บทเทศน์และข้อคิด วันพุธที่ 26 สิงหาคม 2026
บทอ่านที่หนึ่ง 2 เธสะโลนิกา 3:6-10, 16-18
เป็นข้อความที่ดูเผิน ๆ เหมือนนักบุญเปาโลกำลังพูดเรื่อง “คนเกียจคร้าน” แต่ลึกกว่านั้นมาก เพราะจริง ๆ แล้วท่านกำลังพูดถึง ความเชื่อที่ต้องลงมือปฏิบัติ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และสันติสุขที่เกิดจากชีวิตที่มีระเบียบ



“อย่ารอพระเจ้า จนลืมทำงานของพระเจ้า”
1 อยากเล่าสู่กันฟัง
วัดแห่งหนึ่งกำลังเตรียมงานฉลองใหญ่ คุณพ่อประกาศหลังมิสซาว่า “พี่น้องครับ เราต้องการอาสาสมัครจำนวนมาก ใครช่วยได้ กรุณามาพบผมหลังมิสซา” หลังมิสซา คนมารุมคุณพ่อเต็มเลย คนแรกบอก “คุณพ่อครับ ผมถนัด ให้คำปรึกษา”, อีกคนบอก
“ดิฉันถนัด วางแผนค่ะ”, อีกคนหนึ่งบอก “ผมถนัด ควบคุมงานครับ”, อีกคนรีบบอก
“ผมถนัด ตรวจสอบว่าคนอื่นทำถูกหรือเปล่า” คุณพ่อยิ้มแล้วถามว่า “แล้วใครถนัดยกโต๊ะ กวาดพื้น ล้างห้องน้ำบ้างครับ?” ทุกคนก้มหน้าทันที ราวกับกำลังเข้าสมาธิภาวนา!ทันใดนั้น มีคุณป้าตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลัง ถือไม้กวาดอยู่ในมือ แล้วพูดว่า “คุณพ่อคะ ป้าไม่มีความรู้เรื่องบริหารหรอก ป้ารู้แต่ว่า ถ้าพื้นสกปรก ก็ต้องกวาด” คุณพ่อจึงหันไปบอกทุกคนว่า “วันนี้เราได้ประธานกรรมการแล้วครับ!”
“พี่น้องครับ ปัญหาของพระศาสนจักรบางครั้งไม่ใช่ว่าเราขาดคนเก่ง แต่เรามีคนที่รู้ว่าคนอื่นควรทำอะไร มากกว่าคนที่ถามว่า ‘แล้วฉันจะทำอะไร?’”
“นักบุญเปาโลพบปัญหาเดียวกันเมื่อสองพันปีก่อนที่เมืองเธสะโลนิกา มีคนบางกลุ่มไม่ทำงานของตนเอง แต่กลับไปวุ่นวายกับงานของคนอื่น!”
บทอ่าน ใช้การเล่นคำที่น่าสนใจมาก: บางคนไม่ได้ busy แต่กลายเป็น busybody — ไม่ทำงาน แต่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน
2. เกิดอะไรขึ้นที่เมืองเธสะโลนิกา?
เธสะโลนิกาไม่ใช่เมืองเล็ก ๆ แต่เป็นเมืองท่าสำคัญของแคว้นมาซิโดเนีย ตั้งอยู่บนเส้นทาง Via Egnatia ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าสำคัญของจักรวรรดิโรมัน พระศาสนจักรที่นั่นก่อตั้งขึ้นระหว่างการเดินทางประกาศข่าวดีครั้งที่สองของนักบุญเปาโล ราวปี ค.ศ. 50
คริสตชนกลุ่มนี้มีความเชื่ออย่างแรงกล้าในพระเยซูเจ้า แต่เกิดปัญหาน่าสนใจขึ้น พวกเขารอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูเจ้าอย่างกระตือรือร้น จนดูเหมือนว่าบางคนเริ่มเข้าใจผิดว่า “ในเมื่อพระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาแล้ว จะทำงานไปทำไม?”
