ข้อคิดในมิสซา วันอังคารที่ 4 สิงหาคม ค.ศ.2026

บทอ่านที่หนึ่งจาก เยเรมีย์ 30:1-2, 12-15, 18-22
นี่เป็นหนึ่งในข้อความที่งดงามที่สุดของ “หนังสือแห่งการปลอบโยน” (Book of Consolation) แม้จะเริ่มต้นด้วยคำประกาศถึง บาดแผลที่ไม่มีทางรักษา แต่กลับจบลงด้วย พระสัญญาแห่งการฟื้นฟู นี่คือพระวรสารที่ซ่อนอยู่ในพันธสัญญาเดิม


หัวข้อบทเทศน์
“พระเจ้าทรงรักษาแผล…ที่มนุษย์รักษาไม่ได้”
“บาดแผลของเจ้านั้นสาหัส…
ไม่มีผู้ใดรักษาเจ้าได้…
แต่เราจะฟื้นฟูเจ้า” (ยรม 30)
นี่คือพระเจ้าที่ตรัสสองประโยคที่ดูเหมือนขัดกัน
“ไม่มีใครรักษาเจ้าได้”
แล้วต่อด้วย
“แต่เราจะรักษาเจ้าเอง”
นั่นคือข่าวดีของคริสตชน


I. ความจริงที่คนเราไม่อยากยอมรับ
พระเจ้ามิได้เริ่มด้วยการปลอบใจ
แต่ทรงเริ่มด้วยความจริง
“แผลของเจ้าร้ายแรง”
พระองค์ไม่เคยปิดบังความจริง
บางครั้ง
เราอยากได้ยินว่า
“ไม่เป็นไร”
แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า
“เป็นมาก…”
เพราะหากไม่ยอมรับว่าเป็นแผล
ก็จะไม่ยอมให้หมอรักษา


โลกวันนี้ก็เต็มไปด้วยแผล
• ครอบครัวแตกสลาย
• เด็กขาดความอบอุ่น
• ความโดดเดี่ยว
• โรคซึมเศร้า
• ความเกลียดชังในสังคม
• การเสพติดมือถือ
• การโกง
• สงคราม
• ความแตกแยก
ภายนอกเหมือนเจริญ
แต่ภายในเต็มไปด้วยบาดแผล
คนแต่งรูปเก่งขึ้น
แต่ยิ้มจริง ๆ น้อยลง


II. บางแผล…เงินรักษาไม่ได้
พระเจ้าตรัสว่า
“ไม่มีผู้ใดช่วยเจ้า”
นี่ไม่ใช่การดูถูก
แต่คือความจริง
มีแผลหลายชนิด
หมอเก่งที่สุดก็รักษาไม่ได้
เช่น
แผลจาก
• การถูกทรยศ
• การสูญเสียลูก
• การแท้งบุตร
• การถูกทอดทิ้ง
• ความรู้สึกไร้คุณค่า
• ความผิดที่กัดกินหัวใจ
เราซ่อนมันไว้
ยิ้มได้
ทำงานได้
แต่ร้องไห้ตอนกลางคืน
นี่คือแผลของจิตวิญญาณ


III. แล้วพระเจ้าทำอย่างไร
พระองค์ไม่ได้ส่งยา
แต่ส่ง “พระองค์เอง”
พระองค์ตรัสว่า
“เราจะฟื้นฟูเจ้า”
พระเจ้ารักษา
ไม่ใช่เพราะเราแข็งแรง
แต่เพราะพระองค์รัก
พระองค์ไม่เพียงปิดแผล
แต่สร้างชีวิตใหม่


นี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงทำ
พระองค์ไม่เพียงให้อภัย
แต่คืนศักดิ์ศรี
ไม่เพียงรักษาคนตาบอด
แต่คืนความหวัง
ไม่เพียงทำให้ลาซารัสฟื้น
แต่คืนครอบครัวให้มารีย์และมาร์ธา


