ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน ค.ศ.2026

ประโยคหนึ่งที่อาจเป็นหัวใจของการอภิบาลทั้งพระศาสนจักรได้อย่างดี:

นักบุญเปาโลไม่ได้สอนว่า “ไม่ต้องมีความรู้” แต่กำลังเตือนสติว่า ถ้าความรู้ไม่ผ่านหัวใจ ความถูกต้องของเราอาจกลายเป็นอาวุธทำร้ายผู้อื่นได้

ในเมืองโครินธ์ เนื้อสัตว์จำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการถวายแด่เทพเจ้าต่างศาสนา หลังพิธีกรรม เนื้อบางส่วนอาจถูกนำไปเลี้ยงในงานสังคมหรือขายในตลาด ดังนั้น คริสตชนจึงมีความเห็นแตกต่างกัน

ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “รูปเคารพไม่มีจริง มีพระเจ้าองค์เดียว เราจึงกินได้ ไม่เห็นเป็นอะไร”

ในทางเทววิทยา พวกเขาไม่ได้พูดผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งเพิ่งกลับใจจากการนับถือเทพเจ้าเดิม เมื่อเห็นคริสตชนคนอื่นกินเนื้อเช่นนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับการกราบไหว้รูปเคารพก็กลับมา มโนธรรมจึงเกิดความสับสนและอาจถูกชักนำกลับไปสู่วิถีชีวิตเดิม

น่าสนใจว่า นักโบราณคดีพบจารึกภาษาละตินที่กล่าวถึง “macellum หรือตลาดขายเนื้อและปลาในเมืองโครินธ์ ทำให้เราเห็นว่าปัญหาที่เปาโลกำลังตอบไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ แต่เป็นเรื่องที่คริสตชนต้องพบทุกครั้งที่เดินเข้าตลาดหรือร่วมงานเลี้ยงจริงๆ

ชาวโครินธ์ถามว่า “คริสตชนกินเนื้อชนิดนี้ได้หรือไม่?” แต่เปาโลพาพวกเขาไปสู่คำถามที่ลึกกว่า “ถ้าฉันทำสิ่งนี้แล้ว พี่น้องจะเป็นอย่างไร?” นี่คือความแตกต่างระหว่าง “กฎ” กับ “ความรัก”

  • กฎถามว่า “ฉันมีสิทธิไหม?”
  • ความรักถามว่า “สิทธิของฉันจะทำร้ายใครไหม?”
  • ความรู้ถามว่า “อะไรถูก อะไรผิด?”
  • ความรักถามว่า “ฉันจะช่วยให้พี่น้องเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นได้อย่างไร?”

เสรีภาพแบบชาวโลกบอกว่า ฉันมีสิทธิ ฉันจะทำอะไรก็ได้”

เสรีภาพแบบพระเยซูเจ้าบอกว่า ฉันมีสิทธิ แต่เพราะรัก ฉันจึงเลือกไม่ใช้สิทธินั้น”

บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าทรงมีสิทธิช่วยพระองค์เอง แต่ทรงสละสิทธินั้นเพื่อช่วยเรา

ในภาษากรีก เปาโลใช้ภาพที่คมมาก

  • “ทำให้ลำพอง” คือพองเหมือนลูกโป่ง ดูใหญ่แต่ข้างในมีเพียงอากาศ
  • “เสริมสร้าง” มาจากคำที่หมายถึงการสร้างบ้านให้มั่นคง

ดังนั้น บางคนอาจมีความรู้มากจนตัวเอง “ดูใหญ่ขึ้น” แต่ไม่มีใครรอบตัวเติบโตขึ้นเลย ขณะที่คนมีความรักอาจพูดไม่เก่ง ไม่รู้ทุกอย่าง แต่เมื่อเขาอยู่ที่ใด คนรอบข้างกลับมีกำลังใจและพระศาสนจักรเข้มแข็งขึ้น

นี่คือคำถามสำหรับเราทุกคน: หลังจากสนทนากับเราแล้ว คนอื่นรู้สึกว่าตนเองเล็กลง
หรือรู้สึกว่าได้รับการเสริมสร้างให้ยืนขึ้นอีกครั้ง?

