บทเทศน์และข้อคิด วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2026
นักบุญจอห์น เอิ๊ด พระสงฆ์ ศต. 17
บทอ่านจากหนังสือประกาศกเอเสเคียล 34:1-11
“ผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงตัวเอง…หรือผู้เลี้ยงแกะที่ตามหาลูกแกะ?”
ใครคือประกาศกเอเสเคียล และบริบทของบทอ่าน
ประกาศกเอเสเคียลเป็นสมณะที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่อาณาจักรบาบิโลนประมาณปี 597 ก่อนคริสตกาล ท่านเห็นความพินาศของกรุงเยรูซาเล็ม และพยายามตอบคำถามที่คนอิสราเอลทุกคนสงสัยว่า “ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้ประชากรของพระองค์ตกต่ำเช่นนี้?”
คำตอบของเอเสเคียลชัดเจนมาก “ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทอดทิ้งประชากร แต่เพราะผู้นำทอดทิ้งประชากร”
พระเจ้าทรงตำหนิ “ผู้เลี้ยงแกะแห่งอิสราเอล” ซึ่งหมายถึงกษัตริย์ นักการเมือง ผู้นำศาสนา และผู้มีอำนาจ พระองค์ตรัสว่า “วิบัติแก่ผู้เลี้ยงแกะที่มัวแต่เลี้ยงตัวเอง!”
- โรคร้ายของผู้นำทุกยุค: ที่มัวแต่เลี้ยงตัวเองก่อนเลี้ยงฝูงแกะ
พระเจ้าตรัสว่า “ท่านกินไขมัน สวมขนแกะ ฆ่าแกะอ้วน แต่ไม่เลี้ยงฝูงแกะ”
ภาพนี้แรงมาก คนที่ควรรับใช้ประชาชน กลับใช้ประชาชนรับใช้ตน
คนที่ควรเสียสละ กลับหาประโยชน์
คนที่ควรปกป้อง กลับเอารัดเอาเปรียบ
พระเจ้ามิได้ตำหนิเพราะเขาร่ำรวย แต่เพราะ เขาใช้ตำแหน่งเพื่อเลี้ยงตัวเอง
วันนี้สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน
โลกทุกวันนี้กำลังเผชิญวิกฤต “ผู้นำ”
บางคน…สนใจยอด Like ยอดแชร์ มากกว่าความจริง, สนใจภาพลักษณ์หรือการสร้งภาพมากกว่าประชาชน, สนใจเก้าอี้มากกว่าหน้าที่…คำถามของพระเจ้าคือ “เธอกำลังเลี้ยงฝูง…หรือกำลังเลี้ยงตัวเอง?”
- คนอ่อนแอเปราะบาง…กลับถูกทอดทิ้ง
พระเจ้าตรัสทรงตำหนิอีกว่า “แกะอ่อนแอ ท่านมิได้ทำให้แข็งแรง, แกะเจ็บป่วย มิได้รักษา, แกะบาดเจ็บ มิได้พันแผล, แกะหลงทาง มิได้พากลับ, แกะหายสาบสูญ มิได้ตามหา”
ประโยคนี้งดงามมาก คือพระเจ้าทรงจำได้ทุกประเภทของคนที่กำลังเผชิญความทุกข์
มีทั้ง คนอ่อนแรงอ่อนกำลัง, เจ็บป่วย, บาดเจ็บ, หลงทาง, หายไป…ไม่มีใครตกหล่นจากสายพระเนตรของพระองค์เลย
นี่คือภาพพระศาสนจักร
พระศาสนจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของคนสมบูรณ์แบบ แต่คือ โรงพยาบาลภาคสนามของคนบาดเจ็บ ดังที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเคยกล่าวไว้เรื่อยมา หลายคนไม่ได้ออกจากพระศาสนจักรเพราะไม่เชื่อพระเจ้า แต่เพราะ ไม่มีใครตามหาเขา