IV. พระศาสนจักรในวันนี้
พระศาสนจักรเองก็มีบาดแผล
• สมาชิกลดลง
• คนหนุ่มสาวห่างวัด
• ความผิดพลาดของสมาชิกบางคน
• ความแตกแยก
• คำวิจารณ์จากโลก
บางคนบอก
พระศาสนจักรกำลังป่วย
ใช่…
พระศาสนจักรไม่เคยปฏิเสธว่ามีแผล
แต่พระคริสต์ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าสาวของพระองค์
พระองค์ยังตรัสเหมือนเดิม
“เราจะสร้างเจ้าขึ้นใหม่”
ทุกยุคสมัย
พระศาสนจักรฟื้นคืนมา
เพราะเจ้าของพระศาสนจักรคือพระคริสต์
ไม่ใช่มนุษย์


V. พระเจ้าทรงสร้างใหม่
พระเจ้าตรัสว่า
“เราจะสร้างนครขึ้นใหม่”
พระองค์ไม่ได้พูดถึงกำแพง
แต่พูดถึงหัวใจ
พระเจ้าสร้างใหม่เสมอ
• เปโตรหลังจากปฏิเสธพระองค์
• เปาโลหลังจากเบียดเบียนพระศาสนจักร
• มารีย์ชาวมักดาลาหลังชีวิตที่แตกสลาย
พระองค์ยังสร้างเราใหม่ทุกวัน


เรื่องเล่าประกอบ (ตลก แต่หักมุมสอนใจ)
“หมอ Google”
ชายคนหนึ่งปวดท้อง
ภรรยาบอก
“ไปหาหมอเถอะ”
เขาตอบ
“ไม่ต้อง…ผมมี Google”
เปิดมือถือ
พิมพ์
“ปวดท้อง”
Google ตอบ
• โรคกระเพาะ
• ไส้ติ่ง
• นิ่ว
• มะเร็ง
• โรคหายากในแอฟริกา
• เหลือเวลามีชีวิตประมาณ 3 วัน!
เขาตกใจมาก
รีบเขียนพินัยกรรม
โทรหาลูก
บอกลาเพื่อน
แจกทรัพย์สิน
ร้องไห้ทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น
ภรรยาลากไปโรงพยาบาล
หมอตรวจเพียงห้านาที
แล้วยิ้ม
“เมื่อคืนกินอะไรครับ”
“บุฟเฟต์หมูกระทะครับ”
หมอหัวเราะ
“อาหารไม่ย่อยครับ”
ชายคนนั้นถอนหายใจ
แล้วพูดว่า
“Google เกือบฆ่าผมแล้ว…”
หมอยิ้มตอบ
“Google บอกได้ว่าโรคคืออะไร
แต่รักษาคุณไม่ได้”


หักมุม
โลกทุกวันนี้
เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ
เต็มไปด้วยข้อมูล
เต็มไปด้วย AI
เต็มไปด้วยเทคโนโลยี
แต่ไม่มีเทคโนโลยีใด
รักษาหัวใจที่แตกสลายได้
ไม่มีแอปไหน
ให้อภัยบาป
ไม่มีโปรแกรมไหน
เติมความหวัง
ไม่มีโทรศัพท์เครื่องไหน
โอบกอดคนที่กำลังสิ้นหวังได้
มีเพียงพระคริสต์
ผู้ทรงตรัสว่า
“เราจะรักษาเจ้า”


ข้อคิดปฏิบัติ
วันนี้ลองถามตนเอง

  1. แผลอะไรที่เรายังซ่อนอยู่?
    เราอาจปิดบังจากทุกคนได้ แต่พระเจ้าทรงเห็น และทรงรอให้เรานำแผลนั้นมาวางไว้ต่อหน้าพระองค์
  2. เรากำลังรักษาแผลผิดวิธีหรือไม่?
    หลายคนพยายามรักษาความว่างเปล่าด้วยเงิน ความสำเร็จ ความบันเทิง หรือการทำงานหนัก แต่แผลฝ่ายจิตวิญญาณต้องการพระหรรษทานของพระเจ้า
  3. เราจะเป็น “ผู้เยียวยา” สำหรับใครในสัปดาห์นี้?
    บางครั้งสิ่งที่ผู้คนต้องการที่สุด ไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ แต่คือคนที่ยอมอยู่เคียงข้างเขา พระศาสนจักรได้รับการเรียกให้เป็น “โรงพยาบาลสนาม” ที่ต้อนรับผู้มีบาดแผล ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของคนสมบูรณ์

