ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน ค.ศ.2026


บทอ่านแรก พระเจ้าตรัสกับเอเสเคียลว่า เราแต่งตั้งเจ้าให้เป็นยามเฝ้าพงศ์พันธุ์อิสราเอล” คำว่า “ยาม” สำคัญมาก ในเมืองโบราณ ยามจะยืนบนกำแพงเมือง
เขามองเห็นสิ่งที่คนข้างล่างยังมองไม่เห็น ถ้าศัตรูกำลังมา หน้าที่ของยามไม่ใช่คิดไปว่า

อย่าเตือนเลย เดี๋ยวชาวบ้านเครียด”
อย่าพูดเลย เดี๋ยวเขาไม่ชอบเรา”
เรื่องของเขา เราอย่ายุ่งเลย”

ไม่ใช่เลย! ถ้า “ยาม” มองเห็นอันตรายแล้วไม่เป่าแตร ความเงียบของเขาอาจทำให้คนตาย พระเจ้าจึงตรัสอย่างหนักหน่วงว่า ถ้าเจ้าเห็นความชั่วแล้วไม่เตือน เราจะถามเจ้าเรื่องชีวิตของเขา นี่แหละแทงใจเรามาก เพราะว่า วันนี้เราอาจกำลังอยู่ในสังคมที่ชอบกล่าวว่า ชีวิตใครชีวิตมัน” – “อย่ายุ่งเรื่องคนอื่น” – “ขอแค่ฉันไม่ทำก็พอ” แต่พระคัมภีร์บอกว่า ไม่พอ”

-ถ้าเราเห็นลูกกำลังหลงทาง—เรามีหน้าที่พูด
-ถ้าเห็นเพื่อนกำลังทำลายครอบครัว—เรามีหน้าที่ช่วย
-ถ้าเห็นความอยุติธรรม—คริสตชนมีหน้าที่ส่งเสียง
-ถ้าเห็นคนอ่อนแอถูกเหยียบย่ำ—พระศาสนจักรไม่มีสิทธิ์เงียบ

แต่มีคำถามสำคัญว่า เราจะต้องพูด และพูดอย่างไร?


บทอ่านที่สอง งดงามมาก เปาโลบอกว่า เราไม่ควรเป็นหนี้ใคร นอกจากหนี้อย่างหนึ่งที่ใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด คือ หนี้ที่จะต้องรักกัน” เพราะบัญญัติทั้งหมดรวมอยู่ในคำเดียวว่า จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”

นี่คือกุญแจของบทอ่านวันนี้ พระเจ้าไม่ได้สั่งให้เราไปจับผิดคนอื่น ไม่ได้ตั้งเราเป็น ตำรวจศีลธรรม พระองค์ตั้งเราเป็น พี่น้อง ดังนั้น ก่อนจะเตือนใคร ให้ถามตัวเองก่อนว่า ฉันกำลังพูดเพราะรักเขา หรือพูดเพราะอยากชนะเขา?” สองอย่างนี้ต่างกันมาก

-ถ้าเราพูดแล้วรู้สึกสะใจที่เขาหน้าแตก นั่นอาจไม่ใช่ความรัก

-ถ้าเราพูดความจริงเพื่อทำลายชื่อเสียงเขา นั่นไม่ใช่การตักเตือนแบบคริสตชน

เพราะ ความจริงที่ไม่มีความรัก กลายเป็นอาวุธได้ และความรักที่ไม่มีความจริง ก็กลายเป็นคำโกหกได้เช่นกัน คริสตชนต้องยึดถือทั้งสองอย่างไว้พร้อมกัน ความจริง + ความรัก


พระวรสารวันนี้น่าทึ่งมาก ถ้าพี่น้องทำผิดต่อเรา เราต้องทำกับเขาอย่างไร? พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า เอาไปโพสต์ก่อน!” – ไม่ได้ตรัสว่า ตั้งกลุ่ม LINE แล้วเล่าให้ทุกคนฟัง!” – และไม่ได้ตรัสว่า เล่าให้สิบคนฟังก่อน แล้วค่อยไปคุยกับเจ้าตัวเป็นคนสุดท้าย!” แต่พระองค์ตรัสว่า จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง” นี่ตรงข้ามกับโลกปัจจุบันอย่างน่าตกใจ ทุกวันนี้ บางครั้ง คนสุดท้ายที่รู้ว่าเรามีปัญหากับเขา คือเจ้าตัวเอง!  เราสามารถบอกเพื่อน, บอกญาติ, บอกกลุ่ม LINE, บางทีบอก Facebook, แต่ไม่เคยบอกกับเขาโดยตรง!

