ข้อคิดในมิสซา วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.2026

เอเสเคียลได้เห็น “พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าออกไปจากพระวิหาร” เนื่องจากบาปของประชากร (อสค. 10–11) วันนี้เขากลับเห็นสิ่งที่แทบไม่น่าเชื่อ—พระสิริรุ่งโรน์ของพระเจ้ากลับมาอีกครั้ง


เพื่อจะเข้าใจเอเสเคียลบทที่ 43 เราต้องย้อนกลับไปก่อนหน้านี้

เอเสเคียลเคยเห็นภาพที่น่าเศร้ามาก คือ พระสิริรุ่งโรน์ของพระเจ้าค่อย ๆ ออกจากพระวิหาร เพราะพระวิหารซึ่งควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กลับเต็มไปด้วยความไม่ซื่อสัตย์และการนมัสการรูปเคารพ แล้วกรุงเยรูซาเล็มก็พัง พระวิหารถูกทำลาย ประชาชนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย สำหรับชาวอิสราเอล นี่ไม่ใช่เพียงการเสียบ้านเมือง แต่เหมือนกับว่า พระเจ้าทรงจากบ้านของเราไปแล้ว”

แต่วันนี้ เอเสเคียลเห็นนิมิตตรงกันข้าม “พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลมาจากทิศตะวันออก” และสิ่งที่งดงามมากคือ พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับเข้ามาทาง ประตูทิศตะวันออก พระเจ้ากำลัง กลับบ้าน


นี่คือข่าวดีของบทอ่านวันนี้ พระเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าที่พูดว่า “พวกเจ้าทำพังแล้ว ฉันไปละ!” แต่เป็นพระเจ้าผู้ตรัสว่า แม้ลูกทำพัง เราจะกลับมาสร้างกับลูกใหม่”

เราอาจเดินหนีพระเจ้า แต่พระองค์ยังตามหาเรา

เราอาจทำลายความสัมพันธ์ แต่พระองค์ยังเปิดประตูแห่งการคืนดี

เราอาจทำชีวิตพัง แต่พระองค์ยังสามารถเริ่มบทใหม่

พระคัมภีร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของมนุษย์ที่แสวงหาพระเจ้า

แต่ยิ่งกว่านั้น คือเรื่องของพระเจ้าผู้ไม่เคยหยุดแสวงหามนุษย์


เอเสเคียลบอกว่า “แผ่นดินก็สว่างไสวด้วยพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์”

น่าสังเกต – พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าไม่ได้ทำให้เฉพาะ พระวิหาร สว่างเท่านั้น แต่ทำให้ แผ่นดิน สว่างด้วย

นี่คือพันธกิจของพระศาสนจักร ถ้าเรามาวัด จุดเทียน สวดภาวนา รับศีลมหาสนิท แล้วกลับบ้านไปเป็นคนเดิม — ยังโกรธเหมือนเดิม – ยังนินทาเหมือนเดิม – ยังคดโกงไม่ซื่อสัตย์เหมือนเดิม – ยังไม่ยอมให้อภัยเหมือนเดิม – ก็อาจต้องถามว่า พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าเข้ามาในวัดแล้ว แต่ได้ออกจากวัดไปพร้อมกับเราหรือยัง?

เพราะโลกไม่ต้องการเพียงวัดที่มีระบบไฟฟ้าให้แสงสวยงาม ชาวโลกต้องการ คริสตชนที่มีแสงสว่างเพื่อผู้อื่น


เราสามารถมีพระวิหารที่งดงาม, มีพิธีกรรมสง่างาม, มีองค์กรเข้มแข็ง, มีโครงการมากมาย, แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่หัวใจของพระศาสนจักร

คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ วันนี้มีคนมาวัดกี่คน?” แต่คือ คนที่มาวัดวันนี้ ได้พบพระเจ้าหรือไม่?”

-ไม่ใช่เพียง “เราจัดพิธีเรียบร้อยไหม?” แต่คือ เมื่อคนมีความทุกข์เข้ามา เขาพบความเมตตาของพระเยซูเจ้าหรือไม่?”