เปาโลกล่าวว่า เพราะ “ความรู้” ของท่าน พี่น้องผู้อ่อนแออาจพินาศไป ทั้งที่พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเขา เปาโลไม่ได้เรียกคนอ่อนแอว่า “ปัญหา” แต่เรียกว่า พี่น้องซึ่งพระเยซูคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเขา” เรามักตีราคาผู้คนตามความสามารถ ฐานะ การศึกษา หรือประโยชน์ที่เขามีต่อเรา แต่พระเจ้าทรงตีราคามนุษย์ทุกคนด้วย พระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า

โลกออนไลน์: ทุกวันนี้คนจำนวนมากมีข้อมูลมากขึ้น แต่ไม่ได้รักกันมากขึ้น เราส่งต่อข่าวที่ยังไม่ตรวจสอบ เยาะเย้ยคนที่คิดต่าง และใช้ความจริงเพื่อเอาชนะ แทนที่จะใช้ความจริงเพื่อช่วยชีวิต เราสามารถพูดความจริงทุกคำ แต่พูดด้วยวิธีที่ผิดจนไม่มีใครอยากฟังความจริงนั้นอีกเลย ความจริงที่ปราศจากความรักกลายเป็นฆ้อน
แต่ความจริงที่อยู่ในความรักกลายเป็นมือที่พยุงคน

ครอบครัว:  บางครั้งสามีภรรยาไม่ได้ทะเลาะกันเพราะไม่รู้ว่าใครถูก แต่ทะเลาะเพราะต่างฝ่ายต่างต้องการพิสูจน์ว่า “ฉันถูก”เราอาจชนะการโต้เถียง แต่เสียหัวใจของคนในบ้าน, เราอาจรักษาเหตุผลไว้ได้ แต่ทำลายความสัมพันธ์ไปแล้ว, ในครอบครัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ใครถูก?” แต่คือ “สิ่งที่ฉันกำลังพูดนี้กำลังสร้างบ้าน หรือกำลังรื้อบ้าน?

บทอ่านนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพระศาสนจักร เพราะเราสามารถแบ่งฝ่ายกันด้วยเรื่องที่ไม่ใช่หัวใจของความเชื่อ เช่น รูปแบบเพลงหรือพิธีกรรมที่ชอบ, วิธีแต่งกาย, กลุ่มกิจกรรมที่สังกัด , ความเห็นเกี่ยวกับบุคคลหรือแนวทางอภิบาล, ธรรมเนียมที่แต่ละคนคุ้นเคย

-บางคนอาจรู้กฎพิธีกรรมทุกข้อ แต่ทำให้ผู้มาใหม่รู้สึกไม่มีที่ยืน
-บางคนอาจท่องพระคัมภีร์ได้มากมาย แต่ใช้พระคัมภีร์ตัดสินคน
-บางคนอาจปกป้องความเชื่ออย่างแข็งขัน แต่ทำร้ายคนที่กำลังพยายามเข้ามาหาพระเจ้า ดังนั้น พระศาสนจักรไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคนที่รู้ว่า “ใครผิด” มากที่สุด แต่จากคนที่ถามว่า เราจะช่วยกันไปถึงพระเยซูเจ้าได้อย่างไร?” อย่างไรก็ตาม เปาโลไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมตามความรู้สึกของทุกคน หรือปล่อยให้ใครใช้คำว่า “สะดุด” มาควบคุมผู้อื่น ความรักแท้ไม่ได้ทอดทิ้งความจริง แต่เลือกสื่อสารและดำเนินชีวิตตามความจริงในวิธีที่ไม่ทำลายวิญญาณของพี่น้อง


อยากเล่าให้ฟัง – ในการประชุมสภาภิบาล สมาชิกสองคนโต้เถียงกันเรื่องเล็กๆ อยู่นานมาก ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผล พยาน และข้อบังคับมาสนับสนุนตนเอง

ในที่สุด คนหนึ่งทุบโต๊ะแล้วพูดว่า “คุณพ่อเจ้าวัดครับ เรื่องนี้ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผมถูก!” คุณพ่อจึงตอบอย่างใจเย็นว่า “คุณอาจถูกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้… แต่ตอนนี้ทุกคนในห้องอยากกลับบ้านหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน!”