บทสรุปที่ทรงพลัง
พี่น้องที่รัก
เยเรมีย์ไม่ได้บอกเราว่า “ชีวิตจะไม่มีบาดแผล”
แต่บอกเราว่า
ไม่มีบาดแผลใด ที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนให้กลายเป็นบ่อเกิดของพระพรไม่ได้
ไม้กางเขนคือบาดแผลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
แต่พระเจ้าทรงทำให้บาดแผลนั้น กลายเป็นประตูแห่งความรอดของโลก
ดังนั้น ไม่ว่าหัวใจของเราจะบอบช้ำเพียงใด พระคริสต์ยังคงตรัสกับเราด้วยถ้อยคำเดียวกับที่ตรัสผ่านประกาศกเยเรมีย์ว่า
“ไม่มีใครรักษาเจ้าได้… แต่เราเองจะรักษาเจ้า เราจะฟื้นฟูเจ้า และเจ้าจะเป็นประชากรของเรา ส่วนเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า”
นี่คือความหวังที่ไม่ทำให้ผู้ใดผิดหวัง และเป็นข่าวดีที่พระศาสนจักรได้รับมอบหมายให้นำไปประกาศแก่โลกที่เต็มไปด้วยบาดแผลทุกยุคทุกสมัย.
ช่วยอธิบายเตรียมเทศน์ทรงพลัง Matthew 15: 1-2, 10-14 ประยุกต์เหตุการณ์วันนี้และพระศาสนจักร พร้อมเรื่องเล่าประกอบตลกๆแต่หักมุมสอนใจ
ด้วยความยินดีครับคุณพ่อ
พระวรสารวันนี้ มัทธิว 15:1-2, 10-14 เป็นพระวาจาที่ “แรง” มาก เพราะพระเยซูเจ้าทรงท้าทายความคิดทางศาสนาที่เน้น พิธีกรรมภายนอก มากกว่าการกลับใจภายใน พระองค์ไม่ได้ต่อต้านธรรมประเพณี แต่ทรงต่อต้านการที่ธรรมประเพณีถูกยกขึ้นมาแทนพระประสงค์ของพระเจ้า


หัวข้อบทเทศน์
“ศาสนาอยู่ที่มือ…หรืออยู่ที่หัวใจ?”
ชาวฟาริสีมาตำหนิพระเยซูว่า
“ทำไมศิษย์ของท่านไม่ล้างมือก่อนกินอาหาร?”
สำหรับพวกเขา
เรื่องใหญ่ไม่ใช่ความเมตตา
แต่คือการล้างมือ
พระเยซูจึงตรัสกับประชาชนว่า
“ไม่ใช่สิ่งที่เข้าปากทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากต่างหาก”
นี่คือการเปลี่ยนศูนย์กลางของศาสนา
จาก
“พิธี”
ไปสู่
“หัวใจ”


I. พระเจ้าทรงมองลึกกว่าที่มนุษย์มอง
มนุษย์มอง
• เสื้อผ้า
• ตำแหน่ง
• พิธีการ
• กฎระเบียบ
แต่พระเจ้าทรงมอง
หัวใจ
เราสามารถแต่งตัวดีที่สุด
สวดภาวนาเสียงดังที่สุด
ถวายเงินมากที่สุด
แต่ถ้าใจยังเต็มไปด้วย
• ความอิจฉา
• ความเกลียด
• การนินทา
• การดูหมิ่น
เรายังห่างจากพระเจ้า


พระเยซูไม่ได้บอกว่า
“อย่าล้างมือ”
พระองค์กำลังบอกว่า
“อย่าลืมล้างหัวใจด้วย”


II. โลกวันนี้…สะอาดภายนอก แต่สกปรกภายใน
วันนี้
เราล้างมือบ่อยกว่าเดิม
โดยเฉพาะหลังยุคโควิด
แต่พระเยซูคงถามเราว่า
“แล้วหัวใจล้างครั้งสุดท้ายเมื่อไร?”
เราฆ่าเชื้อโทรศัพท์
แต่ปล่อยให้ใจเต็มไปด้วยความโกรธ
เราทำความสะอาดบ้าน
แต่ไม่เคยทำความสะอาดคำพูด
เราขัดรถจนเงา
แต่ปล่อยความหยิ่งยโสเกาะหัวใจ
โลกสมัยใหม่ใส่ใจ “ภาพลักษณ์”
พระเยซูใส่ใจ “ชีวิตจริง”


