บทเทศน์และข้อคิด วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2026
นักบุญดอมินิก เด กุซมาน พระสงฆ์ ศต. 12-13
บทอ่านจากหนังสือประกาศกฮาบากุก 1:12–2:4
เป็นพระคัมภีร์ตอนที่เหมาะกับโลกปัจจุบันอย่างน่าประหลาด เพราะเป็นเสียงของคนที่ ยังเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงเงียบ และตอนจบไม่ได้ให้คำตอบทุกอย่าง แต่ให้สิ่งที่ลึกกว่าคำตอบ คือ “คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ด้วยความซื่อสัตย์/ความเชื่อ” (ฮบก 2:4)
“เมื่อพระเจ้าทรงเงียบ…จงขึ้นไปยืนบนหอคอย”
“ข้าพเจ้าจะยืนอยู่ ณ ที่เฝ้ายาม จะขึ้นไปยืนบนหอคอย คอยดูว่าพระองค์จะตรัสอะไรกับข้าพเจ้า” — ฮาบากุก 2:1
- ฮาบากุกคือใคร?
ฮาบากุก (Habakkuk) เป็นหนึ่งใน ประกาศกน้อย 12 คน ในพันธสัญญาเดิม แต่สิ่งที่ทำให้หนังสือของท่านแตกต่างจากประกาศกหลายคนคือ ประกาศกคนอื่นมักพูดกับประชาชนแทนพระเจ้า แต่ฮาบากุกกลับพูดกับพระเจ้าแทนประชาชน
ท่านกล้าถามพระเจ้าตรง ๆ ว่า “ทำไม?”
ทำไมความอยุติธรรมยังอยู่? ทำไมคนชั่วดูเหมือนชนะ? ทำไมคนบริสุทธิ์ต้องทุกข์?
และที่หนักที่สุดคือ “พระเจ้าข้า พระองค์อยู่ที่ไหน? ทำไมเงียบจังเลย?”
นี่ทำให้ฮาบากุกเป็นประกาศกที่ใกล้หัวใจมนุษย์มาก เพราะท่านไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำตอบ แต่เริ่มต้นด้วย คำถาม
ชื่อ “Habakkuk” มักเชื่อมโยงกับความหมายประมาณว่า “ผู้โอบกอด” และนี่เป็นภาพที่งดงามมาก เพราะหนังสือเล่มนี้เริ่มด้วยชายคนหนึ่งที่กำลังต่อว่าพระเจ้า แต่จบลงด้วยชายคนเดิมที่ยังคง เกาะกอดพระเจ้า แม้สถานการณ์ยังไม่ได้เปลี่ยน
- บริบท: โลกของฮาบากุกกำลังสั่นคลอน
น่าจะเป็นช่วงปลายศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล เมื่ออำนาจเก่าอย่างอัสซีเรียกำลังเสื่อม และ บาบิโลนหรือชาวเคลเดีย กำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ
ยูดาห์เองก็เต็มไปด้วยปัญหา เผชิญกับความอยุติธรรม ความรุนแรง การใช้อำนาจ การละเมิดธรรมบัญญัติ คนชั่วกดขี่คนอ่อนแอ
ฮาบากุกจึงร้องถามพระเจ้าว่า “พระองค์จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไร?”
แต่คำตอบของพระเจ้ากลับทำให้ท่านตกใจยิ่งกว่าเดิม เพราะพระเจ้าจะทรงใช้ชาวบาบิโลนเป็นเครื่องมือพิพากษา ฮาบากุกจึงเกิดคำถามรอบที่สองว่า “พระองค์ผู้มีพระเนตรบริสุทธิ์เกินกว่าจะทอดพระเนตรความชั่ว…เหตุใดพระองค์จึงทรงนิ่งเฉย เมื่อคนอธรรมกลืนกินคนที่ชอบธรรมกว่าเขา?” (เทียบ ฮบก 1:13)
พูดง่าย ๆ คือ “พระเจ้าข้า ยูดาห์ก็ผิดจริง แต่บาบิโลนเลวกว่านี้อีก แล้วพระองค์จะใช้คนที่เลวกว่ามาลงโทษเราได้อย่างไร?” นี่ไม่ใช่การหมดศรัทธา ตรงกันข้าม—
การกล้าถามพระเจ้า อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของความเชื่อ เพราะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกับพระองค์อีก ที่ฮาบากุกยังถาม เพราะลึก ๆ เขายังเชื่อว่า พระเจ้าทรงฟัง
- ประโยคที่งดงามที่สุด: “ข้าพเจ้าจะขึ้นไปยืนบนหอคอย”
ฮาบากุกถามเสร็จแล้วทำอะไร? เขาไม่ได้เดินหนีพระเจ้า เขาพูดว่า
“ข้าพเจ้าจะยืนอยู่ ณ ที่เฝ้ายาม จะขึ้นไปยืนบนหอคอย และคอยดูว่าพระองค์จะตรัสอะไรกับข้าพเจ้า” (ฮบก 2:1)
ตรงนี้ทรงพลังมาก ฮาบากุกไม่ได้พูดว่า “ถ้าพระเจ้าไม่ตอบภายในคืนนี้ ผมเลิกเชื่อ!”
