นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ (St. John Mary Vianney) ศต 18-19
พระสงฆ์ เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์
วันนี้พระศาสนจักรฉลอง นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ (St. John Mary Vianney) องค์อุปถัมภ์พระสงฆ์ประจำวัดทั่วโลก ผู้ที่พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ทรงประกาศให้เป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ทุกคน
เมื่อผู้คนพูดถึงท่าน หลายคนจะนึกถึง “พระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาปวันละ 16 ชั่วโมง” แต่ชีวิตของท่านยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมาก ซึ่งเผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงใช้ “คนธรรมดา” เพื่อทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
1. เด็กที่เกือบไม่ได้เป็นพระสงฆ์



หลายคนคิดว่า นักบุญต้องเป็นคนเรียนเก่ง
แต่ยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ กลับเป็นนักเรียนที่ “เรียนยากมาก”
โดยเฉพาะวิชาภาษาละติน ในสมัยนั้น ถ้าภาษาละตินไม่ดี แทบเป็นพระสงฆ์ไม่ได้
ท่านสอบตกหลายครั้ง อาจารย์หลายคนคิดว่า “คงไม่ไหว”
แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดว่า “เขาอาจไม่เก่งหนังสือ แต่เขารักพระเจ้ามาก”
สุดท้าย พระศาสนจักรจึงรับท่านเป็นพระสงฆ์
ข้อคิดวันนี้
พระเจ้าไม่ได้เลือกคนที่เก่งที่สุด แต่ทรงเลือก คนที่ยอมให้พระองค์ทรงใช้มากที่สุด
บางครั้ง สิ่งที่โลกเรียกว่า “จุดอ่อน” กลับเป็นที่ที่พระหรรษทานทำงานได้ดีที่สุด
2. วัดที่ไม่มีใครอยากไป
เมื่อได้รับการแต่งตั้ง ท่านถูกส่งไปหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ “อาร์ส”
เป็นหมู่บ้านที่มีประชากรเพียงไม่กี่ร้อยคน
ผู้ใหญ่คนหนึ่งถึงกับพูดว่า “ที่นี่ไม่มีอะไรเลย”
พระสังฆราชจึงตอบว่า “ก็เพราะไม่มีอะไรนี่แหละ จึงต้องส่งพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์ไป”
เมื่อท่านมาถึง ร้านเหล้าแน่น, วัดว่าง, ผู้คนไม่ค่อยสวดภาวนา, แต่ท่านไม่เริ่มต้นด้วยการตำหนิ แต่ท่านเริ่มด้วย การคุกเข่าภาวนาหลายชั่วโมงทุกวัน
นี่คือเกร็ดที่หลายคนไม่รู้
ก่อนที่หมู่บ้านจะกลับใจ ไม่มีใครรู้จักท่านเลย
แต่หลังจากผ่านไปหลายปี คนจากทั่วฝรั่งเศส
เดินทางมาเพียงเพื่อ “สารภาพบาปกับคุณพ่อเจ้าอาสวาสแห่งตำบลอาร์ส”
หมู่บ้านเล็ก ๆ กลายเป็นศูนย์กลางแห่งพระเมตตาของพระเจ้า
เพราะพระสงฆ์คนหนึ่ง ซื่อสัตย์กับหน้าที่ของตน
3. พระสงฆ์ที่นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง
นี่เป็นเรื่องจริงที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจ
ช่วงหลังของชีวิต ท่านใช้เวลา ฟังแก้บาป ประมาณ 14–16 ชั่วโมงต่อวัน
ในช่วงเทศกาลใหญ่ บางวันมากกว่านั้น ท่านพักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง
รับประทานอาหารอย่างเรียบง่าย ไม่ใช่เพราะท่านชอบทรมานตนเอง
แต่เพราะท่านพูดว่า “มีวิญญาณกำลังรอพระเมตตาของพระเจ้า”
4. ปีศาจรบกวนท่านจริงหรือ?
