
บทเทศน์และข้อคิด วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2026
วันฉลองชัยชนะแห่งไม้กางเขน
Feast of the Exaltation of the Holy Cross




หัวข้อ: “สิ่งที่โลกเห็นว่าเป็นความพ่ายแพ้ พระเจ้าทรงทำให้เป็นชัยชนะ”
สาระสำคัญของบทอ่านทั้งสาม
• กันดารวิถี 21:4ข-9 — ชาวอิสราเอลถูกงูพิษกัด เพราะบ่นและต่อต้านพระเจ้า แต่เมื่อมองงูทองสัมฤทธิ์ที่โมเสสยกขึ้น พวกเขาก็รอดชีวิต สิ่งที่เคยเป็นเครื่องหมายแห่งความตาย กลับกลายเป็นเครื่องหมายแห่งการรักษา
• ฟิลิปปี 2:6-11 — พระเยซูเจ้าทรงสละพระองค์ ถ่อมพระองค์ และเชื่อฟังจนถึงความตายบนไม้กางเขน เพราะเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงเทิดทูนพระองค์ขึ้นสูงสุด
• ยอห์น 3:13-17 — “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น” เพื่อทุกคนที่เชื่อจะมีชีวิตนิรันดร เพราะพระเจ้าทรงรักโลก มิใช่เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดพ้น
หัวใจของวันฉลองนี้จึงไม่ใช่การยกย่องความเจ็บปวด แต่เป็นการประกาศว่า ไม่มีความเจ็บปวดใดที่ความรักของพระเจ้าจะเปลี่ยนให้กลายเป็นพระพรไม่ได้
“ไม้กางเขนที่คนหนึ่งหัวเราะเยาะ แต่อีกคนหนึ่งยอมถวายชีวิต”


บนเนินพาลาทีเนที่กรุงโรม นักโบราณคดีพบภาพขีดเขียนโบราณชิ้นหนึ่ง ซึ่งอาจมีอายุราวปลายศตวรรษที่ 2 หรือต้นศตวรรษที่ 3 ปัจจุบันเรียกว่า Alexamenos Graffito (ภาพสลักลงบนหินเยาะเย้ยพระเยซูเจ้า) ภาพนั้นไม่ใช่ภาพศรัทธาที่งดงาม แต่เป็นภาพล้อเลียนหยาบคาย มีชายคนหนึ่งกำลังยกมือไหว้บุคคลที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน แต่ผู้ถูกตรึงมีศีรษะคล้ายลา ใต้ภาพมีข้อความประมาณว่า “อเล็กซาเมนอสกำลังนมัสการพระเจ้าของเขา” ผู้วาดต้องการหัวเราะเยาะคริสตชนคนหนึ่งชื่ออเล็กซาเมนอส ว่า “ช่างโง่เหลือเกิน ไปกราบไหว้คนที่ถูกประหารบนไม้กางเขน!”
แต่ใกล้กันนั้น ยังพบข้อความอีกชิ้นหนึ่งว่า “Alexamenos fidelis” — “อเล็กซาเมนอสผู้ซื่อสัตย์” เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเขียนข้อความที่สอง แต่เรื่องนี้ทำให้เราคิดต่อได้ว่า ในขณะที่คนอื่นหัวเราะเยาะเขา อเล็กซาเมนอสอาจไม่ได้ตอบโต้ ไม่ได้แก้แค้น ไม่ได้ละทิ้งความเชื่อ เขายังคงเป็น อเล็กซาเมนอสผู้ซื่อสัตย์ คนที่วาดภาพล้อเลียนอาจคิดว่าตนเองชนะ แต่สองพันปีต่อมา ไม่มีใครจดจำชื่อผู้เยาะเย้ย ส่วนชื่อของอเล็กซาเมนอสยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะคริสตชนผู้กล้ายืนอยู่ใต้ไม้กางเขน นี่แหละคือความหมายของวันฉลองวันนี้—สิ่งที่ชาวโลกใช้ดูหมิ่น พระเจ้าทรงเปลี่ยนให้เป็นพยานแห่งชัยชนะ
