บทพูดสำหรับรายการวิทยุจุฬา 101.5 MHz (รายการศาสน์สร้างสุข)

หัวข้อ: “ทำไมมนุษย์จึงร้องเพลงถวายพระเจ้า?”
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรักทุกท่าน

วันนี้ผม (พ่อวิษณุ ธัญญอนันต์) ขอชวนท่านผู้ฟังมาคิดถึงสิ่งหนึ่งที่เราอาจคุ้นเคยจนไม่เคยตั้งคำถาม นั่นคือ เมื่อมนุษย์เข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำไมเราจึงร้องเพลง?

ทำไมชาวคริสต์เมื่อเข้าไปในวัด จึงไม่ได้เพียงนั่งสงบ พนมมือ และภาวนาเงียบ ๆ แต่กลับยืนขึ้นร้องเพลงร่วมกัน บางแห่งมีอิเล็กโทน เปียโน ออร์แกน บางแห่งมีกีตาร์ ไวโอลิน บางแห่งมีนักขับร้องประสานเสียง และบางแห่งแม้เครื่องดนตรีจะไม่มีเลย ทุกคนก็ยังร้องด้วยเสียงของตนเอง

พระเจ้าทรงต้องการฟังเพลงหรือ?

พระองค์จะทรงพอพระทัยเฉพาะคนที่เสียงดีหรือ?

แล้วถ้าร้องผิดคีย์ พระเจ้าจะทรงฟังอยู่หรือไม่?

วันนี้เราจะพูดกันถึงเหตุผลทางศาสนา ประวัติความเป็นมา ตลอดจนเปรียบเทียบกับธรรมเนียมของศาสนาอื่น ๆ

ก่อนอื่นต้องแก้ความเข้าใจประการหนึ่งว่า ชาวคริสต์ไม่ได้ร้องเพลงแทนการภาวนา และพิธีมิสซาก็ไม่ได้มีแต่เสียงร้อง

ในการนมัสการของคริสตชนมีทั้งการอ่านพระคัมภีร์ การฟัง การกล่าวคำภาวนา การขับร้อง การยืน การนั่ง การคุกเข่า และที่สำคัญคือ “ความเงียบ”

ความเงียบไม่ใช่ช่องว่างที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีใครรู้ว่าจะพูดอะไรต่อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการ สรรเสริญพระเจ้า เพราะบางครั้งเราเงียบเพื่อสำนึกผิดบกพร่องในความอ่อนแอ บางครั้งเงียบเพื่อรับฟังพระวาจา บางครั้งเงียบหลังฟังบทเทศน์ และบางครั้งเงียบหลังรับศีลมหาสนิท เพื่อเปิดพื้นที่ในหัวใจให้พระเจ้าตรัสกับเรา

ดังนั้น คำตอบจึงไม่ใช่ “จะร้องเพลงหรือจะภาวนาเงียบ ๆ” แต่คือ “เมื่อใดควรร้อง และเมื่อใดควรเงียบ”

เสียงเพลงกับความเงียบไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ตรงกันข้าม ทั้งสองช่วยกันทำให้การภาวนาสมบูรณ์แบบ

ความเงียบทำให้เสียงเพลงมีความหมาย และเสียงเพลงก็ช่วยนำเรากลับเข้าไปสู่ความเงียบภายในที่ลึกยิ่งขึ้น

อาจกล่าวได้ว่า ความเงียบคือการฟังหัวใจของพระเจ้า ส่วนบทเพลงคือการตอบพระองค์ด้วยหัวใจของเรา

ลองคิดถึงประสบการณ์ธรรมดาในชีวิตของเรา เมื่อเด็กคนหนึ่งมีความสุขมาก เขาอาจร้องเพลงหรือฮัมเพลงขึ้นมาเอง เมื่อคนรักกัน คำพูดธรรมดาบางครั้งไม่เพียงพอ จึงเกิดบทเพลงรัก เมื่อประเทศชาติต้องการรวมใจประชาชน ก็มีเพลงชาติ เมื่อทีมกีฬาได้รับชัยชนะ กองเชียร์ก็ไม่ได้อ่านคำประกาศชัยชนะด้วยเสียงเรียบ ๆ แต่ร้องตะโกนพร้อมกัน