แต่เขาพูดว่า “ผมจะรอ” นี่คือความแตกต่างระหว่าง ความเชื่อ กับ ความใจร้อนทางศาสนา
บางครั้งเราไม่ได้สูญเสียความเชื่อเพราะพระเจ้าไม่ทำงาน แต่เพราะพระเจ้า ไม่ทำงานตามตารางเวลาของเรา
เราอธิษฐานวันนี้ อยากได้คำตอบพรุ่งนี้
เราขอพระพรเช้านี้ เย็นนี้เปิดมือถือเช็กแล้วว่า “พระพรถึงหรือยัง?”
แต่ฮาบากุกขึ้นหอคอย หอคอยจึงเป็นสถานที่แห่งการรอ สถานที่แห่งการมองไกล
และสถานที่แห่งความเงียบ
- แล้วพระเจ้าตอบว่าอะไร?
พระเจ้าตรัสว่า “จงเขียนนิมิตนี้ไว้… เพราะนิมิตนี้ยังรอเวลาของมัน… ถ้ามันชักช้า จงคอย เพราะมันจะมาถึงอย่างแน่นอน” (เทียบ ฮบก 2:2-3)
ช่างเป็นคำตอบที่แปลก พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “พรุ่งนี้ทุกอย่างจะเรียบร้อย” แต่ตรัสว่า“จงรอ” และจากนั้นก็มาถึงหัวใจของบทอ่านทั้งหมด “คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ด้วยความซื่อสัตย์ของเขา” (ฮบก 2:4)
ความหมายลึก ๆ คือว่า คนของพระเจ้าไม่ได้มีชีวิตอยู่เพราะทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการ แต่มีชีวิตอยู่เพราะเขายังคงวางใจในพระเจ้า เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เขาต้องการ
- ฮาบากุกกับโลกของเราในวันนี้
ถ้าหากฮาบากุกมีชีวิตอยู่วันนี้ ผมคิดว่าเขาคงไม่ขาดคำถาม เขาอาจเปิดข่าวแล้วถามว่า
“พระเจ้าข้า ทำไมยังมีสงคราม?”
“ทำไมเด็กและประชาชนบริสุทธิ์ต้องรับผลจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ?”
“ทำไมความเกลียดชังเดินทางเร็วกว่าความรัก?”
“ทำไมข่าวเท็จบางครั้งดังยิ่งกว่าความจริง?”
“ทำไมคนโกงบางคนร่ำรวย ขณะที่คนซื่อสัตย์กลับลำบาก?”
และบางทีคำถามที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่เรื่องโลก
แต่เป็นเรื่องส่วนตัว “พระเจ้าข้า ทำไมเรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของข้าพเจ้า?”
“ทำไมคนที่เรารักต้องจากไป?”
“ทำไมเราภาวนามานานแล้ว แต่สถานการณ์ยังเหมือนเดิม?”
ฮาบากุกบอกเราว่า เราแต่ละคนก็สามารถนำคำถามเหล่านั้นไปหาพระเจ้าได้
ความเชื่อความศรัทธาไม่ได้หมายความว่าเราต้องแกล้งทำว่าไม่เจ็บ
การภาวนาที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องสวยทุกประโยค บางครั้งคำภาวนาที่จริงที่สุดคือ
“พระเจ้าข้า ลูกไม่เข้าใจจริงๆ”
- ฮาบากุกพูดอะไรกับพระศาสนจักร?
