ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.2026

นักบุญยอห์นเกิดในปี ค.ศ. 1386 ที่เมืองกาปีสตราโน ประเทศอิตาลี ท่านเรียนกฎหมาย มีสติปัญญาเฉียบแหลม และก้าวหน้าในตำแหน่งอย่างรวดเร็ว จนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการเมืองเปรูจาตั้งแต่อายุยังน้อย ชีวิตของท่านดูเหมือนกำลังขึ้นสูง มีตำแหน่ง มีเกียรติ มีอนาคต แต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างเมือง ท่านถูกส่งไปเจรจาสันติภาพ กลับถูกจับเป็นเชลยและถูกคุมขัง ชั่วข้ามคืนผู้พิพากษากลายเป็นนักโทษ ผู้ว่าการผู้เคยออกคำสั่งแก่ผู้อื่น กลับไม่มีแม้แต่อิสรภาพที่จะเดินออกจากห้องขัง แต่คุกซึ่งดูเหมือนจุดจบ กลับกลายเป็นอารามแห่งแรกของท่าน ตามตำนานเล่าว่า ในระหว่างถูกจองจำ ท่านมีประสบการณ์ฝ่ายจิตอย่างลึกซึ้งและรู้สึกว่า นักบุญฟรันซิสแห่งอัสซีซีเรียกท่านให้ละทิ้งชีวิตเดิม หลังได้รับอิสรภาพ ท่านจึงสละอนาคตทางโลก สมัครเข้าเป็นนักบวชฟรันซิสกัน และกลายเป็นนักเทศน์ผู้เดินทางไปทั่วหลายเมืองในยุโรป

ท่านค้นพบว่า กฎหมายสามารถตัดสินว่ามนุษย์ทำผิดอะไร แต่พระเมตตาของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นคนใหม่ได้ นี่คือ “เครื่องหมายแห่งกาลเวลา” ครั้งแรกในชีวิตของท่าน—ท่านสามารถอ่านความล้มเหลวไม่ใช่เป็นคำพิพากษา แต่เป็นเสียงเรียกของพระเจ้า

พระเยซูเจ้าตรัสในพระวรสารวันนี้ว่า “เมื่อท่านเห็นเมฆก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันตก ท่านก็บอกทันทีว่าฝนจะตก…ท่านรู้จักพิจารณาความเป็นไปของแผ่นดินและท้องฟ้า แล้วทำไมจึงไม่รู้จักพิจารณาเวลาปัจจุบันนี้เล่า?” ถ้าพระเยซูเจ้าตรัสกับคนในยุคของเรา พระองค์อาจตรัสว่า “พวกท่านดูพยากรณ์อากาศจากโทรศัพท์ได้ล่วงหน้าเจ็ดวัน ดูตลาดหุ้น ดูราคาทอง ดูการจราจร ดูระดับน้ำ ดูว่าใครอ่านไลน์แล้วหรือยังได้ทันที แต่ทำไมจึงไม่เห็นว่า คนในบ้านกำลังเสียใจ? ทำไมจึงไม่รู้ว่า ลูกกำลังต้องการให้รับฟัง? ทำไมจึงไม่รู้ว่า คู่สมรสกำลังห่างเหิน? ทำไมจึงไม่เห็นว่า สังคมกำลังเต็มไปด้วยความโกรธ ความกลัว และความแตกแยก?” เราอ่านหน้าจอได้เก่งขึ้น แต่บางครั้งกลับอ่านหัวใจมนุษย์ได้แย่ลง

นักบุญยอห์นแห่งกาปีสตราโนอ่านเครื่องหมายในชีวิตของตนเอง ท่านมองเห็นว่า ในคุกไม่ใช่เพียงกำแพงที่ปิดกั้น แต่เป็นประตูที่พระเจ้ากำลังเปิด บางที “คุก” ของเราอาจเป็นความเจ็บป่วย ความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือการสูญเสีย บางครั้งเราถามว่า “ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้เกิดเรื่องนี้?” แต่คำถามที่ลึกกว่าอาจเป็นว่า “พระเจ้าข้า พระองค์กำลังตรัสอะไรกับลูกผ่านเหตุการณ์นี้?”