III. สิ่งที่ออกจากปาก
พระเยซูตรัสว่า
“สิ่งที่ออกจากปาก…”
เพราะปาก
เปิดเผยหัวใจ
คนที่เต็มไปด้วยพระเจ้า
จะพูดให้กำลังใจ
คนที่เต็มไปด้วยความโกรธ
จะพูดทำร้าย
คนที่เต็มไปด้วยความรัก
จะพูดยกผู้อื่นขึ้น


นักบุญยากอบกล่าวว่า
ลิ้น
แม้เล็ก
แต่จุดไฟเผาป่าได้ทั้งผืน
วันนี้
ไฟนั้น
คือ
• คอมเมนต์ในโซเชียล
• ข่าวปลอม
• การด่าทอ
• การประณาม
คำพูดเพียงประโยคเดียว
อาจทำลายชีวิตคนได้
แต่ก็อาจช่วยชีวิตคนได้เช่นกัน


IV. พระศาสนจักรในวันนี้
พระศาสนจักรต้องระวังเช่นเดียวกัน
บางครั้ง
เราอาจภูมิใจว่า
พิธีสวย
ดนตรีไพเราะ
อาคารงดงาม
เครื่องแต่งกายสง่า
ซึ่งล้วนเป็นสิ่งดีและควรรักษาไว้
แต่หากผู้ที่ก้าวเข้ามาในวัด
ไม่ได้รับความรัก
ไม่ได้รับการต้อนรับ
ไม่ได้รับการให้อภัย
เขาอาจออกจากวัดพร้อมความรู้สึกว่า
“สถานที่นี้สะอาดมาก…
แต่หัวใจของคนกลับเย็นชา”
พระศาสนจักรที่แท้จริง
ต้องงดงามทั้งพิธีกรรม
และงดงามด้วยความรัก
ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบูชา ควรนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต


V. คนตาบอดจูงคนตาบอด
พระเยซูตรัสแรงอีกครั้ง
“ถ้าคนตาบอดจูงคนตาบอด ทั้งสองจะตกหลุม”
หมายถึง
ผู้นำที่ไม่รู้จักพระเจ้า
แต่มั่นใจว่าตนเองถูกเสมอ
นี่ไม่ใช่เฉพาะผู้นำศาสนา
แต่รวมถึง
• พ่อแม่
• ครู
• นักการเมือง
• ผู้มีอิทธิพล
• คนดังในโลกออนไลน์
ถ้าผู้นำไม่เห็นความจริง
คนที่ตามก็อาจหลงทาง
ดังนั้น ผู้นำคริสตชนทุกคนต้องยอมให้พระวาจาของพระเจ้าส่องสว่างตนเองก่อน จึงจะนำผู้อื่นได้


เรื่องเล่าประกอบ (ตลก แต่หักมุมสอนใจ)
“รถสะอาด…แต่เครื่องยนต์พัง”
ชายคนหนึ่งรักรถมาก
ทุกเช้า
ล้างรถ
เช็ดรถ
เคลือบสี
ดูเงาวับเหมือนรถโชว์รูม
เพื่อนถาม
“เปลี่ยนน้ำมันเครื่องหรือยัง”
เขาตอบ
“ยัง…”
“เช็กเบรกไหม”
“ไม่…”
“เปลี่ยนแบตเตอรี่ไหม”
“ไม่…”
แต่วันหนึ่ง
รถดับกลางถนน
ลากเข้าศูนย์
ช่างเปิดฝากระโปรง
แล้วหัวเราะ
“รถคุณสะอาดที่สุดในลานซ่อม…”
หยุดนิดหนึ่งก่อนพูดว่า
“…แต่เครื่องยนต์เกือบพังหมดแล้ว”
ชายคนนั้นตอบเบา ๆ
“ผมมัวแต่เช็ดสี…
จนลืมดูข้างใน”