-ไม่ใช่เพียง “วัดของเราสวยไหม?” แต่คือ ชุมชนของเราทำให้โลกสวยขึ้นไหม?”

เพราะพระวิหารที่แท้จริงไม่ใช่เพียงตัวอาคารวัดหรือสิ่งปลูกสร้าง

-นักบุญเปาโลบอกว่า ท่านทั้งหลายเป็นพระวิหารของพระเจ้า”

ดังนั้น ก่อนจะถามว่า “พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าอยู่ในวัดไหม?” เราต้องถามว่า พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าอยู่ในตัวฉันไหม?”


โลกของเรามีแสงมากกว่ายุคใด หน้าจอสว่าง –  บ้านเมืองสว่าง – ป้ายโฆษณาสว่าง –
โทรศัพท์สว่างตลอดคืน – แต่แปลก… หัวใจมนุษย์จำนวนไม่น้อยกลับมืดลง

เรามีเทคโนโลยีเชื่อมคนทั่วโลก แต่คนจำนวนมากกลับโดดเดี่ยว

เรามีข้อมูลมหาศาล แต่บางครั้งมีปัญญาน้อยลง

เราสื่อสารได้ภายในหนึ่งวินาที แต่กลับฟังกันน้อยลง

เราอาจสร้างเมืองที่สว่างมาก แต่ถ้าไม่มีความรัก ความยุติธรรม ความเมตตา และการให้อภัย โลกก็ยังมืดอยู่

เอเสเคียลจึงเตือนเราว่า โลกไม่ได้ต้องการแค่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โลกต้องการพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับมา


เราอาจกำลังเฝ้ารอว่า พระเจ้าจะเสด็จมาจากท้องฟ้า – มาทำอะไรยิ่งใหญ่ – มาปฏิรูปโลก – มาปฏิรูปพระศาสนจักร แต่บางทีพระเจ้ากำลังตรัสว่า เราจะเข้าไปในโลกผ่านตัวเจ้านั่นแหละ”

-เมื่อคุณให้อภัยคนที่ทำร้ายคุณ พระสิริรุ่งโจน์ของพระเจ้ากลับมา

-เมื่อคุณแบ่งปันกับคนยากจน พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับมา

-เมื่อคุณหยุดนินทา พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับมา

-เมื่อครอบครัวที่ไม่พูดกันเริ่มพูดว่า “ขอโทษนะ” พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับมา

-เมื่อพระศาสนจักรเปิดประตูต้อนรับคนที่คิดว่าตนเองไม่มีที่ยืน พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับมา



เอเสเคียลเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับเข้าสู่พระวิหาร แต่วันนี้ พระเจ้าต้องการพระวิหารอีกแห่งหนึ่ง คือหัวใจของเรา บางทีหัวใจของเราอาจมีประตูที่ปิดมานาน
เพราะความโกรธ – ความผิดหวัง – บาป – บาดแผล – ความเย็นชา – วันนี้พระองค์ยืนอยู่ที่ประตูนั้นและตรัสว่า นี่คือสถานที่สำหรับบัลลังก์ของเรา เราจะพำนักอยู่ท่ามกลางประชากรของเราตลอดไป”

ดังนั้น วันนี้อย่าถามเพียงว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน?” แต่ขอให้ถามว่า ในหัวใจของฉัน ยังมีประตูบานไหนที่ฉันไม่ได้เปิดให้พระองค์?”