- จงมองขึ้น แต่ต้องมองอย่างสำนึกผิด
ในบทอ่านแรก ชาวอิสราเอลเริ่มหมดความอดทน พวกเขาบ่นต่อว่าพระเจ้าและโมเสส จนงูพิษเข้ามากัดประชาชน เมื่อพวกเขาสำนึกผิด พระเจ้าตรัสให้โมเสสสร้างงูทองสัมฤทธิ์ติดไว้บนเสา ใครถูกงูกัดแล้วมองขึ้นไป ผู้นั้นจะมีชีวิต น่าสังเกตว่า พระเจ้าไม่ได้สั่งให้พวกเขา “ทำเป็นไม่เห็นงู” แต่ให้พวกเขามองตรงไปยังรูปของสิ่งที่กำลังทำร้ายตนเอง นี่คือความจริงฝ่ายจิต: บาดแผลจะเริ่มได้รับการรักษา เมื่อเรากล้ายอมรับว่าตนเองมีบาดแผล
หลายครั้งงูพิษไม่ได้เลื้อยมาจากภายนอก แต่อยู่ภายในใจเราเอง:
คำพูดประชดประชันที่ทำร้ายคนในครอบครัว, ความโกรธที่สะสมมานาน, การนินทาบนสื่อสังคม, ความหยิ่งที่ไม่ยอมกล่าวคำว่า “ขอโทษ”, ความโลภที่ทำให้เราเห็นคนเป็นเพียงเครื่องมือ, ความเฉยชาต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์
เราอาจแขวนไม้กางเขนไว้ในบ้าน สวมไว้ที่คอ หรือทำสำคัญมหากางเขนทุกวัน แต่คำถามสำคัญคือ เราเคยยอมให้ไม้กางเขนเปิดโปงงูพิษในใจเราหรือไม่? ไม้กางเขนไม่ใช่เครื่องรางที่ช่วยให้เราไม่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่เป็นกระจกที่ทำให้เราเห็นทั้งบาปของมนุษย์ และความรักของพระเจ้าในเวลาเดียวกัน - ชัยชนะของพระเยซูเจ้าไม่ใช่การเหยียบศัตรู แต่คือการยอมก้มลง
นักบุญเปาโลกล่าวว่า พระเยซูเจ้า “ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย และเป็นความตายบนไม้กางเขน” ชาวโลกบอกเราว่า ชัยชนะคือการอยู่เหนือคนอื่น
แต่พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า ชัยชนะคือการยอมก้มลงรับใช้, ชาวโลกบอกว่า ต้องทำให้คู่แข่งเสียหน้า แต่ไม้กางเขนบอกว่า ต้องรักษาศักดิ์ศรีแม้กระทั่งของศัตรู, ชาวโลกบอกว่า ผู้ชนะคือคนที่พูดคำสุดท้าย แต่พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนทรงใช้พระวาจาสุดท้ายเพื่อให้อภัยว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยพวกเขาเถิด”
วันนี้โลกมีอาวุธร้ายแรงขึ้น เทคโนโลยีรวดเร็วขึ้น และการสื่อสารทันสมัยขึ้น แต่หัวใจมนุษย์กลับแบ่งแยกกันง่ายกว่าเดิม เพียงความคิดเห็นไม่ตรงกัน เราก็เรียกอีกฝ่ายว่าเป็นศัตรู เพียงอ่านข้อความไม่กี่บรรทัด เราก็ตัดสินชีวิตของคนทั้งคน
ไม้กางเขนจึงถามเราว่า เราต้องการชนะคนอื่น หรือชนะความเกลียดชังในใจตนเอง?