นักวิชาการยังถกเถียงกันถึงสาเหตุที่แน่นอนของปัญหา แต่ความเข้าใจเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซูเจ้าเป็นคำอธิบายสำคัญประการหนึ่ง เพราะจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกาพูดทั้งเรื่องยุคสุดท้ายและปัญหาการไม่ทำงานอย่างใกล้ชิดกัน
ผลคือบางคนไม่ทำงาน แต่ยังต้องกิน – เมื่อไม่ทำงานก็มีเวลาว่าง และเมื่อมีเวลาว่างมาก…ก็เริ่มไปยุ่งเรื่องของคนอื่น! เปาโลเล่นคำประมาณว่า บางคน “ไม่ทำงาน แต่ทำตัวยุ่ง” กล่าวง่าย ๆ คือ งานของตัวเองไม่ทำ แต่งานของคนอื่นรู้หมด! สองพันปีผ่านไป ปัญหานี้ยังทันสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ
3. เปาโลจึงกล่าวประโยคแรงมาก
“ถ้าผู้ใดไม่ยอมทำงาน ก็อย่าให้เขากิน” (2 ธส 3:10) เปาโลไม่ได้พูดว่า “คนที่ทำงานไม่ได้ อย่าให้เขากิน” แต่พูดถึง “คนที่ไม่ยอมทำงาน” สองอย่างนี้แตกต่างกันมาก – คนป่วย – คนชรา – คนพิการ – คนตกงาน – คนยากจนที่ไม่มีโอกาส – คนที่พยายามแล้วแต่ยังหางานไม่ได้ บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายของคำตำหนินี้ พระศาสนจักรต้องยิ่งโอบอุ้มพวกเขา
เปาโลกำลังตำหนิคนที่ สามารถรับผิดชอบได้ แต่เลือกโยนภาระของตนให้คนอื่น นี่จึงไม่ใช่พระคัมภีร์ต่อต้านคนยากจน แต่เป็นพระคัมภีร์ต่อต้าน “ความไม่รับผิดชอบ”
4. สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือ เปาโลไม่ได้พูดอย่างเดียว
เปาโลบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่อย่างเกียจคร้านเมื่ออยู่กับท่าน… แต่ข้าพเจ้าทำงานหนักตรากตรำทั้งกลางวันและกลางคืน” นี่งดงามมาก เปาโลไม่ได้ยืนบนธรรมาสน์แล้วบอกคนอื่นว่า “พวกเธอทำงานสิ!” แต่พูดว่า “ดูชีวิตของฉันสิ”
แม้ในฐานะอัครสาวก เปาโลมีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน แต่บางครั้งท่านสมัครใจสละสิทธินั้นเพื่อเป็นแบบอย่างแก่คริสตชน นี่คือ อำนาจแบบคริสตชน ชาวโลกบอกว่า “ถ้าฉันเป็นใหญ่ คนอื่นต้องรับใช้ฉัน” พระวรสารบอกว่า “ถ้าฉันเป็นใหญ่ ฉันต้องเป็นคนแรกที่รับใช้”
5. นี่คือข้อความที่แรงมากสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
หากนักบุญเปาโลเดินเข้ามาในวัดของเราวันนี้ ท่านอาจไม่ถามก่อนว่า “วัดนี้มีสัตบุรุษกี่คน?” – “มีเงินในบัญชีเท่าไร?” – “กิจกรรมเยอะไหม?” – ท่านอาจถามง่าย ๆ ว่า “แล้วใครกำลังลงมือปฏิบัติ?” เพราะพระศาสนจักรไม่ใช่มีแต่ คนเสนอความคิด – คนวิจารณ์ – คนบอกว่าควรทำอะไร – คนบอกว่าคนอื่นทำผิดตรงไหน – แต่ไม่มีคนยกโต๊ะ-ไม่มีคนเก็บขยะ – ไม่มีคนเยี่ยมคนป่วย – ไม่มีคนสอนคำสอน – ไม่มีคนรับฟังคนทุกข์ – ไม่มีคนยื่นมือช่วยคนยากจน คริสตชนไม่ได้ถูกเรียกมาเป็นเพียง “ผู้ชมพระศาสนจักร” แต่เป็น “ผู้ร่วมงานในสวนองุ่นของพระเจ้า”
6. ชาวโลกวันนี้ก็มีปัญหาแบบชาวเธสะโลนิกา
โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะ AI
และวันนี้เอง ผู้นำสหประชาชาติกับประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศออกมาเตือนถึงอาวุธอัตโนมัติที่อาจสามารถเลือกเป้าหมายมนุษย์โดยแทบไม่มีมนุษย์เข้ามาตัดสินใจ และเรียกร้องให้มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน
คำถามของโลกกำลังกลายเป็น “เครื่องจักรสามารถทำอะไรแทนมนุษย์ได้บ้าง?”