- พระเจ้าจะทรงลงมือจัดการเอง
พระเจ้าตรัสอย่างน่าประทับใจ “เราจะตามหาแกะของเราเอง” ประโยคนี้เป็นคำพยากรณ์ถึงพระเยซูเจ้า ในยอห์นบทที่ 10 พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี”
ซึ่งต่างจากผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างหนีเมื่อหมาป่ามา แต่ผู้เลี้ยงแกะที่ดี ยอมตายเพื่อแกะ กางเขนจึงเป็นไม้เท้าของผู้เลี้ยงแกะผู้ยิ่งใหญ่
ข้อคิดกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
เรากำลังอยู่ในยุคที่หลายคนรู้สึกว่า “ไม่มีใครเห็นฉัน” ผู้สูงอายุโดดเดี่ยว, เด็กถูกทิ้งไว้เล่นกับโทรศัพท์มือถือ, คนหนุ่มสาวต่อสู้กับความเครียด หลายคนยิ้มใน Facebook แต่ร้องไห้คนเดียวตอนกลางคืน
วันนี้พระเจ้าตรัสว่า “เราจะตามหาพวกเขาเอง” และคำถามก็คือ พระองค์จะใช้ใคร?คำตอบคือ ใช้เราไงล่ะ
ข้อคิดกับพระศาสนจักร
บทอ่านนี้เป็นกระจกส่องพระศาสนจักรทั้งมวล พระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช ผู้นำฆราวาส รวมทั้งคริสตชนทุกคน เราอาจไม่ใช่ประมุขสังฆมณฑล แต่เราล้วนมี “ฝูงแกะ”
อาจเป็น ลูก, พ่อแม่, เพื่อนร่วมงาน, ลูกศิษย์, คนงาน, เพื่อนบ้าน… คำถามคือ เรารู้จักชื่อของพวกเขาหรือไม่? พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้เลี้ยงแกะเรียกแกะแต่ละตัวตามชื่อ” คนจำนวนมากในโลกทุกวันนี้ ไม่ได้ต้องการเงินก่อน แต่ต้องการ คนที่จำชื่อเขาได้
อยากเล่าสู่กันฟัง
ชายคนหนึ่งซื้อเครื่องติดตามสุนัขราคาแพงมาก เพื่อนถาม “ทำไมต้องแพงขนาดนี้?” เขาตอบ “สุนัขผมหายบ่อย” อีกเดือนหนึ่งเพื่อนถาม “เป็นยังไง ใช้ดีไหม?” ชายตอบอย่างภูมิใจ “ดีมาก!” “สุนัขไม่หายแล้ว?” เขาส่ายหน้า “ยังหายเหมือนเดิม” “อ้าว แล้วดีตรงไหน?” เขาตอบว่า “ดีตรงที่รู้ตลอดว่ามันหายไปอยู่ไหน…แต่ผมไม่เคยไปรับ!”เพื่อนร้องทันที “แล้วจะติดเครื่องทำไม!” ชายตอบหน้าตาเฉย “ก็เพื่อความสบายใจของผมไง”
สิ่งที่น่าคิดคือว่า บางครั้ง เราเองก็เป็นแบบนั้น เรารู้ว่า ลูกกำลังทุกข์, คู่สมรสกำลังร้องไห้, พ่อแม่กำลังเหงา , เพื่อนกำลังหมดหวัง…เรารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ เราไม่เคยเดินไปรับเขากลับมา วันนี้พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เรารู้ว่าแกะอยู่ที่ไหน” แต่ตรัสว่า “เราจะออกไปตามหาเขา” ความรักของพระเจ้า ไม่ใช่แค่การ “รู้” แต่คือ การก้าวออกไปหา
