ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.2026

วันนี้พระเจ้าทรงพาเอเสเคียลไปยังสถานที่ที่ไม่น่าอภิรมย์เลย ไม่ใช่สวนดอกไม้, ไม่ใช่พระวิหาร, ไม่ใช่ยอดเขาที่สวยงาม…แต่ทรงพาเขาไปยืน กลางหุบเขาที่เต็มไปด้วยกระดูกของมวลมนุษย์

และพระคัมภีร์ย้ำรายละเอียดสำคัญสองประการว่า กระดูกเหล่านั้น “มีจำนวนมาก”และ “แห้งมาก” ทำไมต้องบอกว่า “แห้งมาก”? เพราะถ้ายังเป็นศพใหม่ ๆ เรายังอาจคิดถึงการช่วยชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นไปได้
แต่กระดูกที่แห้งสนิทหมายความว่า ตายมานานแล้ว, หมดโอกาสแล้ว, ไม่มีอะไรให้หวังแล้ว

ภาพนี้หมายถึงประชากรอิสราเอลในช่วงเนรเทศ พวกเขาสูญเสียแผ่นดิน บ้านเมือง พระวิหาร และอนาคต จนกล่าวว่า “กระดูกของเราแห้ง ความหวังของเราสูญสิ้น เราจบแล้ว” นี่คือประโยคของคนที่ไม่ได้เพียง “มีปัญหา” แต่เป็นคนที่ หมดหวัง ซังกะตาย


ท่ามกลางกระดูกเหล่านั้น พระเจ้าตรัสถามเอเสเคียลว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้จะมีชีวิตอีกได้หรือ?” ถ้าเป็นเราอาจตอบทันทีว่า “พระเจ้าข้า…คงยากครับ และไม่น่าจะเป็นไปได้เลย”

หรือถ้าเป็นกรรมการประชุมอาจตอบว่า “ขอแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนครับ!” มีการประชุมไปสามครั้ง ตั้งอนุกรรมการอีกสองชุด ทำ PowerPoint 85 หน้า แล้วสรุปว่า กระดูกยังคงแห้งเหมือนเดิมครับ”

แต่เอเสเคียลตอบอย่างงดงามว่า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงทราบ”

นั่นคือความเชื่อ ความเชื่อไม่ได้แปลว่าเรารู้ว่าปัญหาจะจบอย่างไร

ความเชื่อคือการพูดว่า พระเจ้าข้า ลูกไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร แต่พระองค์ทรงรู้”


พระเจ้าตรัสกับเอเสเคียลว่า “จงประกาศพระวาจาแก่กระดูกเหล่านี้”

ลองคิดดู…นักเทศน์ที่น่าสงสารที่สุดในพระคัมภีร์อาจเป็นเอเสเคียล!

เพราะสัตบุรุษของเขาไม่มีใครพยักหน้า ไม่มีใครตอบ “อาแมน”, ไม่มีใครหัวเราะมุกของเขา…เพราะทุกคนเป็นกระดูก! แต่เอเสเคียลเทศน์ต่อไป และทันใดนั้น เกิดเสียงดังกรอบแกรบ กระดูกเริ่มเคลื่อนไหว กระดูกชิ้นหนึ่งกลับไปหากระดูกอีกชิ้นหนึ่ง เส้นเอ็นปรากฏ เนื้อเกิดขึ้น หนังหุ้มร่างกาย

แต่พระคัมภีร์บอกสิ่งสำคัญมากว่า แต่ยังไม่มีลมหายใจอยู่ในร่างเหล่านั้น” นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุด เพราะทุกอย่าง ดูเหมือนมีชีวิต แต่ยังไม่มีชีวิต


นี่คือพระวาจาที่ท้าทายพระศาสนจักรในวันนี้

เราสามารถมี วัดสวย, องค์กรดี, คณะกรรมการครบถ้วน, บัญชีเรียบร้อย, กิจกรรมมากมาย, พิธีกรรมสง่างาม, โครงการเต็มปฏิทิน, แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ เรามีอะไร?”