นี่เป็นอีกเรื่องที่มีบันทึกจากผู้ร่วมสมัยหลายคน
กลางคืน ท่านมักได้ยินเสียงดัง, เฟอร์นิเจอร์สั่น, เตียงถูกเขย่า, ท่านเรียกปีศาจว่า “เจ้าตัวก่อกวน” (Le Grappin) แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ ท่านไม่ตกใจ กลับพูดติดตลกว่า “เมื่อคืนเจ้าตัวก่อกวนมาอีกแล้ว…” แล้วหัวเราะ เพราะท่านสังเกตว่า ทุกครั้งที่ถูกรบกวนหนัก วันรุ่งขึ้น มักมีคนบาปหนักมาสารภาพบาป ท่านจึงพูดว่า “แสดงว่าพรุ่งนี้จะมีวิญญาณใหญ่กลับมาหาพระเจ้า” นี่ไม่ใช่การแสวงหาสิ่งอัศจรรย์ แต่สะท้อนความเชื่อมั่นว่าพระเยซูเจ้าทรงมีชัยชนะเหนือความชั่วเสมอ
5. ท่านไม่คิดว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์
คำพูดหนึ่งที่งดงามมาก คือ “ถ้าพระเจ้าทรงพบพระสงฆ์ที่น่าสงสารกว่าผม พระองค์ก็คงเลือกคนนั้นแทนผม” นี่คือ ความถ่อมตนอย่างแท้จริง ยิ่งคนศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไม่คิดว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
วันนี้พระศาสนจักรต้องการพระสงฆ์แบบยอห์น เวียนเนย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเทศน์ที่โด่งดังที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหารเก่งที่สุด
แต่เป็นพระสงฆ์ที่ รักศีลมหาสนิท, รักศีลอภัยบาป, สวดภาวนา, เปิดประตูวัด, เปิดประตูหัวใจ, มีเวลาสำหรับประชากรพระเจ้า
ผู้คนอาจลืมคำเทศน์หลายบท แต่จะไม่มีวันลืม พระสงฆ์ที่ทำให้เขาสัมผัสความรักของพระเจ้า และหลักการนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะพระสงฆ์ แต่ใช้กับคริสตชนทุกคน ความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตประจำวันสามารถเปลี่ยนชุมชนทั้งชุมชนได้
อยากเล่าสู่กันฟัง
พระสงฆ์หนุ่มท่านหนึ่ง ได้รับมอบหมายให้เทศน์ครั้งแรก ตื่นเต้นมาก
คืนก่อนเทศน์ ซ้อมหน้ากระจก ซ้อมน้ำเสียง ซ้อมยิ้ม ซ้อมยกมือท่าทางประกอบ ทุกอย่างพร้อม เมื่อขึ้นธรรมาสน์จริง ท่านกลับลืมเปิดไมโครโฟน อุตส่าห์เทศน์อย่างสุดพลัง ยิ้ม หัวเราะ น้ำตาคลอ ใช้เวลาสามสิบนาทีเต็ม ลงมาด้วยความภูมิใจ ถามสัตบุรุษคนหนึ่ง “เป็นอย่างไรบ้าง” คุณยายตอบยิ้ม ๆ “คุณพ่อเทศน์ดีมากค่ะ…เสียดาย พวกเราไม่ได้ยินสักคำ เพราะไมค์ปิดอยู่”
พระสงฆ์หน้าแดง แล้วพูดว่า “วันนี้ผมได้บทเรียนแล้ว”
ข้อคิดเรื่องนี้….ผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินเข้ามา จับมือคุณพ่อ แล้วพูดเบา ๆ “คุณพ่อครับ…
ถึงไมโครโฟนจะปิด แต่ถ้าชีวิตคุณพ่อเปิดให้พระเจ้า คนก็ยังได้ยินพระองค์ผ่านชีวิตของคุณพ่ออยู่ดี”
ข้อคิดปิดท้าย
นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เคยกล่าวไว้ว่า “พระสงฆ์คือความรักแห่งพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า” ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าพระสงฆ์ทุกคนสมบูรณ์แบบ แต่หมายความว่า เมื่อพระสงฆ์ดำเนินชีวิตใกล้ชิดพระเยซูเจ้า ประชากรจะมองเห็นพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าผ่านตัวท่าน และนั่นคือคำเชื้อเชิญสำหรับพระศาสนจักรทั้งมวลในวันนี้
โลกไม่ได้ต้องการคริสตชนที่เพียงพูดถึงพระเจ้าเก่งเท่านั้น แต่ต้องการคริสตชนที่ทำให้ผู้คน “พบพระเจ้า” ได้จากความถ่อมตน ความรัก และความซื่อสัตย์ในชีวิตของตน เช่นเดียวกับพระสงฆ์ผู้เรียบง่ายจากหมู่บ้านอาร์ส ผู้เปลี่ยนหมู่บ้านเล็ก ๆ ให้กลายเป็นสถานที่แห่งพระเมตตาของพระเจ้า.