วันนี้พระเยซูเจ้าทรงนำเสนอ บันไดแห่งการคืนดีเมื่อมีความขัดแย้งกัน

หนึ่ง — คุยกันสองคน…ถ้ายังไม่ได้ผล
สอง — พาคนที่ไว้ใจได้ไปช่วยพูดคุย…ถ้ายังไม่ได้ผลอีก
สาม — ให้ชุมชนเข้ามาช่วย

สังเกตว่า เป้าหมายไม่ใช่ ทำอย่างไรให้คนผิดแพ้”

แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า ถ้าเขาฟังท่าน ท่านก็ได้พี่น้องกลับคืนมาแล้ว”

คำว่า ได้พี่น้องกลับคืนมา” นี่แหละคือหัวใจสำคัญ เป้าหมายของพระศาสนจักรไม่ใช่ผลิตผู้ชนะกับผู้แพ้ แต่คือจุดประสงค์คือทำให้คนที่แตกแยกขัดแย้งกัน กลับมาเป็นพี่น้องกันอีกครั้ง


มองโลกของเราวันนี้ เรามีเทคโนโลยีสำหรับ “การสื่อสาร” มากที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่เราอาจกำลัง พูดคุยกันน้อยลง – เราส่งข้อความข้ามโลกได้ในเสี้ยววินาที แต่บางครอบครัว คนอยู่โต๊ะเดียวกันกลับไม่คุยกัน – การเมืองแบ่งคนให้แตกแยก – สงครามทำให้มนุษย์มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู – social media ทำให้เราตัดสินคนที่เราแม้ไม่เคยพบหน้าตาได้ภายในไม่กี่วินาที

โลกไม่ขาด ความคิดเห็น แต่โลกขาด การสนทนาที่เกิดจากความรัก

และนี่คือพันธกิจของพระศาสนจักร พระศาสนจักรต้องไม่เป็นสถานที่ที่คน “สมบูรณ์แบบ” มารวมกัน แต่ต้องเป็นสถานที่ที่ คนไม่สมบูรณ์แบบ เรียนรู้ที่จะให้อภัยกัน

ชุมชนวัดที่ไม่มีความขัดแย้ง อาจไม่มีอยู่จริง แต่ชุมชนวัดที่มีความขัดแย้ง
แล้ว ยังรักกัน ยังพูดกัน ยังให้อภัยกัน และยังเดินไปด้วยกัน นั่นต่างหากคือโฉมของพระศาสนจักรที่โลกต้องการเห็น


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางเขา” ปกติเราชอบใช้ประโยคนี้พูดถึงการสวดภาวนา แต่ลองดูบริบทแท้จริง พระเยซูเจ้ากำลังตรัสเรื่อง ความขัดแย้ง การตักเตือน การคืนดี และการได้พี่น้องกลับคืนมา นี่ทำให้ประโยคนี้ลึกซึ้งมาก พระเยซูเจ้าไม่ได้ประทับอยู่เฉพาะในวัดที่สวยงาม บางครั้งพระองค์อยู่ที่ โต๊ะอาหารในบ้าน เมื่อพ่อกับลูกที่ไม่พูดกันมานานยอมนั่งคุยกัน – พระองค์อยู่ในห้องเล็ก ๆ เมื่อสามีเอ่ยคำว่า “ผมขอโทษ” – พระองค์อยู่ตรงนั้น เมื่อเพื่อนสองคนที่เคยผิดใจกันและเลิกถามว่า “ใครผิด?” แล้วเริ่มถามว่า “เราจะกลับมารักกันได้อย่างไร?”


บางทีหลังมิสซาวันนี้ พระเจ้าอาจไม่ได้ขอให้เราทำอะไรยิ่งใหญ่เลย พระองค์อาจขอเพียงว่า โทรศัพท์หนึ่งสาย, ข้อความหนึ่งข้อความ, คำขอโทษหนึ่งคำ, การให้อภัยหนึ่งครั้ง, หรือการสนทนาที่เราผลัดวันมานาน และก่อนจะจบมิสซาและกลับบ้าน พ่ออยากฝากคำถามเพียงคำถามเดียวว่า “มีใครไหมที่พระเจ้ากำลังรอให้ฉัน ‘ไปหาเขา’ แทนที่จะ ‘พูดถึงเขา’? เพราะบางครั้ง… การรัก ไม่ใช่การเงียบ และการเตือนก็ไม่ใช่การพิพากษา ถ้าเราเตือนเพราะต้องการให้เขากลับมา ไม่ใช่ต้องการให้เขาแพ้ จำเรื่องชายบนถนนภูเขาเมื่อต้นเรื่องได้ไหม? บางครั้งคนที่ตะโกนเตือนเรา อาจไม่ใช่ศัตรูของเราเลย เขาอาจเป็นคนที่ มองเห็นสิ่งที่เราเองยังมองไม่เห็น ดังนั้น วันนี้ ถ้ามีใครเตือนเราอย่าเพิ่งตอบว่า “แกนั่นแหละควาย!” เพราะบางที ข้างหน้าเราอาจเผชิญฝูงควายมีอยู่จริง ๆ! และบางที เสียงที่เราไม่อยากฟังที่สุด อาจเป็นเสียงที่พระเจ้ากำลังใช้… เพื่อช่วยชีวิตเรา อาแมน     (ขอให้มีความสุขวันพระเจ้า – วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ)



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