มนุษย์ร้องเพลงเมื่อความรู้สึกล้นออกมาจนคำพูดธรรมดารองรับไม่หมด

ความเชื่อ/ความศรัทธาก็เช่นเดียวกัน

เมื่อมนุษย์พบกับความรัก ความยิ่งใหญ่ ความเมตตา และความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า บางครั้งคำพูดธรรมดาก็เล็กเกินไป มนุษย์จึงยืดถ้อยคำออกเป็นท่วงทำนอง ราวกับต้องการให้คำภาวนามีปีกบินขึ้นไปหาพระเจ้า

ในพระคัมภีร์ เสียงเพลงเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญเสมอ

เมื่อชาวอิสราเอลข้ามทะเลแดงและได้รับอิสรภาพ โมเสสและประชาชนก็ร้องเพลงถวายพระเจ้า มิเรียมถือกลองรำมะนา และบรรดาสตรีก็ร่วมกันร้องและเต้นรำ

เมื่อกษัตริย์ดาวิดภาวนา ทั้งยามมีความสุข ยามถูกศัตรูไล่ล่า ยามสำนึกผิด หรือยามรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล คำภาวนาเหล่านั้นก็กลายเป็น “เพลงสดุดี”

พระคัมภีร์ไม่ได้มีเฉพาะเพลงแห่งความชื่นชมยินดี แต่มีทั้งเพลงแห่งความเศร้า ความกลัว ความสำนึกผิด ความหวัง และการวิงวอน

นี่เป็นเกร็ดที่สำคัญมาก เพลงศาสนาไม่จำเป็นต้องทำให้เรารู้สึกสนุกหรือสดชื่นเสมอไป บางเพลงอนุญาตให้มนุษย์ร้องไห้ต่อหน้าพระเจ้า บางเพลงช่วยให้คนที่ไม่มีถ้อยคำสำหรับความเจ็บปวด ได้ยืมถ้อยคำของประชาคมมาภาวนา

เวลามีความสุข เราร้องว่า “ขอถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า”

เวลาเสียใจมีทุกข์ เราร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า เหตุใดพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้า”

ทั้งสองอย่างเป็นการภาวนา เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงต้องการเพียงเสียงที่ไพเราะ แต่ทรงต้องการหัวใจที่ซื่อตรง

บางท่านอาจแปลกใจว่า ในพระวรสารมีข้อความบอกเราว่า พระเยซูเจ้าทรงร้องเพลงด้วย กล่าวคือ หลังอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ก่อนเสด็จไปยังสวนเกทเสมนี พระวรสารกล่าวว่า พระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ “ขับร้องเพลงสดุดีแล้วจึงออกไปยังภูเขามะกอกเทศ”

ลองจินตนาการถึงคืนนั้น พระเยซูเจ้าทรงทราบดีว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พระองค์จะถูกจับ ถูกทอดทิ้ง ถูกทรมาน และถูกตรึงกางเขน แต่พระองค์ยังทรงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าร่วมกับศิษย์

นี่ทำให้เราเห็นว่า การร้องเพลงถวายพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่ชีวิตราบรื่น

บางครั้งเพลงที่งดงามที่สุด ไม่ได้ร้องขึ้นเพราะเราปราศจากปัญหา แต่ร้องขึ้นเพราะเรายังวางใจในพระเจ้าท่ามกลางปัญหา

คนที่ร้องเพลงในคืนก่อนถูกตรึงกางเขน ไม่ได้ปฏิเสธความทุกข์ แต่ประกาศว่า ความทุกข์จะไม่มีคำพูดสุดท้ายเหนือชีวิตของตน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อคริสตชนร้องเพลงในงานศพ เราไม่ได้ร้องเพราะไม่เสียใจ เราร้องทั้งที่น้ำตายังไหล เพราะเราเชื่อว่าความตายไม่ใช่จุดจบ และความรักของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าหลุมศพ

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากจากราว ค.ศ. 112 ผู้บันทึกไม่ใช่คุณพ่อบาทหลวงหรือคริสตชน แต่เป็นข้าราชการโรมันชื่อ พลินีผู้น้อง (Phini) ซึ่งเขียนจดหมายถึงจักรพรรดิทราจัน เพื่อรายงานเรื่องคริสตชน

เขาเล่าว่า คริสตชนมีธรรมเนียมมาชุมนุมกันในวันหนึ่งก่อนรุ่งสาง และ “ร้องเพลงโต้ตอบกันถวายแด่พระเยซูเจ้าเสมือนพระเจ้า”

ทำไมต้องก่อนรุ่งสาง?

