บทเทศน์และข้อคิด วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2026
นักบุญ คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา ศต. 20 ยุคของเรา




วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2026 มีความพิเศษมาก เพราะบทอ่านประจำวันเหมือนถูกจัดวางไว้ให้ “อธิบายชีวิตคุณแม่เทเรซา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคของนักบุญเปาโลว่า “เราหิว เรากระหาย เราไม่มีเสื้อผ้าพอ…เราถูกดูหมิ่นก็อวยพร ถูกเบียดเบียนก็อดทน” (1 คร 4:11-13) และพระวรสารที่พระเยซูเจ้าทรงปกป้องศิษย์ที่กำลัง “หิว” จากการตีความกฎหมาย/ข้อกำหนดวันสับบาโตอย่างไร้หัวใจ (ลก 6:1-5)
“อย่าถามว่าพวกเขาสมควรได้รับความรักหรือไม่ แต่จงถามว่า วันนี้พระเยซูเจ้ากำลังหิวอยู่ในผู้ใดบ้าง?”
บทเทศน์วันนี้: “เมื่อพระเยซูเจ้าซ่อนพระองค์อยู่ในบุคคลที่เราไม่อยากมอง”
วันที่ 5 กันยายน พระศาสนจักรระลึกถึงสตรีร่างเล็กคนหนึ่ง (แต่ฝ่ามือของท่านใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อช่วยเหลือคนยากจน) เธอไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีกองทัพ ไม่มีบริษัท ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย
แต่เมื่อเธอเสียชีวิตในวันที่ 5 กันยายน 1997 รัฐบาลอินเดียจัดพิธีศพแบบรัฐพิธีให้เธอ และผู้คนจากศาสนาต่าง ๆ พากันมาคารวะหญิงคาทอลิกตัวเล็ก ๆ คนนี้
ชื่อเดิมของเธอคือ Gonxha Agnes Bojaxhiu เกิดวันที่ 26 สิงหาคม 1910 ที่เมืองสโกเปีย ครอบครัวมีเชื้อสายแอลเบเนีย บิดาของเธอเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อเธออายุประมาณ 8 ปี เมื่ออายุ 18 ปี เธอจากบ้านไปเข้าคณะนักบวชหญิง “Loreto” ที่ไอร์แลนด์ แล้วเดินทางไปอินเดียในปี 1929 ต่อมาเป็นครู และในปี 1944 เป็นครูใหญ่ของโรงเรียน St. Mary’s เราลองจินตนาการดู ถ้าคุณแม่เทเรซาอยู่เป็นครูใหญ่ต่อไป ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว มีบ้าน มีอาหาร มีคณะนักบวชที่เธอสังกัด มีโรงเรียน มีลูกศิษย์รัก แต่พระเจ้ามักจะเข้ามาขัดจังหวะ “ชีวิตที่ลงตัว” ของเรา
1. วันที่พระเจ้าเข้ามาขัดจังหวะชีวิตความสบายของเธอ
วันที่ 10 กันยายน 1946 ระหว่างนั่งรถไฟจากกัลกัตตาไปเมืองดาร์จีลิงเพื่อเข้าเงียบ คุณแม่เทเรซาได้รับประสบการณ์ฝ่ายจิตที่เธอเรียกว่า “a call within a call” — กระแสเรียกซ้อนอยู่ในกระแสเรียก เธอรู้สึกว่าพระเยซูเจ้ากำลังเรียกให้เธอออกจากความมั่นคงของโรงเรียน ไปอยู่กับ “ผู้ยากไร้ที่สุดในหมู่ผู้ยากไร้” และคำที่กลายเป็นหัวใจพันธกิจคือ “Come, be My light.” — “มาสิ จงเป็นแสงสว่างของเรา” แต่สิ่งน่าสนใจคือ พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เทเรซา ไปเปลี่ยนโลก” พระองค์เพียงเรียกเธอให้ไปหาคนหนึ่ง คนที่โลกไม่ต้องการ นี่เป็นบทเรียนแรกของวันนี้: เราอาจเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ แต่เราเปลี่ยน “โลกทั้งใบของใครบางคน” ได้