เพราะเราอาจเอาชนะการโต้เถียง แต่สูญเสียพี่น้อง
เราอาจรักษาหน้าตนเองไว้ได้ แต่ทำร้ายหัวใจของครอบครัว
เราอาจพูดถูกทุกคำ แต่ไม่มีความรักเหลืออยู่เลย
ชัยชนะแห่งไม้กางเขนคือ ชัยชนะของความรักที่ไม่ยอมกลายเป็นความเกลียดชัง แม้กำลังถูกเกลียดก็ตาม - พระเจ้าไม่ได้รักเฉพาะคนดี แต่ “ทรงรักโลก”
พระวรสารวันนี้มีถ้อยคำที่เราคุ้นเคยที่สุดว่า “พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร”
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “พระเจ้าทรงรักเฉพาะคนดี” ไม่ได้ตรัสว่า “พระเจ้าทรงรักเฉพาะคนที่อยู่ฝ่ายเรา” แต่ตรัสว่า “พระเจ้าทรงรักโลก” โลกที่มีทั้งสงคราม ความรุนแรง การคอร์รัปชัน ความอยุติธรรม และการทำลายสิ่งสร้าง—โลกเช่นนี้เองที่พระเจ้าทรงรัก ไม่ใช่เพราะโลกน่ารักเสมอไป แต่เพราะ พระเจ้าทรงเป็นความรัก
ดังนั้น พระศาสนจักรก็ต้องไม่ใช้ไม้กางเขนเป็นอาวุธสำหรับกล่าวโทษโลก แต่ต้องเป็นเครื่องหมายที่บอกโลกว่า “แม้ท่านจะบาดเจ็บ แม้ท่านจะหลงทาง แม้ท่านจะเคยทำผิด ท่านก็ยังเป็นที่รักของพระเจ้า”
พระศาสนจักรจะเทิดทูนไม้กางเขนอย่างแท้จริง มิใช่เมื่อสร้างไม้กางเขนให้สูงที่สุดเท่านั้น แต่เมื่อพระศาสนจักรยอมก้มลงต่ำที่สุด เพื่อรับฟังคนเจ็บปวด ปกป้องคนอ่อนแอ ขออภัยในความผิดพลาดของตน และอยู่เคียงข้างผู้ที่โลกทอดทิ้ง
ไม้กางเขนที่ไม่มีความเมตตา เป็นเพียงไม้สองท่อน
แต่ไม้กางเขนที่มีความรักของพระคริสตเจ้า คือประตูแห่งความรอด
ข้อคิดวันนี้
วันนี้พระศาสนจักรไม่ได้ฉลองความโหดร้ายของไม้กางเขน แต่ฉลองความรักที่แข็งแกร่งกว่าความโหดร้าย
เราไม่ได้ฉลองความตาย แต่ฉลองพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงผ่านความตายเข้าสู่ชีวิต
เราไม่ได้เทิดทูนความทุกข์ แต่เทิดทูนพระเจ้าผู้ทรงสามารถเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นหนทางแห่งความรอด
เมื่อเรามองไม้กางเขนในวันนี้ ขออย่าถามเพียงว่า “ทำไมพระเยซูต้องทรมานเช่นนี้?” แต่ให้ถามด้วยว่า “พระองค์ทรงรักเรามากเพียงใด จึงไม่ยอมลงจากไม้กางเขน?”
และเมื่อเราก้าวออกจากวัด ขอให้โลกมองเห็นชัยชนะแห่งไม้กางเขน ไม่ใช่เพียงจากกางเขนที่เราแขวนไว้ที่คอ แต่จากการให้อภัยของเรา ความซื่อสัตย์ของเรา การเสียสละของเรา และความรักที่ไม่ยอมแพ้ของเรา วันหนึ่ง คนอาจหัวเราะเยาะความเชื่อของเราเหมือนที่เคยหัวเราะเยาะอเล็กซาเมนอส แต่ขอให้ประวัติชีวิตของเราเขียนไว้เช่นเดียวกันว่า “เขาผู้นี้เป็นคริสตชนผู้ซื่อสัตย์
เพราะเมื่อโลกมอบความเกลียดชังให้เขา เขากลับมอบความรักของพระเยซูคริสตเจ้าคืนไป” ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มิใช่การทำให้ศัตรูคุกเข่าลงต่อหน้าเรา แต่คือการคุกเข่าลงใต้ไม้กางเขน แล้วลุกขึ้นไปให้อภัยเขา
อยากเล่าสู่กันฟัง
ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 กองทัพเปอร์เซียได้ยึดกรุงเยรูซาเล็ม และนำพระธาตุแห่งไม้กางเขนไปจากนครศักดิ์สิทธิ์ ต่อมา จักรพรรดิไบแซนไทน์ชื่อ เฮราคลิอุส—Heraclius ทรงมีชัยเหนือเปอร์เซีย และนำพระธาตุแห่งไม้กางเขนกลับคืนสู่กรุงเยรูซาเล็ม เหตุการณ์พื้นฐานนี้ปรากฏในประวัติศาสตร์ ตามตำนานในยุคกลางเล่าว่า เมื่อจักรพรรดิเฮราคลิอุสเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงฉลองชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ ทรงม้าศึก สวมฉลองพระองค์งดงาม สวมมงกุฎ ประดับทองและอัญมณี และทรงแบกไม้กางเขนเข้าสู่เมือง แต่เมื่อมาถึงประตูเมือง ม้ากลับหยุดนิ่ง จักรพรรดิพยายามเท่าไรก็ผ่านเข้าไปไม่ได้ ประตูเปิดอยู่ ถนนก็ไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่พระองค์ไม่อาจก้าวต่อไปได้ พระสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็มจึงทูลว่า “พระองค์กำลังทรงแบกไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า แต่ว่าพระเยซูเจ้าทรงแบกไม้กางเขนนี้ด้วยพระบาทเปล่า สวมมงกุฎหนาม และอยู่ในสภาพของนักโทษ ขณะที่พระองค์กำลังแบกด้วยมงกุฎทองและเครื่องทรงแห่งผู้พิชิต” เมื่อได้ยินดังนั้น จักรพรรดิเฮราคลิอุสจึงเสด็จลงจากหลังม้า ถอดมงกุฎ ถอดฉลองพระองค์อันสง่างาม วางเครื่องหมายแห่งอำนาจทั้งหมดไว้ แล้วทรงแบกไม้กางเขนด้วยพระบาทเปล่าอย่างถ่อมพระองค์ คราวนี้พระองค์สามารถก้าวผ่านประตูกรุงเยรูซาเล็มเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ข้อคิดสำหรับเรื่องนี้…
จักรพรรดิสามารถชนะกองทัพเปอร์เซียได้ แต่ยังต้องเรียนรู้ที่จะชนะความหยิ่งในหัวใจของตนเอง พระองค์ยึดไม้กางเขนกลับคืนมาได้ด้วยกองทัพ แต่จะนำไม้กางเขนเข้าสู่นครศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็ต่อเมื่อพระองค์วางมงกุฎของตนเองลง
นี่คือความหมายของบทอ่านที่สองในวันนี้: “พระเยซูคริสตเจ้าทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย และเป็นความตายบนไม้กางเขน เพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงเทิดทูนพระองค์ขึ้นสูงส่ง” — ฟป 2:8-9
ไม้กางเขนไม่สามารถผ่านเข้าไปในหัวใจที่เต็มไปด้วยความหยิ่งได้ บางครั้งประตูบ้านของเราเปิดอยู่ แต่ความสัมพันธ์อันดีงามเข้าไปไม่ได้, ประตูวัดเปิดอยู่ แต่คนบาดเจ็บไม่กล้าเข้ามา, ปากของเราพูดว่า “ข้าพเจ้าให้อภัย” แต่หัวใจยังปิดล็อคประตูไว้
และสิ่งที่ขวางประตูอาจไม่ใช่ความผิดของคนอื่น แต่อาจเป็น “มงกุฎ” ที่เรายังไม่ยอมถอด—มงกุฎแห่งศักดิ์ศรี มงกุฎแห่งตำแหน่ง มงกุฎแห่งความคิดว่า “ฉันถูกเสมอ”
-เราไม่จำเป็นต้องถอดมงกุฎทอง เพราะเราอาจไม่มี แต่เราทุกคนมีมงกุฎที่มองไม่เห็นเรียกว่า “ศักดิ์ศรีของฉัน”
ถ้าวันนี้ชีวิตของเราติดอยู่ที่ประตูแห่งการให้อภัย บางทีพระเจ้าไม่ได้ขอให้เราออกแรงผลักประตูให้แรงขึ้น พระองค์เพียงขอให้เราวางมงกุฎลง ก้มศีรษะ และกล่าวคำสั้นๆ ว่า
“ผมผิดไปแล้ว…ยกโทษให้ผมด้วย” เพราะชัยชนะแห่งไม้กางเขนไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเราทำให้ผู้อื่นยอมจำนน แต่เริ่มต้นเมื่อเรายอมวางความหยิ่งของตนเองลงใต้พระบาทของพระเยซูเจ้า
ขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับไม้กางเขนอีก 1 เรื่อง และข้อคิด
เรื่องของนักบุญเฮเลนาและการค้นพบไม้กางเขนเป็นหนึ่งในธรรมประเพณีที่งดงามที่สุดของพระศาสนจักร ซึ่งเรื่องราวมีทั้งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ กับ ตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา
นักบุญเฮเลนาคือใคร?