พ่ออยากเล่าเกร็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับยอห์น มารีย์ เวียนเนย์
นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ อยู่ในศตวรรษไหน?
ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1786–1859
- เกิดวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1786
- มรณภาพวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1859 อายุ 73 ปี
ดังนั้นชีวิตของท่านคร่อม ปลายศตวรรษที่ 18 และครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ยุคที่พระศาสนจักรในฝรั่งเศสถูกเบียดเบียนอย่างหนัก พระสงฆ์จำนวนมากต้องประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างลับ ๆ ซ่อนๆ และบรรยากาศแห่งความเชื่อในหลายพื้นที่เสื่อมถอยลงอย่างมาก
เกร็ดที่หลายคนไม่ค่อยรู้
1. ท่านรับศีลมหาสนิทครั้งแรก “ในยุ้งฉาง”
ช่วงวัยเด็กเป็นยุคการปฏิวัติฝรั่งเศส รัฐบาลสั่งปิดวัดจำนวนมาก
พระสงฆ์ที่ซื่อสัตย์ต่อพระสันตะปาปาต้องหลบซ่อน
ยอห์น เวียนเนย์ จึงรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ไม่ใช่ในวัด แต่ใน ยุ้งฉางของชาวนา
มิสซาบูชาจัดขึ้นอย่างลับ ๆ เด็กชายคนนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางพระสงฆ์ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อศีลศักดิ์สิทธิ์ จึงซึมซับคุณค่าของศีลมหาสนิทตั้งแต่วัยเยาว์
ข้อคิด
คนที่เคยเสี่ยงทุกอย่างเพื่อพบพระเยซูเจ้า มักจะไม่เห็นการร่วมมิสซาเป็นเรื่องธรรมดา
2. พระสังฆราชส่งท่านไปตำบลอาร์ส (Ars) พร้อมคำพูดที่โด่งดัง
เมื่อได้รับการแต่งตั้ง พระสังฆราชกล่าวกับท่านประมาณว่า
“ที่ตำบลอาร์ส มีความรักต่อพระเจ้าน้อยมาก จงนำความรักนั้นกลับมา”
ไม่มีการพูดถึง การสร้างอาคาร, เพิ่มรายได้, เพิ่มสถิติ
แต่มีเพียง “นำผู้คนกลับมาหาพระเจ้า” และนั่นเองคือพันธกิจที่เปลี่ยนทั้งหมู่บ้าน
3. ท่านพยายาม “หนีออกจากวัด” ถึงสามครั้ง
เรื่องนี้หลายคนไม่ทราบ ท่านคิดเสมอว่า “ผมไม่คู่ควรจะเป็นเจ้าอาวาส” ความรู้สึกต่ำต้อยนี้รุนแรงมาก จนท่านพยายามหนีออกจากตำบลอาร์สถึง สามครั้ง แต่ทุกครั้ง สัตบุรุษช่วยกันตามกลับมา และท่านยอมกลับ เพราะเห็นว่า นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า นี่เป็นบทเรียนว่า แม้แต่นักบุญก็มีช่วงเวลาที่ต่อสู้กับความรู้สึกไม่คู่ควร
4. ท่านจำชื่อคนแทบไม่ได้…
แต่จำ “วิญญาณ” ได้อย่างดี มีบันทึกว่า เวลาคนมาสารภาพบาป บางครั้งท่านบอกได้ว่า “ลูกยังลืมบาปอีกเรื่องหนึ่งนะ…” หรือ “กลับไปคืนเงินคนนั้นก่อน” หลายคนตกใจ เพราะไม่ได้เล่าเรื่องนั้นเลย
พระศาสนจักรมองว่านี่เป็นหนึ่งในพระพรฝ่ายจิต (discernment of spirits) ที่ผู้คนจำนวนมากเป็นพยานถึงในชีวิตของท่าน แม้เรื่องลักษณะนี้ควรรับด้วยความสำรวมและไม่ใช่แก่นของความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
5. ท่านสร้าง “บ้านเด็กกำพร้า” ทั้งที่แทบไม่มีเงิน