ส่วนหนึ่งเพราะคริสตชนยุคแรกจำนวนมากเป็นคนยากจนและเป็นทาส พวกเขาต้องไปทำงานหลังพระอาทิตย์ขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือการเป็นคริสตชนในเวลานั้นอาจนำไปสู่การถูกจับกุม การถูกลงโทษ หรือแม้แต่การประหารชีวิต

แต่พวกเขายังมารวมตัวกันและร้องเพลง

สิ่งที่น่าประทับใจคือ บางครั้งพวกเขาไม่มีอาคารวัด ไม่มีอาราม ไม่มีสักการสถาน ไม่มีเครื่องดนตรี ไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีนักร้องมืออาชีพ และไม่มีความปลอดภัยด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือความเชื่อและเสียงของกันและกัน

เมื่อคนหนึ่งหวาดกลัว เสียงของอีกคนช่วยพยุงเขา เมื่อคนหนึ่งอ่อนแรง เสียงของประชาคมช่วยร้องแทนเขา

นี่คือเหตุผลลึกซึ้งอีกประการหนึ่งของการร้องเพลงร่วมกันในพิธีกรรม บางวันเราไม่ได้มาวัดเพราะความเชื่อของเราเข้มแข็ง แต่เรามาเพราะต้องการให้ความเชื่อของพี่น้องช่วยพยุงเราไว้

บางคนในวัดอาจกำลังต่อสู้กับโรคร้าย บางคนเพิ่งสูญเสียคนรัก บางคนมีปัญหาในครอบครัว บางคนกำลังสงสัยว่าพระเจ้าทรงอยู่จริงหรือไม่ เขาอาจไม่มีแรงร้องแม้แต่คำเดียว

แต่เมื่อคนรอบข้างร้องว่า “พระเจ้าทรงเป็นความหวังของเรา” คนที่กำลังหมดหวังก็ได้ยินประชาคมประกาศความหวังแทนตน

ในวันนั้น เราไม่ได้เพียงร้องเพลงถวายพระเจ้า แต่เราร้องเพลงเพื่อประคองกันและกันด้วย

รากฐานของบทเพลงคริสตชนมาจากประเพณีชาวยิวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการขับร้องเพลงสดุดี ทั้งในพระวิหารและในธรรมศาลา

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษแรก ๆ คริสตชนเริ่มมีบทเพลงที่ประกาศความเชื่อในพระเยซูเจ้า นักวิชาการพระคัมภีร์จำนวนมากเห็นว่า ข้อความบางตอนในจดหมายของนักบุญเปาโล เช่น บทเพลงเรื่องพระเยซูเจ้าทรงถ่อมพระองค์ในจดหมายถึงชาวฟิลิปปี บทที่ 2 อาจเป็นบทเพลงหรือสูตรประกาศความเชื่อที่ชุมชนคริสตชนขับร้องกันอยู่แล้ว

ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 นักบุญอัมโบรสแห่งมิลานส่งเสริมให้ประชาชนขับร้องบทเพลงโต้ตอบกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ชุมชนกำลังเผชิญความขัดแย้งและแรงกดดัน เสียงเพลงจึงไม่ได้เป็นเพียงศิลปะ แต่เป็นวิธีช่วยให้ประชาชนจดจำความเชื่อและยืนหยัดร่วมกัน

หลายศตวรรษต่อมา ธรรมเนียมเพลงสวดละตินที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “เพลงเกรกอเรียน” ก็ได้รับการพัฒนาและจัดระบบ ลักษณะสำคัญคือเสียงร้องเป็นหลัก ท่วงทำนองไหลไปพร้อมกับถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อโชว์ความสามารถของนักร้อง แต่เพื่อให้พระวาจาถูกประกาศอย่างสง่างาม

สิ่งที่บางคนอาจไม่ทราบคือ เพลงเกรกอเรียนไม่ได้ถูกแต่งโดยพระสันตะปาปาเกรกอรีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมด ชื่อของท่านเกี่ยวข้องกับการรวบรวม ส่งเสริม และธรรมเนียมที่พัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา มากกว่าจะหมายความว่าท่านนั่งประพันธ์ทุกบทเพลงด้วยตนเอง

ต่อมาในประวัติศาสตร์ตะวันตก มีทั้งเพลงประสานเสียงอันซับซ้อน เพลงสวดของประชาชน เพลงออร์แกน และหลังการปฏิรูปศาสนา คริสตชนหลายกลุ่มก็ส่งเสริมให้ประชาชนร้องเพลงในภาษาที่ตนเข้าใจ

