บทเทศน์และข้อคิด วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2026
บทอ่านวันนี้จาก โฮเชยา 14:2-10 เป็นตอนจบของหนังสือประกาศกโฮเชยา และนับว่าเป็นหนึ่งในบทที่งดงามที่สุดของพันธสัญญาเดิม เพราะเป็นเหมือน “บทกวีแห่งการกลับใจ” (Poem of Returning Home) พระเจ้าผู้ทรงถูกประชากรทอดทิ้ง มิได้ทรงกล่าวคำแก้แค้น แต่กลับตรัสว่า
“เราจะรักษาความไม่ซื่อสัตย์ของเขา เราจะรักเขาอย่างเต็มใจ”
นี่คือหัวใจของพระวรสารก่อนที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จมาบังเกิดเสียอีก
“พระเจ้าผู้ไม่เคยเหนื่อยที่จะรักผู้ที่กลับใจ”
1. การกลับใจ เริ่มต้นจากการ “กลับบ้าน”
โฮเชยาเริ่มต้นอย่างน่าสนใจ “จงกลับมาหาพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน” พระเจ้ามิได้ตรัสว่า “จงไปพิสูจน์ตัวเองก่อน” มิได้ตรัสว่า “จงทำความดีให้มากพอก่อน” มิได้ตรัสว่า “เมื่อเจ้าสมบูรณ์แล้วจึงค่อยมาหาเรา” แต่พระองค์เพียงตรัสว่า “กลับมา” เหมือนบิดาผู้ใจเมตตาในเรื่องบุตรล้างผลาญ ลูกชายยังพูดไม่ทันจบ พ่อก็วิ่งไปกอดแล้ว พระเจ้าทรงรักเร็วกว่าที่มนุษย์จะสำนึกผิดเสียอีก
2. พระเจ้าไม่ต้องการคำแก้ตัว
โฮเชยาบอกว่า “จงนำถ้อยคำกลับมาด้วย” ไม่ใช่เอาแพะ ไม่ใช่เอาแกะ แต่เอา “คำพูด” ทำไม? เพราะพระเจ้าทรงต้องการหัวใจมากกว่าพิธีกรรมมากมาย หลายคนคิดว่าพระเจ้าคงพอพระทัยถ้าเราบริจาคมากๆ ถวายปัจจัยมากๆ สร้างวัดใหญ่ๆ แต่ถ้าหัวใจยังแข็งกระด้างดื้อรั้น พระเจ้าก็ยังรอคอยเรา พระองค์ไม่ได้ต้องการเงินของเราพระองค์ต้องการตัวเรา
3. เมื่อกลับมา พระเจ้าจะไม่ตำหนิ
นี่คือประโยคที่น่าประทับใจที่สุด “เราจะรักเขาโดยเสรี” ภาษาเดิมหมายถึง รักโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่เก็บบัญชี ไม่ขุดคุ้ยอดีต พระเจ้ามิใช่ตำรวจ พระองค์ทรงเป็นบิดาผู้ทรงเมตตาเปี่ยมด้วยความรักล้วนๆ
4. พระเจ้าทรงเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นสวนดอกไม้
โฮเชยาใช้ภาพธรรมชาติที่สวยงามมาก “เราจะเป็นดังน้ำค้าง” ในปาเลสไตน์น้ำค้างสำคัญกว่าฝนเสียอีก เพราะฤดูร้อนแทบไม่มีฝน ต้นไม้รอดชีวิตได้เพราะน้ำค้างพระเจ้ากำลังตรัสว่า “เราอาจไม่แก้ทุกปัญหาของเจ้าทันที แต่เราจะเลี้ยงชีวิตเจ้าทุกวัน”คริสตชนหลายคนอยากเห็นปาฏิหาริย์ใหญ่ๆทันทีทันใด แต่ลืมสังเกตปาฏิหาริย์เล็ก ๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำทุกเช้า
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับโลกปัจจุบัน
โลกยุคนี้เต็มไปด้วย “วัฒนธรรมการลบผู้อื่นออกไป” คนทำผิดครั้งเดียว ถูกตัดสินตลอดชีวิต ชาวโลกพูดว่า “แกหมดโอกาสแล้ว” พระเจ้าพูดว่า “จงกลับมาเถิด” ชาวโลกถามว่า “เธอเคยทำอะไรผิด” แต่พระเจ้าถามว่า “วันนี้ลูกจะกลับบ้านไหม” นี่คือความแตกต่างระหว่างความยุติธรรมของมนุษย์กับพระเมตตาของพระเจ้า
ข้อคิดเพื่อไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรไม่ควรเป็นศาลพิพากษา แต่เป็นโรงพยาบาลภาคสนาม ดังที่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงย้ำอยู่เสมอ หลายคนไม่กล้าเข้าวัด เพราะคิดว่า “ฉันไม่ดีพอ” แต่ไม่มีใครหรอกที่ดีพอ เราทุกคนมาเพราะต้องการพระเมตตา หากวันหนึ่งคนบาปเดินเข้าวัด แล้วรู้สึกถูกต้อนรับ นั่นแหละพระศาสนจักรกำลังทำหน้าที่ของพระเยซูเจ้า แต่หากเขาเดินออกไปพร้อมความรู้สึกว่า “ฉันไม่เป็นที่ต้องการ” เราคงต้องกลับมาอ่านหนังสือโฮเชยาและรำพึงใหม่อีกครั้ง
อยากเล่าเรื่องให้ฟัง
มีพระสงฆ์องค์หนึ่งนั่งโปรดศีลอภัยบาป ชายคนหนึ่งเข้ามาสารภาพบาป แล้วพูดว่า “คุณพ่อครับ ผมทำบาปเดิมทุกอาทิตย์เลย” คุณพ่อถาม “ลูกเสียใจไหม” ชายคนนั้นตอบ “เสียใจมากครับ” คุณพ่อจึงให้สวดบทภาวนาใช้โทษบาป อาทิตย์ต่อมาชายคนเดิมกลับมาอีก สารภาพบาปเดิมอีก สามอาทิตย์ สี่อาทิตย์ ห้าอาทิตย์ เหมือนเดิมทุกครั้ง จนคุณพ่อเริ่มจำเสียงได้ วันหนึ่งคุณพ่อจึงพูดติดตลกว่า “ลูก…ทำไมไม่ลองเปลี่ยนบาปใหม่ดูบ้าง” ชายคนนั้นเงียบไปนิดหนึ่ง แล้วตอบว่า “คุณพ่อครับ…ผมพยายามแล้ว แต่บาปเก่ามันวิ่งเร็วกว่าผม” คุณพ่อยิ้มๆ อืม… ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งว่า “ไม่เป็นไรหรอกลูก… ขอเพียงลูกยังวิ่งมาหาพระเจ้า พระองค์ก็วิ่งเร็วกว่าบาปของลูกเสมอ”
นี่แหละคือโฮเชยาบทที่ 14 พระเจ้ามิได้ทรงประทับอยู่ที่เส้นชัย แต่ทรงวิ่งออกมารับลูกตั้งแต่ยังอยู่กลางทางระหว่างวิ่ง
บทสรุป
วันนี้โฮเชยาไม่ได้ถามว่า “เราเคยล้มกี่ครั้ง” แต่ถามว่า “วันนี้เราจะลุกขึ้นกลับบ้านหรือยัง?” เพราะพระเจ้าไม่เคยเหนื่อยที่จะให้อภัย พระองค์ไม่เคยเบื่อที่จะรอ ไม่เคยหมดหวังในตัวเรา และไม่เคยหยุดรัก ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากลับมาหาพระองค์ เราไม่ได้เดินเข้าไปหาผู้พิพากษาที่ถือบัญชีความผิด แต่กำลังเดินเข้าสู่อ้อมกอดของพระบิดา ผู้ตรัสกับเราด้วยความอ่อนโยนว่า
“เราจะรักษาความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้า เราจะรักเจ้าอย่างเต็มใจ”
ขอให้คำสัญญานี้เป็นความหวังของเรา และทำให้ชุมชนความเชื่อของเราเป็นสถานที่ที่ผู้คนทุกคน—ไม่ว่าจะแบกอดีตเช่นไร—กล้าที่จะ “กลับบ้าน” เพราะเชื่อมั่นว่าจะพบพระเมตตา มากกว่าการพิพากษา และพบพระเยซูเจ้าผู้ทรงรออยู่ด้วยพระหัตถ์ที่เปิดกว้างเสมอ.