หักมุม
หลายครั้ง
ชีวิตเราก็เหมือนรถคันนั้น
เราทุ่มเทกับ
ภาพลักษณ์
ชื่อเสียง
เสื้อผ้า
ตำแหน่ง
พิธีการ
แต่ลืมดู
“เครื่องยนต์ของหัวใจ”
พระเยซูจึงเตือนว่า
“อย่ามัวแต่ล้างภายนอก
จงให้เราซ่อมหัวใจของเจ้าด้วย”


ข้อคิดปฏิบัติ

  1. วันนี้เราดูแลหัวใจพอ ๆ กับที่ดูแลร่างกายหรือไม่?
    ทุกวันเราอาบน้ำ ล้างมือ แปรงฟัน แต่เราได้สวดภาวนา ขอการอภัย และตรวจมโนธรรมของตนเองหรือยัง
  2. คำพูดของเราสร้างชีวิตหรือทำลายชีวิต?
    ก่อนพูด ลองถามตนเองว่า “คำพูดนี้จะทำให้คนฟังเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น หรือห่างพระองค์ออกไป?”
  3. เมื่อผู้คนมาพบพระศาสนจักร เขาจะพบอะไร?
    เพียงพิธีกรรมที่งดงาม หรือจะพบรอยยิ้ม การต้อนรับ ความเมตตา และหัวใจที่พร้อมรับใช้ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของพระคริสตเจ้า

บทสรุปที่ทรงพลัง
พี่น้องที่รัก
พระเยซูไม่เคยปฏิเสธคุณค่าของพิธีกรรม ความเป็นระเบียบ หรือธรรมประเพณี
แต่พระองค์ทรงเตือนว่า
เมื่อใดก็ตามที่พิธีกรรมไม่มีความรัก ธรรมประเพณีไม่มีความเมตตา และกฎระเบียบไม่มีหัวใจ เมื่อนั้นศาสนาจะเหลือเพียงเปลือก
พระเจ้ามิได้ทรงแสวงหา มือที่สะอาดที่สุด เท่านั้น
แต่ทรงแสวงหา หัวใจที่บริสุทธิ์ที่สุด
เพราะหัวใจที่เต็มไปด้วยพระเจ้า จะทำให้มือยื่นออกไปช่วยเหลือผู้อื่น ปากพูดถ้อยคำแห่งความหวัง และชีวิตทั้งชีวิตกลายเป็นพระวรสารที่ผู้คน “มองเห็น” ได้
ขอให้เมื่อผู้คนพบเรา เขาไม่ได้เห็นเพียงคริสตชนที่รักษาธรรมเนียมอย่างดี แต่ได้พบ พระคริสต์ผู้ทรงมีชีวิตอยู่ในหัวใจของเรา จนเขาอยากรู้จักพระองค์มากขึ้น นั่นคือการเป็นศิษย์แท้ของพระเยซูเจ้า.
ช่วยเล่าประวัติเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจที่หลายคนไม่รู้ ของนักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ ประยุกต์กับพระศาสนจักร และเรื่องเล่าประกอบแบบสนุกๆแต่หักมุมสอนใจ
ด้วยความยินดีครับคุณพ่อ
วันนี้พระศาสนจักรฉลอง นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ (St. John Mary Vianney) องค์อุปถัมภ์พระสงฆ์ประจำวัดทั่วโลก ผู้ที่พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ทรงประกาศให้เป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ทุกคน
เมื่อผู้คนพูดถึงท่าน หลายคนจะนึกถึง “พระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาปวันละ 16 ชั่วโมง” แต่ชีวิตของท่านยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมาก ซึ่งเผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงใช้ “คนธรรมดา” เพื่อทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้อย่างไร