ขอให้เปิดประตูหัวใจเถิด เพราะเมื่อพระเจ้ากลับเข้ามา…สิ่งตามมาคือ…
หัวใจที่มืดจะสว่าง – ครอบครัวที่เย็นชาจะอบอุ่น – ชุมชนที่แตกแยกจะเริ่มคืนดี –
และพระศาสนจักรจะไม่เป็นเพียงสถานที่ที่พูดถึงพระเจ้า แต่จะเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถพูดได้ว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่ที่นี่จริง ๆ”


พระเยซูเจ้าไม่ได้ตำหนิคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า แต่กำลังเตือน คนที่มีศาสนา ผู้นำ และผู้ที่สอนคนอื่น โดยเฉพาะประโยคที่แทงใจว่า เขาพูด แต่เขาไม่ทำ” (มธ. 23:3)



พระเยซูเจ้าตรัสถึงธรรมาจารย์และชาวฟาริสีว่า “เขานั่งบนธรรมาสน์ของโมเสส”หมายความว่า สิ่งที่เขาสอนจากธรรมบัญญัติยังมีสิทธิอำนาจ พระเยซูเจ้าจึงตรัสอย่างน่าสนใจมากว่า “จงปฏิบัติตามทุกสิ่งที่เขาบอกท่าน แต่อย่าปฏิบัติตามพฤติกรรมของเขา” ปัญหาจึงไม่ใช่ หลักคำสอน ปัญหาคือ ระยะห่างระหว่างคำสอนกับชีวิต พูดเรื่องหนึ่งแต่ทำอีกเรื่องหนึ่ง – สอนให้คนให้อภัย แต่ตัวเองไม่ยอมคืนดี – สอนให้คนเสียสละ แต่ตัวเองเรียกร้องอภิสิทธิ์ – สอนให้คนสวดภาวนา แต่ตัวเองไม่มีเวลาสำหรับพระเจ้า – สอนเรื่องความรัก แต่กลับนินทาคนอื่น

นี่คืออันตรายของศาสนา เราสามารถอยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก จนหลงคิดว่าเราเองศักดิ์สิทธิ์แล้ว


พระเยซูเจ้าตรัสแรงมาก “เขามัดสัมภาระหนักวางบนบ่าคนอื่น แต่เขาเองไม่ปรารถนาแม้แต่จะขยับนิ้วช่วยแบก”

นี่เป็นคำถามสำคัญสำหรับพระศาสนจักรทุกยุค ศาสนาของเรากำลังช่วยคนแบกกางเขน หรือกำลังเอากางเขนเพิ่มไปวางบนบ่าของเขา?

คนบางคนเดินเข้าวัดพร้อมสัมภาระที่เราไม่เห็น – บางคนมีปัญหาครอบครัว – บางคนกำลังสูญเสียคนรัก – บางคนล้มเหลว – บางคนมีหนี้สิน – บางคนกำลังต่อสู้กับบาป –
บางคนรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับพระเจ้า – เขาไม่ได้ต้องการให้พระศาสนจักรพูดว่า“ทำไมชีวิตคุณถึงเป็นแบบนี้?” แต่ต้องการใครสักคนพูดว่า หนักไหม? ให้ผมช่วยแบกสักหน่อย” เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพิ่มสัมภาระบนบ่ามนุษย์ พระองค์กลับเอา กางเขนของมนุษย์ขึ้นบนบ่าของพระองค์เอง


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “กิจการทุกอย่างที่เขาทำนั้นก็เพื่อให้คนเห็น”

ถ้าพระเยซูเจ้าตรัสประโยคนี้ในยุคของเรา บางทีเราคงสะดุ้ง เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่ถามตลอดเวลาว่า มีคนเห็นหรือยัง?” – กินอาหาร — ถ่ายรูป, ไปเที่ยว — ถ่ายรูป, ออกกำลังกาย — ถ่ายรูป, ทำบุญ — ถ่ายรูป, จนบางครั้งถ้าไม่มีรูป… เรายังไม่แน่ใจเลยว่าเราได้ทำจริงหรือเปล่า! Social media ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง และสามารถใช้ประกาศข่าวดีได้อย่างยอดเยี่ยม แต่พระวรสารถามเราลึกกว่านั้นว่า ถ้าไม่มีใครเห็น เรายังจะทำความดีนั้นไหม?”

-ถ้าไม่มีใครขอบคุณ เรายังจะช่วยไหม?

-ถ้าไม่มีใครปรบมือ เรายังจะรับใช้ไหม?

-ถ้าไม่มีชื่อเราบนป้าย เรายังจะบริจาคไหม?