รำพึงไตร่ตรองพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว 10: 16-23
พระวรสาร มัทธิว 10:16-23 เป็นข้อความที่พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาอัครสาวกก่อนออกไปประกาศข่าวดี แต่แทนที่จะรับประกันความสำเร็จ พระองค์กลับตรัสถึงการถูกต่อต้าน การเบียดเบียน และการเป็นพยานด้วยความกล้าหาญ นี่คือพระวรสารที่สมจริงที่สุดบทหนึ่ง เพราะพระเยซูเจ้ามิได้ทรงสัญญาว่า “ผู้ติดตามเราจะไม่มีปัญหา” แต่ทรงสัญญาว่า “เราจะไม่ปล่อยให้เจ้าสู้เพียงลำพัง”
“แกะท่ามกลางฝูงหมาป่า… แต่มีผู้เลี้ยงแกะเดินอยู่ด้วย”
พระเยซูเจ้าตรัสประโยคที่น่าตกใจว่า “เราส่งท่านทั้งหลายไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า” น่าสังเกตว่า พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เราจะจัดการเปลี่ยนหมาป่าให้หมดก่อน” หรือ “เราจะสร้างรั้วสูงให้พวกเจ้า” แต่พระองค์ส่ง “แกะ” ออกไป ทำไมพระองค์ไม่ส่งสิงโต? เพราะสิงโตชนะด้วยกำลัง แต่แกะชนะด้วยความสุภาพ สิงโตทำให้คนกลัว แต่แกะทำให้คนอยากเข้าใกล้ พระเยซูคริสตเจ้าทรงพิชิตโลก มิใช่ด้วยดาบ แต่ด้วยไม้กางเขน นี่คือวิธีของพระเจ้า
1. “จงฉลาดเหมือนงู และซื่อตรงเหมือนนกพิราบ”
นี่เป็นประโยคที่คริสตชนมักเข้าใจไม่ครบ พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “จงเป็นคนดีจนถูกหลอก” และก็ไม่ได้ตรัสว่า “จงฉลาดจนไร้ศีลธรรม” พระองค์รวมสองสิ่งไว้ด้วยกันปัญญา กับ ความบริสุทธิ์ งูรู้จักเอาตัวรอด นกพิราบไม่ทำร้ายใคร คริสตชนต้องมีทั้งสองอย่าง บางครั้งเราเข้าใจผิดว่าบุคคลศักดิ์สิทธิ์ต้องซื่อจนเสียเปรียบ แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยสอนเช่นนั้น พระองค์ทรงสอนให้รู้จักคิด แต่ไม่คิดคด รู้จักป้องกันตัวเอง แต่ไม่แก้แค้น
2. ความทุกข์ไม่ใช่เครื่องหมายว่าพระเจ้าทอดทิ้ง
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านจะถูกนำตัวไปยังศาล” “พี่จะมอบน้อง” “ลูกจะลุกขึ้นสู้บิดามารดา” ฟังดูเหมือนข่าวร้าย แต่ความจริงคือพระเยซูเจ้ากำลังเตรียมใจบรรดาศิษย์เพราะผู้ที่รู้ล่วงหน้าย่อมไม่ตกใจเมื่อเผชิญปัญหา คริสตชนไม่ได้แปลว่าไม่มีไม้กางเขนแต่หมายถึง รู้ว่าใครกำลังแบกไม้กางเขนไปพร้อมกับเรา
3. พระจิตเจ้าจะตรัสแทนพวกเรา
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ไม่ใช่ท่านที่พูด แต่เป็นพระจิตของพระบิดา” ประโยคนี้ให้กำลังใจมาก หลายคนกลัวว่า “ฉันพูดไม่เก่ง” “ฉันตอบคำถามไม่ได้” “ฉันอธิบายความเชื่อไม่เป็น” แต่พระเยซูเจ้ามิได้เลือกนักพูด พระองค์ทรงเลือกชาวประมง คนเก็บภาษีและคนธรรมดาๆ สิ่งที่พระองค์ต้องการ ไม่ใช่คนพูดเก่งที่สุด แต่เป็นคนเปิดใจให้พระจิตเจ้าทรงใช้งาน
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทุกวันนี้ หมาป่าอาจไม่ได้มีเขี้ยว แต่มี ข่าวปลอม ความเกลียดชังในโลกออนไลน์ การบูลลี่ การดูหมิ่นผู้ที่ยึดมั่นในคุณค่าความซื่อสัตย์ การเยาะเย้ยผู้ที่เลือกให้อภัยแทนการแก้แค้น ทุกครั้งที่เราเลือกพูดความจริงด้วยความสุภาพ เรากำลังเป็น “แกะ” ทุกครั้งที่เราเลือกความซื่อสัตย์ แม้จะเสียผลประโยชน์ เรากำลังเป็น “แกะ” โลกอาจมองว่าอ่อนแอ แต่พระเจ้ามองว่ากำลังเป็นพยาน