ข้อคิดอีกอย่างหนึ่ง
ในวันพิพากษา พระเจ้าอาจไม่ได้ถามเราว่า “เธอมีแกะกี่ตัว?” แต่จะถามว่า “แกะที่เราฝากไว้กับเธอ…วันนี้อยู่ที่ไหน?” พระเยซูเจ้าไม่ทรงเรียกเรามาเป็นเพียง “ผู้ดูแลโครงสร้างและบริหารเก่ง” แต่ทรงเรียกเราให้เป็น ผู้เลี้ยงดูหัวใจผู้อื่น
เพราะสุดท้ายแล้ว พระศาสนจักรจะยิ่งใหญ่ไม่ใช่ด้วยอาคารที่สูงสง่า ไม่ใช่ด้วยจำนวนสัตบุรุษ ไม่ใช่ด้วยงบประมาณ แต่ด้วยจำนวน “แกะที่หลงหายแล้วมีคนออกไปตามกลับมา”
และขอให้คำภาวนาของเราทุกวันเป็นดังนี้
“พระเจ้าข้า โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงตัวเอง แต่โปรดทำให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่มีหัวใจเหมือนพระเยซูเจ้า ผู้ยอมเดินออกไปตามหาลูกแกะที่เผชิญสถานการณ์ต่างๆ จนกว่าเขาจะได้กลับบ้าน”
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารนักบุญมัทธิว 20:1-16
“พระเจ้าทรงยุติธรรม…แต่พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระทัยดีกว่าที่เราคิด”
เรื่องราวอุปมาในพระวรสารวันนี้อาจจะทำให้คนฟังหงุดหงิดที่สุด
คือว่าอุปมาที่ทำให้คนฟัง “รู้สึกไม่ยุติธรรม” มากที่สุด
ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่หกโมงเช้า กับคนที่เพิ่งมาทำงานตอนห้าโมงเย็น
คนมาช้าสุดกลับได้รับค่าจ้าง หนึ่งเหรียญเดนาริอันเท่ากัน
ถ้าเราเป็นคนงานกลุ่มแรก เราคงคิดในใจว่า “พระเยซูเจ้าครับ…เรื่องนี้ไม่แฟร์!”
และนั่นเองคือจุดที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการเขย่าหัวใจของเรา เพราะเรื่องอุปมานี้ ไม่ได้พูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่กำลังพูดเรื่อง พระหรรษทาน
ไม่ได้พูดถึง “ความยุติธรรมของตลาดแรงงาน” แต่พูดถึง “ความใจกว้าง/พระทัยเมตตาของพระเจ้า”
- พระเจ้ามอง “ความต้องการ” มากกว่า “จำนวนชั่วโมง”
เจ้าของสวนองุ่นจ่ายหนึ่งเดนาริอัน ทำไม?
เพราะหนึ่งเดนาริอันคือค่าแรงที่เพียงพอให้ครอบครัวหนึ่งมีอาหารกินหนึ่งวัน
ถ้าคนที่ทำงานเพียงชั่วโมงเดียวได้รับแค่หนึ่งในสิบสองเดนาริอัน
ลูกของเขาจะกินอะไร? พระเยซูเจ้าจึงกำลังบอกว่า พระเจ้าไม่ได้คำนวณแบบเครื่องคิดเลข แต่ทรงคำนวณด้วย หัวใจของพ่อ
นี่คือความแตกต่าง ความยุติธรรมถามว่า “เขาสมควรได้เท่าไร?”
แต่ ความรักถามว่า “เขาจำเป็นต้องได้รับอะไรเพื่อดำรงชีวิต?”