-ถ้าไม่มีใครรู้ว่าเราทำ เรายังจะทำเพื่อพระเจ้าไหม?

นี่คือบททดสอบความบริสุทธิ์ของหัวใจ ความดีที่ต้องการคนดู อาจกำลังกลายเป็นการแสดง แต่ความดีที่ทำได้แม้ไม่มีใครเห็น กำลังกลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์


พระเยซูเจ้าไม่ได้กำลังบอกว่าตำแหน่งทุกอย่างผิด

พระศาสนจักรจำเป็นต้องมีหน้าที่ มีพระสังฆราช, มีพระสงฆ์, มีนักบวช, มีผู้นำ,
มีสภาภิบาล, มีผู้รับผิดชอบ, ปัญหาไม่ใช่ มีตำแหน่ง ปัญหาคือ ตำแหน่งมีเรา หรือเรามีตำแหน่ง? เมื่อเราต้องการตำแหน่งเพื่อรับใช้ นั่นคือพันธกิจ แต่เมื่อเราต้องการตำแหน่งเพื่อให้คนรับใช้เรา นั่นคือการทดลอง

ยิ่งเราอยู่สูงเท่าไร เรายิ่งต้องก้มต่ำลงเท่านั้น

เพราะในพระศาสนจักร อำนาจไม่ใช่สิทธิที่จะอยู่เหนือคนอื่น แต่อำนาจคือความรับผิดชอบที่จะคุกเข่าลงล้างเท้าให้คนอื่น

พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็น “พระอาจารย์” ไม่ได้ประทับบนบัลลังก์ให้ศิษย์ล้างพระบาท

พระองค์กลับทรงคุกเข่า และล้างเท้าให้พวกเขา


พระวรสารวันนี้ง่ายมากที่จะเทศน์ว่า “พวกฟาริสีแย่มาก!” แต่ถ้าเทศน์จบแค่นั้น
เราพลาดพระวรสารทั้งหมด เพราะฟาริสีไม่ได้สูญพันธุ์ไปเมื่อสองพันปีก่อน ฟาริสีตัวเล็ก ๆ สามารถอยู่ในหัวใจของเราทุกคน และสำหรับผู้ประกาศพระวาจา พระวรสารวันนี้ยิ่งน่ากลัว เพราะศาสนบริกรคนหนึ่งสามารถยืนบนธรรมาสน์ บอกพี่น้องให้รักกัน ให้อภัยกัน ให้เสียสละ ให้ถ่อมตน ให้รับใช้ แต่พระเจ้าจะไม่ถามว่า บทเทศน์เพราะไหม?” พระองค์จะถามว่า ผู้เทศน์ทำจริงไหม?”

คำเทศน์ที่ทรงพลังที่สุดของพระสงฆ์ จึงอาจไม่ใช่คำเทศน์วันอาทิตย์ แต่คือ ชีวิตปฏิบัติวันจันทร์ถึงวันเสาร์ และสำหรับสัตบุรุษก็เช่นเดียวกัน ชาวโลกอาจไม่เคยเปิดพระคัมภีร์อ่าน แต่ชาวโลกกำลัง อ่านชีวิตคริสตชนทุกวัน


ตอนจบพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเป็นใหญ่ในหมู่ท่าน จงเป็นผู้รับใช้ของท่าน”

ชาวโลกบอกว่า ยิ่งใหญ่ = มีคนรับใช้มาก พระเยซูเจ้าบอกว่า ยิ่งใหญ่ = รับใช้คนมาก

ชาวโลกถามว่า “คุณมีคนติดตามกี่คน?” พระเยซูเจ้าถามว่าคุณกำลังติดตามเราอยู่หรือเปล่า?”

ชาวโลกถามว่า “คุณมีตำแหน่งอะไร?” พระเยซูเจ้าถามว่า คุณกำลังล้างเท้าให้ใคร?”