แต่พระคัมภีร์ถามคำถามที่ลึกกว่า “แล้วมนุษย์จะรับผิดชอบอะไร?”
เทคโนโลยีสามารถช่วยเราทำงาน แต่เทคโนโลยีไม่ควรทำให้เราเลิก รับผิดชอบ
AI อาจทำงานหลายสิ่งหลายอย่างให้เรา – เครื่องจักรอาจทำงานแทนเรา
ระบบอัตโนมัติอาจตัดสินใจหลายอย่างแทนเรา
แต่ไม่มีเครื่องจักรใดสามารถ…
รักแทนเรา – เสียสละแทนเรา – ให้อภัยแทนเรา – รับผิดชอบทางศีลธรรม/จริยธรรมแทนเรา – หรือเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าแทนเราได้
7. เกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ — “Ora et Labora”
หลายศตวรรษต่อมา จิตตารมณ์นักบวชคณะเบเนดิกตินมักได้รับการสรุปด้วยคำภาษาละตินที่มีชื่อเสียงว่า Ora et Labora – “จงภาวนาและทำงาน”
เป็นความสมดุลที่งดงามมาก ไม่ใช่ Ora หรือ Labora ไม่ใช่เลือกว่าจะภาวนา หรือ ทำงาน แต่คือ ภาวนา และ ทำงาน
มือหนึ่งยกขึ้นหาพระเจ้า อีกมือหนึ่งลงมือรับใช้โลก
ถ้าเราภาวนาโดยไม่ยอมทำอะไรเลย ความเชื่ออาจกลายเป็นข้ออ้าง
แต่ถ้าเราทำงานจนไม่มีพระเจ้า งานก็อาจกลายเป็นเพียงรูปเคารพ
ชีวิตคริสตชนจึงต้องมีทั้งสองอย่าง คุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า แล้วลุกขึ้นทำหน้าที่ของเรา
8. บทอ่านที่หนึ่งวันนี้จบอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
หลังจากเปาโลพูดหนักหน่วงมากเรื่องวินัยและการทำงาน เราคาดว่าท่านคงจบว่า
“เอาล่ะ ทุกคนไปทำงาน!” แต่เปล่าเลย ท่านจบว่า “ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสันติสุข ประทานสันติสุขแก่ท่านเสมอและทุกวิถีทาง” ทำไมพูดเรื่อง “งาน” แล้วจบด้วย “สันติสุข”? เพราะบางที สันติสุขไม่ได้เกิดจากการไม่มีอะไรทำ แต่เกิดจาก การรู้ว่า วันนี้ฉันได้ทำสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้ฉันแล้ว
-มีความเหนื่อยชนิดหนึ่งที่ทำให้ใจหนัก แต่มีความเหนื่อยอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้เรานอนหลับอย่างมีความสุข คือความเหนื่อยของคนที่รู้ว่า “วันนี้ ฉันได้รักใครสักคน วันนี้ ฉันได้ช่วยใครสักคน – วันนี้ ฉันได้ทำหน้าที่ของฉัน วันนี้ โลกดีขึ้นเล็กน้อย เพราะฉันไม่ได้นิ่งดูดาย”
9. อยากเล่าสู่กันฟัง
วัดแห่งหนึ่งกำลังเตรียมงานฉลองใหญ่ คุณป้าคนหนึ่งเดินเข้ามาเห็นคนกำลังกวาดพื้น เช็ดกระจก ยกเก้าอี้กันวุ่นวาย ป้าพูดอย่างศรัทธาว่า “คุณพ่อคะ มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหม?” คุณพ่อตอบ “ดีเลยครับ ช่วยเช็ดเก้าอี้แถวนี้หน่อย” ป้าชะงักแล้วตอบว่า “อ๋อ…ดิฉันหมายถึง ช่วยด้านจิตวิญญาณ ค่ะ” คุณพ่อจึงบอก “ดีมากครับ งั้นป้าช่วยภาวนาให้คนที่กำลังเช็ดเก้าอี้” ป้ายิ้ม “ได้เลยค่ะ!” คุณพ่อส่งผ้าให้ แล้วบอกว่า “ภาวนาไปด้วย เช็ดไปด้วยนะครับ จะได้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งคนทั้งเก้าอี้!” ทีนี่คือคริสตชนที่แท้จริงเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง การภาวนา กับ การลงมือทำ พระเจ้าต้องการทั้งสองอย่าง
10. สรุปข้อคิดจากบทอ่านที่หนึ่ง
วันหนึ่งเมื่อเราไปยืนต่อหน้าพระเจ้า พระองค์อาจไม่ได้ถามเราว่า “เจ้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับพระศาสนจักรมากแค่ไหน?” พระองค์อาจถามว่า “เราให้เวลาแก่เจ้า เราให้ความสามารถแก่เจ้า เราให้คนรอบข้างแก่เจ้า แล้วเจ้าได้ทำอะไรกับสิ่งเหล่านั้น?”
