ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.2026

บทเทศน์: “พระเจ้าทรงตามหาผู้เลี้ยง ไม่ใช่ผู้ปกครอง

“เราจะให้ผู้เลี้ยงแกะตามพระทัยของเราแก่ท่าน เขาจะเลี้ยงดูท่านด้วยความรู้และความเข้าใจ” (ยรม 3:15)

บทอ่านวันนี้เป็นเหมือนเสียงของพระเจ้าที่ตรัสกับประชากรของพระองค์ซึ่งเคยหลงทาง ทรยศ และหันหลังให้พระองค์ แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ‘พอแล้ว เราเลิกกับเจ้า’ ตรงกันข้าม พระองค์ตรัสว่า จงกลับมาเถิด”

นี่คือพระเจ้าที่ไม่เคยเหนื่อยที่จะให้อภัย และไม่เคยเลิกหวังในมนุษย์

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ พระองค์ไม่ได้สัญญาจะส่ง “กฎหมาย” เพิ่ม หรือ “บทลงโทษ” เพิ่ม

พระองค์สัญญาว่า เราจะให้ผู้เลี้ยงแกะตามพระทัยของเรา”

เพราะปัญหาของประชากร ไม่ใช่ขาดกฎหมาย แต่ ขาดผู้นำที่มีหัวใจเหมือนพระเจ้า


ลองมองโลกปัจจุบัน

เรามีเทคโนโลยีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ผู้คนกลับเหงาที่สุด

เราติดต่อกันได้ทั้งโลก แต่ไม่ค่อยมีใครรับฟังกัน

เรามี AI ฉลาดขึ้นทุกวัน แต่หัวใจคนกลับแข็งขึ้นทุกวัน

เด็กจำนวนมากไม่ได้ขาดโทรศัพท์ แต่ขาดพ่อแม่ที่รับฟัง

ผู้สูงอายุไม่ได้ขาดยา แต่ขาดคนมาเยี่ยม

หลายครอบครัวไม่ได้จนเงิน แต่จนความรัก

โลกเต็มไปด้วย “ผู้จัดการ” แต่กำลังขาด “ผู้เลี้ยง”


พระดำรัสนี้สะท้อนมาถึงพระศาสนจักรอย่างชัดเจน

สมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์ โดยเฉพาะพระสันตะปาปาฟรานซิส ได้ย้ำเสมอว่า

พระศาสนจักรต้องไม่เป็นเพียงองค์กรที่บริหารงานดี แต่ต้องเป็น โรงพยาบาลสนาม”

ที่พร้อมรักษาหัวใจผู้บาดเจ็บ

ทั้งพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช ผู้นำฆราวาส คณะสภาภิบาลของวัด ครูคำสอน

ทุกคนไม่ได้ถูกเรียกให้เป็น “เจ้านาย” แต่เป็น “ผู้เลี้ยง”

ผู้เลี้ยงเดินนำ

ผู้เลี้ยงรู้จักชื่อแกะ

ผู้เลี้ยงอุ้มแกะที่อ่อนแรง

และบางครั้ง ผู้เลี้ยงก็ร้องไห้ไปพร้อมกับแกะ


ตอนท้ายของบทอ่านมีข้อความที่น่าประหลาดใจ

พระเจ้าตรัสว่า “จะไม่มีผู้ใดกล่าวถึงหีบพันธสัญญาอีก”

สำหรับชาวยิว นี่แทบเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

เพราะหีบพันธสัญญาเป็นศูนย์กลางแห่งความศักดิ์สิทธิ์

แต่พระเจ้ากำลังบอกว่า วันหนึ่ง ความสัมพันธ์กับพระองค์ จะไม่ขึ้นอยู่กับ “วัตถุ”

แต่ขึ้นอยู่กับ “หัวใจ”

นี่เป็นการเตรียมมนุษย์ให้พร้อมรับพระเยซูเจ้าคริสตเจ้า

เพราะพระเยซูเจ้าเจ้าเองจะทรงเป็น “พระวิหารใหม่”

และเมื่อพระจิตเสด็จมา หัวใจของผู้เชื่อทุกคน ก็กลายเป็นพระวิหารของพระเจ้า


บางคนคิดว่า ข้อความนี้พูดถึงพระสงฆ์เท่านั้น นักบวชเท่านั้น… ไม่ใช่เลย

พ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงของลูก

ครูเป็นผู้เลี้ยงของนักเรียน

หัวหน้าคือผู้เลี้ยงของลูกน้อง

นักการเมืองคือผู้เลี้ยงของประชาชน

แม้แต่เพื่อนคนหนึ่ง ก็สามารถเป็นผู้เลี้ยงของเพื่อนอีกคน

คำถามคือ เวลาบุคคลหนึ่งอยู่ใกล้เรา เขามีความรู้สึกอย่างไร… กล่าวคือ..