คริสตชนในเมืองโครินธ์กำลังโต้เถียงกันเรื่องเนื้อสัตว์ที่เคยถวายแก่รูปเคารพ คนที่มีความรู้กล่าวว่า “รูปเคารพไม่มีจริง มีพระเจ้าองค์เดียว เพราะฉะนั้นเรากินได้” ในทางหลักความเชื่อ พวกเขาพูดถูก แต่เปาโลกลับเตือนว่า “ความรู้ทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้าง” เปาโลไม่ได้บอกว่า ความรู้เป็นสิ่งเลวร้าย ความเชื่อต้องมีความรู้ เราต้องรู้พระคัมภีร์ รู้คำสอน และรู้จักแยกแยะความจริงออกจากความเท็จ แต่ความรู้เปรียบเหมือนไฟ ถ้าอยู่ในตะเกียง มันให้แสงสว่าง ถ้าอยู่ในมือของคนประมาท มันเผาบ้านได้ ปัญหาของชาวโครินธ์ไม่ใช่ว่าพวกเขารู้น้อยเกินไป แต่พวกเขารู้มากจนลืมมองเห็นพี่น้อง พวกเขาถามว่า “ฉันมีสิทธิกินหรือไม่?” แต่เปาโลถามว่า “เมื่อเธอกินแล้ว พี่น้องของเธอจะเป็นอย่างไร?” นี่คือการกลับใจที่สำคัญมาก คือเปลี่ยนจาก “ฉันทำได้หรือไม่?” มาเป็น สิ่งที่ฉันทำจะช่วยหรือทำร้ายผู้อื่น?

โลกวันนี้สอนเราให้รักษาสิทธิของตนเอง และสิทธิก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่พระวรสารก้าวไปไกลกว่าสิทธิ พระวรสารสอนให้เรารู้จักสละสิทธิบางอย่างเพราะความรัก เราอาจมีสิทธิพูด แต่ไม่จำเป็นต้องพูดทุกคำที่คิด, เราอาจมีสิทธิโต้ตอบ แต่ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยความรุนแรง, เราอาจมีสิทธิโพสต์ข้อความนั้น แต่ถ้ามันทำลายชื่อเสียงหรือศรัทธาของใคร เราก็เลือกไม่โพสต์ได้, การไม่ใช้สิทธิบางอย่างไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นเครื่องหมายว่า ความรักเข้มแข็งกว่าอัตตาของเรา สิ่งที่เปาโลพูดต่อไปนั้นหนักหน่วงมาก ท่านกล่าวว่า พี่น้องผู้อ่อนแอนั้นคือ “ผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเขา” เวลาที่เราเรียกใครว่า “คนน่ารำคาญ” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “นั่นคือคนที่เราสิ้นพระชนม์เพื่อเขา” เวลาที่เราพูดว่า “คนนี้ไม่มีประโยชน์ต่อวัด” พระเยซูเจ้าเจ้าตรัสว่า “แต่เขามีค่ามากพอที่เราจะหลั่งโลหิตเพื่อเขา” เวลาที่เราอยากประณามคนผิด พระเยซูเจ้าทรงเตือนว่า “จงช่วยเขาให้ลุกขึ้น เพราะเราสิ้นพระชนม์เพื่อเขาเช่นกัน”

พระศาสนจักรไม่ควรเป็นเวทีที่ผู้แข็งแรงแสดงว่าตนรู้มากเพียงใด แต่ควรเป็นบ้านที่ผู้บอบช้ำสามารถค่อยๆ เรียนรู้ที่จะยืนขึ้นอีกครั้ง ในวันพิพากษา พระเจ้าอาจไม่ได้ถามเราว่า “ลูกชนะการโต้เถียงมากี่ครั้ง?” แต่อาจถามว่า “เมื่อลูกพูดความจริง ลูกได้รักคนที่กำลังฟังอยู่หรือไม่?” พระองค์อาจไม่ได้ถามว่า “ลูกปกป้องสิทธิของตนได้ดีเพียงใด?”
แต่อาจถามว่า “ลูกเคยยอมสละสิทธิของตน เพื่อช่วยพี่น้องสักครั้งหรือไม่?” วันนี้ ก่อนเราพูด ก่อนโพสต์ ก่อนตัดสิน หรือก่อนใช้อิสรภาพของเรา ให้ถามตนเองสามคำถามว่า

  1. สิ่งนี้จริงหรือไม่?
  2. สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่?
  3. สิ่งนี้ช่วยเสริมสร้างพี่น้องหรือไม่?