2. นักบุญเปาโลกับคุณแม่เทเรซา: ลงไปอยู่ “ข้างล่าง”
บทอ่านแรกวันนี้หนักหน่วงมาก เปาโลตำหนิชาวโครินธ์ที่กำลังหลงความสำเร็จ พวกเขายึดติดกับความสำคัญและสถานะของตนเอง แล้วท่านบอกว่า ตัวท่านเองเปาโลในฐานะอัครสาวกกลับหิว กระหาย ขาดเสื้อผ้า ถูกทำร้าย ไร้ที่อยู่ ทำงานด้วยมือของตนเอง ถูกด่าก็อวยพร ถูกเบียดเบียนก็อดทน จนกลายเป็นเหมือน “ขยะของโลก” นี่คือความขัดแย้งของพระวรสาร: ชาวโลกถามว่า “คุณอยู่สูงแค่ไหน?” พระเยซูเจ้าถามว่า “คุณยอมลงไปต่ำแค่ไหนเพื่อยกใครคนหนึ่งขึ้นมา?”
คุณแม่เทเรซาเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง วันที่ 17 สิงหาคม 1948 เธอเปลี่ยนจากชุดนักบวช Loreto มาสวม ส่าหรีสีขาวขอบฟ้า และออกจากอารามไปอยู่ท่ามกลางคนยากจน หลังจากเรียนการพยาบาลพื้นฐานระยะสั้นๆ เธอก็เข้าไปในสลัม เยี่ยมครอบครัว ล้างบาดแผลเด็ก ดูแลคนป่วยข้างถนน และหญิงที่กำลังจะตายจากความหิวและวัณโรค เธอไม่ได้ยืนบนระเบียงแล้วตะโกนว่า “คนยากจนทั้งหลาย ขึ้นมาหาฉัน!”
แต่เธอ ลงไปหาเขา นี่คือพระศาสนจักรที่โลกต้องการในยุคนี้ ไม่ใช่เพียงพระศาสนจักรที่พูดว่า “ประตูวัดเปิดอยู่ เชิญเข้ามา” แต่เป็นพระศาสนจักรที่ถามว่า “ใครไม่มีแรงพอจะเดินมาถึงประตูวัด? แล้วเราจะออกไปหาเขาได้อย่างไร?”
3. พระวรสารวันนี้: เมื่อเน้น “กฎเคร่งครัด” มองไม่เห็น “ความหิว”
พระวรสารวันนี้น่าทึ่งมาก บรรดาศิษย์กำลังหิว จึงเด็ดรวงข้าวในวันสับบาโต พวกฟาริสีเห็นแล้วถามว่า “ทำไมพวกท่านทำสิ่งที่กฎหมายห้ามในวันสับบาโต?” พระเยซูเจ้าไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของวันสับบาโต แต่ทรงชี้กลับไปถึงกษัตริย์ดาวิดที่เมื่อหิวก็ได้เสวยขนมปังที่ถวายเฉพาะสมณะ และจบด้วยถ้อยคำว่า “บุตรแห่งมนุษย์เป็นนายเหนือวันสับบาโต” ปัญหาของฟาริสีคืออะไร? เขามองเห็นการละเมิดกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด แต่ไม่เห็นท้องผู้คนที่กำลังหิว นี่อันตรายมากสำหรับคนในศาสนา เราอาจมองเห็นว่า เขาแต่งตัวไม่เหมาะสม เขาไม่มาวัด เขาแต่งงานไม่เรียบร้อย ชีวิตครอบครัวเขาซับซ้อน เขาไม่รู้พิธีกรรม เขาไม่เหมือนพวกเรา จนเราลืมถามว่า “แต่หัวใจของเขากำลังหิวอะไร?” บางคนไม่ได้หิวข้าว – เขาหิวคนฟัง – หิวการให้อภัย – หิวศักดิ์ศรี – หิวใครสักคนที่ไม่ตัดสินเขา – หิวคำว่า “คุณยังมีคุณค่า” – และบางที…หิวพระเจ้าโดยที่ตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