คำถามคือ ยังมีลมหายใจของพระจิตเจ้าอยู่หรือไม่?” เพราะพระศาสนจักรไม่ใช่องค์กรที่บังเอิญพูดเรื่องพระเจ้า พระศาสนจักรคือ พระวรกายที่มีชีวิตด้วยพระจิตของพระเจ้า

หากมีโครงสร้าง แต่ไม่มีความรัก, มีพิธีกรรม แต่ไม่มีการกลับใจ,
หากมีคำสอน แต่ไม่มีความเมตตา, มีตำแหน่ง แต่ไม่มีการรับใช้
มีการประชุม แต่ไม่มีการฟังพระจิต เราอาจมี “ร่างกาย” ครบทุกส่วน แต่พระคัมภีร์เตือนว่า ยังไม่มีลมหายใจอยู่ในร่างเหล่านั้น”


หุบเขาในเอเสเคียลไม่ได้อยู่แต่ในอดีต

วันนี้เรายังเห็นหุบเขาที่หดหู่ใจ: ในสงครามที่ดูเหมือนไม่มีวันจบ, ในความเกลียดชังทางการเมือง, ในครอบครัวที่ไม่พูดกัน, ในคนหนุ่มสาวที่มองไม่เห็นอนาคต, ในผู้สูงอายุที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า, ในคนที่มีทุกอย่างแต่ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร, ในสังคมที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่หัวใจมนุษย์กลับโดดเดี่ยวขึ้น

บางครั้งหุบเขานั้นไม่ได้อยู่ในโลกภายนอก แต่อยู่ในใจเรา บางคนยิ้มทุกวัน, ทำงานทุกวัน, มาวัดทุกวัน, แต่ข้างในกำลังพูดว่า “กระดูกของฉันแห้งแล้ว ความหวังของฉันสูญสิ้นแล้ว”

พระวาจาวันนี้ไม่ได้ตำหนิคนเช่นนั้น แต่พระเจ้าทรงยืนอยู่กลางหุบเขากับเขา

และตรัสว่า เรื่องของเจ้ายังไม่จบ อย่าเพิ่งหมดหวัง”


เอเสเคียล 37 มีการเคลื่อนไหวสองครั้งที่งดงามมาก

ครั้งแรก พระเจ้าตรัสให้เอเสเคียล ประกาศพระวาจาแก่กระดูก

ครั้งที่สอง พระเจ้าตรัสให้เขา เรียกลมหายใจให้เข้ามา

พระวาจา + พระจิต จึงเกิดชีวิต นี่คือธรรมล้ำลึกของพระศาสนจักร

เราไม่ได้เปลี่ยนโลกเพียงด้วยโครงการมากมาย
เราไม่ได้เปลี่ยนหัวใจคนด้วยคำพูดเก่ง ๆ
เราไม่ได้ฟื้นชุมชนด้วยงบประมาณอย่างเดียว

เราต้องการทั้งพระวาจาที่ประกาศอย่างกล้าหาญ และพระจิตที่ประทานชีวิต

นี่จึงเป็นคำถามที่เราควรถามตนเองเสมอว่า “สิ่งที่เรากำลังทำ เกิดจากพระจิต
หรือเกิดเพียงจากความเคยชิน?”



มีรายละเอียดหนึ่งที่งดงามมาก พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เอเสเคียล ก่อนอื่นเราจะทำความสะอาดหุบเขานี้ เอากระดูกทิ้งทั้งหมด แล้วเริ่มต้นใหม่”

แต่ว่า “พระองค์ทรงสร้างชีวิตขึ้นจากกองกระดูกเหล่านั้นเอง”

นี่คือข่าวดีสำหรับเรา พระเจ้าไม่จำเป็นต้องลบอดีตของเรา เพื่อสร้างอนาคตให้เรา

พระองค์สามารถใช้ความผิดพลาดของเรา, บาดแผลของเรา, น้ำตาของเรา, ความล้มเหลวของเรา, แม้แต่สิ่งที่เราเคยคิดว่าเสียเปล่า ให้กลายเป็นสถานที่แห่งพระหรรษทานได้ ดังนั้น อย่ารีบโยน “กระดูกแห้ง” ในชีวิตทิ้ง

บางทีสิ่งที่เราคิดว่า ชีวิตฉันล้มเหลว” พระเจ้าอาจกำลังจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นหลักฐานว่า พระหรรษทานของพระองค์ยิ่งใหญ่เพียงใด”


ตอนท้ายพระเจ้าตรัสว่า “ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมศพของเจ้า และนำเจ้าออกมาจากหลุมศพ” วันนี้เราอาจถามตนเองว่า หลุมศพของฉันคืออะไร?

ความกลัว? ความผิดหวัง? ความโกรธ? ความผิดในอดีต? ความสัมพันธ์ที่แตกสลาย?
ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า? หรือคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่เราพูดมานานหลายปี?