ชาวโลกถามว่า “ใครรู้จักคุณบ้าง?” พระเยซูเจ้าถามว่า คุณรู้จักคนตัวเล็กที่สุดหรือไม่?” นี่คือการปฏิวัติของพระวรสาร



(วันนี้ไม่ต้องจำบทเทศน์ของพ่อทั้งหมดก็ได้ครับ)

ขอเพียงถามตัวเองสามคำถาม

หนึ่ง — มีอะไรที่ฉันสอนคนอื่น แต่ตัวเองยังไม่ทำ?

สอง — ฉันกำลังทำให้ภาระของใครหนักขึ้น หรือกำลังช่วยเขาแบก?

สาม — ถ้าความดีที่ฉันทำไม่มีใครเห็น ฉันยังจะทำหรือไม่?

ถ้าเรากล้าตอบสามคำถามนี้อย่างจริงใจ พระวรสารวันนี้จะเริ่มเปลี่ยนชีวิตเรา


โลกทุกวันนี้มีคนจำนวนมากอยากขึ้นสูง – สูงกว่า – ดังมากกว่า – มีอำนาจมากกว่า – เก่งกว่า – มีผู้ติดตามมากกว่า แต่พระเยซูเจ้าทรงชี้ไปอีกทางหนึ่ง “ขอให้ลง”

ลงจากเก้าอี้ – ลงจากตำแหน่ง – ลงจากความหยิ่งจองหอง – ลงจากความคิดว่า “ฉันดีกว่าเขา” – แล้วลงไปอยู่ข้างคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ เพราะพระเยซูเจ้าของเราเองก่อนจะได้รับการยกขึ้นเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรง ถ่อมพระองค์ลง – ลงมาเกิดในรางหญ้า – ลงไปนั่งกับคนบาป – ลงไปล้างเท้าศิษย์ – และสุดท้าย ลงไปจนถึงความตายบนไม้กางเขน ดังนั้นคำสุดท้ายของพระวรสารวันนี้จึงไม่ใช่คำตำหนิ แต่เป็น เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ผู้ใดยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดถ่อมตนลงจะได้รับการยกขึ้น” พรุ่งนี้ชาวโลกอาจจำไม่ได้ว่า เรามีตำแหน่งอะไร, นั่งเก้าอี้ตัวไหน, หรือมีคนเรียกเราว่าอะไร – แต่คนจะจำได้ว่า

เมื่อเขาหนัก — เราช่วยแบกไหม
เมื่อเขาล้ม — เรายื่นมือไหม
เมื่อเขาไม่มีใคร — เรานั่งอยู่ข้างเขาไหม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คริสตชนที่แท้จริงไม่ใช่คนที่พูดถึงพระเยซูเจ้าได้ดีที่สุดแต่คือคนที่เมื่อผู้อื่นพบเขาแล้ว ได้สัมผัสบางสิ่งบางอย่างของพระเยซูเจ้า อาแมน


เหมาะอย่างยิ่งที่จะเชื่อมกับ มธ. 23:1-12 เพราะพระเยซูเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเป็นใหญ่ในหมู่ท่าน จงเป็นผู้รับใช้” และพระแม่คือภาพที่งดงามมากของ “ราชินีผู้รับใช้

ถ้าโลกพูดถึง “ราชินี” เรามักนึกถึง มงกุฎ พระราชวัง บัลลังก์ และอำนาจ

แต่เมื่อพระศาสนจักรเรียกพระแม่ว่า ราชินี” เรากลับพบสิ่งที่น่าทึ่ง

พระแม่ไม่มีพระราชวัง — มีบ้านเล็ก ๆ ที่นาซาเร็ธ
ไม่มีราชรถ — ต้องเดินทางอย่างคนธรรมดา
ไม่มีข้าราชบริพาร — แต่รีบไปปรนนิบัตินางเอลีซาเบธ
ไม่มีบัลลังก์ทอง — แต่ยืนอยู่ใต้ไม้กางเขน

และพระวาจาที่สำคัญที่สุดคำหนึ่งของ “ราชินี” พระองค์นี้คือ ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลก. 1:38) นี่แหละ ราชินีในพระวรสาร