- คนงานไม่ได้ทุกข์ใจเพราะได้เงินน้อย
สังเกตดี ๆ เจ้าของสวนไม่ได้โกงใครเลย เขาจ่ายครบตามสัญญา
คนงานไม่ได้โกรธเพราะตนเองเสียหาย แต่โกรธเพราะคนอื่นได้ดีเหมือนตน
นี่คือโรคร้ายของมนุษย์ทุกยุค เราไม่ได้ทุกข์เพราะเราไม่มี แต่ทุกข์เพราะคนอื่นมี นี่คือความอิจฉานั่นแหละ
ปัจจุบันยิ่งเห็นชัด Facebook Instagram TikTok ทำให้เราเปรียบเทียบชีวิตลอดเวลากับผู้อื่น เพื่อนซื้อรถใหม่ เราเศร้า, เพื่อนแต่งงาน เราเครียด, เพื่อนได้เลื่อนตำแหน่งเรานอนไม่หลับ, พระเยซูเจ้าจึงถามประโยคสำคัญ “เจ้าจะอิจฉา เพราะเราใจดีหรือ?”
- พระเจ้าทรงออกไปหา “คนที่ไม่มีใครต้องการ”
มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม เจ้าของสวนออกไปหาคนงาน หกโมงเช้า, เก้าโมงเช้า, เที่ยงวัน, บ่ายสามโมง, ห้าโมงเย็น
คำถามคือ ทำไมยังออกไปอีก? คำตอบคือ ยังมีคนยืนรออยู่ เมื่อถามว่า “ทำไมยังยืนอยู่?” พวกเขาตอบว่า “ไม่มีใครจ้างเรา” ประโยคนี้สะเทือนใจมาก คนเหล่านี้ไม่ใช่คนขี้เกียจ แต่เป็นคนที่ไม่มีใครเลือก ชาวโลกมักเลือกคนเก่ง พระเจ้ากลับเลือก คนที่ไม่มีใครเลือก นี่คือหัวใจของพระวรสาร
ข้อคิดกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
ทุกวันนี้มีคนจำนวนมากที่รู้สึกว่า “สายเกินไปสำหรับฉัน” อายุหกสิบแล้ว, แต่งงานล้มเหลว, เคยติดยาเสพติด, เคยติดคุก, เคยทำบาปหนัก, ห่างเหินวัดมานาน…
หลายคนคิดว่า พระเจ้าคงไม่เรียกแล้ว แต่พระวรสารวันนี้ตอบว่า ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ตก พระเจ้าก็ยังออกมาตามหา พระองค์ยังตรัสว่า “ท่านก็มาทำงานในสวนองุ่นของเราด้วย” ไม่มีใครแก่เกินไป, ไม่มีใครบาปเกินไป, ไม่มีใครสายเกินไป สำหรับพระเมตตาของพระเจ้า
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรต้องระวัง อย่ากลายเป็นคนงานกลุ่มแรก บางครั้งเราเผลอคิดว่า “ฉันอยู่วัดมาตั้งแต่เด็ก” “ฉันรับศีลศักดิ์สิทธิ์ครบ” “ฉันทำงานวัดมาสามสิบปี” แล้วรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นคนเพิ่งกลับใจ เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พระเยซูเจ้าตรัสว่า อย่าลืมว่าเราทุกคนไม่ได้เข้ามาเพราะความดีของเรา แต่เข้ามาเพราะพระหรรษทาน พระศาสนจักรจึงไม่ใช่ “ชมรมของสมาชิกศิษย์เก่า” แต่คือ บ้านของคนที่พระเจ้ากำลังตามกลับมา เมื่อมีคนกลับมาหาพระเจ้าคำถามไม่ใช่ “เขาหายไปไหนมา?” แต่คือ “ขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้เขากลับบ้านแล้ว”
เกร็ดพระคัมภีร์ที่หลายคนอาจไม่รู้
ในสมัยพระเยซูเจ้า การยืนรอที่ลานตลาดเพื่อรอคนมาจ้างงาน เป็นภาพที่เกิดขึ้นทุกเช้า หากไม่มีใครจ้างภายในสายวันนั้น โอกาสจะได้งานแทบไม่มี และนั่นหมายถึง ลูกทั้งบ้านอาจไม่มีอาหารกินในคืนนั้น