พระเจ้าตรัสว่า เราจะเปิดหลุมศพของเจ้า” ไม่ใช่เพราะเรามีพลังมากพอ แต่เพราะเราจะใส่จิตของเราในเจ้า แล้วเจ้าจะมีชีวิต”


เมื่อมนุษย์มองหุบเขา เราเห็นกระดูก

เมื่อพระเจ้ามองหุบเขา พระองค์ทรงเห็น กองทัพที่กำลังจะลุกขึ้น

มนุษย์มองคนบาปแล้วพูดว่า “หมดหวัง” แต่พระเจ้าตรัสว่า “ยังกลับใจได้”

มนุษย์มองครอบครัวที่แตกแยกแล้วพูดว่า “สายเกินไป” พระเจ้าตรัสว่า “เรายังสร้างการคืนดีได้”

มนุษย์มองพระศาสนจักรที่อ่อนแรงแล้วพูดว่า “ยุคทองผ่านไปแล้ว” พระเจ้าตรัสว่า จงประกาศพระวาจา และจงเรียกหาพระจิต”

เพราะฉะนั้น อย่าประกาศว่าสิ่งใดตายแล้ว ก่อนที่พระเจ้าจะตรัสคำสุดท้าย

และคำสุดท้ายของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์ ไม่ใช่ ความตาย” แต่คือ เจ้าจะมีชีวิต”


ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดเสด็จเข้าสู่หุบเขากระดูกแห้งในชีวิตของลูก

สิ่งใดที่แห้งแล้ง โปรดประทานชีวิต

สิ่งใดที่แตกสลาย โปรดนำกลับมาประสานกัน

สิ่งใดที่หมดหวัง โปรดประทานความหวังใหม่

และเหนือสิ่งอื่นใด โปรดทรงเป่าลมหายใจแห่งพระจิตของพระองค์ เข้ามาในตัวลูก
ในครอบครัวของลูก และในพระศาสนจักรของพระองค์

เพื่อชาวโลกจะได้เห็นว่า ที่ใดมนุษย์เห็นเพียงกระดูกแห้ง พระองค์ยังทรงเห็นชีวิตใหม่เสมอ อาแมน


วันนี้พระเยซูเจ้าทรงย่อธรรมบัญญัติทั้งเล่มลงเหลือเพียงสองทิศทาง คือ รักพระเจ้าให้สุดหัวใจ และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ที่สำคัญ พระองค์ไม่ได้ตรัสถึง “ความรู้สึกดี ๆ” แต่ถึงความรักที่ต้องกลายเป็นการกระทำ

วันนี้มีธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาถามพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ บทบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุดในธรรมบัญญัติ?” ดูเหมือนเป็นคำถามฝ่ายจิตที่ดีมาก แต่มัทธิวบอกเราว่า เขาถามเพื่อ ทดลองพระองค์” เพราะชาวยิวมีบทบัญญัติและข้อกำหนดจำนวนมาก และบรรดาธรรมาจารย์ถกเถียงกันว่า ข้อไหนหนัก ข้อไหนเบา ข้อไหนสำคัญที่สุด เขาจึงเหมือนกำลังถามพระเยซูเจ้าว่า “เอาล่ะ อาจารย์…ถ้าเก่งจริง ลองสรุปทั้งหมดให้เหลือข้อเดียวสิ!” แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงเลือกบทบัญญัติข้อหนึ่งเพื่อทิ้งข้ออื่น พระองค์ทรงพาเขาไปถึง หัวใจของทุกบทบัญญัติ


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน สุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดสติปัญญาของท่าน”

คำว่า สุด” สำคัญมาก พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า รักพระเจ้าบ้าง, เมื่อมีเวลาบ้าง, เมื่อชีวิตไม่มีปัญหาบ้าง, หรือเมื่อพระเจ้าประทานสิ่งที่เราขอบ้าง แต่คือ ทั้งหมด”

คริสตชนจึงไม่ได้ถามว่า ฉันต้องทำอะไรบ้างจึงจะไม่เป็นบาป?”

แต่ควรถามว่า วันนี้ฉันจะรักพระเจ้าให้มากขึ้นได้อย่างไร?”