ในพระศาสนจักรคาทอลิก สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ย้ำว่าประชาชนไม่ควรเป็นเพียง “ผู้ชม” พิธีกรรมใช้ภาษาท้องถิ่น แต่ควรมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ รู้ตัว และกระตือรือร้น

การมีส่วนร่วมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องร้องตลอดเวลา แต่หมายความว่า เมื่อถึงส่วนของประชาชน (สัตบุรุษ) เราตอบรับด้วยความเชื่อ เมื่อถึงเวลาฟัง เราฟังอย่างตั้งใจ เมื่อถึงเวลาร้อง เราร้องร่วมกัน และเมื่อถึงเวลาเงียบ เราก็เงียบอย่างมีความหมาย

เราควรเข้าใจว่า เพลงในพิธีมิสซาไม่ได้เป็นเพียงการเปิดเพลงคั่นระหว่างที่พระสงฆ์กำลังทำอะไรบางอย่าง และไม่ใช่ความบันเทิงเพื่อป้องกันไม่ให้สัตบุรุษเบื่อ

เพลงแต่ละบทมีหน้าที่ของมัน

เพลงเริ่มพิธีช่วยรวบรวมคนมากมายให้กลายเป็นประชาคมเดียวกัน ก่อนเพลงเริ่ม เราอาจเป็นคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่ในอาคารเดียวกัน แต่เมื่อทุกคนร้องถ้อยคำเดียวกัน หายใจในจังหวะเดียวกัน และประกาศความเชื่อเดียวกัน นั่นแหละเราก็ค่อย ๆ กลายเป็นพระศาสนจักรที่มาชุมนุมกัน

บท “ข้าแต่พระเจ้า โปรดเมตตาเทอญ” เป็นการยอมรับว่าเราต้องการพระเมตตา

บท “พระสิริรุ่งโรจน์” เป็นเพลงสรรเสริญและขอบพระคุณ

เพลงสดุดีช่วยให้ประชาชนตอบพระวาจาที่เพิ่งได้ฟัง

บท “อัลเลลูยา” เป็นการต้อนรับพระเยซูเจ้าผู้กำลังตรัสกับประชาชนผ่านพระวรสาร คำว่า “อัลเลลูยา” มีรากความหมายว่า “จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” เป็นคำโบราณที่บรรดาคริสตชนทั่วโลกยังคงร้องอยู่

บท “ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์” เชื่อมเสียงของประชาคมบนโลกเข้ากับการสรรเสริญของชาวสวรรค์

เพลงรับศีลมหาสนิทแสดงว่าคนจำนวนมากกำลังเข้ามารับปังทิพย์หนึ่งเดียว และกำลังได้รับเรียกให้เป็นกายเดียวกันกับพระเยซูเจ้า

ดังนั้น เราไม่ได้เพียงนำ “เพลงไพเราะ” มาใส่ในพิธีมิสซา แต่ตัวพิธีกรรมเองเรียกร้องให้บางส่วนถูกขับร้อง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่เพียง “ร้องเพลงในมิสซา” แต่เรากำลัง “ร้องตัวมิสซา”

จุดนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้งเราอาจเลือกเพลงจากความชอบส่วนตัวเท่านั้น เพลงนี้กำลังดัง เพลงนั้นทำนองเพราะ เพลงนี้นักร้องร้องได้ดี แต่คำถามแรกของเพลงพิธีกรรมไม่ใช่ “เพราะหรือไม่” หากต้องถามว่า “เพลงนี้ช่วยให้ประชาคมประกอบพิธีกรรมส่วนนี้ได้จริงหรือไม่”

เพลงที่เพราะมากแต่แย่งความสนใจออกจากพระเจ้า อาจไม่ใช่เพลงพิธีกรรมที่ดี ส่วนเพลงง่าย ๆ ที่ช่วยให้ทุกคนเปิดปากและเปิดใจภาวนาร่วมกัน อาจมีคุณค่ามากกว่า

นักร้องและนักดนตรีในวัดจึงไม่ใช่ผู้แสดงบนเวที แต่เป็นผู้รับใช้การภาวนาของประชาคม

เราอาจเคยได้ยินคำกล่าวว่า “ผู้ที่ร้องเพลงดี เท่ากับภาวนาสองเท่า” และมักอ้างว่าเป็นคำพูดของนักบุญออกัสติน

