ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ค.ศ.2026

หัวใจของพระวาจาวันนี้คือ ความจริงของพระวรสารต้องผ่านจากสมอง ลงไปถึงหัวใจ และออกมาเป็นความรักต่อผู้ที่พระเจ้าทรงให้อภัย

นักบุญโรเบร์ต เบลลาร์มีโนเป็นตัวอย่างงดงามของผู้ที่มีทั้ง “ปัญญาอันเฉียบคม” และ “หัวใจที่อ่อนโยนต่อคนยากจน



ข้อคิดในบทเทศน์วันนี้: “ความจริงที่ไม่มีความรัก อาจกลายเป็นก้อนหิน

ข้อคิดที่ควรไตร่ตรองคนที่ควรจะ “หนาว” ตามสายตาของโลกคือกำแพง แต่สำหรับนักบุญ คนที่กำลังหนาวจริงๆ คือมนุษย์ที่อยู่ข้างนอก

บางครั้งเราปกป้องกำแพงมากกว่าปกป้องมนุษย์, รักษาภาพลักษณ์มากกว่ารักษาหัวใจ,
รักษากฎเกณฑ์ แต่ลืมคนที่กำลังร้องไห้อยู่ใต้กฎเกณฑ์นั้น

ในบทอ่านที่หนึ่ง นักบุญเปาโลเตือนชาวโครินธ์ให้กลับไปสู่หัวใจของพระวรสาร:

พระเยซูคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา… ทรงถูกฝังไว้ และทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม” นี่คือแก่นของความเชื่อ ไม่ใช่ความคิดที่เราประดิษฐ์ขึ้น ไม่ใช่ปรัชญาเพื่อถกเถียงเอาชนะกัน แต่เป็นเหตุการณ์แห่งความรัก:

นักบุญเปาโลจึงพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในบรรดาอัครสาวก…แต่ข้าพเจ้าเป็นอย่างที่เป็นอยู่ก็เพราะพระหรรษทานของพระเจ้า”

นี่คือท่าทีของนักปราชญ์แท้จริง: ยิ่งรู้มาก ยิ่งถ่อมตน

คนที่รู้เพียงเล็กน้อยมักคิดว่าตนเองรู้ทุกอย่าง แต่คนที่เข้าใกล้ความจริงจริงๆ จะพบว่าตนเองยังต้องพึ่งพระหรรษทานอีกมาก นักบุญโรเบร์ต เบลลาร์มีโนมีความรู้มหาศาล แต่ไม่ได้พูดว่า “ข้าพเจ้าเป็นอย่างที่เป็นเพราะข้าพเจ้าเก่ง” ท่านดำเนินชีวิตด้วยความสำนึกเช่นเดียวกับนักบุญเปาโลว่า “ข้าพเจ้าเป็นอย่างที่เป็นอยู่ ก็เพราะพระหรรษทานของพระเจ้า”

ในพระวรสาร หญิงคนหนึ่งซึ่งคนทั้งเมืองรู้ว่าเป็นคนบาป เข้ามาหาพระเยซูเจ้า นางร้องไห้ ใช้น้ำตาชโลมพระบาท ใช้มวยผมเช็ด จูบพระบาท และชโลมด้วยน้ำมันหอม

ซีโมนชาวฟาริสีมองนางแล้วตัดสินในใจว่า “ถ้าคนนี้เป็นประกาศกจริง ก็ควรรู้ว่าหญิงที่แตะต้องเขาเป็นคนบาป” ซีโมนไม่พูดออกมา แต่พระเยซูเจ้าทรงได้ยินเสียงตัดสินในใจของเขา คำถามคือว่า ในห้องนั้นใครตาบอดกว่ากัน?

พระเยซูเจ้าจึงทรงสรุปว่า “บาปมากมายของนางได้รับการอภัยแล้ว เพราะนางมีความรักมาก ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อย ก็ย่อมรักน้อย”

พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่าบาปไม่สำคัญ แต่ทรงประกาศว่า พระเมตตาของพระเจ้าทรงอำนาจมากกว่าบาป พระองค์ไม่ทรงเรียกความชั่วว่าความดี แต่ก็ไม่ทรงเรียกคนบาปว่า “คนไร้ค่า”

นักบุญโรเบร์ต เบลลาร์มีโนมีชีวิตอยู่ในยุคที่พระศาสนจักรเผชิญการแตกแยกอย่างรุนแรง ผู้คนโต้เถียงกันเรื่องความเชื่อ ศาสนา และอำนาจ ท่านปกป้องคำสอนของพระศาสนจักรอย่างเข้มแข็ง แต่พยายามใช้เหตุผล หลักฐานจากพระคัมภีร์ และคำสอนของบรรดาปิตาจารย์ มิใช่อาศัยเพียงอารมณ์