สองคำถามนี้ต่างกันมาก คำถามแรกมองหาขอบเขตขั้นต่ำ คำถามที่สองมองหาหนทางที่จะมอบตนเอง


นี่เป็นส่วนที่สุดยอดมาก ธรรมาจารย์ถามว่า “ข้อไหนสำคัญที่สุด?” พระเยซูเจ้าทรงตอบข้อแรก แต่แล้วพระองค์ตรัสต่อทันทีว่า ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” เขาไม่ได้ถามข้อสอง!

ทำไมพระเยซูเจ้าต้องเติม? เพราะพระองค์ไม่ทรงยอมให้เราแยก พระเจ้าบนสวรรค์”

ออกจาก เพื่อนมนุษย์ที่ยืนอยู่ข้างเรา”

นี่อาจเป็นสิ่งที่พระวรสารกำลังถามเราวันนี้ ถ้าเราบอกว่ารักพระเจ้ามาก แต่คนรอบตัวเราไม่เคยได้รับความรักจากเราเลย ความรักนั้นอยู่ที่ไหน?


บางครั้งชีวิตคริสตชนก็มีความขัดแย้งน่าขำ เราเข้าวัดแล้วพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกถวายหัวใจทั้งหมดแด่พระองค์” พอออกจากวัดเจอคนที่เราไม่ชอบ “ยกเว้นคนนี้นะพระเจ้าข้า!” เราสวด “ขอทรงโปรดประทานสันติสุขแก่เรา” แต่พอออกจากวัด… “เมื่อกี้ใครจอดรถขวางรถฉัน! ต้องจิกสักหน่อย” เมื่ออยู่ต่อหน้าศีลมหาสนิท “พระเยซูเจ้าข้า ลูกให้อภัยทุกคน” ห้านาทีต่อมาโทรหาเพื่อน “เธอรู้ไหม เมื่อสิบห้าปีก่อนเขาทำอะไรกับฉัน!”

ความจำของคริสตชนบางครั้งน่าอัศจรรย์ไหมล่ะ พระวาจาที่ฟังเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วจำไม่ได้ แต่คนที่พูดไม่ดีกับเราเมื่อปี 2008…จำได้ทั้งวัน เวลา สถานที่ และพยานบุคคล!


นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก พระองค์ตรัสว่า จงรักเพื่อนมนุษย์”

พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “จงชอบทุกคน”

เราไม่จำเป็นต้องชอบนิสัยของทุกคน, ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกคน, ไม่จำเป็นต้องยอมรับสิ่งผิดว่าเป็นสิ่งถูก แต่เราต้องไม่หยุดมองเขาว่าเป็น มนุษย์ที่พระเจ้าทรงรัก

ความรักแบบคริสตชนจึงไม่ใช่เพียงอารมณ์ แต่คือการตัดสินใจว่า แม้ฉันไม่ชอบสิ่งที่คุณทำ ฉันจะไม่ทำลายศักดิ์ศรีของคุณ”

นี่เป็นข่าวดีที่โลกปัจจุบันต้องการอย่างยิ่ง เพราะโลกกำลังเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการแบ่งมนุษย์ออกเป็น “พวกเรา” กับ “พวกเขา”

เห็นต่างทางการเมือง — ศัตรู, เห็นต่างทางศาสนา — ศัตรู, เห็นต่างทางสังคม — ศัตรู,
เห็นต่างใน Facebook — บางทีกลายเป็นศัตรูภายในสามนาที!

พระเยซูเจ้าทรงเสนอทางที่ต่างออกไป เราเห็นต่างกันได้ โดยไม่ต้องเกลียดกัน


พระวรสารวันนี้จึงท้าทายพระศาสนจักรอย่างมาก

คนภายนอกอาจไม่เข้าใจเทววิทยาของเรา, ไม่เข้าใจพิธีกรรมของเรา, ไม่เข้าใจโครงสร้างของเรา แต่มีภาษาหนึ่งที่ทุกคนเข้าใจ คือ คุณรักฉันหรือเปล่า?”

ลองคิดดูว่า หากคนคนหนึ่งเดินเข้ามาในวัดของเราเป็นครั้งแรก เขาอาจจำบทเทศน์ไม่ได้ จำเพลงไม่ได้ จำว่าบทอ่านมาจากหนังสืออะไรไม่ได้

แต่เขาจะจำได้ว่า มีใครยิ้มให้เขาหรือไม่, มีใครต้อนรับเขาหรือไม่, มีใครฟังเขาหรือไม่, มีใครทำให้เขารู้สึกว่า “ที่นี่มีที่สำหรับฉัน” หรือไม่

พระศาสนจักรที่ประกาศเรื่องความรัก แต่ไม่มีใครรู้สึกได้รับความรัก ต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า เรากำลังประกาศพระวรสาร หรือเพียงพูดถึงพระวรสาร?