เกร็ดที่น่าสนใจก็คือ เราไม่พบประโยคนี้ตรง ๆ ในงานเขียนของนักบุญออกัสตินในรูปแบบที่นิยมอ้างกัน

แต่ความคิดนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของท่าน เพราะนักบุญออกัสตินให้ความสำคัญกับการร้องเพลงด้วยความรัก ท่านกล่าวไว้ในทำนองว่า “การร้องเพลงเป็นของผู้ที่รัก”

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เมื่อร้องเพลงหนึ่งบทแล้ว เราจะได้คะแนนบุญเป็นสองเท่า แต่หมายความว่า การร้องเพลงสามารถนำทั้งความคิด ถ้อยคำ ลมหายใจ ความรู้สึก และร่างกาย เข้ามาร่วมในการภาวนา

อย่างไรก็ตาม ถ้าปากร้องว่า “ข้าฯรักพระเจ้า” แต่ชีวิตยังเอาเปรียบผู้อื่น เพลงนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์

เสียงเพลงที่พระเจ้าทรงปรารถนามากที่สุด คือชีวิตที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราร้อง

ถ้าเราร้องว่า “ขอสันติสุขจงมีแก่ทุกคน” แล้วออกจากวัดไปสร้างความแตกแยก เราอาจร้องถูกตัวโน้ต แต่ร้องผิดด้วยชีวิต

เมื่อมองไปยังศาสนาอื่น เราจะพบว่าเสียง จังหวะ และการสวดเป็นประสบการณ์ทางศาสนาที่พบได้ในแทบทุกอารยธรรม แต่ความหมายและความเข้าใจแตกต่างกัน เราจึงไม่ควรนำคำว่า “เพลงสรรเสริญพระเจ้า” ของคริสต์ศาสนาไปใช้กับทุกศาสนาโดยตรง

ในพระพุทธศาสนา เราพบการสวดพระสูตร การสวดมนต์ภาษาบาลี การทำวัตรเช้าและเย็น และการสวดพระปริตร เสียงสวดที่มีจังหวะช่วยให้จดจำพระธรรม ทำให้จิตใจสงบ และช่วยให้คณะสงฆ์หรือพุทธศาสนิกชนปฏิบัติร่วมกัน

แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาไม่ได้มีแนวคิดเรื่องพระผู้สร้างในความหมายเดียวกับศาสนาคริสต์ การสวดของชาวพุทธจึงไม่ควรถูกเรียกอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นการร้องเพลงสรรเสริญพระผู้สร้าง จุดมุ่งหมายอาจเป็นการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การเจริญสติ การแผ่เมตตา หรือการรักษาคำสอนให้อยู่ในความทรงจำ

ในศาสนาอิสลาม การอ่านพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างถูกต้องและไพเราะมีความสำคัญมาก มีหลักการออกเสียงที่เรียกว่า “ตัจวีด” รวมทั้งการขับ “อะซาน” เพื่อประกาศเชิญชวนให้มาละหมาด

อย่างไรก็ตาม เราควรให้ความเคารพต่อความเข้าใจของพี่น้องมุสลิม เพราะโดยทั่วไปการอ่านอัลกุรอาน แม้มีท่วงทำนองอันงดงาม ก็ไม่ถูกเรียกว่า “การร้องเพลง” แบบดนตรีเพื่อความบันเทิง อิสลามยังมีความหลากหลายในทัศนะต่อดนตรี และมีธรรมเนียมบทขับร้องทางศาสนา เช่น “นาชีด” ตลอดจน “ธรรมเนียมซูฟี” ในบางชุมชน แต่ไม่ใช่มุสลิมทุกกลุ่มจะปฏิบัติเหมือนกัน

ในศาสนาฮินดูและธรรมเนียมพราหมณ์ เราพบการสวดพระเวทที่ให้ความสำคัญอย่างสูงต่อเสียง ระดับสูงต่ำ และการออกเสียงที่ถูกต้อง เพราะการถ่ายทอดพระเวทดำเนินมาทางมุขปาฐะเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน

นอกจากนี้ยังมี “ภชัน” ซึ่งเป็นบทเพลงแสดงความศรัทธา และ “กีรตัน” ซึ่งมักเป็นการขับร้องพระนามหรือเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน บางครั้งมีการร้องนำและร้องตอบ พร้อมเครื่องดนตรีและจังหวะ เป็นการแสดงความรัก ความภักดี และการมอบตนต่อเทพเจ้าที่ตนเคารพ