นักบุญเฮเลนา หรือ “Flavia Julia Helena Augusta” เป็นพระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช ผู้ทรงประกาศให้คริสตชนสามารถนับถือศาสนาได้อย่างเสรีในจักรวรรดิโรมัน
เฮเลนามิได้เกิดในราชวงศ์ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าท่านมาจากครอบครัวสามัญ อาจเกิดในแคว้นบิธีเนียราว ค.ศ. 248 ต่อมาจึงได้รับพระเกียรติเป็นพระมารดาของจักรพรรดิ และได้รับตำแหน่ง “Augusta”
สิ่งน่าประทับใจคือ เมื่อท่านมีอำนาจและทรัพย์สมบัติมากขึ้น ท่านไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราเพื่อตนเอง แต่กลับอุทิศทรัพย์เพื่อช่วยคนยากจน ปลดปล่อยนักโทษ สร้างวัด และเดินทางจาริก บำเพ็ญจร แสวงบุญไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
ประมาณ ค.ศ. 326–328 ขณะที่มีอายุราว 70 กว่าปี นักบุญเฮเลนาได้เดินทางจากกรุงโรมหรือคอนสแตนติโนเปิลไปยังกรุงเยรูซาเล็ม—การเดินทางที่ยาวไกลและลำบากมากสำหรับสตรีสูงอายุในสมัยนั้น
ตำนานการค้นพบไม้กางเขนแท้
หลังจากกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายใน ค.ศ. 70 และได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในสมัยจักรพรรดิเฮเดรียน บริเวณที่คริสตชนเชื่อว่าเป็นเนินกัลวารีโอและพระคูหาฝังพระศพ ถูกถมดินและมีสิ่งก่อสร้างของศาสนาโรมันอยู่เหนือสถานที่นั้น
จักรพรรดิคอนสแตนตินจึงมีพระบัญชาให้รื้อสิ่งก่อสร้างดังกล่าวและขุดค้นบริเวณนั้น ยูเซบิอุสแห่งซีซาเรีย นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัย บันทึกว่าได้มีการค้นพบพระคูหาฝังพระศพ และมีการสร้างมหาวิหารขึ้นเหนือสถานที่นั้น แม้ยูเซบิอุสจะไม่ได้กล่าวโดยตรงถึงการพบไม้กางเขนก็ตาม
ส่วนเรื่องการค้นพบไม้กางเขนปรากฏอย่างละเอียดในบันทึกของนักประวัติศาสตร์พระศาสนจักรรุ่นต่อมา เช่น รูฟีนุส โสกราตีส สกอลาสติกุส โซโซเมน และธีโอโดเรต
การพบไม้กางเขนสามอัน
ตามตำนานเล่าว่า เมื่อคนงานขุดลงไปในบริเวณใกล้เนินกัลวารีโอ พวกเขาพบไม้กางเขนสามอันฝังอยู่ด้วยกัน ปัญหาคือ พระเยซูเจ้าไม่ได้ถูกตรึงเพียงพระองค์เดียว ในวันนั้นยังมีโจรอีกสองคนถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าไม้กางเขนอันใดเป็นของพระเยซูเจ้า มีการค้นพบแผ่นป้ายที่ปิลาตสั่งให้ติดไว้เหนือพระเศียรด้วย ซึ่งจารึกว่า “เยซู ชาวนาซาเร็ธ กษัตริย์ของชาวยิว” แต่ตามตำนานธรรมประเพณีที่เล่านั้น แผ่นป้ายไม่ได้ติดอยู่กับไม้กางเขนอันใดอย่างชัดเจน จึงยังไม่สามารถระบุได้แน่นอน
นักบุญเฮเลนาจึงปรึกษา พระสังฆราชมาคาริอุสแห่งกรุงเยรูซาเล็ม
การพิสูจน์ด้วยหญิงใกล้ตาย
ขณะนั้นมีหญิงคนหนึ่งกำลังป่วยหนักใกล้จะสิ้นใจ พระสังฆราชมาคาริอุสจึงภาวนาขอให้พระเจ้าโปรดประทานเครื่องหมาย แล้วให้นำไม้กางเขนทั้งสามไปสัมผัสร่างของหญิงคนนั้นทีละอัน เมื่อไม้กางเขนอันแรกสัมผัสร่างเธอ—ไม่มีอะไรเกิดขึ้น, เมื่ออันที่สองสัมผัส—อาการของเธอก็ไม่เปลี่ยนแปลง, แต่เมื่อไม้กางเขนอันที่สามสัมผัสร่างของเธอ หญิงที่กำลังจะสิ้นใจก็ฟื้นขึ้นและหายจากโรค
ทุกคนจึงเชื่อว่านี่คือ ไม้กางเขนแท้—Vera Crux หรือ True Cross ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึง
ในธรรมประเพณีอีกสำนวนหนึ่ง เล่าว่าไม่ใช่หญิงป่วย แต่เป็นศพของชายคนหนึ่งที่ถูกหามผ่านมา เมื่อนำไม้กางเขนอันที่สามไปแตะร่าง ชายผู้นั้นกลับมีชีวิตขึ้นมา อย่างไรก็ตาม สำนวน “หญิงป่วยใกล้ตายได้รับการรักษา” เป็นเรื่องที่ปรากฏในบันทึกของโสกราตีสและธีโอโดเรตอย่างชัดเจน
ทำไมการค้นพบจึงงดงามในเชิงเทววิทยา?