  1. เด็กที่เกือบไม่ได้เป็นพระสงฆ์

หลายคนคิดว่า นักบุญต้องเป็นคนเรียนเก่ง
แต่ยอห์น มารีย์ เวียนเนย์
กลับเป็นนักเรียนที่ “เรียนยากมาก”
โดยเฉพาะวิชาภาษาละติน
ในสมัยนั้น
ถ้าภาษาละตินไม่ดี
แทบเป็นพระสงฆ์ไม่ได้
ท่านสอบตกหลายครั้ง
อาจารย์หลายคนคิดว่า
“คงไม่ไหว”
แต่มีพระอาจารย์รูปหนึ่งพูดว่า
“เขาอาจไม่เก่งหนังสือ แต่เขารักพระเจ้ามาก”
สุดท้าย
พระศาสนจักรจึงรับท่านเป็นพระสงฆ์
ข้อคิด
พระเจ้าไม่ได้เลือกคนที่เก่งที่สุด
แต่ทรงเลือก
คนที่ยอมให้พระองค์ทรงใช้มากที่สุด
บางครั้ง
สิ่งที่โลกเรียกว่า “จุดอ่อน”
กลับเป็นที่ที่พระหรรษทานทำงานได้ดีที่สุด


  1. วัดที่ไม่มีใครอยากไป
    เมื่อได้รับการแต่งตั้ง
    ท่านถูกส่งไปหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ “อาร์”
    เป็นหมู่บ้านที่มีประชากรเพียงไม่กี่ร้อยคน
    ผู้ใหญ่คนหนึ่งถึงกับพูดว่า
    “ที่นี่ไม่มีอะไรเลย”
    พระสังฆราชจึงตอบว่า
    “ก็เพราะไม่มีอะไรนี่แหละ จึงต้องส่งพระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์ไป”
    เมื่อท่านมาถึง
    ร้านเหล้าแน่น
    วัดว่าง
    ผู้คนไม่ค่อยสวดภาวนา
    แต่ท่านไม่เริ่มต้นด้วยการตำหนิ
    ท่านเริ่มด้วย
    การคุกเข่าภาวนา
    หลายชั่วโมงทุกวัน

นี่คือเกร็ดที่หลายคนไม่รู้
ก่อนที่หมู่บ้านจะกลับใจ
ไม่มีใครรู้จักท่านเลย
แต่หลังจากผ่านไปหลายปี
คนจากทั่วฝรั่งเศส
เดินทางมาเพียงเพื่อ
“สารภาพบาปกับคุณพ่ออาร์”
หมู่บ้านเล็ก ๆ
กลายเป็นศูนย์กลางแห่งพระเมตตาของพระเจ้า
เพราะพระสงฆ์คนหนึ่ง
ซื่อสัตย์กับหน้าที่ของตน


  1. พระสงฆ์ที่นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง
    นี่เป็นเรื่องจริงที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจ
    ช่วงหลังของชีวิต
    ท่านใช้เวลา
    ฟังแก้บาป
    ประมาณ
    14–16 ชั่วโมงต่อวัน
    ในช่วงเทศกาลใหญ่
    บางวันมากกว่านั้น
    ท่านพักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง
    รับประทานอาหารอย่างเรียบง่าย
    ไม่ใช่เพราะท่านชอบทรมานตนเอง
    แต่เพราะท่านพูดว่า
    “มีวิญญาณกำลังรอพระเมตตาของพระเจ้า”

  1. ปีศาจรบกวนท่านจริงหรือ?
    นี่เป็นอีกเรื่องที่มีบันทึกจากผู้ร่วมสมัยหลายคน
    กลางคืน
    ท่านมักได้ยิน
    เสียงดัง
    เฟอร์นิเจอร์สั่น
    เตียงถูกเขย่า
    ท่านเรียกปีศาจว่า
    “เจ้าตัวก่อกวน” (Le Grappin)
    แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ
    ท่านไม่ตกใจ
    กลับพูดติดตลกว่า
    “เมื่อคืนเจ้าตัวก่อกวนมาอีกแล้ว…”
    แล้วหัวเราะ
    เพราะท่านสังเกตว่า
    ทุกครั้งที่ถูกรบกวนหนัก
    วันรุ่งขึ้น
    มักมีคนบาปหนักมาสารภาพบาป
    ท่านจึงพูดว่า
    “แสดงว่าพรุ่งนี้จะมีวิญญาณใหญ่กลับมาหาพระเจ้า”
    นี่ไม่ใช่การแสวงหาสิ่งอัศจรรย์ แต่สะท้อนความเชื่อมั่นว่าพระคริสต์ทรงมีชัยชนะเหนือความชั่วเสมอ

