ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ค.ศ.2026

สาระสำคัญของบทอ่านทั้งสามคือ: “ผู้ที่ระลึกว่าตนเองได้รับพระเมตตาเพียงใด จะไม่สามารถปฏิเสธพระเมตตาแก่ผู้อื่นได้


บทอ่านจากหนังสือบุตรสิราสอนว่า: “ความเคียดแค้นและความโกรธเป็นสิ่งน่ารังเกียจ… จงให้อภัยความผิดของเพื่อนมนุษย์ แล้วเมื่อท่านอธิษฐาน บาปของท่านจะได้รับการอภัย”

ผู้มีปรีชาญาณไม่ได้บอกว่า ความเจ็บปวดไม่มีจริง หรือสิ่งที่ผู้อื่นทำกับเราไม่สำคัญ แต่กำลังเตือนว่า หากเราเก็บความแค้นไว้นาน ๆ ในที่สุด คนที่ทำร้ายเราอาจจากไปแล้ว แต่เรายังคงนำเขามาขังไว้ในหัวใจ ให้เขาทำร้ายเราซ้ำทุกวันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย!

เราคิดว่าเรา “ขังเขา” ไว้ในคุกแห่งความเกลียดชัง แต่วันหนึ่งกลับพบว่า คนที่ถูกขังอยู่จริง ๆ คือตัวเราเอง

ความแค้นจึงเหมือนการดื่มยาพิษ แล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะตาย

โลกของเราในวันนี้เต็มไปด้วย “บัญชีแค้น” ระหว่างประเทศ ระหว่างเชื้อชาติ ระหว่างศาสนา ระหว่างกลุ่มการเมือง กระทั่งระหว่างสมาชิกในครอบครัว บนสื่อสังคมออนไลน์ ความผิดเมื่อสิบปีก่อนถูกขุดขึ้นมาเพื่อทำลายคนในวันนี้ เราจำประโยคที่คนอื่นพูดผิดได้แม่น แต่กลับลืมถ้อยคำรุนแรงที่เราเคยพูดกับเขา มนุษย์มักเก็บหลักฐานเพื่อเอาชนะ แต่พระเจ้าทรงมองหาหนทางเพื่อช่วยให้ทุกฝ่ายเริ่มต้นใหม่

เปโตรถามพระเยซูเจ้าว่า “ถ้าพี่น้องทำผิดต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องยกโทษให้เขากี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่?” เปโตรคงคิดว่าตนเองใจกว้างมากแล้ว เพราะตามปกติคนเราอาจให้โอกาสเพียงครั้งสองครั้ง แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ไม่ใช่เจ็ดครั้ง แต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด”

พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกให้เปโตรพกสมุดมาจดว่า “ครั้งนี้ครั้งที่ 489 แล้ว เหลืออีกครั้งเดียว!” ตัวเลขนี้หมายถึง การให้อภัยที่ไม่ตั้งเพดาน เพราะพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเราไม่เคยตั้งเพดานเช่นกัน

ในอุปมา กษัตริย์ยกหนี้ให้ผู้รับใช้ “หนึ่งหมื่นตะลันต์” เป็นจำนวนมหาศาลเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะหาใช้ได้ตลอดชีวิต พระเยซูเจ้าจงใจใช้ตัวเลขที่เกินจริง เพื่อบอกว่า

“หนี้บาปที่พระเจ้าทรงยกให้เรานั้น ใหญ่กว่าหนี้ที่ผู้อื่นติดค้างเราอย่างเทียบกันไม่ได้”

แต่ผู้รับใช้คนนั้นออกจากพระราชวัง พบเพื่อนที่ติดหนี้เพียงหนึ่งร้อยเหรียญ เขากลับบีบคอและสั่งให้จับเข้าคุก

นี่คือโศกนาฏกรรมของผู้มีศาสนาแต่ไม่มีพระเมตตา เขาคุกเข่าขอความเมตตาจากพระเจ้า แต่เมื่อยืนขึ้นกลับไปบีบคอเพื่อนมนุษย์ เขาอยากให้พระเจ้าใช้ความเมตตากับตน แต่ใช้ความยุติธรรมอย่างไร้เมตตากับคนอื่น เขาออกจากพระราชวังพร้อมกับหนี้ที่ถูกลบแล้ว แต่หัวใจของเขายังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง

นักบุญเปาโลกล่าวในบทอ่านที่สองว่า “ไม่มีใครในพวกเรามีชีวิตเพื่อตนเอง… ถ้าเรามีชีวิต เราก็มีชีวิตเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า”

คำนี้หมายความว่า แม้แต่ความเจ็บปวดของเรา ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะใช้ตามใจตนเอง เราไม่อาจนำบาดแผลไปเป็นอาวุธทำร้ายคนอื่น เพราะเราเป็นของพระเยซูเจ้า

เราตายและกลับมีชีวิตพร้อมกับพระองค์ ดังนั้น เราจะปล่อยให้อดีตฝังเราอยู่ในหลุมศพแห่งความโกรธไม่ได้ การให้อภัยคือการยอมให้พระเยซูเจ้ากลิ้งก้อนหินออกจากปากคูหาหัวใจ เพื่อให้เราออกมามีชีวิตใหม่

เราต้องเข้าใจให้ชัดว่า การให้อภัยไม่ได้แปลว่า ความผิดนั้นไม่สำคัญ, ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบ, เหยื่อต้องกลับไปอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกทำร้าย, พระศาสนจักรต้องปกปิดความผิดเพื่อรักษาชื่อเสียง

