บทเทศน์และข้อคิด วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2026
ระลึกถึงนักบุญบริยิตแห่งสวีเดน ศต 14
บทอ่าน : เยเรมีย์ 2:1-3, 7-8, 12-13
บทเทศน์: “พระเจ้าที่ถูกลืม กับบ่อน้ำที่แตกร้าว”
“ประชากรของเราได้ทำความชั่วสองประการ คือ เขาละทิ้งเรา ผู้เป็นบ่อน้ำแห่งชีวิต และไปขุดบ่อเก็บน้ำสำหรับตนเอง แต่เป็นบ่อที่แตกร้าว เก็บน้ำไว้ไม่ได้” (ยรม 2:13)
หากวันนี้พระเจ้าจะส่งข้อความมาหาเรา ข้อความนั้นอาจจะไม่ใช่การตำหนิ แต่เป็นคำถามที่เจ็บลึกที่สุด
“ลูก…ทำไมลูกจึงเลิกมาหาเรา?” นี่คือหัวใจของหนังสือเยเรมีย์ในวันนี้
พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยความโกรธ แต่เริ่มต้นด้วย ความทรงจำแห่งความรัก
“เรายังจำได้ถึงความรักของเจ้าสมัยยังเยาว์วัย เมื่อเจ้าติดตามเราในถิ่นทุรกันดาร”
เหมือนสามีที่นั่งดูรูปแต่งงานเก่า ๆ แล้วน้ำตาไหล เพราะภรรยาที่เคยรักกันสุดหัวใจ วันนี้กลับไม่แม้แต่จะพูดคุยกัน
พระเจ้ากำลังตรัสว่า “เรายังจำวันที่เจ้ารักเราได้ แต่เจ้าลืมวันนั้นเสียแล้ว“
- ความน่าเศร้าที่สุด ไม่ใช่การทำบาป แต่คือ “การลืมพระเจ้า”
อิสราเอลไม่ได้ประกาศว่า “เราไม่เชื่อพระเจ้า”
แต่เขาเพียง
• ไม่ถามหาพระองค์
• ไม่ภาวนา
• ไม่ฟังพระสุรเสียง
• ใช้ชีวิตเหมือนพระเจ้าไม่มีอยู่จริง
นี่คือสิ่งที่เยเรมีย์เจ็บปวดที่สุด
ทุกวันนี้ โลกของเราก็เป็นเช่นนั้น
ผู้คนมีโทรศัพท์อยู่ในมือวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่มีเวลาห้านาทีให้พระเจ้า
เราตรวจข้อความทุกห้านาที แต่เปิดพระคัมภีร์ปีละครั้ง
เราอัปเดต Facebook Instagram TikTok
แต่ไม่เคยอัปเดตหัวใจของเรา
ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่มีเวลา
แต่คือ เรามีเวลาให้ทุกสิ่ง ยกเว้นพระเจ้า
- “บ่อน้ำที่แตกร้าว” ของโลกปัจจุบัน
พระเจ้าทรงใช้ภาพที่งดงามมาก
พระองค์คือ “บ่อน้ำแห่งชีวิต“
แต่มนุษย์กลับไปขุดบ่อของตัวเอง
ปัญหาคือ บ่อเหล่านั้น แตกร้าว เก็บน้ำไม่ได้
วันนี้โลกกำลังเสนอ “บ่อใหม่” มากมาย
• เงินจะทำให้มีความสุข
• ชื่อเสียงจะเติมเต็มชีวิต
• ความสำเร็จจะทำให้เราเป็นคนสมบูรณ์
• เทคโนโลยีจะตอบทุกคำถาม
• AI จะช่วยแก้ทุกปัญหา
แต่ทำไมหนอ…คนรวยจำนวนมากยังฆ่าตัวตาย
คนดังยังเป็นโรคซึมเศร้า
คนมีผู้ติดตามหลายล้านกลับรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย เหงา ว้าเหว่
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบ่อที่แตกร้าว
มันให้น้ำได้ชั่วคราว แต่ไม่เคยดับความกระหายของหัวใจ
มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นบ่อน้ำแห่งชีวิต
- พระศาสนจักรก็ต้องระวัง “บ่อที่แตกร้าว”
พระดำรัสวันนี้ไม่ได้เตือนเฉพาะชาวโลก แต่เตือนพระศาสนจักรด้วย
อันตรายที่สุดคือเรามีวัดสวย พิธีกรรมดีสง่างาม กิจกรรมมาก ประชุมเยอะ