พระแม่ได้รับการยกขึ้นสูง เพราะพระแม่ยอมลงต่ำเพื่อรับใช้ และตรงกับพระวรสาร มธ. 23 วันนี้อย่างน่าอัศจรรย์: ผู้ใดถ่อมตนลง ผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น” พระแม่จึงเป็น “คำอธิบายที่มีชีวิต” ของ มธ. 23:12

พระเยซูเจ้าตรัสว่า จงถ่อมตน” พระแม่ตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้”

พระเยซูเจ้าตรัสว่า ผู้เป็นใหญ่จงเป็นผู้รับใช้” พระแม่รีบเดินทางไปช่วยเอลีซาเบธ

พระเยซูเจ้าเตือนว่า อย่าทำเพื่อให้คนเห็น”พระแม่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เงียบๆ ที่นาซาเร็ธ

และในที่สุด ผู้หญิงที่ไม่เคยเรียกร้องบัลลังก์ กลับได้รับมงกุฎ

นี่คือกฎของอาณาจักรพระเจ้า: คนที่วิ่งตามมงกุฎอาจไม่ได้มงกฎ แต่คนที่วิ่งไปรับใช้ กลับได้รับมงกุฎโดยไม่เคยร้องขอ แล้วพระแม่มารีย์ราชินีกำลังบอกอะไรแก่พระศาสนจักรวันนี้?

เมื่อรำพึงทำให้เห็นว่าเรามีข้อคิดที่ลึกซึ้ง อย่างน้อย 4 เรื่อง:

อันตรายของพระศาสนจักรทุกยุคคือ เราอาจหลงรักเกียรติ ตำแหน่ง อำนาจ และการได้รับการยอมรับ แต่พระแม่ราชินีกลับชี้ว่า อยากสูงในพระศาสนจักรหรือ? จงก้มลงรับใช้” ยิ่งมีตำแหน่งสูง ยิ่งต้องฟังมาก, ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องอ่อนโยนมาก, ยิ่งได้รับเกียรติมาก ยิ่งต้องพร้อมทำงานที่ไม่มีใครเห็น, เพราะพระศาสนจักรไม่ใช่ “พีระมิด” ที่ทุกคนแย่งกันปีนขึ้นยอด แต่เป็นพระกายของพระเยซูเจ้าที่สมาชิกต่างรับใช้กัน

ในงานแต่งงานที่หมู่บ้านคานา คนอื่นกำลังสนุก แต่พระแม่สังเกตเห็นว่า เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว” (ยน. 2:3) นี่คือพระศาสนจักรแบบมารีย์ ท่ามกลางฝูงชน เรามองเห็นคนที่กำลังร้องไห้หรือไม่? ในมิสซาที่มีคนมากมาย เรามองเห็นคนที่มาคนเดียวหรือไม่?

ในชุมชน เรามองเห็นผู้สูงอายุ คนยากจน ครอบครัวแตกแยก เยาวชนที่กำลังหลงทาง หรือคนที่คิดว่าตัวเอง “ไม่คู่ควรจะเข้าวัด” หรือไม่?

พระศาสนจักรที่เป็นเหมือนพระแม่ ไม่ได้ถามก่อนว่า เขาเป็นพวกเราหรือเปล่า?” แต่ถามว่า เขาขาดเหล้าองุ่นอะไรอยู่?”

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์ มีฝูงชนมากมาย

แต่เมื่อถึงกางเขน… คนหายไปเกือบหมด พระแม่มารีย์ยังอยู่อย่างมั่นคง

นี่คือบทเรียนยิ่งใหญ่สำหรับพระศาสนจักรวันนี้

เราไม่ควรอยู่เฉพาะในที่ที่มีความสำเร็จ เสียงปรบมือ หรือจำนวนคนมาก

พระศาสนจักรต้องอยู่ในโรงพยาบาล, ข้างเตียงคนใกล้ตาย, กับครอบครัวที่แตกสลาย,
กับคนยากจน, กับคนที่ถูกทอดทิ้ง, กับคนที่สังคมไม่อยากมอง