เขารู้สึกปลอดภัยขึ้น หรือกดดันอึดอัดมากขึ้น

เขาเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น หรือถอยห่างพระองค์


มีพระสงฆ์หนุ่มองค์หนึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส

วันแรก ท่านเดินตรวจวัดอย่างขึงขัง เห็นคนสวนกำลังตัดหญ้า ท่านถามว่า “รู้ไหมว่าผมเป็นใคร” คนสวนตอบ “ไม่รู้ครับ” พระสงฆ์ยิ้ม “ผมคือเจ้าอาวาสคนใหม่” คนสวนจึงรีบยกมือไหว้ “ยินดีครับคุณพ่อ” แล้วก้มหน้าตัดหญ้าต่อ

พระสงฆ์แปลกใจ จึงถามว่า”ไม่ถามอะไรผมหน่อยหรือ”

คนสวนเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม “มีคำถามเดียวครับ”

“อีกหกเดือน…คุณพ่อจะยังเดินทักคนตัดหญ้าเหมือนวันนี้ไหมครับ”

พระสงฆ์เงียบไปพักใหญ่ คำถามนั้นไม่ได้ถามถึง “ตำแหน่ง” แต่ถามถึง “หัวใจ”

หลายปีต่อมา พระสงฆ์องค์นั้นเล่าว่า “วันนั้น คนสวนเป็นคนเทศน์ให้ผมฟัง”

ผู้เลี้ยงที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากตำแหน่ง แต่เริ่มจากการไม่ลืมคนตัวเล็กที่สุด


วันนี้โลกเต็มไปด้วยการแข่งขัน

ผู้คนแย่งกันเป็นคนสำคัญ แต่พระเจ้ากำลังมองหา คนที่ยอมก้มลงรับใช้

โลกกำลังถามว่า “ใครใหญ่ที่สุด” พระเยซูเจ้าเจ้าถามว่า ใครรักมากที่สุด”


พระศาสนจักรในยุคนี้จะน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพราะมีอาคารที่สวยงาม หรือกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เพราะทุกคนที่ก้าวเข้ามาในวัดสามารถพูดได้ว่า

ที่นี่มีคนรับฟังผม”
ที่นี่มีคนเดินไปกับผม”
ที่นี่ผมสัมผัสหัวใจของพระเยซูเจ้าเจ้า”

เมื่อพระศาสนจักรเป็นเช่นนี้ หีบพันธสัญญาที่เคยอยู่ในพระวิหาร ก็เหมือนกับถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือ การประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าเจ้าในหัวใจของประชากรของพระองค์

บทสรุปข้อคิดวันนี้

พระเจ้ามิได้ตรัสว่า “จงกลับมาหาอาคาร” พระองค์ตรัสว่า จงกลับมาหาเรา”

และเมื่อเรากลับมาหาพระองค์ พระองค์ก็จะทรงส่งเราออกไปเป็น “ผู้เลี้ยงตามพระประสงค์ของพระองค์”

ขอให้ทุกคนที่พบปะเรา ไม่ว่าจะในครอบครัว ที่ทำงาน หรือในวัด ได้สัมผัสความอ่อนโยน ความจริง และความหวังของพระเยซูเจ้าเจ้า เพราะนั่นคือเครื่องหมายของผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริง


บทเทศน์: “พระเจ้าไม่ได้ถามว่า…หว่านดีหรือไม่ แต่ถามว่า…ดินในใจเราเป็นอย่างไร”

เมล็ดที่ตกในดินดี คือผู้ที่ฟังพระวาจา เข้าใจ และเกิดผล” (มธ 13:23)

