นักบุญ ดอมินิก เด กุซแมน,พระสงฆ์ ศต. 12-13

นักบุญดอมินิก เด กุซมาน เป็นนักบุญที่ยิ่งรู้จักยิ่งน่าสนใจ เพราะภาพจำของหลายคนคือ “ผู้ก่อตั้งคณะโดมินิกัน” หรือ “นักเทศน์ผู้รักลูกประคำ” แต่เมื่อมองลึกลงไป เราพบชายคนหนึ่งที่ รักความจริงโดยไม่เกลียดคนที่คิดต่าง รักการศึกษาโดยไม่ลืมคนจน และรักพระศาสนจักรโดยไม่แสวงหาตำแหน่งให้ตนเอง ซึ่งร่วมสมัยกับพระศาสนจักรวันนี้อย่างมาก

ดอมินิกเกิดราว ค.ศ. 1170 ที่กาเลรวยกา แคว้นกาสตีล ประเทศสเปน ได้รับการศึกษาที่วาเลนเซีย โดยเฉพาะพระคัมภีร์และเทววิทยา ต่อมาได้รับศีลบวชและเข้าร่วมคณะนักบวชประจำอาสนวิหารแห่งออสมา ชีวิตของท่านในระยะแรกจึงไม่ได้เริ่มจากการเป็นนักเทศน์เดินทาง แต่เริ่มจาก การศึกษา การภาวนา และชีวิตหมู่คณะ

จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อท่านเดินทางผ่านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสกับพระสังฆราชดีเอโก และพบการแพร่หลายของลัทธิคาทาร์หรืออัลบิเจนเซียน ในเวลานั้น การตอบโต้ความเชื่อผิดอาจกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมืองและแม้แต่ความรุนแรง แต่ดอมินิกเห็นสิ่งหนึ่งว่า การเอาชนะความคิดผิดไม่เพียงพอ เราต้องทำให้ผู้คนพบความงดงามของความจริงเสียก่อน

ท่านจึงเลือกวิธีที่น่าสนใจมาก คือเดินเท้า ยากจน เรียบง่าย ศึกษาให้ลึก แล้วสนทนากับผู้คนอย่างจริงจัง นี่กลายเป็นรากฐานของคณะนักเทศน์หรือ “Order of Preachers — O.P. ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาโฮโนริอุสที่ 3 ทรงรับรองในปี ค.ศ. 1216

คำอธิบายดอมินิกที่งดงามมากจากธรรมประเพณีโดมินิกันคือ

เขาแทบจะพูดแต่ “กับพระเจ้า หรือ เรื่องของพระเจ้า”

นั่นคือ ก่อนจะพูด เรื่องพระเจ้า แก่ประชาชน เขาพูด กับพระเจ้า เสียก่อน

และนี่อาจเป็นบทเรียนแรกของนักเทศน์ทุกยุค:

คำเทศน์ที่ทรงพลังที่สุดไม่ได้เกิดจากไมโครโฟน แต่เกิดจากการคุกเข่าก่อนขึ้นธรรมาสน์


สมัยเป็นนักศึกษา เกิดความอดอยากอย่างหนักที่วาเลนเซีย หนังสือในยุคนั้นไม่ได้ราคาเหมือนหนังสือทั่วไป เพราะต้องคัดลอกด้วยมือและมีมูลค่าสูงมาก

แต่ดอมินิกขายหนังสือและทรัพย์สินของตนเพื่อช่วยคนอดอยากยากจน

มีถ้อยคำที่ธรรมประเพณีนำมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้อย่างกินใจว่า ในเมื่อคนกำลังจะตายเพราะหิว เราจะศึกษาจาก “เนื้อหนังที่ตายแล้ว” โดยไม่ช่วย “มนุษย์ที่กำลังตาย” ได้อย่างไร นี่ไม่ใช่การดูถูกการศึกษา เพราะต่อมาดอมินิกกลับวาง การศึกษา ไว้ตรงกลางชีวิตของคณะฯ ความหมายคือ ความรู้ที่ไม่พาเราไปรักมนุษย์ ยังไม่ใช่เป็นปัญญาคริสตชนที่สมบูรณ์

นี่สำคัญมากสำหรับพระศาสนจักรวันนี้ เราสามารถรู้พระคัมภีร์มาก, รู้ด้านกฎหมายพระศาสนจักรมาก, รู้เทววิทยามาก แต่ถ้ามีคนหิวอยู่หน้าประตู แล้วความรู้ทั้งหมดไม่ทำให้หัวใจเราสะเทือน นักบุญดอมินิกคงถามเราว่า เราเรียนเรื่องพระเยซูเจ้า หรือเรากำลังกลายเป็นเหมือนพระเยซูเจ้า?


เรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ ก่อนคณะนักเทศน์จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในปี 1216 ดอมินิกได้ตั้งคณะนักบวชหญิงก่อน ตั้งแต่ราวปี 1206 แล้ว จึงกล่าวได้ว่ารากฐานจิตภาวนาพิศเพ่ง (contemplative) หรือชีวิตภาวนาของครอบครัวโดมินิกันเกิดขึ้นก่อนโครงสร้างของบรรดาภราดานักเทศน์เสียอีก

นี่สวยงามมาก ก่อนมีคนออกไปเทศน์ข้างนอก มีคนภาวนาอยู่ข้างใน

ก่อนมีเสียงเทศน์ ต้องมีความเงียบ, ก่อนมี apostolate ต้องมี contemplation

จึงเกิดจิตตารมณ์โดมินิกันที่ต่อมาสรุปได้อย่างงดงามว่า Contemplata aliis trader “มอบแก่ผู้อื่นซึ่งผลแห่งสิ่งที่เราได้เพ่งพิศไตร่ตรอง”

สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงย้ำจิตตารมณ์นี้เช่นกันว่า การศึกษาเทววิทยาของโดมินิกมีทั้งมิติฝ่ายจิตและมิติอภิบาล ไม่ใช่สะสมความรู้ไว้กับตัวเอง

พระศาสนจักรที่พูดมาก แต่ภาวนาน้อย จะเหนื่อยเร็วมาก

เราอาจมีกิจกรรมเต็มปฏิทิน แต่หัวใจว่างเปล่า

นักบุญดอมินิกจะบอกว่า “กลับไปที่บ่อน้ำก่อน แล้วจึงนำถังน้ำออกไปแจก”


ปี 1217 คณะเพิ่งเริ่มต้น มีสมาชิกเพียงประมาณสิบกว่าคน ดอมินิกกลับตัดสินใจ กระจายพวกเขาออกไป บางคนไปกรุงปารีส บางคนไปประเทศสเปน บางคนไปเมืองตูลูสและที่อื่น ๆ หลายคนในคณะถามท่านว่า “ท่านพ่อครับ คณะเราเพิ่งตั้ง! ยังไม่แข็งแรงเลย รอให้มีสักร้อยคนก่อนไหม?” แต่ดอมินิกมีแนวคิดประมาณว่า “เมล็ดที่กองไว้รวมกันย่อมเน่า แต่เมื่อหว่านออกไปจึงเกิดผล” และการตัดสินใจที่ดูเสี่ยงครั้งนั้นกลับทำให้คณะเติบโตอย่างรวดเร็วไปยังศูนย์กลางทางปัญญาอย่างกรุงปารีสและเมืองโบโลญญา

นี่เป็นบทเรียนใหญ่สำหรับพระศาสนจักร พระศาสนจักรไม่ได้มีไว้เพื่อ “เก็บคนดีไว้ในวัด” แต่เพื่อ “ส่งคนดีออกไปสู่โลก”

มิสซาจึงจบด้วยการส่งออกไป เราได้รับพระเยซูเจ้า เพื่อจะนำพระเยซูเจ้าออกไป

เราได้รับพระวาจา เพื่อจะกลายเป็นพระวาจาที่มีชีวิต


ดอมินิกตั้งใจส่งภราดาไปยังปารีสและโบโลญญา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาสำคัญแห่งยุค เพราะเข้าใจว่า หากพระศาสนจักรต้องประกาศความจริง พระศาสนจักรต้องไม่กลัวความคิดที่ใช้สติปัญญาให้เฉิดฉาย นี่ทำให้ประเพณีโดมินิกันต่อมาก่อให้เกิดนักคิดยิ่งใหญ่อย่างนักบุญโทมัส อไควนัส ศรัทธาจึงไม่ใช่การปิดสมองแล้วเปิดหัวใจ    แต่คือ รักพระเจ้าด้วยสุดจิตใจ และรักพระองค์ด้วยสติปัญญาด้วย

สำหรับยุค AI, social media, fake news และข้อมูลจำนวนมหาศาล นี่ร่วมสมัยอย่างเหลือเชื่อ พระศาสนจักรไม่อาจตอบโลกด้วยเพียง “เพราะวัดสอนอย่างนี้” แต่ต้องช่วยคนเข้าใจว่า ทำไมความจริงนั้นจึงงดงาม ทำไมพระวรสารจึงทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น