เพราะพระแม่ไม่ได้เป็นราชินีเพราะยืนอยู่เหนือประชาชน

พระแม่เป็นราชินี เพราะเมื่อทุกคนหนี พระแม่ยังยืนอยู่

และประการสุดท้าย — พระแม่มารีย์ไม่เคยเก็บใครไว้ที่พระแม่ ไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

นี่อาจสำคัญที่สุดสำหรับพระศาสนจักรที่หมู่บ้านคานา พระแม่ไม่ได้ตรัสว่า มาหาฉันสิ” แต่ตรัสว่า เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด” (ยน. 2:5) พระแม่ชี้ไปที่พระเยซูเจ้า นี่คือแบบอย่างของพระศาสนจักร

ถ้าคนเข้าวัดแล้วชื่นชมเรา แต่ไม่รู้จักพระเยซูเจ้า — เรายังทำพันธกิจไม่สำเร็จ

ถ้าคนรักพระสงฆ์ แต่ไม่รักพระเยซูเจ้า — ยังไม่พอ

ถ้าคนประทับใจอาคารวัด พิธีกรรม ดนตรี และกิจกรรม แต่ไม่ได้พบพระเยซูเจ้า — เรายังต้องไปต่อ พระศาสนจักรไม่ได้มีหน้าที่ทำให้โลกมองพระศาสนจักร แต่มีหน้าที่ทำให้โลกมองเห็นพระเยซูเจ้า


จอห์นนี่เห็นรูปพระแม่สวมมงกุฎ จึงถามคุณพ่อเจ้าวัดว่า “คุณพ่อครับ ทำไมพระแม่มีมงกุฎ?” คุณพ่ออธิบายยาวเลย “เพราะพระแม่เป็นราชินีแห่งสวรรค์ เป็นพระมารดาของพระเยซูเจ้า ผู้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งสากลโลก…” จอห์นนี่พยักหน้า แล้วถามต่อว่า “แล้วคุณพ่อครับ… มงกุฎของคุณพ่ออยู่ไหน?” คุณพ่อรีบตอบ “พ่อไม่มีมงกุฎหรอก พ่อไม่ใช่กษัตริย์!” จอห์นนี่ตอบว่า ดีแล้วครับ…ผมเห็นคุณพ่อชอบชี้นิ้วสั่งการให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ ผมนึกว่าเป็นพระราชา!”

แม้จอห์นนี่พูดเล่น แต่พระวรสารถามจริง เราอยากเป็นคนของพระศาสนจักร เพราะอยากได้รับใช้ หรือเพราะอยากรับใช้?

วันนี้พระแม่ราชินีทรงสวมมงกุฎ แต่ก่อนจะถึงมงกุฎ พระแม่เคยกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” นี่คือเส้นทางของพระแม่มารีย์ และนี่ต้องเป็นเส้นทางของพระศาสนจักร จากนาซาเร็ธ สู่กางเขน สู่มงกุฎ

ไม่ใช่ มงกุฎ อำนาจ ให้คนอื่นรับใช้

แต่คือ ความถ่อมตน การรับใช้ กางเขน พระสิริรุ่งโรจน์

และบางที วันนี้เราไม่จำเป็นต้องถามพระแม่ว่า โอ พระแม่เจ้าข้า พระแม่ทรงมีมงกุฎงดงามเพียงใด?” แต่ควรถามว่า พระแม่เจ้าข้า โปรดสอนลูกว่า ก่อนจะได้รับมงกุฎนั้น พระแม่ทรงคุกเข่ารับใช้ใครบ้าง” เพราะในอาณาจักรของพระบุตรของพระแม่ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่มีคนคุกเข่าต่อหน้าเขามากที่สุด แต่คือผู้ที่พร้อมคุกเข่าลงเพื่อรับใช้ผู้อื่นมากที่สุด

พระแม่มารีย์ ราชินีแห่งสากลโลก
โปรดสอนพระศาสนจักรให้เป็นพระศาสนจักรที่ถ่อมตน
พระศาสนจักรที่มองเห็นความทุกข์ พระศาสนจักรที่ยืนอยู่ใต้กางเขน
และพระศาสนจักรที่ชี้ทุกคนไปหาพระเยซูเจ้า อาแมน



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