วันนี้พระเยซูเจ้าทรงอธิบายคำอุปมาเรื่องผู้หว่านอย่างชัดเจน แต่ถ้าเราฟังเพียงผิวเผิน เราอาจเข้าใจผิดว่า พระวรสารบทนี้พูดถึง เมล็ดพันธุ์”

แท้จริงแล้ว… พระวรสารบทนี้ไม่ได้พูดถึงเมล็ดพันธุ์ เพราะเมล็ดทุกเมล็ดเหมือนกัน

ไม่ได้พูดถึงผู้หว่าน เพราะผู้หว่านคนเดียวกันหว่านไปทุกแห่ง

แต่กำลังพูดถึง หัวใจของผู้รับ”

พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยน พระวาจาไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนได้ มีเพียงหัวใจของเรา


ถ้าเป็นเรา เราคงหว่านเฉพาะดินดี

แต่พระเยซูเจ้าบอกว่า พระเจ้าทรงหว่านทั้งบนทางเดิน บนหิน กลางพงหนาม และบนดินดี

นี่คือความรักที่น่าพิศวง พระองค์ไม่เคยพูดว่า “คนนี้ไม่มีหวัง”

พระองค์หว่านแม้ในหัวใจของคนที่แข็งกระด้างที่สุด

หว่านแม้ในคนที่เคยล้มเหลว หว่านแม้ในคนที่สังคมหมดหวัง

เพราะพระเจ้ามองเห็น สิ่งที่เรายังมองไม่เห็น


พระเยซูเจ้าพูดถึงดินสี่ประเภท

แต่ถ้าสรุปง่าย ๆ มีศัตรูอยู่สามตัว

หนึ่ง…หัวใจที่แข็งกระด้าง พระวาจาเข้าไม่ถึงเพราะคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว

คนที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่คนบาป แต่คือคนที่คิดว่า “ฉันไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว”


ความเชื่อ/ศรัทธายังมี แต่ไม่มีราก

เวลาทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปดี ก็มาวัด

แต่เมื่อเผชิญปัญหา พระเจ้ากลับเป็นบุคคลแรกที่ถูกโทษ

นี่คือศรัทธาที่ไม่มีราก ทนพายุชีวิตไม่ได้


พระเยซูเจ้าบอกตรง ๆ หนามคือ ความกังวลของโลก และ เสน่ห์ของทรัพย์สมบัติ

น่าสังเกต พระองค์ไม่ได้บอกว่า “เงิน” เป็นพงหนาม แต่คือ การปล่อยให้เงิน เข้าครอบครองหัวใจ

โทรศัพท์ไม่ผิด เทคโนโลยีไม่ผิด งานไม่ผิด แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้ใหญ่กว่าพระเจ้า

หนามก็เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ


ทุกวันนี้ เราคุ้นกับทุกอย่างที่เร็ว ข่าวสั้น คลิปสั้น คำตอบสั้น สมาธิสั้น ความอดทนก็สั้น

เราปัดหน้าจอภายในไม่กี่วินาที จนบางครั้งเราเผลอปฏิบัติต่อพระเจ้าเหมือนคลิปหนึ่ง

ถ้าภาวนาแล้วไม่เห็นผลทันที….เขาก็เลิก

ถ้ามาวัดแล้วยังมีปัญหา….เขาก็ถอย

แต่ต้นไม้ใหญ่ ไม่ได้โตในคืนเดียว นักบุญทุกองค์ ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

พระเจ้าทรงทำงานอย่างเงียบ ๆ เหมือนรากไม้ ที่ไม่มีใครเห็น แต่ค้ำจุนทั้งต้น


พระศาสนจักรวันนี้จัดกิจกรรมได้มากมาย

แต่คำถามสำคัญคือ กิจกรรมนั้น ทำให้หัวใจคนลึกขึ้นหรือไม่?