ความรักต่อพระเจ้าที่ไม่มีวันลงจอดในชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ก็ยังเป็นเพียงเครื่องบินที่บินอยู่บนฟ้า พระเยซูเจ้าจึงทรงผูกบทบัญญัติสองข้อไว้ด้วยกัน

รักพระเจ้า — แนวตั้ง ↑

รักเพื่อนมนุษย์ — แนวนอน ↔

เมื่อนำสองเส้นมาพบกัน จึงกลายเป็นไม้กางเขน

นี่คือภาพของคริสต์ศาสนา ไม้กางเขนมีทั้งแนวตั้งและแนวนอน

ถ้ามีแต่แนวตั้งเราพูดว่า “ฉันกับพระเจ้า” แต่ไม่มีเพื่อนมนุษย์

ถ้ามีแต่แนวนอนเราช่วยเหลือมนุษย์ แต่ลืมแหล่งกำเนิดของความรัก

พระเยซูเจ้าทรงนำทั้งสองมาพบกันบนไม้กางเขน รักพระเจ้าสุดหัวใจ และกางแขนรักมนุษย์จนถึงที่สุด


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตนเอง

นั่นหมายความว่า ความรักแบบคริสตชนไม่ได้สอนให้เราเกลียดตนเอง

คนที่ไม่เคยยอมรับว่าตนเองได้รับความรักจากพระเจ้า บางครั้งก็ยากที่จะรักคนอื่นอย่างอิสระ เราต้องเรียนรู้ที่จะมองตนเองด้วยสายพระเนตรของพระเจ้า

ฉันไม่สมบูรณ์, ฉันเคยผิดพลาด, ฉันมีบาดแผล แต่ ฉันยังเป็นบุตรที่พระเจ้าทรงรัก

และเมื่อฉันค้นพบว่า “พระเจ้าทรงรักฉันทั้งที่ฉันยังไม่สมบูรณ์” ฉันก็เริ่มสามารถพูดกับคนอื่นได้ว่า คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ก่อน ผมจึงจะรักคุณ” นี่คือพระหรรษทาน


คืนนี้ก่อนนอน ลองถามตัวเองสามคำถาม

หนึ่ง — วันนี้ฉันได้รักพระเจ้าด้วยอะไร นอกจากคำพูด?

สอง — วันนี้มีใครได้รับความรักของพระเจ้าผ่านตัวฉันบ้าง?

และข้อที่สามอาจยากที่สุด มีใครไหมที่ฉันกำลังบอกพระเจ้าว่า “ทุกคนได้ ยกเว้นคนนี้”? ถ้ามี… บางทีคนนั้นเองอาจเป็น “บทบัญญัติข้อที่สอง” ที่พระเยซูเจ้ากำลังวางไว้ตรงหน้าเรา


ชีวิตคริสตชนไม่ได้วัดกันเพียงว่า เราเข้าวัดกี่ครั้ง สวดกี่บท อ่านพระคัมภีร์กี่หน้า รู้คำสอนกี่ข้อ ทำกิจกรรมพระศาสนจักรกี่โครงการ สิ่งเหล่านั้นดีและจำเป็น แต่ทั้งหมดต้องพาเราไปสู่สิ่งเดียวคือ รักมากขึ้น เพราะพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองข้อนี้” ดังนั้น ถ้าวันนี้มีคนถามว่าคริสตชนคือใคร?” คำตอบที่งดงามที่สุดอาจไม่ใช่คำอธิบายยาว ๆ แต่คือ ลองอยู่ใกล้เขาดู แล้วคุณจะรู้ว่าพระเจ้าทรงรักคุณ” และนี่อาจเป็นการประกาศพระวรสารที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่เพียงบอกโลกว่า พระเจ้าทรงเป็นความรัก” แต่ทำให้คนที่พบเรา
สามารถกลับบ้านและพูดได้ว่า วันนี้…ฉันสัมผัสความรักของพระเจ้าผ่านใครคนหนึ่ง” อาแมน


ทุกปี วันที่ 21 สิงหาคม พระศาสนจักรระลึกถึง นักบุญปีโอที่ 10 พระสันตะปาปา
(St. Pius X, Pope) พระนามเดิมของท่านคือ Giuseppe Melchiorre Sarto — จูเซปเป เมลคีออร์เร ซาร์โต

เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1835 ที่เมือง Riese ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย

บิดา Giovanni Battista Sarto ทำงานรับราชการระดับท้องถิ่นและทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนมารดา Margherita Sanson เป็นช่างเย็บผ้า

ครอบครัวมีลูกหลายคน เงินมีไม่มาก แต่ความเชื่อมีมาก และเด็กชายจากครอบครัวธรรมดาคนนี้ วันหนึ่งจะกลายเป็นพระสันตะปาปา


มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัยเด็กของ Giuseppe ว่า เพราะครอบครัวมีฐานะจำกัด การเดินทางไปเรียนจึงไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายอย่างเด็กสมัยนี้ ไม่มีรถรับส่ง, ไม่มีคนขับรถ, ไม่มี Grab, ไม่มี Google Maps! เขาต้องเดินทางไกลเพื่อไปเรียน

ประเพณีชีวประวัติหลายแห่งเล่าว่า บางครั้งเขาถอดรองเท้าเดินเพื่อถนอมรองเท้า แล้วค่อยใส่เมื่อเข้าใกล้โรงเรียน ไม่ว่าเราจะเน้นรายละเอียดของเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เขามาจากความเรียบง่ายและรู้จักความยากจนจริง ๆ

บางทีนี่เองทำให้ภายหลัง เมื่ออยู่ในวาติกัน เขาไม่เคยมองคนยากจนจากหน้าต่างพระราชวัง เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนยากจนคนนั้นเอง


หลังได้รับศีลบวชในปี ค.ศ. 1858 คุณพ่อซาร์โตรับใช้ตามวัดต่าง ๆ และต่อมาเป็นเจ้าอาวาสที่ซาลซาโน (Salzano) นี่เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจปีโอที่ 10

ก่อนที่จะเป็นนักบริหารระดับสูงของพระศาสนจักร ก่อนเป็นพระสังฆราช ก่อนเป็นพระคาร์ดินัล ก่อนเป็นพระสันตะปาปา ท่านเป็นพระสงฆ์อภิบาลประชาชน

ท่านรู้จัก คนป่วย คนยากจน เด็กๆ ครอบครัว การสอนคำสอน การเทศน์ การนั่งฟังความทุกข์ของคนธรรมดา กล่าวได้ว่า เมื่อขึ้นนั่งบนพระที่นั่งนักบุญเปโตร ท่านไม่ได้ทิ้งหัวใจของพ่อเจ้าวัดไว้ข้างล่าง

นี่เป็นบทเรียนงดงามสำหรับพระศาสนจักร ตำแหน่งของเราสูงขึ้นได้ แต่หัวใจต้องไม่สูงตามตำแหน่ง ยิ่งได้รับหน้าที่มาก ยิ่งต้องรับใช้มาก


เส้นทางชีวิตของท่านน่าสนใจมาก

ค.ศ. 1858 — บวชเป็นพระสงฆ์
ค.ศ. 1884 — ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชแห่ง Mantua
ค.ศ. 1893 — ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลและพระอัยกาแห่งเวนิส
ค.ศ. 1903 — ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา

เมื่อได้รับเลือก ท่านใช้พระนามว่า Pius X — ปีโอที่ 10

และเลือกคติพจน์จากเอเฟซัส 1:10 ว่า Instaurare omnia in Christo

คือ ฟื้นฟูทุกสิ่งในพระคริสตเจ้า” นี่คือกุญแจสำหรับเข้าใจสมณสมัยทั้งหมดของท่าน

ท่านไม่ได้ต้องการสร้างพระศาสนจักรตามตัวท่านเอง แต่ต้องการ

นำทุกสิ่งกลับไปหาพระเยซูเจ้า


ถ้าจะจำนักบุญปีโอที่ 10 เพียงเรื่องเดียวน่าจดจำ ท่านมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมให้สัตบุรุษรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ ในยุคนั้น คาทอลิกจำนวนหนึ่งมีความรู้สึกว่า“ฉันไม่ดีพอ” “ฉันไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ” “ต้องพร้อมมาก ๆ ก่อนจึงจะรับศีลมหาสนิทได้”