แต่หัวใจกลับแห้งแล้ง หดหู่ ห่อเหี่ยว
บางครั้ง เราอาจกำลังสร้างองค์กร แต่ไม่ได้สร้างความศักดิ์สิทธิ์
สร้างอาคาร แต่ไม่ได้สร้างนักบุญ
สร้างกิจกรรม แต่ไม่ได้สร้างการกลับใจ
พระสันตะปาปาหลายพระองค์ทรงเตือนเสมอว่า
พระศาสนจักรจะไม่รอดด้วย “โครงสร้าง”
แต่จะรอดด้วย การกลับไปหาพระเยซูเจ้าคริสตเจ้า
หากพระศาสนจักรสูญเสียการอธิษฐานภาวนา เราก็กำลังขุดบ่อแตกร้าวเช่นกัน
- พระเจ้าผู้ยังคงรอคอยเราอยู่เสมอ
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในบทอ่านนี้คือ พระเจ้าไม่พูดว่า “ไปเสีย”
แต่พระองค์ยังคงเรียก, ยังคงรอ, ยังคงหวัง
เหมือนพ่อที่ยังเปิดไฟหน้าบ้านไว้ทุกคืน เผื่อลูกจะกลับมา
พระเจ้าของเรา ยังไม่เคยปิดประตู
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีชายคนหนึ่งซื้อเครื่องกรองน้ำราคาแพงที่สุดในตลาด
ติดตั้งอย่างหรูหรา ทุกวันเขาจะคุยอวดเพื่อนบ้านว่า “น้ำบ้านผมสะอาดที่สุด”
วันหนึ่งเพื่อนมาหา เห็นเจ้าของบ้านกำลังเดินถือถังน้ำออกไปซื้อจากร้านสะดวกซื้อ
เพื่อนจึงถาม “อ้าว…แล้วเครื่องกรองน้ำล่ะ?”
เจ้าของบ้านตอบอย่างภูมิใจ “มีครับ…เครื่องดีที่สุดเลย”
“แล้วทำไมไม่ใช้ล่ะ?” เขาตอบว่า “ผมลืมเปิดวาล์วน้ำเข้าบ้าน…”
เครื่องกรองแพงที่สุด ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำไหลเข้าเครื่องกรอง
ข้อคิดคือว่า… ชีวิตฝ่ายจิตของเราก็คล้ายๆ กันหรือไม่?
เรามีพระคัมภีร์, มีไม้กางเขน, มีสายประคำ, มีมิสซาที่วัด, มีศีลศักดิ์สิทธิ์
แต่ถ้าหากเราไม่เปิดหัวใจรับพระหรรษทาน ทุกอย่างก็เป็นเพียงของประดับ
ไม่ใช่ชีวิต
ข้อคิดสำหรับวันนี้จากบทอ่านที่หนึ่ง
เยเรมีย์ไม่ได้ถามว่า “คุณทำบาปอะไร”
แต่ถามว่า “คุณกำลังดื่มน้ำจากบ่อไหน?“
• ถ้าเราดื่มจากบ่อแห่งเงิน เราจะกระหายมากขึ้น
• ถ้าเราดื่มจากบ่อแห่งชื่อเสียง เราจะกลัวการถูกลืม
• ถ้าเราดื่มจากบ่อแห่งอำนาจ เราจะหวาดระแวงการสูญเสีย
แต่ถ้าเราดื่มจากพระเยซูเจ้าเจ้า เราจะพบสันติสุขที่โลกให้ไม่ได้ และโลกก็เอาไปไม่ได้
วันนี้พระเจ้ามิได้ตรัสด้วยเสียงแห่งการกล่าวโทษ แต่ด้วยเสียงแห่งความรักว่า
“ลูกเอ๋ย กลับมาดื่มจากบ่อน้ำแห่งชีวิตอีกครั้งเถิด เราไม่เคยหยุดรอเจ้าเลย”
ขอให้บทอ่านวันนี้เป็นเหมือนเสียงเรียกที่ปลุกหัวใจของเรา และของพระศาสนจักรทั้งมวล ให้เลิกแสวงหาน้ำจากบ่อที่แตกร้าว แล้วกลับมาหาพระเยซูเจ้าเจ้า ผู้ทรงเป็น “บ่อน้ำแห่งชีวิต” ที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารโดยพระวรสารนักบุญมัทธิว 13:10-17
บทเทศน์: “ตาที่มองเห็น แต่หัวใจที่มองไม่เห็น“
“ท่านทั้งหลายเป็นสุข เพราะตาของท่านมองเห็น และหูของท่านได้ยิน” (มธ 13:16)
ในพระวรสารวันนี้ บรรดาศิษย์ถามพระเยซูเจ้าด้วยความสงสัยว่า
“ทำไมพระองค์จึงตรัสกับประชาชนเป็นอุปมา?”