มีเรื่องหนึ่งที่คุณแม่เทเรซาเล่าเองตอนรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1979 เธอไปเยี่ยมบ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในโลกตะวันตก ที่นั่นสะอาด สวยงาม มีอาหาร มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง แต่คุณแม่เทเรซาสังเกตสิ่งประหลาด คนชราทุกคนเอาแต่มองไปที่ประตู เธอถามบรรดาซิสเตอร์ของเธอว่า “รู้ไหม ทำไมทุกคนมองประตู?” คำตอบคือ “พวกเขาหวังว่าลูกของเขาจะมาเยี่ยม” วันแล้ววันเล่า…ก็มองประตู คุณแม่เทเรซาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ความยากจนที่เลวร้ายที่สุดบางครั้งไม่ใช่ไม่มีข้าวกินแต่คือไม่มีใครคิดถึงเรา นี่เข้ากับโลกปัจจุบันอย่างน่ากลัวมาก เรามี smartphone แต่บางคนไม่มีใครโทรหา – มี FC เป็นพัน แต่ไม่มีเพื่อนสักคนให้ร้องไห้ด้วย – บ้านใหญ่ขึ้น แต่โต๊ะอาหารเงียบลง – Internet เร็วขึ้น แต่ความสัมพันธ์กลับห่างขึ้น ดังนั้น คนยากจนที่คุณแม่เทเรซาพูดถึง อาจไม่ได้อยู่กัลกัตตา เขาอาจนั่งอยู่ข้างเราในบ้านก็ได้
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าทึ่ง เมื่อคุณแม่เทเรซาได้รับรางวัลโนเบล มีอาจารย์มหาวิทยาลัยอเมริกันประมาณ 14 คนมาพบเธอที่กัลกัตตา คุยกันเรื่องความรัก ความเมตตา และการรับใช้เสร็จแล้ว คนหนึ่งถามว่า “คุณแม่ครับช่วยพูดอะไรสักอย่างที่พวกเราจะจำกลับไปได้ไหม?” คุณแม่ตอบง่าย ๆ ว่า “ยิ้มให้กัน และหาเวลาให้กันในครอบครัว”แล้วมีคนหนึ่งถามเธอว่า “Mother, are you married?” — “คุณแม่แต่งงานหรือยังครับ?” คำถามนี้คงทำให้คนรอบข้างสะดุ้ง! แต่คุณแม่ตอบทันทีว่า “Yes.” — “แต่งแล้วค่ะ” แล้วเธอก็ตอบอย่างน่าทึ่งว่า บางครั้งการยิ้มให้ “พระเยซูเจ้า” ผู้เป็นคู่ครองของเธอก็ยากเหมือนกัน เพราะพระองค์ทรงเรียกร้องจากเธอมากเหลือเกิน! เพราะ ความรักแท้ไม่ได้พิสูจน์ตอนอีกฝ่ายน่ารัก แต่พิสูจน์ตอนที่ “ยิ้มให้เขายาก”
สามีภรรยา — ยิ้มให้กันตอนเหนื่อย
พ่อแม่ — รักลูกตอนลูกไม่น่ารัก
ลูก — อดทนกับพ่อแม่สูงวัย
พระสงฆ์ — รักสัตบุรุษที่สร้างปัญหา
สัตบุรุษ — รักพระสงฆ์ที่ไม่สมบูรณ์
สมาชิกชุมชน — รักคนที่คิดไม่เหมือนเรา
ตรงนั้นแหละ กัลกัตตาของเรา
เราไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปอินเดียเพื่อพบคนยากจน บางที “คนยากจนที่สุด” ที่พระเจ้าฝากให้เรารัก กำลังนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับเรา!