นักบุญเปาโลบอกเราในบทอ่านแรกว่า “จงดำเนินชีวิตให้สมกับการเรียกที่ท่านได้รับ จงมีความสุภาพถ่อมตน อ่อนโยน และพากเพียรรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันแห่งพระจิตเจ้าไว้ด้วยสายสัมพันธ์แห่งสันติสุข” พระศาสนจักรไม่ได้รับเรียกให้เอาชนะผู้อื่น แต่ได้รับเรียกให้ชนะความเกลียดชังด้วยความรัก ชนะการแก้แค้นด้วยการให้อภัย และชนะความแตกแยกด้วย “สายสัมพันธ์แห่งสันติสุข”

นักบุญยอห์นแห่งกาปีสตราโนมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งเต็มไปด้วยสงคราม ความแตกแยก และวิธีคิดที่แตกต่างจากเราอย่างมาก เมื่ออายุประมาณ 70 ปี ท่านช่วยปลุกกำลังใจประชาชนในการป้องกันกรุงเบลเกรด แต่หากเราจะเรียนรู้จากท่านในวันนี้ เราต้องไม่เปลี่ยนความกระตือรือร้นในความเชื่อให้กลายเป็นความเกลียดชังผู้ที่นับถือศาสนาอื่น สนามรบของคริสตชนในยุคนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับบุคคล แต่เป็นการต่อสู้กับความชั่ว ความเท็จ ความอยุติธรรม และความเกลียดชังที่แฝงอยู่ในหัวใจของเราทุกคนเราต้องเป็นพยานถึงความเชื่ออย่างกล้าหาญ แต่ความกล้าหาญแบบคริสตชนต้องเดินคู่กับความอ่อนโยนเสมอ เพราะนักบุญเปาโลไม่ได้บอกเพียงให้รักษาความจริง แต่บอกให้รักษาความเป็นหนึ่งเดียวด้วย ความจริงที่ไม่มีความรักอาจกลายเป็นอาวุธส่วนความรักที่ไม่กล้าพูดความจริง อาจกลายเป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่ช่วยใคร
คริสตชนจึงต้อง “พูดความจริงด้วยความรัก”

ตอนท้ายพระวรสาร พระเยซูเจ้าตรัสว่า ถ้าเรากำลังเดินทางไปศาลพร้อมกับคู่กรณี จงพยายามตกลงกันเสียระหว่างทาง คำว่า “ระหว่างทาง” สำคัญมาก เพราะหมายความว่า เรายังมีเวลาอยู่ แต่เวลาไม่ได้มีอย่างไม่จำกัด หลายคนตั้งใจว่า “วันหนึ่งฉันจะไปขอโทษ” “วันหนึ่งฉันจะให้อภัย” “วันหนึ่งฉันจะโทรไปหาพ่อแม่” “วันหนึ่งฉันจะกลับมาหาพระเจ้า” แต่ไม่มีปฏิทินเล่มใดเขียนวันที่ชื่อว่า “วันหนึ่ง” มีเพียงวันนี้

พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกให้เรารอจนอีกฝ่ายเปลี่ยนก่อน พระองค์บอกว่า ขณะที่เรายังอยู่ระหว่างทาง จงเริ่มต้นคืนดีเสีย เพราะวันหนึ่งเราอาจมีดอกไม้ช่อใหญ่ มีคำพูดที่เตรียมไว้อย่างสวยงาม แต่ไม่มีคนที่เรารักยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อรับฟังอีกแล้ว

หลังชัยชนะที่เบลเกรด นักบุญยอห์นมิได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ ท่านติดโรคระบาดจากค่ายทหาร และสิ้นใจเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1456 ไม่นานหลังเหตุการณ์นั้น  ท่านอาจจากโลกไปแล้ว แต่เสียงระฆังยังดังต่อไป นี่อาจเป็นมรดกสำคัญที่สุดของท่าน ไม่ใช่ชัยชนะทางทหาร แต่คือการเตือนเราว่า ในชั่วโมงแห่งวิกฤต พระศาสนจักรต้องปลุกมนุษย์ให้กลับมาอธิษฐาน กลับมามีความหวัง และกลับมาคืนดีกัน บางคนอาจเป็นเหมือนระฆังที่เสียงดัง แต่ไม่มีใครอยากฟัง เพราะมีแต่การตำหนิและตัดสิน แต่คริสตชนควรเป็นระฆังอีกแบบหนึ่ง—ระฆังที่ไม่ประกาศว่า “ฉันชนะแล้ว” แต่เรียกทุกคนว่า“เรามาอธิษฐานด้วยกันเถิด” “เรากลับมาคืนดีกันเถิด” “อย่าสิ้นหวัง พระเจ้ายังทรงทำงานอยู่”

วันนี้พระเจ้าอาจไม่เรียกเราให้ไปป้องกันกำแพงเมืองเบลเกรด แต่ทรงเรียกเราให้ปกป้องความเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัว ปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ต่ำต้อย ปกป้องความจริงโดยไม่ทำลายความรัก และสร้างสะพานในโลกที่ชอบสร้างกำแพง

ขอให้นักบุญยอห์นแห่งกาปีสตราโนช่วยเราให้อ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลาออก กล้าหาญยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนคุกในชีวิตของเราให้เป็นประตู และใช้ชีวิตให้เป็นเหมือนระฆังของพระองค์ ระฆังที่ไม่ดังเพื่อประกาศชัยชนะของตัวเอง แต่ดังเพื่อปลุกหัวใจมนุษย์ให้กลับมาหาพระเจ้า อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