บางครั้ง เรายุ่งกับการจัดงาน จนไม่มีเวลาสวดภาวนา ไม่มีเวลาร่วมมิสซา

ยุ่งกับการประชุม/สัมมนา จนลืมอ่านพระวาจา

ยุ่งกับการบริหาร จนลืมเลี้ยงดูจิตใจ

วัดจะเติบโต ไม่ใช่เพราะคนเยอะ แต่เพราะมีคริสตชนที่เป็น “ดินดี”

พระศาสนจักรจะเปลี่ยนโลก ไม่ได้เริ่มจากโครงการใหญ่

แต่เริ่มจากหัวใจที่ยอมให้พระวาจาหยั่งราก


ชายคนหนึ่งภูมิใจมากกับสวนของตัวเอง

เขาซื้อเมล็ดพันธุ์ราคาแพงที่สุด ซื้อปุ๋ยดีที่สุด ซื้อเครื่องมือครบทุกอย่าง

แต่ผ่านไปหลายเดือน ไม่มีต้นอะไรขึ้นเลย จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญมาดู

ผู้เชี่ยวชาญเดินสำรวจอยู่พักหนึ่ง แล้วถามว่า “คุณปลูกเมล็ดไว้ที่ไหน”

ชายคนนั้นตอบอย่างมั่นใจ “อยู่ในถุงครับ!” ผู้เชี่ยวชาญตกใจ

“แล้วทำไมไม่เอาลงดิน” ชายตอบทันที “เสียดายครับ… กลัวเมล็ดเปื้อนดิน”

แต่ผู้เชี่ยวชาญยิ้มแล้วพูดว่า “เมล็ดที่ไม่ยอมลงดิน จะไม่มีวันกลายเป็นต้นไม้”

หลายครั้ง เราก็เหมือนกัน เราอยากเป็นนักบุญ แต่อยากสบาย

อยากเกิดผล แต่อยากหลีกเลี่ยงการเสียสละ

อยากติดตามพระเยซูเจ้า แต่อยากอยู่ใน “ถุงแห่งความปลอดภัย”

พระเยซูเจ้าจึงสอนว่า เมล็ดต้องยอมตกลงดิน จึงจะบังเกิดผล


โลกกำลังแข่งขันกันสร้าง “ภาพลักษณ์” แต่พระเจ้าทรงสร้าง “ราก”

โลกวัดคุภาพของจากผู้ติดตาม แต่พระเจ้าวัดจากความซื่อสัตย์

โลกชื่นชมความสำเร็จที่รวดเร็ว แต่พระเจ้าทรงสร้างผลที่ยั่งยืน

คำถามจึงไม่ใช่ว่า เรามีผู้ติดตามกี่คน แต่คือ มีใครเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นเพราะชีวิตของเราหรือไม่?


พระศาสนจักรในยุคนี้ต้องระวังอย่างยิ่งว่า จะไม่กลายเป็นเพียง “ผู้หว่านกิจกรรม” แต่ละเลยการบ่มเพาะหัวใจของผู้คน

พระสงฆ์/นักบวช ต้องหว่านพระวาจา ไม่ใช่เพียงคำพูด

ครอบครัวต้องเป็นดินดี ที่ลูก ๆ ได้เห็นการภาวนา การให้อภัย และความรักทุกวัน

กลุ่มคริสตชนต้องเป็นสถานที่ที่ผู้คนได้รับกำลังใจให้เติบโต ไม่ใช่ถูกตัดสิน

เมื่อพระวาจาหยั่งรากในหัวใจของเรา พระศาสนจักรก็จะไม่เพียงมีสมาชิกมากขึ้น แต่จะมี “ศิษย์แท้” มากขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการที่แท้จริงของพระเยซูเจ้า


วันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามว่า ท่านเป็นดินแบบไหน?” เพื่อกล่าวโทษเรา

แต่เพื่อชวนเราถามตัวเองว่า วันนี้ เราจะยอมให้พระเจ้าพรวนดินในหัวใจของเราหรือไม่?

เพราะดินแข็งกระด้างนั้นสามารถพรวนได้

ดินมีหินสามารถขุดได้

ดินมีพงหนามสามารถกำจัดได้

และเมื่อหัวใจเปิดรับพระเจ้า พระวาจาเพียงเมล็ดเดียว ก็สามารถเกิดผล สามสิบ เท่าหกสิบ และร้อยเท่า

ขอให้เราทุกคนไม่เพียงเป็นผู้ฟังพระวาจา แต่เป็น “ดินดี” ที่ทำให้พระวาจาเติบโตเป็นความรัก ความเมตตา และความศักดิ์สิทธิ์ จนผู้คนรอบข้างสามารถเก็บเกี่ยวผลแห่งพระอาณาจักรจากชีวิตของเรา อาเมน