  1. ท่านไม่คิดว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์
    คำพูดหนึ่งที่งดงามมาก
    คือ
    “ถ้าพระเจ้าทรงพบพระสงฆ์ที่น่าสงสารกว่าผม พระองค์ก็คงเลือกคนนั้นแทนผม”
    นี่คือ
    ความถ่อมตนอย่างแท้จริง
    ยิ่งคนศักดิ์สิทธิ์
    ยิ่งไม่คิดว่าตนเองศักดิ์สิทธิ์

ประยุกต์กับพระศาสนจักร
วันนี้
พระศาสนจักรต้องการพระสงฆ์แบบยอห์น เวียนเนย์
ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเทศน์ที่โด่งดังที่สุด
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหารเก่งที่สุด
แต่เป็นพระสงฆ์ที่
• รักศีลมหาสนิท
• รักศีลอภัยบาป
• ภาวนา
• เปิดประตูวัด
• เปิดประตูหัวใจ
• มีเวลาสำหรับประชากรพระเจ้า
ผู้คนอาจลืมคำเทศน์หลายบท
แต่จะไม่มีวันลืม
พระสงฆ์ที่ทำให้เขาสัมผัส
ความรักของพระเจ้า
และหลักการนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะพระสงฆ์ แต่ใช้กับคริสตชนทุกคน ความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตประจำวันสามารถเปลี่ยนชุมชนทั้งชุมชนได้


เรื่องเล่าประกอบ (ตลก แต่หักมุมสอนใจ)
“พระสงฆ์ใหม่กับไมโครโฟน”
พระสงฆ์หนุ่มรูปหนึ่ง
ได้รับมอบหมายให้เทศน์ครั้งแรก
ตื่นเต้นมาก
คืนก่อน
ซ้อมหน้ากระจก
ซ้อมน้ำเสียง
ซ้อมยิ้ม
ซ้อมยกมือ
ทุกอย่างพร้อม
ขึ้นธรรมาสน์จริง
กลับลืมเปิดไมโครโฟน
เทศน์อย่างสุดพลัง
ยิ้ม
หัวเราะ
น้ำตาคลอ
ใช้เวลาสามสิบนาทีเต็ม
ลงมาด้วยความภูมิใจ
ถามสัตบุรุษคนหนึ่ง
“เป็นอย่างไรบ้าง”
คุณยายตอบยิ้ม ๆ
“คุณพ่อเทศน์ดีมากค่ะ…เสียดาย พวกเราไม่ได้ยินสักคำ เพราะไมค์ปิดอยู่”
ทุกคนหัวเราะ
พระสงฆ์หน้าแดง
แล้วพูดว่า
“วันนี้ผมได้บทเรียนแล้ว”


หักมุม
ผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินเข้ามา
จับมือคุณพ่อ
แล้วพูดเบา ๆ
“คุณพ่อครับ…
ถึงไมโครโฟนจะปิด
แต่ถ้าชีวิตคุณพ่อเปิดให้พระเจ้า
คนก็ยังได้ยินพระองค์ผ่านชีวิตของคุณพ่ออยู่ดี”


ข้อคิดปิดท้าย
นักบุญยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เคยกล่าวไว้ว่า
“พระสงฆ์คือความรักแห่งพระหฤทัยของพระเยซู”
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าพระสงฆ์ทุกคนสมบูรณ์แบบ
แต่หมายความว่า
เมื่อพระสงฆ์ดำเนินชีวิตใกล้ชิดพระคริสต์
ประชากรจะมองเห็นพระหฤทัยของพระเยซูผ่านตัวท่าน
และนั่นคือคำเชื้อเชิญสำหรับพระศาสนจักรทั้งมวลในวันนี้
โลกไม่ได้ต้องการคริสตชนที่เพียงพูดถึงพระเจ้าเก่งเท่านั้น แต่ต้องการคริสตชนที่ทำให้ผู้คน “พบพระเจ้า” ได้จากความถ่อมตน ความรัก และความซื่อสัตย์ในชีวิตของตน เช่นเดียวกับพระสงฆ์ผู้เรียบง่ายจากหมู่บ้านอาร์ ผู้เปลี่ยนหมู่บ้านเล็ก ๆ ให้กลายเป็นสถานที่แห่งพระเมตตาของพระเจ้า.



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