ในกรณีของกาลิเลโอ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท่านเบลลาร์มีโนเคยให้หลักคิดที่น่าสนใจว่า หากมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เราก็จำเป็นต้องพิจารณาการตีความพระคัมภีร์บางข้อความด้วยความระมัดระวัง มากกว่าจะปฏิเสธสิ่งที่พิสูจน์ได้ แม้ท่านเป็นบุคคลในยุคสมัยที่มีข้อจำกัด แต่หลักคิดนี้ยังมีคุณค่ามาก: อย่าใช้พระคัมภีร์เป็นอาวุธต่อต้านความรู้ และอย่าใช้วิทยาศาสตร์เป็นอาวุธดูหมิ่นความเชื่อ

โลกปัจจุบันมีข้อมูลมาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามีปัญญามากขึ้น เรามีโทรศัพท์ที่ค้นหาคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที แต่บางครั้งกลับใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีตัดสินชีวิตของคนคนหนึ่ง เราอ่านข้อความสั้นๆ แล้วตัดสินว่าเขาเลว, ดูคลิปไม่กี่วินาทีแล้วตัดสินว่าใครผิด
ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างข้อความหรือภาพที่ดูน่าเชื่อถือ แล้วส่งต่อโดยไม่ตรวจสอบ เราอาจมี “ข้อมูล” มากกว่าคนสมัยนักบุญเบลลาร์มีโน แต่ยังขาดสิ่งที่ท่านมี คือ วินัยในการแสวงหาความจริงและความถ่อมตนต่อความจริง

พระศาสนจักรจำเป็นต้องรักษาความจริง แต่ต้องถามตนเองเสมอว่า เรารักษาความจริงแบบพระเยซูเจ้า หรือรักษาแบบซีโมนชาวฟาริสี? ซีโมนไม่ได้พูดสิ่งผิดทั้งหมด เขารู้ว่าหญิงคนนั้นเป็นคนบาป แต่ปัญหาคือเขาเห็นเพียงอดีตของนาง ขณะที่พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นอนาคตที่พระหรรษทานกำลังเปิดให้นาง

พระศาสนจักรจึงต้องไม่เป็นเพียงสถานที่ที่ประกาศว่า “ใครผิด ใครถูก
แต่ต้องเป็นบ้านที่ช่วยให้คนซึ่งเคยผิดพลาดในอดีตสามารถกลับมายืนขึ้นใหม่

เพราะว่าความจริงของพระเยซูเจ้าไม่ได้มาเพื่อชนะการโต้เถียง แต่เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด

วันนี้พระวรสารไม่ได้ถามเพียงว่า “ใครเป็นคนบาป?” เพราะคำตอบคือเราทุกคน

แต่ถามว่า “ใครยอมรับว่าตนต้องการการอภัย?” บางคนเข้าวัดมานาน จนเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้าน และมองคนที่เพิ่งเข้ามาว่า “เขามาทำอะไรที่นี่?”, บางคนรับศีลมหาสนิททุกวัน แต่ยังไม่พูดกับคนในครอบครัว, สวดสายประคำ แต่ชอบส่งต่อข่าวที่ทำลายชื่อเสียงผู้อื่น, ปกป้องคำสอนของพระศาสนจักรอย่างเข้มแข็ง แต่ไม่เคยถามคนทุกข์ใจว่า “วันนี้คุณไหวไหม?” เราอาจรู้คำสอนถูกทุกข้อ แต่หัวใจยังเป็นของซีโมน,
ขณะที่คนซึ่งสวดบทภาวนาไม่คล่อง แต่เขาอาจกำลังใช้หยดน้ำตาล้างพระบาทของพระเยซูเจ้า

นักบุญโรเบร์ต เบลลาร์มีโนเตือนเราว่า ความเชื่อที่อยู่เพียงในหนังสือยังไม่สมบูรณ์ ความจริงต้องลงจากชั้นหนังสือ ผ่านหัวใจ และไปถึงคนยากจน

วันหนึ่งพระเจ้าจะไม่ถามเราว่า “เจ้าเอาชนะการโต้เถียงได้กี่ครั้ง?” แต่อาจทรงถามว่า
“เมื่อพบคนที่กำลังหนาว เจ้าให้ความอบอุ่นแก่เขาหรือไม่?” พระองค์อาจไม่ถามว่า “เจ้าจับผิดคนอื่นได้แม่นเพียงใด?” แต่อาจทรงถามว่า “เจ้าเคยจำได้หรือไม่ว่า ตัวเจ้าเองก็ได้รับการอภัย?”

ขอให้นักบุญโรเบร์ต เบลลาร์มีโน ช่วยเราให้เป็นคริสตชนที่จะต้องปฏิบัติ ดังนี้…

เพราะในที่สุด ความจริงที่ไม่มีความรัก อาจกลายเป็นก้อนหินแต่ความจริงที่อยู่ในพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้า จะกลายเป็นมือที่ยกคนบาปให้ลุกขึ้น

และพระองค์ยังตรัสกับเราทุกคนเหมือนที่ตรัสกับหญิงคนนั้นว่า ความเชื่อของเจ้าได้ช่วยเจ้าให้รอด จงไปเป็นสุขเถิด” อาเมน.



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