นี่อาจเป็นหัวใจอันลุ่มลึกที่สุดของท่าน สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงอ้างคำบรรยายจากบุญราศีจอร์แดนแห่งแซกโซนีว่า ดอมินิกเต็มไปด้วยความรักต่อพระเจ้าและความกระตือรือร้นเพื่อความรอดของวิญญาณ และทรงสรุปบุคลิกของท่านด้วยภาพว่า เขาเป็นคนที่พูดกับพระเจ้าหรือพูดเรื่องพระเจ้า

นี่ต่างจากยุค social media มาก วันนี้บางครั้งเราไม่ได้ต้องการให้ความจริงชนะ เราต้องการ ชนะคนอื่น ดอมินิกสอนว่า ถ้าคุณพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายผิด แต่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่มีคุณค่า คุณอาจชนะการอภิปราย แต่แพ้หัวใจมนุษย์

ความจริงของคริสตชนไม่มีไว้เป็นค้อน แต่เป็นแสงสว่าง


มีสามเณรหนุ่มคนหนึ่ง ใกล้บวชเป็นพระสงฆ์ กำลังเตรียมเทศน์ครั้งแรก เขาจึงศึกษาหนักมาก อ่านพระคัมภีร์ อ่านปิตาจารย์ อ่านนักบุญโทมัส อาไกวนัส  อ่านเอกสารพระสันตะปาปา เปิดภาษากรีก เปิดภาษาฮีบรู เปิดภาษาละติน คืนก่อนเทศน์ เขาพูดกับอาจารย์อย่างมั่นใจว่า “พ่อครับ พรุ่งนี้สัตบุรุษต้องตะลึงแน่ ผมเตรียมเชิงอรรถมา 47 จุด!” อาจารย์ถาม “สวดภาวนาแล้วหรือยัง?” เขาตอบ “ยังครับ ไม่มีเวลาเลยครับ ผมกำลังเตรียมเรื่องพระเจ้าอยู่!” อาจารย์ยิ้ม รุ่งเช้าเขาขึ้นเทศน์ ผ่านไป 25 นาที คนแรกหลับ, 30 นาที คนที่สองหลับ, 35 นาที เด็กเริ่มเล่นมือถือ, 40 นาที แม้แต่คุณยายแถวหน้าก็เริ่มสัปหงก สามเณรตกใจมาก หลังมิสซาจึงไปถามอาจารย์ว่า “พ่อครับ ผมอ้างนักบุญโทมัสตั้งหกครั้ง ทำไมไม่มีใครประทับใจ?” อาจารย์ตอบว่า ลูกพูดเรื่องพระเจ้าตั้ง 40 นาที แต่ดูเหมือนเมื่อคืนลูกไม่ได้พูดกับพระเจ้าเลยสัก 4 นาที”

สามเณรเงียบ อาจารย์ตบบ่าแล้วพูดว่า “คราวหน้า ลดเชิงอรรถลงหนึ่งหน้า…แล้วเพิ่มการคุกเข่าขึ้นหนึ่งชั่วโมง”

เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่าง คนที่รู้เรื่องพระเจ้ากับคนที่รู้จักพระเจ้า

นักบุญดอมินิกเป็นทั้งสองอย่าง เขาศึกษาอย่างจริงจัง แต่ภาวนาอย่างลึกซึ้ง

เขาพูดอย่างเฉียบคม แต่รักคนฟังอย่างอ่อนโยน

และนั่นทำให้คำเทศน์ของเขาไม่เพียงเข้าไปใน สมอง แต่เดินลงไปถึง หัวใจ


คิดว่าท่านคงฝากไว้สี่คำ ภาวนา — ศึกษา — อยู่ร่วมกัน — ออกไปประกาศ

ภาวนา เพื่อจะไม่ประกาศตัวเราเอง

ศึกษา เพื่อจะไม่เอาความเห็นส่วนตัวไปเรียกว่าความจริง

อยู่ร่วมกัน เพื่อเรียนรู้ว่าพระวรสารเริ่มจากการรักคนที่อยู่ข้างเรา

และออกไป เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่า “จงนั่งรอให้ทุกคนเข้ามาหาเรา”