ประโยคที่ว่า “ข้าพเจ้าจะขึ้นไปยืนบนหอคอย” น่ามีความหมายพิเศษต่อพระศาสนจักร เพราะว่าพระศาสนจักรต้องเป็น หอคอยแห่งความหวัง
ไม่ใช่หอคอยเพื่อมองคนอื่นจากที่สูง แต่เป็นหอคอยที่ มองเห็นไกลกว่าความมืดในปัจจุบัน
เมื่อสังคมบอกว่า “ไม่มีหวังแล้ว” พระศาสนจักรต้องพูดว่า “ยังมีรุ่งอรุณ”
เมื่อโลกแบ่งฝ่าย พระศาสนจักรต้องสร้างสะพาน
เมื่อโลกถามว่า “ใครผิด?” พระศาสนจักรต้องถามอีกคำถามว่า “ใครกำลังบาดเจ็บ และเราจะเข้าไปหาเขาได้อย่างไร?”
และเมื่อโลกเต็มไปด้วยเสียงดัง พระศาสนจักรต้องเป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์สามารถเข้ามาแล้วได้ยินเสียงเบา ๆ ของพระเจ้าอีกครั้ง
- แต่มีคำเตือนแก่พระศาสนจักรด้วย
บทอ่าน ฮาบากุก 2:4 เริ่มด้วยภาพของคนที่ “จิตใจพองโต ไม่เที่ยงตรง”
ก่อนจะกล่าวว่า “แต่คนชอบธรรมจะมีชีวิตด้วยความซื่อสัตย์”
นี่คือความแตกต่างระหว่างความหยิ่งของอำนาจกับความถ่อมตนของความเชื่อ
พระศาสนจักรจึงต้องระวังอย่างยิ่งว่า เราอาจมีอาคารใหญ่ แต่หัวใจเล็ก/ใจแคบ
มีพิธีกรรมงดงาม แต่ไม่เห็นคนยากจน
มีคำสอนถูกต้อง แต่ไม่มีความเมตตา
มีตำแหน่ง แต่ไม่มีการรับใช้
มีคนติดตามมาก แต่ไม่ได้ติดตามพระเยซูเจ้า
ฮาบากุกกำลังเตือนเราว่า พระศาสนจักรไม่ได้อยู่รอดด้วยอำนาจ แต่พระศาสนจักรอยู่รอดด้วยความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
อยากเล่าเรื่องให้ฟัง
มีชายคนหนึ่งมาหาคุณพ่อหลังมิสซา เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมากว่า
“คุณพ่อครับ ผมภาวนาขอพระเจ้ามาสามวันแล้ว พระองค์ยังไม่ตอบผมเลย”
คุณพ่อถาม “เรื่องอะไรหรือ?” ชายคนนั้นตอบ “ผมสมัครงานใหม่ครับ ขอพระเจ้าให้บริษัทโทรมา” คุณพ่อจึงถามว่า “แล้วส่งใบสมัครหรือยัง?” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง… แล้วตอบว่า “ยังครับ ผมกำลังรอหมายสำคัญจากพระเจ้าอยู่!”
คุณพ่อจึงพูดว่า “ลูกเอ๋ย…บางทีหมายสำคัญจากพระเจ้าอาจจะเขียนว่า SEND CV ส่งใบสมัคร ก็ได้นะ!”
แต่เรื่องยังไม่จบ ชายคนนั้นถามคุณพ่อต่อว่า “แล้วถ้าส่ง CV แล้วบริษัทยังไม่โทรมาล่ะครับ?” คุณพ่อตอบว่า “คราวนี้แหละ…ลูกจึงจะเริ่มเข้าใจฮาบากุก”
เพราะความเชื่อไม่ใช่ นั่งเฉย ๆ แล้วเรียกว่ารอพระเจ้า
ความเชื่อคือ “ทำสิ่งที่เราควรทำให้ดีที่สุด แล้วก็ฝากสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมไว้กับพระเจ้า”
เราส่ง CV — แล้วภาวนา
เราหาหมอ — แล้วภาวนา
เราขอโทษ — แล้วภาวนา
เราทำงานเพื่อสันติภาพ — แล้วภาวนา
เราช่วยคนยากจน — แล้วภาวนา
ความเชื่อไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ทำอะไร แต่เป็นพลังให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้เรายังไม่เห็นผลก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเราอ่านหนังสือฮาบากุกต่อไปจนถึงบทที่ 3
สถานการณ์ภายนอกแทบยังไม่ได้เปลี่ยนเลย ศัตรูยังมา วิกฤตยังอยู่ อนาคตยังไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปแล้ว นั่นคือฮาบากุกเปลี่ยน
เมื่อเริ่มต้นหนังสือ เขาถามว่า “พระเจ้าข้า อีกนานเท่าไร?”