คำตอบของพระเยซูเจ้าช่างน่าคิด พระองค์ไม่ได้บอกว่าอุปมาเป็นเรื่องยาก
แต่พระองค์ตรัสว่า “เขามองดูแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน และไม่เข้าใจ”
นั่นหมายความว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดวงตา แต่อยู่ที่หัวใจ
หลายคนมีสายตาดี แต่หัวใจกลับมืดบอด
หลายคนได้ยินเสียงพระเจ้า แต่ไม่เคยฟังพระองค์
หลายคนอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน แต่ไม่เคยให้พระคัมภีร์อ่านชีวิตของตนเอง
นี่คือโศกนาฏกรรมที่พระเยซูเจ้าทรงเศร้าใจที่สุด
- การมองเห็นที่แท้จริง เริ่มจากหัวใจ
คนตาบอดในพระวรสารหลายคนกลับ “มองเห็น” พระเยซูเจ้า
แต่บรรดาฟาริสีที่สายตาปกติ กลับมองไม่เห็นเลยว่าพระเมสสิยาห์ยืนอยู่ตรงหน้า
ทำไมหรือ? เพราะว่า ดวงตาเห็นได้เพียงรูปลักษณ์ภายนอก
มีเพียงแต่หัวใจเท่านั้น ที่มองเห็นความจริง
ในโลกปัจจุบัน
เรามีเทคโนโลยีที่ทำให้เห็นทุกมุมโลก แต่กลับไม่เห็นน้ำตาของคนในบ้านเดียวกัน
เรารู้ข่าวสารภายในไม่กี่วินาที แต่ไม่รู้ว่าลูกของเรากำลังทุกข์ใจ
เรามองหน้าจอวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่เคยมองพระแท่นศีลมหาสนิทนานห้านาที
โลกมีข้อมูลมากมาย แต่กลับขาดปรีชาญาณ
- ทำไมบางคนฟังพระวาจาแล้วไม่เปลี่ยนชีวิต?
หลายคนสงสัยว่า ทำไมฟังเทศน์ทุกอาทิตย์ แต่ชีวิตยังเหมือนเดิม
คำตอบอาจอยู่ในพระวรสารวันนี้
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เขาไม่มีหู” แต่ตรัสว่า “หัวใจของเขาเฉื่อยชา“
หัวใจที่เต็มไปด้วย…ความทะนง, อคติ, ทิฐิ, ความโกรธ, ความโลภ, ความหลง, การยึดติด ที่ไม่สามารถรับพระวาจาได้ เหมือนดินที่แข็ง ต่อให้ฝนตกหนักเพียงใด
น้ำก็ไม่ซึมลงดิน พระวาจาของพระเจ้าไม่เคยขาดพลัง แต่หัวใจของเราต่างหาก
ที่อาจปิดประตูไว้
- พระศาสนจักรต้องระมัดระวัง “การคุ้นเคยกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
นี่คือคำเตือนที่สำคัญมาก
คนที่เสี่ยงที่สุด ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเข้าวัด
แต่คือ คนที่เข้าวัดจนเคยชิน รับศีลมหาสนิทจนเคยชิน
เราสามารถ เดินผ่านไม้กางเขนทุกวัน, ถวายมิสซาทุกวัน, อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน
แต่หัวใจกลับไม่สะเทือนอีกต่อไป
เหมือนคนที่อยู่ใกล้น้ำตกทุกวัน จนไม่เคยได้ยินเสียงน้ำตกอีกแล้ว
พระศาสนจักรในทุกยุคจึงต้องภาวนาเสมอว่า
“พระเจ้าข้า โปรดอย่าให้เราชินกับพระองค์”
เพราะความเคยชิน อาจฆ่าความศรัทธาได้อย่างเงียบ ๆ
- “ท่านทั้งหลายเป็นสุข เพราะตาของท่านมองเห็น”
พระเยซูเจ้าตรัสประโยคนี้กับศิษย์
แต่ไม่ได้หมายความว่า ศิษย์ฉลาดกว่าคนอื่น, ดีกว่าคนอื่น, เก่งกว่าคนอื่น
พระองค์หมายความว่า เขาเปิดใจมากเพียงใด
ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่การรู้มากที่สุด แต่คือ การเปิดใจมากที่สุด
คนที่สุภาพถ่อมตนจะเห็นพระเจ้าทุกแห่ง เช่น เห็นพระองค์ในเด็กเล็ก, ในคนยากจน, ในผู้ป่วย, ในศีลมหาสนิท, ในไม้กางเขน, แม้กระทั่งในความทุกข์ที่เขาเผชิญ