เพราะเราอาจมีความรู้จนตอบคำถามทุกข้อได้ แต่หากไม่มีความรัก เราอาจตอบผิดในข้อที่สำคัญที่สุด

ขอพระเจ้าประทานความรู้ที่ไม่ทำให้เราลำพอง ประทานความจริงที่ไม่ทำให้เราหยาบกระด้าง และประทานความรักที่กล้าสละแม้กระทั่งสิทธิของตนเอง เพื่อว่าเมื่อผู้คนพบเรา เขาจะไม่ได้เพียงพบคนที่ “พูดถูก” แต่ได้พบพระเยซูเจ้าผู้ทรงรักเขา วุฒิภาวะของคริสตชนไม่ได้วัดจากสิ่งที่เรามีสิทธิทำ แต่วัดจากสิ่งที่เรายอมไม่ทำ เพราะรักพี่น้อง


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรักศัตรู จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน จงอวยพรผู้ที่สาปแช่งท่าน
และจงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่ทำร้ายท่าน” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “จงรู้สึกชอบศัตรู” เพราะความรักแบบคริสตชนไม่ใช่เพียงความรู้สึก แต่คือการตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้ความชั่วของอีกฝ่าย เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนชั่วแบบเดียวกับเขา

พระเยซูเจ้าประทานบันไดสี่ขั้นแก่เรา

เราอาจยังให้อภัยไม่ได้ทั้งหมดในวันนี้ แต่เริ่มต้นได้ด้วยคำภาวนาสั้นๆ ว่า พระเจ้าข้า ลูกยังรักเขาไม่ไหว แต่ขอพระองค์ทรงรักเขาผ่านทางหัวใจที่บาดเจ็บของลูกด้วยเถิด

ข้อความนี้ไม่ได้หมายความว่า พระเยซูเจ้าทรงสนับสนุนความรุนแรงในครอบครัว หรือให้ผู้ถูกทำร้ายอยู่ในอันตรายต่อไป  คริสตชนยังต้องปกป้องผู้บริสุทธิ์ ต้องหยุดยั้งความอยุติธรรม และขอความช่วยเหลือเมื่อถูกทำร้าย แต่พระเยซูเจ้าทรงห้ามเราไม่ให้ใช้ การแก้แค้น เป็นคำตอบ การหันแก้มอีกข้างหนึ่งหมายความว่า “คุณอาจทำร้ายฉันได้ แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความเกลียดของคุณเข้ามาครอบครองหัวใจของฉัน” การให้อภัยไม่ได้บอกว่า “สิ่งที่คุณทำไม่ผิด” แต่เป็นการบอกว่า “สิ่งที่คุณทำผิด แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นนักโทษของสิ่งนั้นตลอดไป”

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านอยากให้เขาปฏิบัติต่อท่านอย่างไร ก็จงปฏิบัติต่อเขาอย่างนั้นเถิด” หลายคนคิดว่าเป็นคนดีก็เพียงพอแล้วถ้า “ไม่ทำร้ายใคร” แต่พระเยซูเจ้ามิได้ตรัสเพียงว่า “อย่าทำสิ่งที่ท่านไม่ชอบแก่ผู้อื่น” พระองค์ตรัสในเชิงรุกว่า “จงทำดีแก่เขา” ดังนั้น คริสตชนไม่ใช่คนที่เพียง ไม่เกลียด แต่ต้องเริ่มรัก, ไม่ด่า แต่ต้องรู้จักอวยพร, ไม่ทำร้าย แต่ต้องช่วยเยียวยา, ไม่สร้างศัตรู แต่ต้องกล้าเริ่มสร้างสะพาน