แต่ตอนท้ายเขาพูดว่า “แม้ต้นมะเดื่อไม่ผลิดอก เถาองุ่นไม่เกิดผล… ถึงกระนั้น ข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (เทียบ ฮบก 3:17-18)
นี่คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือฮาบากุกกล่าวคือ พระเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนหัวใจของคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น
บางครั้งเราภาวนาว่า “พระเจ้าข้า โปรดเปลี่ยนสถานการณ์นี้” แต่พระเจ้าอาจกำลังตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ขณะที่เรากำลังจัดการสถานการณ์นั้น ให้เราสร้างหัวใจของลูกเสียก่อน”
บทสรุปข้อคิกจากฮาบากุกวันนี้
บางคนวันนี้อาจกำลังอยู่ใน ฮาบากุกบทที่ 1
เต็มไปด้วยคำถาม “ทำไม?” “เมื่อไร?” “อีกนานเท่าไร?”
อย่ากลัวคำถามเหล่านั้น แต่ อย่าหยุดอยู่ที่บทที่ 1
จงเดินขึ้นไปสู่บทที่ 2 คือ ขึ้นไปบนหอคอย ยืนเฝ้า ฟัง รอ ทำความดีต่อไป ซื่อสัตย์ต่อไป รักต่อไป ภาวนาต่อไป เพราะพระเจ้าตรัสว่า “ถ้ามันชักช้า จงคอย เพราะมันจะมาถึงอย่างแน่นอน” และเมื่อเรายังมองไม่เห็นคำตอบ จงจำประโยคนี้ไว้ “คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ” ไม่ใช่ “คนชอบธรรมจะเข้าใจทุกอย่าง” แต่ “คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ” และบางที ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การพูดว่า “พระเจ้าข้า ลูกเชื่อ เพราะลูกเห็นสิ่งที่พระองค์กำลังทำ” แต่คือการสามารถพูดท่ามกลางความมืดว่า “พระเจ้าข้า ลูกยังไม่เห็นว่าพระองค์กำลังทำอะไร ลูกยังไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์จึงอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้น แต่ลูกจะยังยืนอยู่บนหอคอย ลูกจะยังคอยลูกจะยังรัก ลูกจะยังทำความดี และลูกจะไม่ปล่อยพระหัตถ์ของพระองค์” เพราะศรัทธาไม่ใช่การมองเห็นถนนทั้งสาย แต่คือการรู้ว่าแม้ในคืนที่มืดที่สุด พระเจ้ายังคงอยู่บนถนนสายนั้นกับเรา…
รำพึงไตร่ตรองพระวรสารนักบุญ มัทธิว 17:14-20
นี่เป็นตอนต่อเนื่องจากเหตุการณ์พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระวรกายบนภูเขา (Transfiguration) เมื่อพระองค์และเปโตร ยากอบ ยอห์น เสด็จลงจากภูเขาแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ กลับพบโลกแห่งความทุกข์ ความสับสน และความล้มเหลวทันที นี่คือภาพของชีวิตคริสตชนและพระศาสนจักรอย่างแท้จริง
“จากยอดเขาสู่หุบเขา… และเมล็ดมัสตาร์ดที่เปลี่ยนโลก”
“ถ้าท่านมีความเชื่อเพียงเท่าเมล็ดมัสตาร์ด…” (มธ 17:20)
- จากยอดเขาแห่งพระสิริรุ่งโรจน์…สู่หุบเขาแห่งความทุกข์
เมื่อวานนี้ พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์บนภูเขา
บรรดาศิษย์เห็นพระพักตร์ของพระองค์ส่องสว่าง ได้ยินพระสุรเสียงจากพระบิดา
ทุกอย่างช่างงดงาม เมื่อเสด็จลงจากภูเขา…ไม่มีเสียงเพลง, ไม่มีเมฆสว่าง, ไม่มีโมเสสหรือเอลียาห์ แต่กลับมี…พ่อคนหนึ่งกำลังร้องไห้, เด็กคนหนึ่งกำลังทุกข์ทรมาน, ฝูงชนกำลังโต้เถียงทะเลาะกัน, และบรรดาศิษย์กำลังล้มเหลว