ตรงกันข้าม ความรักต้องการความจริงและความยุติธรรม ผู้กระทำผิดต้องกลับใจ ชดใช้ และรับผลจากการกระทำของตน โดยเฉพาะในกรณีความรุนแรง การทุจริต หรือการล่วงละเมิด

แต่การให้อภัยหมายถึง: “ฉันจะไม่ยอมให้ความผิดของคุณเปลี่ยนฉันให้กลายเป็นคนแบบเดียวกับที่คุณเป็น ฉันจะมอบการพิพากษาไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า และไม่ใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อแก้แค้น”

เราอาจให้อภัยได้ แม้ยังไม่สามารถคืนดี เพราะการคืนดีต้องอาศัยคนสองฝ่าย แต่การให้อภัยเริ่มต้นได้จากหัวใจของเราเพียงฝ่ายเดียว

พระศาสนจักรจะประกาศเรื่องพระเมตตาอย่างน่าเชื่อถือได้อย่างไร หากภายในวัดเรายังไม่พูดกัน เพราะเรื่องที่นั่ง เรื่องกลุ่ม เรื่องตำแหน่ง หรือคำพูดเมื่อหลายปีก่อน?

บางครั้งเราแบ่งฝ่ายเป็น “พวกฉัน–พวกเธอ” ในนามของการปกป้องความถูกต้อง แต่พระศาสนจักรไม่ใช่ศาลที่คนสมบูรณ์แบบมานั่งตัดสินคนบาป พระศาสนจักรคือบ้านที่คนบาปซึ่งได้รับการอภัย มาฝึกให้อภัยกัน

เราอาจสวดว่า “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น” ทุกวัน แต่ประโยคนี้หนักหน่วงมาก เพราะเท่ากับเรากำลังทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดปฏิบัติต่อข้าพเจ้า แบบเดียวกับที่ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อคนที่ทำผิดต่อข้าพเจ้า”

ถ้าพระเจ้าทรงให้อภัยเราเท่ากับที่เราให้อภัยคนอื่น วันนี้เราจะเหลือพระเมตตามากเพียงใด?

วันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามว่า “ใครเป็นหนี้เรา?” แต่ถามว่า “เราลืมไปหรือยังว่า พระเจ้าทรงยกหนี้ให้เราแล้วมากเพียงใด?”

ขอให้เรานึกถึงชื่อของคนหนึ่งคนที่เรายังโกรธ ยังไม่อยากพบ หรือยังพูดถึงเขาด้วยความขมขื่น เราอาจยังไม่มีพลังไปกอดเขาอย่างนักบุญโจวานนี่ กวัลแบร์โต แต่วันนี้เราสามารถเริ่มต้นด้วยคำภาวนาสั้น ๆ ว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ข้าพเจ้ายังให้อภัยเขาไม่ได้
แต่ข้าพเจ้ายินดีที่จะยอมให้พระองค์ เริ่มต้นการให้อภัยในหัวใจของข้าพเจ้า

การให้อภัยไม่ได้เปลี่ยนอดีต แต่เปลี่ยนอนาคต ไม่ได้ประกาศว่าผู้ทำผิดเป็นผู้ชนะ แต่ประกาศว่า ความชั่วร้ายจะไม่มีคำพูดสุดท้าย และเมื่อเราวางดาบแห่งความแค้นลง พระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงจะทรงก้มพระเศียร และตรัสกับเราว่า “วันนี้ เจ้าไม่ได้สูญเสียศักดิ์ศรี เจ้าได้หัวใจของเจ้ากลับคืนมาแล้ว” อาแมน


“ผู้รับใช้ในพระวรสารได้รับการยกหนี้ แต่หัวใจยังเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว ส่วนนักบุญบาคีตา แม้เคยเป็นทาสทางร่างกาย แต่เมื่อเธอให้อภัย เธอก็กลายเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะโซ่ตรวนที่หนักที่สุดไม่ใช่โซ่ที่ข้อเท้า แต่คือความแค้นที่ล่ามหัวใจ”


พ่อเคยอยู่ซูดาน 3 ปีเต็ม จึงจำเรื่องนี้ได้ดี เหตุการณ์สองช่วงที่ต่อเนื่องกัน:

  • วันที่ 17 พฤษภาคม 1992สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ทรงสถาปนาบาคีตาเป็นบุญราศี ณ กรุงโรม
  • วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1993พระองค์เสด็จเยือนคาร์ทูม ประเทศซูดาน และถวายมิสซาใหญ่เพื่อถวายเกียรติแด่ “บุญราศีโจเซฟีน บาคีตา—ธิดาแห่งแผ่นดินซูดาน” ณ Green Square

นี่ช่างเป็นความทรงจำที่ล้ำค่ามาก— เพราะว่าเด็กหญิงที่ถูกพรากออกจากซูดานในฐานะ “ทาสนิรนาม” กลับคืนสู่ซูดานในฐานะ “บุญราศีผู้เป็นธิดาของแผ่นดิน”

บาคีตาถูกนำออกจากซูดานด้วยโซ่ตรวน โดยไม่มีแม้แต่ชื่อของตนเอง
แต่กว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา เธอกลับมายังซูดานโดยไม่ต้องเดินทางด้วยร่างกาย
พระสันตะปาปาทรงนำชื่อของเธอกลับมา และประชาชนทั้งแผ่นดินเรียกอดีตทาสคนนั้นว่า ‘บุญราศี—ธิดาของเรา’” อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