ดังนั้น การที่เจ้าของสวนออกไปตอนห้าโมงเย็น จึงไม่ใช่เรื่องของ “ธุรกิจ” แต่เป็นเรื่องของ ความเมตตา พระองค์ไม่ได้กำลังหาคนงานเพิ่ม แต่กำลังหาครอบครัวที่กำลังจะอดอาหาร พระเจ้าของเราเป็นเช่นนี้เสมอ พระองค์ทรงเห็น “คน” ก่อนเห็น “ผลงาน”
อยากเล่าสู่กันฟัง
ชายคนหนึ่งสมัครเป็น “รปภ” ยามรักษาความปลอดภัย หัวหน้าถาม “เคยมีประสบการณ์ไหม?” เขาตอบ “มีครับ” “เคยเฝ้าอะไรมาบ้าง?” ชายตอบอย่างภูมิใจ
“เฝ้าหม้อชาบูครับ” หัวหน้าทำหน้างง ชายคนนั้นอธิบาย “ทุกครั้งที่เพื่อนลุกไปเข้าห้องน้ำ ผมเฝ้าหม้อชาบูให้พวกเขาครับ” หัวหน้าหัวเราะจนตัวงอ แล้วถามต่อ
“แล้วเพื่อนให้เงินไหม?” ชายตอบ “ไม่ให้ครับ” “แล้วทำไมเฝ้า?” เขายิ้ม “เพราะเขาเป็นเพื่อนครับ” ห้องสัมภาษณ์เงียบลง หัวหน้าพูดเบา ๆ “คุณอาจยังไม่มีประสบการณ์เป็น รปภ. แต่คุณมีหัวใจของผู้ดูแล”
วันนี้พระเยซูเจ้าก็ไม่ได้กำลังมองหา คนที่ทำงานมากที่สุด แต่กำลังมองหา คนที่มีหัวใจเหมือนพระองค์ พระองค์ไม่ได้ถามว่า “เธอทำงานกี่ชั่วโมง?” แต่ถามว่า “เธอรักมากแค่ไหน?”
อยากสรุปข้อคิดวันนี้อีกสักหน่อย
เมื่อเราไปถึงสวรรค์ เราอาจแปลกใจที่เห็นบางคนที่คิดว่า “ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่”
แต่บางที… พวกเขาอาจแปลกใจยิ่งกว่าที่เห็นเราอยู่ที่นั่น!
เพราะไม่มีใครเข้าสวรรค์ด้วย “ผลงานสะสม” แต่ทุกคนเข้าสวรรค์ด้วย พระหรรษทานของพระเยซูเจ้า ดังนั้น อย่าใช้ชีวิตด้วยการเปรียบเทียบว่าใครได้มากกว่าใคร แต่จงขอบคุณทุกวันว่า “วันนี้ พระเจ้าทรงออกมาตามหาฉันอีกครั้ง และยังประทานที่ยืนในสวนองุ่นของพระองค์ แม้ฉันจะไม่คู่ควรเลย”
และขอให้เรากลายเป็นพระศาสนจักรที่มีหัวใจเหมือนเจ้าของสวนองุ่น คือ ยินดีเมื่อคนสุดท้ายได้กลับมา มากกว่าจะอิจฉาที่เขาได้รับพระเมตตา เพราะในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่มีผู้แพ้เมื่อพระเมตตาทรงชนะ
นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ (Saint John Eudes) ค.ศ. 1601–1680
“อัครสาวกแห่งดวงพระทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าและดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์”



วันที่ 19 สิงหาคม พระศาสนจักรคาทอลิกระลึกถึงนักบุญยอห์น เอิ๊ดส์พระสงฆ์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการนมัสการดวงพระทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าและดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ในเชิงพิธีกรรม” ก่อนการประจักษ์ของพระเยซูเจ้าต่อนักบุญมาร์กาเร็ต มารี อาลาก็อกเสียอีก
ประวัติโดยย่อ
นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1601 ที่แคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส
ตั้งแต่วัยเด็ก ท่านมีความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง
เมื่ออายุประมาณ 23 ปี ได้บวชเป็นพระสงฆ์ในคณะออราทอเรียน (Oratorians) ที่ก่อตั้งโดยพระคาร์ดินัลปีแอร์ เดอ แบร์รูลล์ ผู้เน้นชีวิตฝ่ายจิตและความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า ไม่นานหลังจากนั้น โรคระบาดได้แพร่กระจายทั่วฝรั่งเศส
พระสงฆ์หลายคนหลบหนี แต่ยอห์น เอิ๊ดส์ กลับเดินเข้าไปในหมู่ผู้ป่วย
พระสงฆ์ที่ยอมอยู่บนเรือ…เพื่อปกป้องคนอื่น
เมื่อออกไปดูแลผู้ป่วยโรคระบาด ท่านไม่ยอมกลับเข้าเมือง เพราะกลัวจะแพร่เชื้อให้เพื่อนพระสงฆ์จึงไปอาศัยอยู่ใน เรือลำเล็กที่จอดอยู่กลางแม่น้ำ กลางวันออกไปเยี่ยมผู้ป่วย กลางคืนกลับมานอนบนเรือ เพื่อไม่ให้ใครติดโรคจากตน
นี่คือภาพของผู้เลี้ยงแกะที่ยอมเสียสละอย่างแท้จริง พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี ย่อมสละชีวิตเพื่อแกะ”
ผู้ก่อตั้งบ้านสำหรับหญิงที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ในยุคนั้น หญิงที่เคยตกอยู่ในวงจรการค้าประเวณีแทบไม่มีโอกาสเริ่มชีวิตใหม่
สังคมตีตรา แต่ยอห์น เอิ๊ดส์กลับเปิดบ้านรับพวกเธอ ให้การศึกษา ให้ที่พักพิง ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืนมา ต่อมาจึงก่อตั้งคณะนักบวช Our Lady of Charity เพื่อช่วยเหลือสตรีเหล่านี้ หลายร้อยปีต่อมา คณะนี้ได้ขยายพันธกิจไปทั่วโลก นี่เป็นตัวอย่างของพระเมตตาที่มองเห็น “อนาคต” มากกว่า “อดีต”
ผู้ก่อตั้งคณะ Eudists เพื่ออบรมพระสงฆ์
ยอห์น เอิ๊ดส์สังเกตว่า ปัญหาของพระศาสนจักรในยุคนั้น ไม่ใช่การขาดพระสงฆ์ แต่คือพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยขาดการอบรมที่ดี ท่านจึงก่อตั้งคณะ Congregation of Jesus and Mary (Eudists) มีพันธกิจหลัก อบรมสามเณร, พัฒนาพระสงฆ์, ฟื้นฟูชีวิตฝ่ายจิต ท่านเคยกล่าวว่า “พระสงฆ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของพระศาสนจักร” ประโยคนี้ยังคงทันสมัยอย่างยิ่ง
ผู้เผยแพร่ความศรัทธาต่อดวงพระทัยศักดิ์สิทธิ์ ก่อนคนอื่น
หลายคนคิดว่าความศรัทธาต่อพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์เริ่มจากนักบุญมาร์กาเร็ต มารี
แต่ความจริง ก่อนหน้านั้นหลายสิบปีนักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ แต่งบทภาวนา แต่งบทมิสซา แต่งบททำวัตร ส่งเสริมการฉลองเพื่อถวายเกียรติดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า รวมทั้งดวงหทัยของพระแม่มารีย์ จนได้รับสมญา “บิดาแห่งพิธีกรรมเกี่ยวกับดวงพระทัยศักดิ์สิทธิ์”
“หัวใจ” เป็นศูนย์กลางเทววิทยาของท่าน
สำหรับนักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ “หัวใจ” ไม่ได้หมายถึงอวัยวะ แต่หมายถึง ความรัก, เจตนารมณ์, ตัวตนทั้งหมด, ชีวิตภายใน ท่านกล่าวว่า “หัวใจของพระเยซูเจ้า คือโรงเรียนแห่งความรัก” และ “หัวใจของพระแม่มารีย์ คือแบบอย่างของการตอบรับพระประสงค์พระเจ้า”
สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้
ท่านเทศน์ตลอดชีวิตมากกว่า 1,000 ครั้ง เดินทางทั่วฝรั่งเศส บางครั้งเทศน์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หลายเมืองกลับใจทั้งเมือง จึงได้รับฉายา “Missionary of Mercy”
หรือ “นักเทศน์ผู้จุดไฟแห่งพระเมตตา”
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน
นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์เตือนพระศาสนจักรว่า เราอาจมี วัดสวย อาคารสง่า เทคโนโลยีทันสมัย แผนงานบริหารดี แต่ถ้าหัวใจเย็นชา เราก็สูญเสียหัวใจของพระวรสาร
พระศาสนจักรในศตวรรษที่ 21 ต้องกลับไปสู่สิ่งที่ท่านสอน “การอภิบาลเริ่มต้นจากหัวใจ ไม่ใช่จากโครงสร้าง”
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นอยู่เสมอว่า พระศาสนจักรต้องเป็น “โรงพยาบาลสนาม” นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์คงจะยิ้ม เพราะท่านดำเนินชีวิตเช่นนั้นมาแล้วเมื่อกว่า 350 ปีก่อน
ข้อคิดสำหรับพระสงฆ์
ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “พระสงฆ์ต้องเป็นภาพสะท้อนของพระหฤทัยพระเยซูเจ้า”
ไม่ใช่เพียงผู้ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นผู้ปลอบโยน ผู้บรรเทาใจ ผู้รับฟัง ผู้ให้อภัย ผู้ออกตามหาคนหลงหาย นี่คือคำเชิญสำหรับพระสงฆ์ทุกยุค
อยากเล่าสู่กันฟัง
จอห์นนี่วาดรูปหัวใจสีแดงดวงใหญ่มาก คุณครูถาม “นี่คือหัวใจของใคร?”
จอห์นนี่ตอบ “หัวใจของพระเยซูเจ้าครับ” ครูถามต่อ “แล้วทำไมใหญ่ขนาดนี้?”
จอห์นนี่ตอบทันที “เพราะพระองค์ต้องรักคนดื้ออย่างผมด้วยครับ เลยต้องทำหัวใจให้ใหญ่ไว้ก่อน!”
คุณครูกลับน้ำตาคลอ เพราะนั่นคือความจริงของพระวรสาร พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าใหญ่พอ ที่จะรักคนบาป ให้อภัยศัตรู โอบกอดผู้หลงทาง และไม่เคยปิดประตูใส่ใคร
นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ใช้ชีวิตทั้งชีวิต เพื่อพามนุษย์เข้าไปสัมผัส “หัวใจ” เช่นนี้
ข้อคิดที่อยากฝากไว้
นักบุญยอห์น เอิ๊ดส์ฝากคำถามไว้กับพระศาสนจักรและกับเราทุกคนว่า
“เรากำลังประกาศพระเยซูเจ้าด้วยริมฝีปาก…หรือกำลังประกาศด้วยหัวใจ?”
เพราะโลกทุกวันนี้อาจไม่ได้ขาดนักพูดที่เก่ง แต่กำลังขาดคริสตชนที่มี หัวใจเหมือนพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า เมื่อพระศาสนจักรมีหัวใจเช่นนั้น ผู้คนจะไม่ได้เพียง “ได้ยิน” ข่าวดี แต่จะ “สัมผัส” ข่าวดีผ่านชีวิตของเราเอง.
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ



