4. ความลับที่หลายคนไม่รู้: “นักบุญแห่งความมืด”
นี่อาจเป็นเกร็ดที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับคุณแม่เทเรซา คนทั่วโลกเห็นรอยยิ้มของเธอ และคิดว่าเธอคงรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ตลอดเวลา แต่หลังเธอเสียชีวิต จดหมายฝ่ายจิตเผยให้เห็นว่า เป็นเวลายาวนานมาก เธอเผชิญกับ ความมืดภายใน รู้สึกถึงความห่างไกลและการถูกทอดทิ้งจากพระเจ้า ความมืดนี้เริ่มใกล้เคียงกับช่วงที่เธอเริ่มพันธกิจแก่คนจนและดำเนินต่อไปแทบตลอดชีวิต นี่คือสิ่งที่น่าฉงน หญิงที่นำแสงสว่างให้คนทั้งโลกตัวเองกลับเดินผ่านความมืด แต่เธอไม่หยุดรัก นี่คือความเชื่อที่โตเต็มวัย ความเชื่อไม่ใช่ “พระเจ้า ฉันรู้สึกถึงพระองค์ เพราะฉะนั้นฉันจะรับใช้” แต่คือ “พระเจ้า แม้วันนี้ฉันไม่รู้สึกถึงพระองค์ ฉันก็ยังจะรักพระองค์ ด้วยการรักคนที่อยู่ตรงหน้าฉัน”
นี่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
เมื่อเราเหนื่อย – เมื่อการประกาศข่าวดีดูไม่ได้ผล – เมื่อคนหนุ่มสาวห่างวัด – เมื่อกระแสเรียกลดลง – เมื่อคนวิจารณ์พระศาสนจักร – เมื่อเราภาวนาแล้วดูเหมือนพระเจ้าเงียบ – อย่าคิดว่า “พระเจ้าหายไปแล้ว” บางครั้ง ความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดไม่ใช่การเดินกับพระเจ้าในวันที่เราเห็นแสงสว่าง แต่คือ ยังเดินต่อไปในคืนที่มืด เพราะเราเชื่อว่าพระองค์ยังจับมือเราอยู่
5. คุณแม่เทเรซากับโลกในวันนี้
โลกวันนี้มีเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง เราสามารถส่งข้อความข้ามโลกภายในเสี้ยววินาที แต่ยังมีคนที่รู้สึก “ไม่มีใครต้องการฉัน” คุณแม่เทเรซาเคยชี้ว่า ความยากจนบางชนิดที่รักษายากกว่าความหิวทางกาย คือการรู้สึกว่าตนเอง unwanted, unloved, uncared for — ไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครใส่ใจ เพราะฉะนั้น พระศาสนจักรในศตวรรษที่ 21 ต้องไม่เพียงถามว่า “เรามีโครงการอะไร?” แต่ต้องถามว่า “มีใครบ้างที่ไม่มีผู้ใดสนใจอีกเลย?” คนแก่ที่ลูกไม่มาเยี่ยม – เด็กที่ครอบครัวแตกแยก – คนพิการ – คนไร้บ้าน – ผู้อพยพ – คนทำงานต่างถิ่น – คนที่ผิดพลาดในชีวิต – คนที่รู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรจะเข้าวัด ดังนั้น พระศาสนจักรต้องเป็นสถานที่ซึ่งเมื่อคนเหล่านั้นเดินเข้ามา เขารู้สึกว่า “อย่างน้อยที่นี่…ฉันไม่ใช่ส่วนเกิน” นั่นคือ Missionaries of Charity ที่ทุกวัดสามารถเป็นได้
6. สิ่งที่คุณแม่เทเรซาสอนวัดของเรา
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ในพิธีประกาศคุณแม่เทเรซาเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2016 ตรัสว่า เมื่อเราก้มลงรับใช้พี่น้องที่ต้องการความช่วยเหลือ เรากำลังสัมผัส “พระวรกายของพระเยซูเจ้า” และความเชื่อต้องถูกแปลออกมาเป็นกิจการเมตตาที่เป็นรูปธรรม
วันนี้จึงอยากฝากคำถามสามข้อแก่ชุมชนคริสตชน:
หนึ่ง — ใครคือ “คนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ” รอบวัดของเรา?