ปีโอที่ 10 ช่วยฟื้นความเข้าใจว่า ศีลมหาสนิทไม่ใช่รางวัลสำหรับคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นอาหารฝ่ายจิตสำหรับผู้ที่ต้องการพระหรรษทานของพระเยซูเจ้า และใน ค.ศ. 1910 มีพระสมณกฤษฎีกา Quam Singulari สนับสนุนให้เด็กรับศีลมหาสนิทครั้งแรกเมื่อถึงวัยที่เริ่มใช้เหตุผลได้ โดยทั่วไปประมาณเจ็ดขวบ

ผลดีมหาศาล คือเด็กจำนวนมากจึงไม่ต้องรอจนโตจึงจะได้เข้าใกล้โต๊ะศีลมหาสนิท

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ปีโอที่ 10 ได้รับความรักอย่างมากในฐานะ พระสันตะปาปาแห่งศีลมหาสนิท


เรื่องนี้มีความหมายมากสำหรับพระศาสนจักรวันนี้ บางครั้งเราอาจเผลอทำให้วัดกลายเป็นสถานที่สำหรับ “คนดี” “คนเรียบร้อย” “คนที่ชีวิตไม่มีปัญหา” แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ตั้งพระศาสนจักรเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงคนสมบูรณ์แบบ พระองค์ทรงตั้งพระศาสนจักรเป็นชุมชนของคนที่กำลังได้รับพระหรรษทานเปลี่ยนแปลงชีวิต เราไม่ได้มาหาพระเยซูเจ้าเพราะพูดว่า พระเจ้าข้า ลูกดีพอแล้ว” แต่เรามาเพราะพูดว่า พระเจ้าข้า หากไม่มีพระองค์ ลูกไปต่อไม่ได้” นี่คือจิตตารมณ์ที่ปีโอที่ 10 ต้องการปลุกขึ้นใหม่


หลายคนรู้จักปีโอที่ 10 เรื่องศีลมหาสนิท แต่ไม่ทราบว่าท่านให้ความสำคัญอย่างมากกับดนตรีศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมด้วย ไม่นานหลังขึ้นดำรงตำแหน่ง ท่านออกเอกสาร Tra le sollecitudini ในปี 1903 เพื่อส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์และคุณภาพของดนตรีใพิธีกรรม โดยเฉพาะ “Gregorian chant” ทำไมพระสันตะปาปาต้องสนใจเรื่องเพลง? เพราะสำหรับท่าน พิธีกรรมไม่ใช่การแสดงให้คนดู แต่เป็นการนำประชากรของพระเจ้าเข้าสู่การนมัสการพระองค์

นี่เป็นคำถามที่ดีสำหรับพระศาสนจักรทุกยุค เวลาจัดพิธีกรรม เรากำลังถามว่า “ทำอย่างไรให้อลังการ?” หรือถามว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนพบพระเจ้า?” สองคำถามนี้อาจนำไปสู่สิ่งที่แตกต่างกันมาก


ปีโอที่ 10 ไม่ได้มีแต่ความศรัทธาแบบเรียบง่าย ท่านยังเป็นนักปฏิรูปที่จริงจัง ในสมณสมัยของท่าน มีการริเริ่มงานใหญ่ในการรวบรวมและจัดระบบกฎหมายพระศาสนจักร ซึ่งต่อมากลายเป็นประมวลกฎหมายพระศาสนจักรฉบับปี 1917 หลังจากท่า สิ้นพระชนม์แล้ว นี่แสดงให้เห็นสิ่งสำคัญ ความศักดิ์สิทธิ์กับการบริหารที่ดีไม่ใช่ศัตรูกัน พระศาสนจักรต้องมีทั้ง หัวใจที่รักพระเจ้า และโครงสร้างที่ช่วยให้พันธกิจดำเนินไปอย่างดี การภาวนาไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการบริหารไม่ดี และการบริหารเก่งก็ไม่สามารถทดแทนการภาวนาได้



ถ้านักบุญปีโอที่ 10 เดินเข้ามาในพระศาสนจักรวันนี้ ท่านอาจถามเราสามคำถาม

คำถามแรก พระเยซูคริสตเจ้ายังเป็นศูนย์กลางอยู่หรือไม่?

เรามีโครงการมากมาย กิจกรรมมากมาย การประชุมมากมาย แต่ Instaurare omnia in Christo ทุกสิ่งต้องได้รับการฟื้นฟูในพระคริสตเจ้า”

ถ้าทำทุกอย่างแล้วคนไม่ได้เข้าใกล้พระเยซูเจ้ามากขึ้น เราต้องกล้าถามว่า ชีวิตเรากำลังยุ่งกับอะไร?