เมื่อมองภาพรวม เราจะเห็นสิ่งที่น่าสนใจว่า ศาสนาต่าง ๆ เข้าใจพระเจ้า ความจริงสูงสุด และจุดมุ่งหมายของการนมัสการแตกต่างกัน แต่เสียงของมนุษย์กลับเป็นสะพานสำคัญระหว่างความเชื่อภายในกับการแสดงออกภายนอก

เสียงสวดช่วยจดจำคำสอน, จังหวะช่วยรวบรวมจิตใจ, การเปล่งเสียงพร้อมกันช่วยสร้างชุมชน และเมื่อถ้อยคำถูกขับร้อง สิ่งที่สมองรู้ก็อาจค่อย ๆ เดินทางลงไปถึงหัวใจ

มีชายคนหนึ่งไม่ยอมร้องเพลงในวัดเลย ทุกวันอาทิตย์เขาจะยืนกอดอก ปิดปากสนิท และมองคณะนักขับร้องด้วยสายตาจริงจัง วันหนึ่งคุณพ่อเจ้าวัดจึงถามว่า “ทำไมคุณไม่เคยร้องเพลงร่วมกับคนอื่นเลยล่ะ?” ชายคนนั้นตอบอย่างมั่นใจว่า “พระเจ้าทรงประทานเสียงที่ไม่ไพเราะให้ผมครับ ผมจึงคิดว่าการเงียบเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์มากกว่า” คุณพ่อยิ้มๆ แล้วตอบว่า “พระเจ้าทรงฟังหัวใจ ไม่ได้ทรงฟังว่าคุณอยู่ในคีย์ไหน”

วันอาทิตย์ต่อมา ชายคนนั้นจึงรวบรวมความกล้า ร้องเต็มเสียงตั้งแต่เพลงแรกถึงเพลงสุดท้าย แม้บางช่วงจะสูงไป บางช่วงจะต่ำไป และบางช่วงดูเหมือนเขากำลังร้องอีกเพลงหนึ่งอยู่ก็ตาม หลังมิสซา เขาหันไปถามสุภาพสตรีที่ยืนข้าง ๆ ว่า “เป็นอย่างไรบ้างครับ วันนี้ผมร้องจากหัวใจเลยนะครับ เพราะคุณพ่อบอกว่าพระเจ้าทรงฟังหัวใจ ไม่ได้ฟังคีย์เพลง” สุภาพสตรีคนนั้นตอบว่า “จริงค่ะ พระเจ้าทรงฟังหัวใจ แต่คนที่ยืนข้างคุณยังต้องฟังเสียงด้วยค่ะ!”

เรื่องนี้มีข้อคิดสองด้าน: ด้านแรก อย่าอายที่จะร้องเพลงถวายพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทรงจัดประกวดร้องเพลง และวัดไม่ใช่เวทีที่มีกรรมการกดปุ่มแดง ทุกเสียงมีคุณค่าเมื่อออกมาจากความเชื่อ

แต่อีกด้านหนึ่ง การบอกว่า “ฉันทำจากใจ” ไม่ได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องฝึกฝน นักร้อง นักดนตรี ผู้อ่านพระคัมภีร์ หรือแม้แต่พระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีเองควรเตรียมตัวอย่างดีที่สุด เพราะความรักที่แท้จริงไม่ได้ปฏิเสธการฝึกซ้อม

ถ้าเราจัดงานวันเกิดให้คนที่เรารัก เรายังเลือกอาหารและจัดสถานที่อย่างดี แล้วเหตุใดเมื่อเราถวายการนมัสการแด่พระเจ้า เราจึงจะไม่เตรียมสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้?

พระเจ้าไม่เรียกร้องความสมบูรณ์แบบ แต่ความรักเรียกร้องความใส่ใจ

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด บทเพลงศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เพียงเพราะร้องอยู่ในวัด หรือเพราะมีคำว่า “พระเจ้า” อยู่ในเนื้อเพลง แต่ศักดิ์สิทธิ์เมื่อบทเพลงนั้นนำมนุษย์เข้าไปหาพระเจ้า และช่วยให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงชีวิต

ประกาศกอาโมสเคยกล่าวเตือนประชาชนอย่างรุนแรงในพระนามของพระเจ้าว่า พระองค์ไม่ทรงปรารถนาฟังเสียงพิณหรือบทเพลงของพวกเขา หากสังคมยังไม่มีความยุติธรรม

