กิจกรรมปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับธรรมทูต และกิจกรรมปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ย้ายถิ่น
พิธีบูชาขอบพระคุณ
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันอาทิตย์ 5 ตุลาคม 2025 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา


เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
ในวันนี้ พวกเราได้มาร่วมกิจกรรมปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับธรรมทูต และกิจกรรมปีศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ย้ายถิ่น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ฟื้นฟูความตระหนักรู้เกี่ยวกับกระแสเรียกที่ให้เราทั้งหลายเป็นธรรมทูต กระแสเรียกนี้ย่อมเกิดจากความปรารถนาที่จะนำความปีติยินดีและความบรรเทาใจแห่งพระวรสารไปมอบให้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากและความเจ็บปวด ในการนี้ พ่อมีความคำนึงเป็นพิเศษถึงพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้ย้ายถิ่น พวกเขาต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตน และบ่อยครั้งต้องทิ้งผู้คนอันเป็นที่รักเอาไว้ข้างหลัง พวกเขาต้องทนกับค่ำคืนแห่งความหวาดกลัวและความโดดเดี่ยว ทั้งยังต้องเจอกับการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงด้วย
พวกเรามาอยู่ที่นี่ซึ่งเป็นที่ฝังศพของนักบุญเปโตร อัครสาวก เพื่อที่เราแต่ละคนจะสามารถกล่าวด้วยความปีติยินดีได้ว่า พระศาสนจักรทั้งมวลมีความเป็นธรรมทูต และว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่พวกเราจะต้อง “ก้าวไปข้างหน้าเพื่อประกาศพระวรสารแก่ทุกคน ในทุกสถานที่ ในทุกโอกาส โดยไม่ลังเล ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง และไม่เกรงกลัว” ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ตรัสเอาไว้[ในสมณสาส์นเตือนใจ Evangelii Gaudium] (ข้อ 23)
พระจิตเจ้าย่อมส่งพวกเราไปดำเนินการสืบต่อกิจการของพระเยซูเจ้าในพื้นที่ชายขอบต่าง ๆ ของโลก ซึ่งอาจเป็นสถานที่ที่มีสงคราม มีความอยุติธรรม และมีผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน เมื่อใดที่คนเราต้องเจอกับสถานการณ์น่ากลัวเหล่านี้ ก็ย่อมจะมีเสียงคร่ำครวญถึงพระเจ้าดังที่ได้ปรากฏบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ว่า พระเจ้าข้า เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงเข้ามาแทรกแซง ทำไมจึงดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ เสียงคร่ำครวญแห่งความเศร้าโศกแบบนี้เป็นคำอธิษฐานภาวนาที่เห็นได้หลายแห่งทั่วไปในพระคัมภีร์ และในเช้าวันนี้ พวกเราก็ได้ฟัง[บทอ่านจากหนังสือ]ประกาศกฮาบากุกที่กล่าวว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องร้องขอความช่วยเหลือนานสักเท่าใด พระองค์จึงจะทรงฟัง … ทำไมพระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าเห็นการทำผิด และทรงนิ่งมองดูการกดขี่ข่มเหง” (ฮบก 1:2-3)
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหกได้ทรงรำพึงเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ไว้เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยือน[พื้นที่ที่เคยเป็น]ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ พระองค์ตรัสระหว่างการสอนคำสอน[ในเวลาต่อมา]ว่า “พระเจ้าทรงเงียบอยู่ และความเงียบนี้ก็แทงทะลุวิญญาณของผู้คนที่กำลังภาวนา พวกเขาวอนขออย่างไม่หยุดหย่อน แต่ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ … ดูเหมือนพระเจ้าจะทรงอยู่ห่างไกล ทรงหลงลืม ทรงไม่มีตัวตนอยู่ที่นั่น” (การสอนคำสอนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2011)
อย่างไรก็ตาม คำตอบจากองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดหนทางสู่ความหวังให้แก่พวกเรา ถึงแม้ประกาศก[ฮาบากุก]จะได้กล่าวแสดงความทุกข์ต่อพลังอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่ดูเหมือนจะมีชัยชนะ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงประกาศกับท่านว่า สิ่งเหล่านี้ทุกอย่างจะจบลง จะไม่มีอีกต่อไป เหตุว่าความรอดจะมาถึงโดยไม่ล่าช้า “ดูซิ ผู้มีจิตใจไม่ซื่อตรงจะล้มลง แต่ผู้ชอบธรรมจะมีชีวิตด้วยความเชื่อ” (เทียบ ฮบก 2:4)