สถานที่ชื่อ La Providence เป็นบ้านสำหรับเด็กหญิงกำพร้าและเด็กยากจน หลายครั้งไม่มีเงินเลย ผู้ช่วยถามว่า “พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน” ท่านตอบ “พระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าจะจัดการ” น่าอัศจรรย์ที่มีผู้บริจาคและความช่วยเหลือเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนสถานสงเคราะห์ดำเนินต่อไปได้
6. ท่านไม่ชอบชื่อเสียงเลย
คนเดินทางมาหาท่านปีละหลายหมื่นคน แต่ท่านกลับรู้สึกอึดอัด เมื่อมีคนชมว่า
“คุณพ่อเป็นนักบุญ เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์” ท่านตอบทันที “ถ้าท่านรู้จักผมจริง ๆ ท่านจะไม่พูดอย่างนั้น” นี่คือ ความถ่อมตนของนักบุญแท้
7. ท่านเคยพูดประโยคที่สะเทือนใจพระสงฆ์ทั่วโลก
มีคนถามว่า “อะไรทำให้ตำบลหนึ่งฟื้นขึ้นมา” ท่านตอบว่า “ให้พระสงฆ์องค์หนึ่งเป็นนักบุญ แล้วตำบลนั้นจะกลายเป็นสวรรค์เล็ก ๆ”
ประโยคนี้ ถูกนำมาอ้างถึงเสมอ โดยเฉพาะใน ปีพระสงฆ์ (Year for Priests) ค.ศ. 2009–2010 ซึ่ง สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงยกท่านเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ทั่วโลก
8. สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด
ไม่ใช่ปาฏิหาริย์, ไม่ใช่การอ่านใจคน, ไม่ใช่การต่อสู้กับปีศาจ แต่คือ “ความซื่อสัตย์ในสิ่งเล็ก ๆ ทุกวัน” ได้แก่
- มิสซาทุกวัน
- ศีลอภัยบาปทุกวัน
- ภาวนาทุกวัน
- เยี่ยมคนป่วย
- สอนคำสอนเด็ก
- เปิดวัดรอคนบาป
ทำอย่างนี้ เกือบ 41 ปี โดยไม่เคยคิดว่าตนเองกำลังสร้างประวัติศาสตร์
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
นี่คือเหตุผลที่นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ยังคงเป็นนักบุญที่ทันสมัยที่สุดองค์หนึ่ง
โลกทุกวันนี้ชื่นชม คนดัง, ผู้ติดตามนับล้าน, ความสำเร็จที่รวดเร็ว
แต่ยอห์น เวียนเนย์ ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ของตน
ไม่เคยเขียนหนังสือเล่มใหญ่, ไม่เคยเป็นนักวิชาการชื่อดัง,
ไม่เคยเป็นพระสังฆราช, ไม่เคยเป็นพระคาร์ดินัล
ท่านเป็นเพียง “เจ้าอาวาสวัดเล็ก ๆ คนหนึ่ง”
แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ทำให้ทั้งโลกเดินทางมาหาท่าน
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับพระศาสนจักรในทุกยุค
พระเจ้ามิได้ทรงถามว่า เราดูแลตำบลใหญ่หรือเล็ก แต่ทรงถามว่า เราซื่อสัตย์ต่อประชากรที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เราหรือไม่
บางที การปฏิรูปพระศาสนจักรไม่ได้เริ่มจากโครงการที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากพระสงฆ์หรือคริสตชนคนหนึ่งที่คุกเข่าภาวนาอย่างซื่อสัตย์ทุกวัน แล้วปล่อยให้พระหรรษทานของพระเจ้าทำงานผ่านชีวิตของเขา.
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ


