นี่คือคำถามที่แทงใจที่สุด การรักคนที่ชมเราไม่จำเป็นต้องใช้พระวรสาร, การช่วยคนที่จะตอบแทนเราไม่จำเป็นต้องใช้ไม้กางเขน คนทั่วไปก็ทำเช่นนั้นได้ เอกลักษณ์ของคริสตชนปรากฏเมื่อเราทำดีโดยไม่ถามว่า แล้วฉันจะได้อะไรกลับมา?” พระเจ้าทรงเมตตาทั้งคนดีและคนชั่ว มิใช่เพราะความชั่วไม่สำคัญ แต่เพราะความเมตตาของพระองค์ไม่ขึ้นกับคุณความดีของมนุษย์

พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้ตรัสเพียงว่า “จงเป็นคนดี” แต่ตรัสว่า จงเป็นผู้เมตตากรุณา ดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณา” มาตรฐานของเราไม่ใช่ “คนอื่นทำอย่างไรกับฉัน” แต่มาตรฐานของเราคือ พระบิดาทรงปฏิบัติต่อฉันอย่างไร

โลกของเรากำลังเต็มไปด้วยการแบ่งฝ่าย ทั้งการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา และความคิดบนโลกออนไลน์ เราไม่เพียงไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย แต่เริ่มมองว่าอีกฝ่ายไม่มีความเป็นมนุษย์ โลกออนไลน์ทำให้การตัดสินคนง่ายมาก เราเห็นข้อความไม่กี่บรรทัดแล้วคิดว่ารู้จักชีวิตเขาทั้งหมด จากนั้นก็ตัดสิน ประณาม และส่งต่อความโกรธ

พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “อย่าตัดสิน แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสิน อย่ากล่าวโทษ แล้วท่านจะไม่ถูกกล่าวโทษ” พระองค์ไม่ได้ห้ามเราแยกแยะผิดถูก แต่ทรงห้ามเราตัดสินคุณค่าทั้งชีวิตของคนหนึ่งจากความผิดตอนหนึ่งของเขา เราต้องเรียกความชั่วว่า “ความชั่ว”
แต่ไม่ควรเรียกมนุษย์คนใดว่า “หมดหวัง”เพราะตราบใดที่พระเจ้ายังทรงให้เขามีชีวิตอยู่ ประตูแห่งการกลับใจก็ยังไม่ปิด

บางครั้งเราพูดเรื่องความรักกับโลก แต่ภายในชุมชนวัดกลับแบ่งเป็น พวกเรา–พวกเขา กลุ่มของฉันกับกลุ่มของเขา, คนเก่ากับคนใหม่, คนที่คิดเหมือนเรากับคนที่เห็นต่าง, คนที่เรายินดีต้อนรับกับคนที่เราหลีกเลี่ยง  ดังนั้น…การทดสอบว่าชุมชนเป็นคริสตชนจริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงว่าพิธีกรรมสง่างามเพียงใด แต่ต้องดูว่า เมื่อมีความขัดแย้ง เรายังปฏิบัติต่อกันเหมือนพี่น้องหรือไม่

พระศาสนจักรต้องไม่เป็นศาลที่ทุกคนรีบตัดสินกัน แต่เป็นโรงพยาบาลที่ช่วยกันรักษาบาดแผล ความเมตตาไม่ใช่การลดมาตรฐานของความจริง แต่คือการไม่ปิดประตูใส่คนที่กำลังเดินกลับมาหาความจริง

ในตลาดสมัยโบราณ พ่อค้าจะเทเมล็ดข้าวลงในภาชนะ เขย่าให้แน่น กดลง แล้วเติมจนล้น พระเยซูเจ้าทรงใช้ภาพที่ทุกคนเห็นในชีวิตประจำวัน เพื่อบอกว่า พระเจ้าจะประทานพระพรอย่างล้นเหลือแก่ผู้มีใจกว้าง ประโยคนี้ยังเป็นกระจกส่องใจเราด้วย ถ้าเราใช้ทะนานเล็กๆ ตวงความอดทนให้ผู้อื่น แต่ใช้ทะนานใหญ่ตวงความผิดของเขา วันหนึ่งเราอาจพบว่าตนเองต้องยืนอยู่ต่อหน้ามาตรวัดเดียวกัน ดังนั้น ก่อนตัดสินใคร ให้เราถามว่า “ถ้าฉันเป็นคนทำผิด ฉันอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อฉันอย่างไร?