ดังนั้น ชีวิต กล่าวคือ ความเป็นไปได้ใหม่แห่งชีวิตและความรอด จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความเชื่อ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเราให้ต้านทานความชั่วและเพียรทนทำความดีต่อไปเท่านั้น แต่ยังช่วยเปลี่ยนชีวิตของเราให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งความรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จะนำมามอบให้แก่โลกแม้แต่ในทุกวันนี้ด้วย นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ในพระวรสารว่า เป็นพละกำลังความแข็งแกร่งที่ต่ำต้อย เพราะความเชื่อย่อมไม่ยัดเยียดตนเองด้วยพลังอำนาจหรือด้วยวิธีการบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เหนือธรรมดา หากแต่ที่จริงแล้ว เพียงแค่มีความเชื่อขนาดเท่าเมล็ดมัสตาร์ดก็เพียงพอที่จะสามารถกระทำสิ่งที่เหนือจินตนาการให้เป็นจริง (เทียบ ลก 17:6) เพราะว่าใน[ความเชื่อนี้]ย่อมมีพละกำลังแห่งความรักของพระเจ้าที่จะช่วยเปิดหนทางสู่ความรอด
ความรอดแบบนี้จะเป็นจริงได้ต่อเมื่อเราลงมือทำหน้าที่ของตน และเมื่อเราใส่ใจดูแลผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจตามแนวพระวรสาร นี่คือความรอดที่จะเปิดทางและนำทางผู้คนในชีวิตประจำวันภายในคำพูดและการกระทำต่าง ๆ เป็นความรอดที่ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ และดูเหมือนไม่ก่อให้ผลสำเร็จ แต่[ที่จริงแล้วกำลัง]กลายเป็นเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ขนาดจิ๋วดังที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ นี่คือความรอดที่เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ เวลาที่เรากระทำตนเป็น “ผู้รับใช้ที่ไม่คู่ควร” กล่าวคือ เมื่อเราอุทิศตนเพื่อรับใช้พระวรสารและรับใช้พี่น้องชายหญิงโดยไม่แสวงหาประโยชน์ของตัวเราเอง หากแต่หวังเพียงแค่จะนำพาความรักของพระเจ้าไปมอบให้แก่โลกเท่านั้น
ด้วยความเชื่อมั่นเช่นนี้ พวกเราล้วนได้รับคำเชื้อเชิญให้ปลุกไฟแห่งกระแสเรียกความเป็นธรรมทูตให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้งในตัวเรา ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่หกได้ตรัสไว้ว่า “เราทั้งหลายมีหน้าที่ประกาศพระวรสารใน[ปัจจุบัน ซึ่งเป็น]ช่วงเวลาสำคัญพิเศษในประวัติศาสตร์โลก เป็นช่วงเวลาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะถึงแม้จะมีความก้าวหน้าอย่างสูงยิ่งกว่ายุคไหน ๆ แต่ก็ยังมาพร้อมกับห้วงลึกแห่งความสับสนและความสิ้นหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน” (สารเนื่องในโอกาสวันแพร่ธรรมโลก, 25 มิถุนายน 1971).
พี่น้องชายหญิงที่รัก ในตอนนี้ ยุคสมัยใหม่แห่งการแพร่ธรรมกำลังเปิดฉากขึ้นในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร
ถึงแม้ในอดีตเราจะเคยมองว่าการแพร่ธรรมคือการ “ออกเดินทาง” ไปยังดินแดนห่างไกลที่ไม่รู้จักพระวรสาร หรือไปอยู่ท่ามกลางความยากจน แต่ในตอนนี้ แนวหน้าแห่งการแพร่ธรรมกลับไม่ใช่เรื่องทางภูมิศาสตร์อีกต่อไป เพราะความยากจน ความทุกข์ยาก และความปรารถนาซึ่งความหวัง ได้เข้ามาหาพวกเราแล้ว เรื่องราวน่าเศร้าของพี่น้องชายหญิงจำนวนมากมายที่เป็นผู้ย้ายถิ่นกำลังเป็นพยานถึงเรื่องนี้ ทั้งเรื่องราวการหลบหนีจากความรุนแรง เรื่องราวความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาหลบหนี ความหวาดกลัวที่ว่าความพยายามนี้อาจล้มเหลว อันตรายมากมายในการเดินทางตามแนวชายฝั่ง ตลอดจนเสียงคร่ำครวญแห่งความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง พี่น้องชายหญิงที่รัก เราจะต้องไม่ให้เรือที่หวังจะเข้าสู่ท่าเรือที่ปลอดภัย รวมทั้งแววตา[ของบรรดาผู้ย้ายถิ่น]ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวแต่แฝงไปด้วยความหวังว่าจะได้ขึ้นฝั่งนั้น ต้องมาพบกับความเย็นชา ความเมินเฉย หรือถูกตราหน้าด้วยการเลือกปฏิบัติ