ข้อคิดกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
ทุกวันนี้ โลกกำลังแข่งขันกันสร้าง “ปัญญาประดิษฐ์”
แต่สิ่งที่โลกขาดมากกว่า คือ “หัวใจที่มีปรีชาญาณ“
AI อาจตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ไม่สามารถรัก, ไม่สามารถให้อภัย, ไม่สามารถร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้, ไม่สามารถคุกเข่าอธิษฐานภาวนาแทนใคร
สิ่งเหล่านี้ เป็นของประทาน เป็นพระพรที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์
จึงเป็นหน้าที่ของคริสตชน ที่จะไม่เพียง “รู้” แต่ต้อง “เห็น”
ไม่เพียง “ได้ยิน” แต่ต้อง “เข้าใจ”
และไม่เพียง “เข้าใจ” แต่ต้อง “ลงมือรัก”
อยากเล่าสู่ให้ฟัง
มีคุณตาท่านหนึ่งเพิ่งซื้อแว่นสายตาคู่ใหม่ราคาแพงมาก
คุณตาภูมิใจสุด ๆ เดินไปอวดเพื่อนทุกคน “แว่นอันนี้ชัดมาก!”
เพื่อนถามว่า “ชัดขนาดไหน?” คุณตาตอบ “ชัดจนเห็นฝุ่นบนโต๊ะ!”
วันรุ่งขึ้น หลานมาหา เห็นคุณตากำลังใช้ไม้เท้าคลำหากุญแจบ้าน
หลานถาม “คุณตา แล้วแว่นใหม่ล่ะครับ?”
คุณตาตอบ “ใส่อยู่ไง” หลานมองลงไปใต้เท้าแล้วพูดว่า “กุญแจอยู่ตรงเท้าคุณตานี่เอง”
คุณตาหัวเราะแล้วพูดว่า “อ่อ จริงสิ ตาเห็นฝุ่น…แต่ไม่เห็นกุญแจ”
ข้อคิดคือว่า บางครั้ง เราเห็นข้อผิดพลาดของคนทั้งโลก แต่ไม่เห็นความหยิ่งของตัวเอง
เห็นจุดบกพร่องของพระศาสนจักร แต่ไม่เห็นว่าตนเองยังไม่ยอมกลับใจ
เห็นปัญหาของทุกคน แต่ไม่เห็นพระเจ้าที่กำลังยืนเคาะประตูหัวใจ
พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้ถามว่า “ลูกมองเห็นอะไร?“
แต่ถามว่า “ลูกมองเห็นด้วยหัวใจหรือยัง?“
บทสรุปข้อคิดวันนี้
พระวรสารวันนี้ไม่ได้แบ่งคนออกเป็น
คนฉลาดกับคนโง่ แต่แบ่งเป็น คนที่เปิดใจ กับคนที่ปิดใจ
คนที่เปิดใจ จะพบพระเจ้าทุกวัน แม้ในเรื่องธรรมดาที่สุด
ส่วนคนที่ปิดใจ ต่อให้พระเยซูเจ้าประทับอยู่ตรงหน้า ก็ยังมองไม่เห็นพระองค์
วันนี้พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเราทุกคนว่า
“ท่านเป็นสุข เพราะตาของท่านมองเห็น และหูของท่านได้ยิน”
ขอให้เราอธิษฐานว่า
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานดวงตาที่มองเห็นมากกว่ารูปลักษณ์ หูที่ได้ยินมากกว่าเสียง และหัวใจที่เข้าใจมากกว่าถ้อยคำ เพื่อว่าทุกครั้งที่ข้าพเจ้าพบพระองค์ในพระวาจา ศีลมหาสนิท และเพื่อนมนุษย์ ชีวิตของข้าพเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ”
อาแมน
ระลึกถึงนักบุญบริยิตแห่งสวีเดน ศต 14



นักบุญบริยิตแห่งสวีเดน (St. Bridget of Sweden)
(ประมาณ ค.ศ. 1303–1373) วันฉลอง: 23 กรกฎาคม
นักพรต ผู้ก่อตั้งคณะพระผู้ไถ่ (Bridgettines) และองค์อุปถัมภ์ทวีปยุโรป
นักบุญบริยิตเป็นหนึ่งในสตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระศาสนจักรในยุคกลาง จนได้รับการประกาศจาก สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ให้เป็น องค์อุปถัมภ์ของทวีปยุโรป ร่วมกับนักบุญเบเนดิกต์ นักบุญคาทารีนาแห่งซีเอนา และนักบุญเทเรซา เบเนดิกตาแห่งไม้กางเขน (เอดิธ สไตน์)