เรื่องนี้สะท้อนบทอ่านจากหนังสือกันดารวิถีอย่างชัดเจน เมื่อชาวอิสราเอลถูกงูกัด ผู้ที่มองงูทองสัมฤทธิ์ที่ถูกยกขึ้นก็รอดชีวิต เช่นเดียวกัน เมื่อไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าสัมผัสหญิงใกล้ตาย นางก็ได้รับชีวิตกลับคืนมา จุดสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไม้นั้นมีพลังวิเศษในตัวเอง แต่คือ พระเยซูเจ้าผู้ทรงมอบชีวิตบนไม้นั้น ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งการรักษาและชีวิตใหม่ ดังที่นักบุญอัมโบรสกล่าวถึงนักบุญเฮเลนาว่า “นางมิได้นมัสการตัวไม้ แต่นมัสการพระมหากษัตริย์ผู้ทรงถูกแขวนอยู่บนไม้นั้น”
ดังนั้น คริสตชนจึงไม่กราบไหว้วัตถุ แต่ถวายคารวกิจแด่ไม้กางเขน เพราะไม้กางเขนนำเราไปหาพระเยซูคริสตเจ้า และเตือนใจเราถึงราคาของความรักที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด
แล้วไม้กางเขนถูกนำไปไว้ที่ใด?
ตามตำนานธรรมประเพณีกล่าวว่านักบุญเฮเลนาแบ่งพระธาตุแห่งไม้กางเขนออกเป็นส่วนต่าง ๆ 1) ส่วนสำคัญประดิษฐานไว้ที่กรุงเยรูซาเล็ม 2) อีกส่วนนำไปถวายจักรพรรดิคอนสแตนตินที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล 3) อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปยังกรุงโรม
ที่กรุงโรมมีมหาวิหารชื่อ Santa Croce in Gerusalemme — มหาวิหารไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์แห่งกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งมีธรรมประเพณีเกี่ยวข้องกับนักบุญเฮเลนา และเป็นสถานที่เก็บพระธาตุที่เกี่ยวข้องกับพระทรมานของพระเยซูเจ้า
ธรรมประเพณียังเล่าว่า มีการค้นพบตะปูที่ใช้ตรึงพระเยซูเจ้าด้วย นักบุญเฮเลนาจึงนำตะปูบางส่วนกลับไปมอบแก่จักรพรรดิคอนสแตนติน บันทึกในยุคโบราณบางสำนวนกล่าวถึงการนำตะปูไปประกอบไว้กับเครื่องสวมพระเศียรและบังเหียนม้าของจักรพรรดิ อันเป็นภาพสัญลักษณ์ตามคำพยากรณ์ว่า แม้แต่สิ่งที่อยู่บนบังเหียนม้าก็จะได้รับการถวายแด่พระเจ้า
เหตุใดจึงฉลองวันที่ 14 กันยายน?