พระสงฆ์ นักพรต และฤๅษีผู้ทำให้โลกยุคใหม่เชื่อในพลังของความเงียบ

ทุกวันที่ 24 กรกฎาคม พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญชาร์เบล มาคลุฟ นักบุญชาวเลบานอน ผู้ซึ่งแทบไม่ได้เทศน์ต่อหน้าฝูงชนเลย แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในนักบุญที่มีผู้จาริกแสวงบุญจากทั่วโลกมากที่สุดในยุคปัจจุบัน

เรื่องของท่านพิสูจน์ว่า พระเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้คนที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่ทรงใช้คนที่ซื่อสัตย์ที่สุด


ชาร์เบล มาคลุฟ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1828 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาของเลบานอน

ชื่อเดิมคือ ยูเซฟ มาคลุฟ (Youssef Makhlouf)

บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก มารดาเลี้ยงดูเขาด้วยความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง

มีเรื่องเล่าว่า ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ยูเซฟชอบพาแกะขึ้นภูเขา

แต่แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กทั่วไป เขามักเข้าไปในถ้ำเล็ก ๆ

คุกเข่าสวดภาวนาเป็นเวลานาน ชาวบ้านจึงเรียกถ้ำนั้นว่า ถ้ำของนักบุญน้อย”

ทั้งที่ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กธรรมดา


เมื่ออายุประมาณ 23 ปี เขาแอบออกจากบ้าน ไปสมัครเข้าอารามของคณะมารอไนต์

โดยไม่ได้บอกครอบครัวล่วงหน้า เมื่อเข้าบวช เขาเลือกชื่อว่า ชาร์เบล” ตามชื่อมรณสักขีในศตวรรษที่ 2 เพื่อแสดงความตั้งใจว่า “ขอมอบชีวิตทั้งหมดแด่พระเยซูเจ้า”


หลังบวชเป็นพระสงฆ์ ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่สุด กล่าวคือ.. รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย  ภาวนาหลายชั่วโมงทุกวัน  ทำงานหนักในไร่นา  อ่านพระคัมภีร์ เฝ้าศีลมหาสนิทเป็นเวลานาน  สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ ท่านรักศีลมหาสนิทอย่างสุดหัวใจ หลายคนกล่าวว่า เวลาท่านถวายมิสซาใบหน้าของท่านสงบนิ่งจนเหมือนกำลังอยู่ต่อหน้าสวรรค์


เมื่ออายุประมาณ 47 ปี ท่านได้รับอนุญาตให้ไปอยู่เป็นฤๅษี ในอาศรมเล็ก ๆ ใกล้อาราม และใช้ชีวิตที่นั่นนานถึง 23 ปี ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีตำแหน่งสำคัญ แต่เต็มไปด้วย การภาวนา, การอดอาหาร, ความเงียบ, การทำงาน, การนมัสการพระเจ้า

หลายคนคิดว่า ชีวิตแบบนี้ “ไม่มีผลงาน” แต่พระเจ้ากำลังสร้างผลงานที่โลกมองไม่เห็น


เรื่องที่น่าประทับใจที่สุดคือ วันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1898

ระหว่างถวายมิสซา เมื่อมาถึงบทภาวนาว่า “พระบิดาแห่งความจริง…”

ท่านเกิดอัมพาตเฉียบพลัน และเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา

กล่าวได้ว่า ท่านสิ้นชีวิตพร้อมกับการถวายชีวิตแด่พระเจ้า


หลังจากฝังศพ ชาวบ้านหลายคนเห็นแสงสว่างเหนือหลุมศพของท่านในเวลากลางคืน

จึงมีการเปิดหลุมศพ พบว่าร่างของท่านยังไม่เน่าเปื่อย


สิ่งที่สร้างความประหลาดใจแก่แพทย์คือ ร่างกายของท่านมีของเหลวคล้ายเลือดและน้ำไหลออกมาเป็นเวลาหลายสิบปี แม้จะผ่านไปนานแล้ว เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด


มีรายงานปาฏิหาริย์นับพันกรณี โดยเฉพาะ ผู้ป่วยมะเร็ง, ผู้พิการ, ผู้เป็นอัมพาต,  ผู้สิ้นหวัง  หลายคนได้รับการรักษาหลังวอนขอคำเสนอวิงวอนของนักบุญชาร์เบล

จึงทำให้ผู้จาริกแสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางไปยังอารามของท่านที่หมู่บ้านอันนายา (Annaya) ในประเทศเลบานอนอย่างต่อเนื่อง


นักบุญชาร์เบล แทบไม่เคยเขียนหนังสือ แทบไม่มีคำเทศน์ที่มีชื่อเสียง แทบไม่เคยเดินทางออกนอกอาราม แต่หลังจากมรณภาพ ชื่อของท่านกลับแพร่ไปทั่วโลก

นี่คือความย้อนแย้งของพระเจ้า คนที่ไม่แสวงหาชื่อเสียง กลับเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก


โลกปัจจุบันสอนว่า “ถ้าไม่มีใครเห็น ก็ไม่มีคุณค่า”

แต่นักบุญชาร์เบลสอนว่า พระเจ้าทรงเห็น ก็เพียงพอแล้ว

โลกกำลังแข่งขันกันให้คน “กดไลก์” แต่พระเจ้ากำลังมองหาคนที่ “คุกเข่า”

โลกวัดความสำเร็จจากยอดผู้ติดตาม แต่พระเจ้าวัดจากความซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย


นักบุญชาร์เบลเป็นเหมือนเสียงของพระจิตที่กำลังเตือนพระศาสนจักรในยุคนี้ว่า

พระศาสนจักรจำเป็นต้องมีการบริหารที่ดี มีการประกาศข่าวดี และการรับใช้สังคม แต่ทั้งหมดนี้จะสูญเสียพลัง หากขาดชีวิตการสวดภาวนา

พระศาสนจักรไม่เติบโตเพราะกิจกรรมมากมายเท่านั้น

แต่เติบโตเพราะมีชายหญิงที่คุกเข่าต่อหน้าศีลมหาสนิท

พระสงฆ์จะเทศน์ได้อย่างทรงพลัง ไม่ใช่เพราะพูดเก่ง

แต่เพราะใช้เวลาต่อหน้าพระเยซูเจ้า

คริสตชนจะเปลี่ยนโลก ไม่ใช่เพราะมีอำนาจ

แต่เพราะหัวใจได้รับการเปลี่ยนแปลงจากการสวดภาวนา

นักบุญชาร์เบลเตือนเราว่า ก่อนจะออกไปพูดกับผู้คน จงใช้เวลาอยู่กับพระเจ้า”


มีผู้แสวงบุญคนหนึ่งเดินทางไปอารามนักบุญชาร์เบล เขาถามนักพรตผู้ดูแลว่า

“ช่วยพาผมไปดูที่ที่นักบุญชาร์เบลทำปาฏิหาริย์หน่อยครับ”

นักพรตยิ้มแล้วตอบว่า “เชิญตามมา”

เขาพาไปที่ห้องเล็ก ๆ ที่มีเพียงโต๊ะไม้ เก้าอี้เก่า และพระคัมภีร์เล่มหนึ่ง

ผู้แสวงบุญงงมาก “ที่นี่หรือครับ?” นักพรตตอบว่า ใช่…ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้เริ่มที่หลุมศพ แต่เริ่มที่ห้องภาวนาแห่งนี้ เพราะที่นี่พระเจ้าเปลี่ยนหัวใจของชาร์เบลก่อน แล้วจึงเปลี่ยนโลกผ่านเขา”

ผู้แสวงบุญเงียบไป เพราะเข้าใจทันทีว่า ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรักษาร่างกาย แต่คือการที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนหัวใจมนุษย์


นักบุญชาร์เบล ผู้หลงรักความเงียบและศีลมหาสนิท โปรดช่วยเราให้ค้นพบอีกครั้งว่า พระเจ้าตรัสกับเรามากที่สุดในความสงบเงียบ มิใช่ในความวุ่นวาย โปรดวอนขอให้พระศาสนจักรเป็นชุมชนแห่งการภาวนา และให้ชีวิตของเราเกิดผลจากการอยู่กับพระเยซูคริสตเจ้าก่อนเสมอ อาเเมน.”



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