สาระสำคัญของการแพร่ธรรม[ในตอนนี้]ไม่ใช่การ “ออกเดินทาง” แต่คือการ “ยืนหยัด” ที่จะประกาศพระเยซูเจ้าด้วยไมตรีจิต และด้วยการต้อนรับ การเห็นอกเห็นใจ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราจะต้องยืนหยัดไม่หลีกหนีไปหาความสบายส่วนตน เราจะต้องยืนหยัดพบปะกับผู้คนที่เดินทางมาจากดินแดนที่ห่างไกลและมีความรุนแรง เราจะต้องยืนหยัดเปิดใจและยื่นมือไปโอบรับพวกเขา เราจะต้องต้อนรับพวกเขาในฐานะพี่น้องชายหญิง และจะต้องเป็นความบรรเทาใจและเป็นความหวังให้แก่พวกเขา
ทุกวันนี้ นอกจากชายหญิงที่เป็นธรรมทูตแพร่ธรรมแล้ว ยังมีผู้คนอีกมากมายทั้งที่เป็นคาทอลิก และที่ไม่ใช่คาทอลิกแต่เป็นผู้คนที่มีน้ำใจดี ที่กำลังทำงานช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่น และส่งเสริมวัฒนธรรมใหม่แห่งความเป็นพี่น้องกันให้เกิดขึ้นภายในบริบทของการย้ายถิ่น โดยเอาชนะอคติและภาพจำทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม งานรับใช้ที่ทรงคุณค่านี้แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคน [พวกเราจึงควรมีส่วนช่วย]เท่าที่สามารถทำได้ ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ตรัสไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องกระทำตน “เป็นผู้แพร่ธรรมอยู่ตลอดเวลา” (สมณสาส์นเตือนใจ Evangelii Gaudium, ข้อ 25)
การทำเช่นนี้ย่อมหมายรวมถึงหน้าที่สองอย่างที่ต้องกระทำภายในการแพร่ธรรม ได้แก่ การร่วมมือกันแพร่ธรรม และ การผลักดันกระแสเรียกเป็นธรรมทูต
แรกสุด พ่ออยากขอให้ลูกส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพร่ธรรมให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งในพระศาสนจักรในที่ต่าง ๆ สำหรับประชาคมคริสตชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่นในโลกตะวันตกนั้น เราควรจะต้อนรับพี่น้องที่มาจากทวีปอื่น โดยมองว่าเป็นโอกาสแห่งการแลกเปลี่ยนที่จะช่วยฟื้นฟูโฉมหน้าของพระศาสนจักรให้มีชีวิตชีวา และเป็นโอกาสที่จะทำให้คริสต์ศาสนายังคงเป็นศาสนาที่เปิดกว้าง มีชีวิต และมีพลวัตมากยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกัน บรรดาธรรมทูตที่ออกเดินทางไปยังที่อื่น ย่อมถูกเรียกให้นำคำประกาศกแห่งพระวรสารไปประกาศที่นั่น โดยมีความเคารพต่อวัฒนธรรมที่เขาได้พบเจอ และพยายามนำสิ่งทั้งหลายที่เขาเห็นว่าเป็นความจริงและมีคุณค่า[ภายในวัฒนธรรมนั้น]ให้มุ่งสู่ความดี[คือพระเจ้า]
[นอกจากนี้] พ่อยังอยากจะย้ำเตือนให้พวกเราระลึกถึงความงามและความสำคัญของกระแสเรียกเป็นธรรมทูตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระศาสนจักรในยุโรป ทุกวันนี้มีความจำเป็นที่ฆราวาส ผู้ถวายตัว และบาทหลวง จะต้องดำเนินความพยายามแพร่ธรรมครั้งใหม่ผ่านการทำงานรับใช้ในดินแดนแพร่ธรรม ทั้งยังจะต้องมีความคิดและประสบการณ์การแพร่ธรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ความปรารถนาเช่นที่ว่านั้นยังคงมีชีวิตชีวาต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้คนวัยหนุ่มสาว
มิตรที่รักทั้งหลาย พ่อขออำนวยพรด้วยใจจริงให้แก่บรรดาศาสนบริกรพื้นเมืองของพระศาสนจักรท้องถิ่นในที่ต่าง ๆ ตลอดจนบรรดาธรรมทูต และผู้คนที่กำลังพิจารณากระแสเรียกของตน ส่วนบรรดาผู้ย้ายถิ่น พ่ออยากให้ลูกรู้ว่าลูกเป็นที่ต้อนรับเสมอ ทะเลและที่กันดารที่ลูกได้เดินทางข้ามมานั้น ในพระคัมภีร์ถูกเรียกว่าเป็น “สถานที่แห่งความรอด” เป็นที่ซึ่งพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เพื่อช่วยเหลือประชากรของพระองค์ให้รอด พ่อหวังว่าลูกจะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าภายในบรรดาธรรมทูตที่ลูกได้มีโอกาสพบเจอ
พ่อขอมอบถวายลูกทุกคนไว้กับการเสนอวิงวอนของพระแม่มารีย์ ผู้เป็นเอกในบรรดาธรรมทูตที่พระบุตรของท่านได้ทรงส่งไป เหตุว่าแม่พระได้รีบรุดยังแถบภูเขาแคว้นยูเดียเพื่อจะไปรับใช้นักบุญเอลีซาเบธ โดยมีพระเยซูเจ้าสถิตอยู่ในครรภ์ ขอให้พระแม่มารีย์โปรดหนุนกำลังให้พวกเราแต่ละคนสามารถเป็นผู้ร่วมงานในพระอาณาจักรของพระคริสตเจ้า ซึ่งเป็นพระอาณาจักรแห่งความรัก ความยุติธรรม และสันติสุขด้วยเทอญ
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ Homily ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