หลังจากค้นพบพระคูหาและสถานที่ตรึงกางเขน จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงสร้างมหาวิหารขนาดใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของ “มหาวิหารพระคูหาศักดิ์สิทธิ์—Church of the Holy Sepulchre” (ที่พ่อเคยเล่าเรื่องการเก็บกุญแจเปิด/ปิด มหาวิหารเก็บไว้โดยชาวมุสลิมสองตระกูล)
มหาวิหารได้รับการถวายในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 335 วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 14 กันยายน พระสังฆราชได้นำพระธาตุแห่งไม้กางเขนออกมา “ยกขึ้น” ให้ประชาชนได้ถวายคารวกิจ
คำว่า Exaltation จึงหมายถึง “การยกขึ้น” หรือ “การเทิดทูน” ไม้กางเขน
และตามที่เล่าข้างบน ในคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมื่อชาวเปอร์เซียยึดพระธาตุแห่งไม้กางเขนไป จักรพรรดิเฮราคลิอุสได้นำกลับคืนมายังกรุงเยรูซาเล็ม การฉลองวันที่ 14 กันยายนจึงเชื่อมโยงทั้งกับสองเหตุการณ์…
- การถวายมหาวิหารและการยกไม้กางเขนให้ประชาชนถวายคารวกิจ
- การนำพระธาตุแห่งไม้กางเขนกลับคืนสู่กรุงเยรูซาเล็ม
ต้องรู้จักแยกแยะว่า สิ่งใดเป็นประวัติศาสตร์ สิ่งใดเป็นตำนาน?
ข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานค่อนข้างมั่นคง
• นักบุญเฮเลนาเป็นพระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนติน
• ท่านเป็นคริสตชนผู้ศรัทธาและเดินทางไปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
• มีการขุดค้นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นกัลวารีโอและพระคูหาฝังพระศพ
• จักรพรรดิคอนสแตนตินสร้างมหาวิหารขึ้นบนสถานที่นั้น
• ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 มีการถวายคารวกิจพระธาตุแห่งไม้กางเขนในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว
ส่วนที่มาจากตำนานธรรมประเพณีภายหลัง
• นักบุญเฮเลนาเป็นผู้ค้นพบไม้กางเขนด้วยตนเอง
• การพบไม้กางเขนสามอัน
• การพิสูจน์ไม้กางเขนแท้ด้วยการรักษาหญิงใกล้ตาย
• รายละเอียดเกี่ยวกับตะปูและการแบ่งพระธาตุ
บันทึกร่วมสมัยของยูเซบิอุสเล่าถึงการเดินทางของเฮเลนา การค้นพบพระคูหา และการสร้างมหาวิหาร แต่ไม่ได้กล่าวถึงการพบไม้กางเขน เรื่องนี้ปรากฏชัดในเอกสารปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 และศตวรรษที่ 5
ข้อคิดสำหรับวันฉลองวันนี้
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดอาจไม่ใช่การที่นักบุญเฮเลนา “พบไม้กางเขน” แต่คือ ก่อนจะพบไม้กางเขน ท่านต้องสั่งให้คนงาน ขุดเอาดินและซากปรักหักพังที่ทับถมอยู่ออกเสียก่อน ไม้กางเขนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ถูกสิ่งอื่นทับถมจนมองไม่เห็น
ชีวิตฝ่ายจิตของเราก็เช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าอาจไม่ได้หายไปจากชีวิตเรา แต่พระองค์ถูกกลบไว้ใต้ เช่น ตารางงานที่แน่นเกินไป, ความกังวลเรื่องเงินทอง/ตำแหน่ง, ความโกรธที่ไม่ยอมปล่อย, ความผิดหวังต่อพระศาสนจักร, ความเคยชินที่ทำให้เราภาวนาโดยไม่มีหัวใจ บางทีเราไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลถึงกรุงเยรูซาเล็มเพื่อค้นหาไม้กางเขน เราเพียงต้องกล้าขุดลงไปใต้ซากปรักหักพังในหัวใจของเรา
นักบุญเฮเลนาไม่ได้สร้างไม้กางเขนขึ้นมาใหม่ ท่านเพียงนำสิ่งที่ถูกฝังให้กลับปรากฏอีกครั้ง เช่นเดียวกัน การกลับใจไม่ใช่การสร้างพระเจ้าขึ้นมาใหม่ในชีวิต แต่คือการรื้อสิ่งที่บดบังพระองค์ออกไป แล้วเราจะพบว่า—พระองค์ทรงรอเราอยู่ที่นั่นมาตลอด
วิษณุ ธัญญอนันต์ – เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ































