ข้อ 5) นั่นก็ย่อมจะทำให้ลูกสามารถแสดงให้โลกได้เห็นหนทางที่จะเอาชนะความขัดแย้ง ผ่านการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นพี่น้องกัน ด้วยเสรีภาพในแบบของผู้คนที่มีความรักและให้อภัยอย่างไม่มีขีดจำกัด
Dear consecrated men and women, today the Church gives thanks to the Lord and to you for your presence. She encourages you to be leaven of peace and signs of hope wherever Providence may lead you. As we renew the offering of our lives to God upon the altar, we entrust your work to the intercession of Mary Most Holy, together with all your holy founders and foundresses.
นักบวชชายหญิงที่รัก วันนี้ พระศาสนจักรย่อมโมทนาพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า และย่อมขอบใจพวกลูกทั้งหลาย สำหรับการที่พวกลูกได้มาอยู่ที่นี่ และพระศาสนจักรก็ย่อมเป็นกำลังใจให้ลูกได้เป็นเชื้อแป้งแห่งสันติสุข และเป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง ไม่ว่าพระญาณเอื้ออาทรจะนำทางลูกไปอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม ขณะที่พวกเรารื้อฟื้นการถวายชีวิตของเราไว้กับพระเจ้าบนพระแท่นบูชาในวันนี้ ขอให้พวกเรามอบถวายการงานของพวกลูกไว้กับการเสนอวิงวอนของพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ตลอดจนการเสนอวิงวอนของบรรดาชายหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ก่อตั้งคณะของพวกลูกด้วย
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ HOMILY ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