นี่คือความจริงของชีวิตคริสตชน เราไม่ได้อยู่บนภูเขาแห่งความชื่นชมยินดีตลอดเวลา
หลังการเข้าเงียบ…หลังมิสซาที่ซาบซึ้ง…หลังการจาริกแสวงบุญบำเพ็ญจร… เรายังต้องกลับไปพบครอบครัวที่มีปัญหา, งานที่กดดัน, โรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า, ความผิดหวัง, และโลกที่ยังเต็มไปด้วยบาดแผล พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงสร้างศิษย์ให้หนีโลก แต่ทรงส่งพวกเขากลับมารักษาโลก
- ความล้มเหลวของบรรดาศิษย์
บิดาของเด็กคนนี้พูดอย่างเศร้าว่า “ข้าพเจ้าพาลูกมาหาศิษย์ของพระองค์แล้ว
แต่เขารักษาไม่ได้” ประโยคนี้น่าเจ็บปวดมาก เพราะคนที่ล้มเหลวไม่ใช่คนธรรมดา แต่คือ ศิษย์ของพระเยซูเจ้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พระเยซูเจ้าเคยมอบอำนาจให้พวกเขาขับไล่ปีศาจ (มธ 10) แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น? พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เพราะท่านมีความเชื่อน้อย”ปัญหาไม่ใช่ขาดเทคนิค แต่ขาดการพึ่งพาพระเจ้า
บางครั้งเราเองก็เหมือนกัน เรายุ่งกับงานอภิบาล งานในคณะนักบวช ประชุมมาก
วางแผนเก่ง จัดกิจกรรมดี แต่เผลอลืมไปว่า งานของพระเจ้า จะเกิดผลด้วยพระหรรษทาน ไม่ใช่เพียงความสามารถของเรา
- “คนรุ่นนี้ที่ไม่มีความเชื่อ”
พระเยซูเจ้าตรัสอย่างสะเทือนใจว่า “โอ คนยุคนี้ที่ไม่มีความเชื่อ…” พระองค์ไม่ได้ตำหนิเฉพาะศิษย์ แต่กำลังสะท้อนภาพของทั้งสังคม ทุกคนอยากได้ปาฏิหาริย์ แต่ไม่อยากมีความเชื่อ อยากเห็นอัศจรรย์ก่อน แล้วจึงเชื่อ แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า จงเชื่อ แล้วท่านจะได้เห็น
- เมล็ดมัสตาร์ด…ไม่ใช่เรื่องของขนาด
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “จงมีความเชื่อให้มาก” แต่ตรัสว่า “เพียงเท่าเมล็ดมัสตาร์ด”เมล็ดมัสตาร์ดเป็นเมล็ดที่เล็กมาก แต่มีชีวิตอยู่ภายใน พระเยซูเจ้าไม่ได้สนใจว่า ความเชื่อของเรามีขนาดเท่าไร แต่ถามว่า ความเชื่อนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เมล็ดที่มีชีวิต แม้เล็กก็เติบโตได้ แต่เมล็ดใหญ่ที่ตายแล้วไม่มีวันงอกขึ้นเลย
- ข้อคิดสำหรับโลกวันนี้
โลกของเราทุกวันนี้เต็มไปด้วย “ภูเขาหลายเทือก”
ภูเขาของสงคราม, ภูเขาของเศรษฐกิจ, ภูเขาของภัยพิบัติทางธรรมชาติ, ภูเขาของความเครียด, ภูเขาของโรคซึมเศร้า, ภูเขาของความแตกแยกในครอบครัว, หลายคนยืนมองภูเขาแล้วพูดว่า “เป็นไปไม่ได้”แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่า ภูเขาไม่มีอยู่จริง พระองค์ตรัสว่า ความเชื่อสามารถทำให้ภูเขาเคลื่อนย้ายได้ บางครั้งภูเขาไม่ได้หายไป แต่พระเจ้าประทานกำลังให้เราเดินข้ามภูเขาได้
- ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในวันนี้
พระศาสนจักรก็เหมือนบรรดาศิษย์ในพระวรสาร
บางครั้งเรารู้สึกว่า ทำไมคนหนุ่มสาวห่างวัด ทำไมสังคมไม่ฟังพระวรสาร ทำไมการประกาศข่าวดีดูยากขึ้น พระเยซูเจ้าไม่ได้เชิญพระศาสนจักรให้หมดหวัง
แต่เชิญให้กลับไปสู่ต้นตอ ไม่ใช่ถามว่า “เรามีงบประมาณพอไหม”
แต่ถามว่า “เรามีความเชื่อหรือยัง?” พระศาสนจักรไม่ได้เปลี่ยนโลกด้วยอำนาจ แต่เปลี่ยนโลกด้วยคนธรรมดาที่มีความเชื่อเล็ก ๆ