- เจ้าหญิงผู้เลือกความศักดิ์สิทธิ์
บริยิตเกิดในตระกูลขุนนางที่มั่งคั่งของประเทศสวีเดน
บิดาเป็นผู้พิพากษาระดับสูง มารดาเป็นสตรีที่ศรัทธาอย่างลึกซึ้ง
ตั้งแต่อายุประมาณ 7 ปี เธอเล่าว่าได้รับพระหรรษทานเห็นนิมิตพระเยซูคริสตเจ้าบนไม้กางเขน ภาพนั้นติดอยู่ในหัวใจตลอดชีวิต
เธอมักถามตัวเองว่า “พระองค์ทรงรักเราถึงเพียงนี้ แล้วเราจะรักพระองค์ตอบอย่างไร?” นี่เป็นคำถามที่กำหนดทิศทางชีวิตทั้งหมดของเธอ
- นักบุญที่เป็น “ภรรยาและคุณแม่”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนเป็นนักพรต บริยิตแต่งงานกับอุล์ฟ กุ๊ดมาร์สสัน (Ulf Gudmarsson) ทั้งสองมีลูกถึง 8 คน หนึ่งในนั้นคือ นักบุญแคทเธอรีนแห่งสวีเดน
ซึ่งต่อมาก็ได้รับการประกาศเป็นนักบุญเช่นกัน จึงนับว่า ครอบครัวนี้มีนักบุญถึงสองรุ่น
บริยิต พิสูจน์ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ไม่จำกัดอยู่ในอาราม แต่เริ่มต้นจากครอบครัว
- หลังสามีเสียชีวิต เธอถวายชีวิตแด่พระเจ้า
เมื่อสามีถึงแก่กรรม บริยิตไม่ได้เลือกชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ถวายชีวิตทั้งหมดเพื่อรับใช้พระเจ้า เธอก่อตั้งคณะนักพรตใหม่ คือ คณะพระผู้ไถ่ศักดิ์สิทธิ์ (Order of the Most Holy Savior หรือ Bridgettines)
ลักษณะเด่นคือ ชีวิตภาวนา, การศึกษาพระคัมภีร์, การต้อนรับผู้จารกแสวงบุญ/บำเพ็ญจร, การรับใช้คนยากจน
- สตรีผู้กล้าพูดความจริงกับพระสันตะปาปาและกษัตริย์
นี่คือสิ่งที่ทำให้บริยิตโดดเด่นมาก แม้จะเป็นเพียงสตรี แต่เธอกล้าตักเตือนกษัตริย์, เจ้าชาย, พระสังฆราช, แม้แต่พระสันตะปาปา
ในยุคนั้น พระสันตะปาปาประทับอยู่ที่เมืองอาวีญง ประเทศฝรั่งเศส ไม่ได้อยู่กรุงโรม
บริยิตเขียนจดหมายวิงวอนอย่างกล้าหาญว่า “โปรดกลับมายังกรุงโรม เพื่ออภิบาลพระศาสนจักรตามที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงประสงค์”
หลายปีต่อมา พระสันตะปาปาก็เสด็จกลับกรุงโรมจริง แม้จะมีหลายปัจจัยร่วมกัน แต่เสียงเรียกร้องของนักบุญบริยิตเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ
- หนังสือ “วิวรณ์” ของนักบุญบริยิต
สิ่งที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงมากคือ Revelationes (The Revelations of St. Bridget) เป็นบันทึกการภาวนา นิมิต และข้อเตือนใจที่เธอเชื่อว่าได้รับจากพระเจ้า
หนังสือเล่มนี้แพร่หลายทั่วยุโรป ช่วยปลุกชีวิตฝ่ายจิตของคริสตชนจำนวนมาก
แม้พระศาสนจักรจะเชิญชวนให้อ่านด้วยการไตร่ตรองและแยกแยะ เพราะเป็น “วิวรณ์ส่วนบุคคล” ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ แต่ผลงานนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตฝ่ายจิตอย่างมาก
เกร็ดที่หลายคนอาจไม่รู้
- นักบุญที่เดินทางไกลแม้อายุมาก
เมื่ออายุกว่า 70 ปี เธอเดินทางแสวงบุญไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่สมัยนั้น ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีรถยนต์ การเดินทางเต็มไปด้วยโจร โรคภัย และอันตราย เธอกล่าวว่า “ตราบใดที่พระเจ้าทรงเรียก ฉันก็จะเดินต่อไป”
- เธอเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์
กษัตริย์หลายพระองค์รับฟังคำแนะนำของเธอ
แต่เธอไม่เคยใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
เธอใช้ความใกล้ชิดผู้มีอำนาจ เพื่อปกป้องคนยากจน
- คำภาวนา 15 บท
มีธรรมเนียมความศรัทธาที่เชื่อมโยงกับ “คำภาวนา 15 บทของนักบุญบริยิต” ซึ่งได้รับความนิยมในหลายประเทศมาหลายศตวรรษ
อย่างไรก็ตาม พระศาสนจักรชี้แจงว่า ผู้มีความศรัทธาสามารถใช้คำภาวนาเหล่านี้เป็นเครื่องช่วยภาวนาได้ แต่ไม่ควรยึดติดกับคำกล่าวอ้างเรื่องพระสัญญาพิเศษบางประการที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในวันนี้
- พระศาสนจักรต้องกล้าพูดความจริงด้วยความรัก
นักบุญบริยิตไม่ได้วิจารณ์พระศาสนจักรเพื่อทำลาย แต่พูดความจริง เพื่อการฟื้นฟู
วันนี้ พระศาสนจักรก็ต้องการผู้มีความกล้าเช่นนี้ กล้าพูด แต่พูดด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยความโกรธ
- การปฏิรูปเริ่มจากการภาวนา
บริยิตไม่ได้เริ่มจากการประท้วง แต่เริ่มจาก การคุกเข่า
ก่อนจะเปลี่ยนโลก เธอปล่อยให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนหัวใจของเธอก่อน
นี่เป็นบทเรียนสำคัญ พระศาสนจักรไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้วยเสียงที่ดังที่สุด
แต่ด้วยแบบอย่างนักบุญบรยิตที่ภาวนามากที่สุด
- ความศักดิ์สิทธิ์เริ่มจากครอบครัว
บริยิตเป็นทั้งภรรยา แม่ และนักพรต
ชีวิตของเธอบอกเราว่า ครอบครัวไม่ใช่อุปสรรคของความศักดิ์สิทธิ์
แต่เป็นโรงเรียนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หากบ้านของเรามีการให้อภัย การภาวนา และการรับใช้ บ้านนั้นก็เริ่มเป็น “พระศาสนจักรภายในบ้าน” แล้ว
อยากเล่าสู่กันฟังก่อนจบข้อคิดวันนี้
มีพระสงฆ์หนุ่มคนหนึ่งถามนักพรตชราว่า
“คุณพ่อครับ ถ้าอยากเปลี่ยนพระศาสนจักร ต้องเริ่มจากตรงไหน?”
นักพรตยิ้มแล้วหยิบกระจกบานเล็กมายื่นให้
พระสงฆ์หนุ่มงง “นี่หมายความว่าอย่างไรครับ?”
นักพรตตอบเบา ๆ “ทุกเช้าที่มองกระจก ถามตัวเองก่อนว่า วันนี้คนในกระจกยอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงหรือยัง ถ้าคนในกระจกเปลี่ยน พระศาสนจักรก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว”
นักบุญบริยิตไม่เคยคิดว่าตนเองจะเปลี่ยนโลกทั้งใบ เธอเพียงพยายามซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในแต่ละวัน และเพราะความซื่อสัตย์นั้น พระเจ้าจึงทรงใช้เธอให้เป็นแสงสว่างของทั้งยุโรป
ขอให้นักบุญบริยิตช่วยวิงวอนเพื่อเรา โดยเฉพาะเพื่อพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน ให้เรากล้าที่จะภาวนา กล้าที่จะพูดความจริงด้วยความรัก และกล้าที่จะเริ่มการฟื้นฟูจากหัวใจของตนเองก่อนเสมอ
นักบุญบริยิตแห่งสวีเดน โปรดภาวนาเพื่อเราด้วย อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ






