คำถามที่สอง คนเล็กน้อยเข้าถึงพระเยซูเจ้าได้หรือไม่?

เด็ก คนจน คนที่ไม่มีการศึกษา คนที่ชีวิตยุ่งเหยิง คนที่เดินเข้าวัดครั้งแรก คนที่ห่างพระศาสนจักรมานาน เมื่อเขาเข้ามา เขาพบกำแพง หรือพบประตู?

คำถามที่สาม ผู้นำยังมีกลิ่นของประชาชนอยู่หรือไม่?

ปีโอที่ 10 ผ่านงานอภิบาลระดับวัดมาก่อน นี่เตือนพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช และผู้นำฆราวาสทุกคนว่า ยิ่งมีตำแหน่งมากเท่าไร ยิ่งต้องระวังอย่าให้ ตำแหน่ง” ทำให้เราอยู่ไกลจาก “ประชาชน”


ปีโอที่ 10 สิ้นพระชนม์วันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเข้าสู่ความมืดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระสันตะปาปาผู้ต้องการ ฟื้นฟูทุกสิ่งในพระคริสตเจ้า” กำลังเห็นมนุษย์ในยุโรปเตรียมทำลายกันเอง นี่ทำให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านสะเทือนใจมาก โลกมีความรู้มากขึ้น อุตสาหกรรมก้าวหน้าขึ้น อาวุธทันสมัยขึ้น แต่มนุษย์ไม่ได้รักกันมากขึ้น และนี่อาจเป็นคำเตือนถึงโลกของเราเช่นเดียวกัน

เรามี AI มีอินเทอร์เน็ต มีโทรศัพท์ที่ฉลาดขึ้นทุกปี เดินทางเร็วขึ้น สื่อสารเร็วขึ้น

แต่คำถามคือ หัวใจมนุษย์รักกันมากขึ้นหรือยัง?”

ถ้าเทคโนโลยีก้าวหน้า แต่ความรักถอยหลัง มนุษยชาติก็ไม่ได้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง


วันนี้พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน สุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดสติปัญญา…และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” ชีวิตของปีโอที่ 10 สรุปพระวรสารนี้ได้อย่างงดงาม

รักพระเจ้า จึงนำคนกลับมาหาศีลมหาสนิท

รักประชาชน จึงต้องการให้แม้แต่เด็กเล็กได้เข้าใกล้พระเยซู

รักพระศาสนจักร จึงกล้าปฏิรูป

รักพิธีกรรม จึงต้องการให้พิธีกรรมพาประชาชนไปพบพระเจ้า

และเมื่อขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุด ท่านยังไม่ลืมคนธรรมดาที่อยู่ข้างล่าง


โลกสอนเราว่า จงก้าวหน้า จงมีชื่อเสียง จงมีตำแหน่ง จงเป็นคนสำคัญ

แต่ชีวิตของนักบุญปีโอที่ 10 บอกเราอีกอย่างหนึ่งว่า ตำแหน่งสูงไม่ได้ทำให้คนเป็นนักบุญ สิ่งที่ทำให้เราเป็นนักบุญคือ เมื่อพระเจ้าพาเราขึ้นสูง เรายังจำคนที่อยู่ข้างล่างได้

เมื่อมีอำนาจ เรายังอ่อนโยน, เมื่อมีความรู้ เรายังถ่อมตน, เมื่อมีคนเรียกเราด้วยตำแหน่งใหญ่โต เรายังจำได้ว่า ต่อหน้าพระเจ้า เราทุกคนเป็นเพียงบุตรของพระองค์

นักบุญปีโอที่ 10 จึงเหมือนกำลังบอกพระศาสนจักรวันนี้ว่า

อย่าพยายามทำให้พระศาสนจักรยิ่งใหญ่จนลืมทำให้พระเยซูเป็นศูนย์กลาง”

เพราะที่สุดแล้ว พันธกิจของพระศาสนจักรไม่ใช่ทำให้คนพูดว่า พระศาสนจักรนี้ยิ่งใหญ่จริง ๆ” แต่คือทำให้คนได้พบพระเยซูเจ้าแล้วพูดว่า พระเจ้าทรงอยู่ใกล้เราจริง ๆ” นักบุญปีโอที่ 10 โปรดวิงวอนเพื่อเรา อาแมน



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