แม่ชีเทเรซาเริ่มจากคนป่วยเพียงคนเดียว
นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี เริ่มจากวัดเล็กๆ ที่พังเพียงหลังเดียว
อัครสาวกสิบสองคนเริ่มจากกลุ่มชาวประมงธรรมดา
พระเจ้าทรงสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ จากเมล็ดเล็กเสมอ
อยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง
มีคุณตาคนหนึ่งเพิ่งซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ หลานสอนทุกอย่างอย่างละเอียด วันรุ่งขึ้นคุณตาร้องหาหลานที่อยู่ข้างด้วยความตกใจ “ช่วยด้วย โทรศัพท์เสีย!” หลานถาม “เกิดอะไรขึ้นครับ?” คุณตาตอบ “ปุ่มเปิดเครื่องกดแล้วไม่ติด” หลานถาม “แบตเตอรี่เหลือไหม?”คุณตาตอบอย่างภูมิใจ “โอ้…แบตเต็มเลย” หลานถามต่อ “แล้วคุณตาเปิดเครื่องหรือยัง?” คุณตาเงียบ… แล้วตอบเบา ๆ “อ้าว…ต้องเปิดด้วยหรือ?” หลานรีบบึ่งไปหาคุณตา ปรากฏว่า…คุณตาเสียบสายชาร์จทั้งคืน แต่ไม่เคยกดปุ่ม Power เลย
คุณตาพึมพำพูดว่า “นึกว่าชาร์จไฟอย่างเดียวก็ใช้ได้” หลานจึงตอบว่า “ถ้าไม่เปิดเครื่อง พลังงานก็เข้าไม่ถึงระบบ”
นี่ก็เป็นบทเรียนชีวิต หลายครั้งเรามาวัดทุกวัน รับศีลทุกสัปดาห์ สวดบทภาวนาครบทุกบท แต่หัวใจยัง “ปิด” พระหรรษทานเหมือนกระแสไฟ พระเจ้าประทานอยู่เสมอ แต่ความเชื่อคือ การกดปุ่ม “เปิดหัวใจ” เมื่อหัวใจเปิด พระเจ้าจึงเริ่มทำงาน
สรุปข้อคิดจากพระวรสารวันนี้
วันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามว่า “ลูกมีความสามารถมากไหม” ไม่ได้ถามว่า “ลูกมีตำแหน่งอะไร” ไม่ได้ถามว่า “ลูกมีเงินเท่าไร” แต่ถามเพียงว่า “ลูกยังเชื่ออยู่หรือไม่?” เพราะพระเจ้าทรงสามารถสร้างต้นไม้ใหญ่ จากเมล็ดมัสตาร์ดเล็ก ๆ, ทรงสร้างอัครสาวกจากชาวประมง ทรงสร้างนักบุญจากคนบาป, ทรงสร้างพระศาสนจักรจากไม้กางเขน, และทรงสามารถสร้างชีวิตใหม่จากหัวใจของเรา
แม้วันนี้ความเชื่อของเราจะเล็กเพียงเมล็ดมัสตาร์ด อย่าดูถูกมัน
จงนำเมล็ดนั้นไปวางไว้ในพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้า
เพราะเมื่อเมล็ดเล็ก ๆ อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า มันจะไม่เป็นเพียงเมล็ดอีกต่อไป
แต่มันจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้คนมากมาย
และเมื่อพระศาสนจักรทั้งมวลรักษาความเชื่อเล็ก ๆ นี้ไว้ด้วยความซื่อสัตย์ โลกจะค้นพบว่า สิ่งที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ใช่กำลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่คือหัวใจที่วางใจในพระเจ้าอย่างไม่ย่อท้อ อาแมน
วันนี้เป็นวันที่พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญดอมินิก เด กุซมาน ชาวสเปน ศต. ที่ 12-13 พระสงฆ์ ผู้ตั้งคณะนักบวชโดมินิกัน (OP Order of Preacher) ชีวิตท่านน่าสนใกองค์หนึ่ง จึงอยากเขียนข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตของท่านไว้ต่างหาก ซึ่งพี่น้องอ่านได้จากเพจของวัดเซนต์จอห์น
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ


