แต่ตรัสว่า จงออกไป” นี่คือดอมินิก ชายคนหนึ่งที่รักความจริงมาก จนไม่สามารถเก็บความจริงไว้กับตนเอง และรักมนุษย์มาก จนไม่สามารถพูดความจริงโดยปราศจากความรัก


โลกไม่ได้ขาดคนพูด โลกขาดคนที่พูดหลังจากฟังพระเจ้ามาแล้ว

และบางที ถ้านักบุญดอมินิกยืนอยู่ต่อหน้าเราวันนี้ ท่านอาจไม่ได้ถามว่า

“คุณเทศน์เก่งแค่ไหน?” แต่ถามว่า เมื่อคืนนี้ ก่อนพูดถึงพระเจ้าแก่ประชาชน
คุณได้พูดกับพระเจ้านานเท่าไร?”

เพราะคนที่คุกเข่าต่อหน้าพระเจ้าอย่างแท้จริง จะไม่จำเป็นต้องยืนเหนือคนอื่น

และคนที่ได้พบ ความจริงซึ่งคือพระเยซูเจ้า จะไม่ใช้ความจริงเพื่อเอาชนะมนุษย์

แต่จะใช้ทั้งชีวิต เพื่อนำมนุษย์กลับบ้าน

นักบุญดอมินิก เด กุซมาน โปรดภาวนาเพื่อเรา อาแมน

เกร็ดน่ารู้เพิ่มเติม ที่พ่ออยากแบ่งปันเกี่ยวกับนักบุญดอมินิก เด กุซมาน

ปกติจะเห็นรูปนักบุญดอมินิกมีสุนัขคาบไฟ

ในศิลปะคริสตศาสนาเรามักเห็น นักบุญดอมินิก เด กุซมาน คู่กับ สุนัขสีขาว-ดำคาบคบเพลิงหรือคบไฟไว้ในปาก เป็นสัญลักษณ์ที่มีเรื่องเล่าน่าสนใจมาก

ตามตำนานที่เล่าสืบกันมา ก่อนดอมินิกเกิด บุญราศีโยอันนาแห่งอาซา (Juana/Jane of Aza) มารดาของท่าน ฝันว่าได้ให้กำเนิด สุนัขที่คาบคบเพลิง แล้ววิ่งออกไปจุดไฟให้โลกสว่าง ภายหลังจึงตีความว่า ลูกของนางจะเป็นผู้ประกาศพระวาจาและจุด “ไฟแห่งความจริงและความรักของพระเยซูเจ้า” ไปทั่วโลก

และมีการเล่นคำภาษาละตินที่โด่งดังมากด้วย คือคำว่า…

Dominicani = ชาวโดมินิกัน เล่นคำกับ Domini canes = “สุนัขขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (Domini = ขององค์พระผู้เป็นเจ้า, canes = สุนัข)

จึงเกิดภาพ สุนัขเฝ้าบ้านของพระเจ้า ผู้ซื่อสัตย์ เฝ้ารักษาความจริง และนำคบเพลิงแห่งพระวรสารออกไปส่องโลก

ความหมายของ “ไฟ” งดงามเป็นพิเศษ เพราะดอมินิกไม่ได้ถือไฟเพื่อ เผาคนที่เห็นต่าง แต่ถือไฟเพื่อ ให้เขามองเห็น นี่ต่างกันมาก พระศาสนจักรวันนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้น

ไม่ใช่ไฟที่เผาโลก แต่เป็นไฟที่ให้แสงสว่างแก่โลก ไม่ใช่ความจริงที่ใช้ทำร้ายคน แต่เป็นความจริงที่พาคนกลับบ้าน

เสื้อชุดเครื่องแบบของคณะโดมินิกันมี สีขาวและดำ ดังนั้นสุนัขในภาพศิลปะจึงมักมีสีขาว-ดำด้วย สีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ ส่วนสีดำชวนให้นึกถึงชีวิตการกลับใจ ความจริงจัง และเสื้อคลุมสีดำของสมาชิกของคณะ

ดอมินิกไม่ได้เป็น ‘สุนัขของพระเจ้า’ เพราะเห่าเสียงดังที่สุด
แต่เพราะซื่อสัตย์ต่อเจ้าของบ้าน และถือไฟออกไปในความมืด”

นี่เป็นภาพที่งดงามสำหรับพระศาสนจักร — เราไม่จำเป็นต้องเห่าให้ดังกว่าชาวโลก แต่ต้องถือแสงให้สว่างพอที่โลกจะเห็นพระเยซูเจ้า.



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