นี่เป็นคำเตือนแก่ผู้มีศาสนาทุกคน

เราสามารถมีเสียงประสานที่งดงาม แต่มีชุมชนที่แตกแยก

เราสามารถร้องเรื่องความรัก แต่ไม่ยอมให้อภัย

เราสามารถร้องขอสันติภาพ แต่ใช้คำพูดทำร้ายผู้อื่นในสื่อสังคมออนไลน์

เราสามารถร้องต้อนรับทุกคนเข้าสู่บ้านของพระเจ้า แต่กลับไม่สนใจคนยากจน คนต่างความเชื่อทางศาสนา คนที่คิดไม่เหมือนเรา หรือผู้ที่สังคมไม่ต้อนรับ

ถ้าเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ต้องปรับเสียงอาจไม่ใช่เครื่องดนตรี แต่คือหัวใจของเรา

การร้องเพลงที่แท้จริงจึงไม่จบลงเมื่อเพลงปิดพิธีจบลง เพลงนั้นต้องเดินทางออกจากประตูวัดไปพร้อมกับเรา

ถ้าเราร้องว่า “โปรดใช้ข้าพเจ้าไป” เราต้องยอมให้พระเจ้าทรงใช้เรา

ถ้าเราร้องว่า “ให้เรารักกัน” เราต้องเริ่มรักคนที่ไม่น่ารัก

ถ้าเราร้องว่า “ขอพระองค์ประทานสันติสุข” เราต้องเลิกเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง

และถ้าเราร้องว่า “ขอบพระคุณพระเจ้า” เราต้องดำเนินชีวิตอย่างผู้รู้คุณ ไม่ใช่ผู้เรียกร้องอยู่ตลอดเวลา

ท่านผู้ฟังที่รักครับ เหตุผลที่คริสตชนขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงเหงาและต้องการความบันเทิง ไม่ใช่เพราะคำภาวนาธรรมดาไม่มีคุณค่า และไม่ใช่เพราะผู้ที่ร้องเพลงมีความศักดิ์สิทธิ์กว่าผู้ที่ภาวนาเงียบ ๆ

เราร้องเพลงเพราะมนุษย์ไม่ได้มีเพียงสมอง แต่มีหัวใจ มีร่างกาย มีลมหายใจ และมีเสียง

เราร้องเพราะความรักบางอย่างยิ่งใหญ่เกินกว่าจะกล่าวด้วยเสียงธรรมดา

เราร้องเพื่อจดจำพระวาจา

เราร้องเพื่อรวมคนมากมายให้เป็นประชาคมเดียวกัน

เราร้องเพื่อให้ความเชื่อของผู้เข้มแข็งช่วยพยุงผู้ที่กำลังอ่อนแอ

เราร้องในวันที่มีความสุข เพื่อขอบพระคุณพระเจ้า

และเรายังร้องในคืนที่มืดมน เพื่อประกาศว่าความมืดจะไม่มีชัยชนะเป็นคำสุดท้าย

ศาสนาต่าง ๆ อาจมีคำอธิบายแตกต่างกัน แต่เสียงสวดและเสียงขับร้องเตือนเราว่า มนุษย์ไม่ได้แสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยความคิดเท่านั้น เราแสวงหาด้วยลมหายใจ ด้วยเสียง ด้วยความเงียบ และด้วยชีวิตทั้งหมดของเรา

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่เราเข้าไปในพิธีมิสซา หากเสียงของเราไม่ไพเราะ ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป ขอเพียงร้องอย่างสุภาพ ไม่กลบเสียงคนข้าง ๆ และร้องจากหัวใจ

แต่ยิ่งกว่านั้น ขอให้ชีวิตของเราในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ สอดคล้องกับบทเพลงที่เราร้องในวันอาทิตย์

เพราะท้ายที่สุดแล้ว บทเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่ไพเราะที่สุด อาจไม่ใช่เพลงที่ออกจากปากของเรา แต่คือชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ ความเมตตา และการรับใช้

เมื่อเสียงเพลงในวัดเงียบลง ขอให้เพลงแห่งความดีงามยังคงบรรเลงต่อไปในชีวิตของเรา และนั่นจะเป็นบทเพลงที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่สุด

ขอพระเจ้าประทานพระพรแก่ท่านผู้ฟังทุกท่านครับ