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
ทุกยุคสมัย พระศาสนจักรต้องเผชิญแรงกดดันในรูปแบบต่าง ๆ บางแห่งเป็นการเบียดเบียนอย่างเปิดเผย บางแห่งเป็นการลดทอนคุณค่าของพระวรสารด้วยความเฉยเมยหรือการเยาะเย้ย ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการแตกแยกภายใน ซึ่งทำให้การเป็นพยานของพระศาสนจักรอ่อนแรงลง
พระวรสารวันนี้จึงเตือนใจเราว่า พระศาสนจักรจะไม่เข้มแข็งเพราะการมีอำนาจมากที่สุด แต่เพราะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเยซูคริสตเจ้า แม้ต้องเสียสละ ผู้คนในโลกปัจจุบันอาจไม่เชื่อเพราะฟังคำเทศน์ที่ไพเราะ แต่จะเริ่มเปิดใจเมื่อเห็นคริสตชนที่ให้อภัย ซื่อสัตย์ รับใช้ และรักแม้ในยามยากลำบาก นั่นคือพระวรสารที่มีชีวิต
อยากเล่าเรื่องให้ฟัง
มีคุณพ่อเจ้าวัดองค์หนึ่งพยายามสอนเด็กคำสอนเรื่อง “อย่ากลัวที่จะเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้า” คุณพ่อถามเด็ก ๆ “ถ้ามีคนถามว่า พวกเธอเป็นคริสตชนไหม จะตอบว่าอย่างไร” จอห์นนี่รีบยกมือ “ผมจะตอบทันทีเลยครับ” คุณพ่อยิ้ม “ดีมากจอห์นนี่ แล้วจะตอบว่าอะไร” จอห์นนี่ตอบอย่างมั่นใจ “ผมจะตอบว่า…ไม่ใช่ครับ!” คุณพ่อตกใจ “อ้าว ทำไมล่ะ” จอห์นนี่ตอบหน้าตาเฉย “ก็พระเยซูเจ้าบอกให้ฉลาดเหมือนงูนี่ครับ!”
คุณพ่อจึงยิ้มแล้วตอบว่า “ลูกเอ๋ย…พระเยซูเจ้าให้ฉลาดเหมือนงู แต่ไม่ได้ให้เปลี่ยนตัวเองเป็นกิ้งก่านะ” เด็กทั้งห้องเงียบ แล้วคุณพ่อกล่าวต่อว่า “ความฉลาดที่แท้จริง ไม่ใช่การเอาตัวรอดด้วยการปฏิเสธความเชื่อ แต่คือการรู้ว่าจะประกาศความเชื่อด้วยความรัก เวลาไหนควรพูด และเวลาไหนควรเงียบ โดยไม่เคยละทิ้งพระเยซูคริสตเจ้า”
บทสรุป
พระวรสารวันนี้ไม่ได้เชิญชวนเราให้แสวงหาความทุกข์ แต่เชิญชวนให้ กล้าซื่อสัตย์ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก เราเป็น “แกะ” จริง แต่ไม่ใช่แกะที่ถูกทอดทิ้ง เพราะพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดีเสด็จนำหน้าเราเสมอ
เมื่อเราต้องเลือกระหว่างความสะดวกกับความถูกต้อง ขอให้เราเลือกความถูกต้อง เมื่อเราต้องเลือกระหว่างความเงียบเพราะความกลัว กับการเป็นพยานด้วยความรัก ขอให้เรามีความกล้าหาญ และเมื่อเราไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ขอให้เราระลึกถึงพระสัญญาของพระเยซูเจ้า
“ไม่ใช่ท่านที่พูด แต่พระจิตของพระบิดาของท่านจะตรัสในตัวท่าน”
อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ดังนั้น อย่ากลัวที่จะเป็น “แกะ” ในโลกที่เต็มไปด้วยหมาป่า เพราะคุณค่าของคริสตชนไม่ได้อยู่ที่พลังของตนเอง แต่อยู่ที่การเดินเคียงข้างพระผู้เลี้ยงแกะผู้ประทานชีวิตเพื่อฝูงแกะของพระองค์
ขอให้พระจิตเจ้าประทานทั้ง ปัญญาของงู ความบริสุทธิ์ของนกพิราบ และความกล้าหาญของบรรดามรณสักขี เพื่อเราจะเป็นพยานถึงพระคริสตเจ้าในโลกปัจจุบันด้วยชีวิตของเราเอง อาแมน.
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