การรักศัตรูไม่ใช่การบอกว่าศัตรูถูก แต่เป็นการประกาศว่า ความเกลียดจะไม่มีคำพูดสุดท้าย บนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าไม่ได้รอให้ศัตรูขอโทษก่อนจึงให้อภัย พระองค์ทรงภาวนาว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยแก่เขาเถิด”

วันนี้เราอาจยังยอมรับศัตรูมาเข้ามาในชีวิตเราไม่ได้ แต่เราเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ได้ เช่นหยุดพูดร้ายถึงเขาหนึ่งครั้ง, ไม่ส่งต่อข้อความที่ทำลายเขา, เรียกชื่อเขาในคำภาวนา, และขอพระเจ้ารักษาบาดแผลในใจเรา  เพราะศัตรูคนแรกที่เราต้องเอาชนะ อาจไม่ใช่คนที่อยู่ตรงหน้า แต่คือ ความเกลียดที่อยู่ภายในตัวเรา ชัยชนะของโลกคือการทำให้ศัตรูแพ้ แต่ชัยชนะของพระวรสาร คือไม่ยอมให้ศัตรูเปลี่ยนเราให้เป็นเหมือนเขา


นี่เป็นเรื่องที่ทั้งน่าทึ่ง มีภาพชัดเจน และตรงกับพระวรสาร “จงรักศัตรู” อย่างที่สุด แม้ชื่อของท่านอาจไม่คุ้นในประเทศไทย แต่ท่านเป็นนักบุญสำคัญในอิตาลี และเป็นผู้ก่อตั้งคณะนักพรตเบเนดิกติน วัลลอมโบรซัน

วันนั้นมีสิ่งหนึ่งตายลงจริงๆ แต่ไม่ใช่ฆาตกรของพี่ชาย สิ่งที่ตายลงคือความพยาบาทในหัวใจของยอห์น และสิ่งที่เกิดใหม่คือนักบุญองค์หนึ่ง

ถ้ายอห์นใช้ดาบฆ่าศัตรู โลกคงจดจำเขาเพียงว่าเป็นขุนนางผู้ล้างแค้นสำเร็จ แต่เพราะเขาวางดาบลง โลกจึงจดจำเขาในฐานะนักบุญมาจนถึงวันนี้

นี่คือความหมายของพระดำรัส “จงรักศัตรู จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน จงอวยพรผู้ที่สาปแช่งท่าน” การให้อภัยไม่ได้เปลี่ยนอดีต พี่ชายของยอห์นไม่ได้กลับคืนมา และความผิดไม่ได้กลายเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การให้อภัยได้เปลี่ยนอนาคตของยอห์น หากเขาฆ่าฆาตกร วันนั้นคงมีคนตายเพิ่มอีกหนึ่งคน แต่เมื่อเขาให้อภัย— ฆาตกรคนหนึ่งได้รับชีวิตคืน และชายผู้พยาบาทคนหนึ่งได้กลายเป็นนักบุญ

สิ่งที่แทงใจเรา: ในหัวใจของเราอาจมี “ดาบ” เล่มหนึ่งซ่อนอยู่
อาจเป็นคำพูดที่เตรียมตอบโต้ ความเงียบที่ใช้ลงโทษ หรือความผิดเก่าที่เราไม่ยอมปล่อย พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามว่า “เขาสมควรได้รับการอภัยหรือไม่?” แต่ทรงถามว่า
“ลูกต้องการถือดาบต่อไป หรือต้องการเป็นอิสระ?”

เมื่อเรากำดาบเพื่อแก้แค้น มือของเราไม่มีที่ว่างสำหรับพระหรรษทาน แต่ทันทีที่เราวางดาบลง พระเยซูเจ้าจะทรงก้มพระพักตร์ลงมาพบเรา อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