สอง — เรารู้จักชื่อเขาหรือยัง?
และข้อสามที่เจ็บที่สุด: ถ้าวันนี้คุณแม่เทเรซาเดินเข้ามาในชุมชนของเรา เธอจะเดินไปหาใครก่อน?
แน่นอนเธอคงไม่เดินไปหาคนสำคัญที่สุด – เธอคงมองหาคนที่นั่งเงียบที่สุด – คนที่ไม่มีใครทัก – คนที่ไม่มีใครเชิญ – คนที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร – แล้วเธอคงไปนั่งข้างเขา เพราะตรงนั้น…พระเยซูเจ้ากำลังรอเธออยู่
ข้อคิดในภาพรวมวันนี้
นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตาไม่ได้เปลี่ยนโลกเพราะเธอมีเงินมาก เธอเปลี่ยนโลกเพราะเธอ มองเห็นคนที่คนอื่นมองข้าม นักบุญเปาโลวันนี้ยอมเป็นคนต่ำต้อยเพื่อพระเยซูคริสต์ – พระเยซูเจ้าในพระวรสารทรงมองเห็น “ความหิว” ที่ซ่อนอยู่หลังกฎ และคุณแม่เทเรซามองเห็น พระเยซูเจ้าที่ซ่อนอยู่หลังใบหน้าของคนยากจน ดังนั้น สัปดาห์นี้อย่าตั้งเป้าว่า “ฉันจะเปลี่ยนโลก” เพราะนั่นอาจใหญ่เกินไป ขอเพียงเลือก หนึ่งคนโทรหาคนที่ไม่มีใครโทรหา – นั่งฟังคนที่ไม่มีใครฟัง – ให้อภัยคนที่ให้อภัยยาก – เยี่ยมคนที่กำลังรอเสียงเคาะประตู – ยิ้มให้คนที่เรายิ้มให้ยากที่สุด – เพราะเราอาจค้นพบความจริงที่น่าทึ่งว่า เราออกไปตามหาพระเยซูเจ้าในวัด แต่พระองค์กำลังรอเราอยู่หน้าประตู ในร่างกายของคนที่เราเดินผ่านทุกวัน และบางที เมื่อถึงเย็น พระองค์อาจไม่ได้ถามเราว่า “วันนี้เธอทำเรื่องยิ่งใหญ่อะไร?” แต่จะถามเพียงว่า “วันนี้…เธอรักใครสักคนแทนเราแล้วหรือยัง?”
นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา โปรดวิงวอนเพื่อเรา
ให้เรามีดวงตาที่มองเห็นพระเยซูในคนที่โลกมองไม่เห็น
มีมือที่กล้าสัมผัสคนที่โลกไม่อยากแตะต้อง
และมีหัวใจที่รัก แม้ในวันที่ความรักนั้นยากที่สุด อาแมน
อยากเล่าเกร็ดความรู้นิดหน่อย
ปี 1997 ก่อนคุณแม่เทเรซาเสียชีวิต คณะของเธอมีซิสเตอร์เกือบ 4,000 คน ใน 610 แห่ง 123 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยของเราด้วย ทั้งหมดเริ่มต้นจากอะไร? ไม่ใช่งบประมาณมหาศาล ไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ระดับโลก แต่เริ่มจาก ผู้หญิงคนหนึ่งบนรถไฟ ที่ยอมฟังเสียงเบา ๆ ของพระเจ้า ดังนั้น “อย่าดูถูกความดีเล็ก ๆ ที่พระเจ้ากำลังเรียกให้เราทำวันนี้ เพราะเราไม่มีวันรู้ว่า พระองค์จะนำความรักเล็ก ๆ นั้นไปไกลเพียงใด”
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