อย่ารอให้โลกดีขึ้น จงทำให้มุมเล็ก ๆ ที่เราอยู่ดีขึ้น – อย่ารอให้พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ขึ้น จงเริ่มศักดิ์สิทธิ์จากตัวเรา – อย่ารอให้คนอื่นรับใช้ จงเป็นคนแรกที่หยิบผ้าขนหนูขึ้นมา และอย่ารอให้พระเจ้าทำในสิ่งที่พระองค์กำลังรอให้เราทำ
เพราะความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงมือที่พนมภาวนา แต่มี มือที่พร้อมทำงาน
ไม่ได้มีเพียงเข่าที่คุกลงต่อหน้าพระเจ้า แต่มี เท้าที่พร้อมเดินออกไปหาพี่น้อง
และเมื่อเราทำสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายแก่เราอย่างสัตย์ซื่อ เราจะเข้าใจคำสุดท้ายของนักบุญเปาโลว่า “ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสันติสุข ประทานสันติสุขแก่ท่านเสมอ
และทุกวิถีทาง” เซ็นชื่อ “จากเปาโล” ในยุค AI, deepfake และข่าวปลอม คริสตชนต้องเป็นคนที่ชีวิตมี “ลายเซ็น” รับรองว่าเป็นของแท้ — ไม่ใช่เพียงพูดว่าฉันเป็นคริสตชน แต่เมื่อคนเห็นวิธีทำงาน ความซื่อสัตย์ การรับผิดชอบ และการรับใช้ เขาควรจะพูดได้ว่า “นี่แหละ ลายเซ็นของพระเยซูเจ้า”
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารบันทึกโดย มธ 23:27-32
วันนี้พระเยซูเจ้าสอนแรงมาก เพราะพระองค์ไม่ได้ตำหนิ “คนเลวที่รู้ตัวว่าเลว” แต่ทรงเตือน คนที่ถือศาสนาเคร่งครัด แลดูดีมากจนไม่รู้ว่าตนเองกำลังป่วย พระองค์ใช้ภาพ“หลุมศพทาสีขาว” ยิ่งเข้าใจบริบทชาวยิว



“พระเจ้าไม่ได้ถามว่าเราดูศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน แต่ถามว่าข้างในมีชีวิตอยู่หรือไม่”
“หลุมศพที่สวยงาม แต่ข้างในไม่มีชีวิต” (มัทธิว 23:27-32)
1. เริ่มจากคำพูดที่แรงที่สุดคำหนึ่งของพระเยซูเจ้า
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วิบัติจงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์และชาวฟาริสีหน้าซื่อใจคด ท่านเป็นเหมือนหลุมศพทาสีขาว ภายนอกดูงดงาม แต่ภายในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและสิ่งสกปรกทุกอย่าง”
ถ้าพระเยซูเจ้าตรัสเพียงว่า “พวกท่านทำไม่ดี” เราคงไม่สะเทือนมาก
แต่พระองค์ทรงเลือกภาพที่รุนแรงมาก “หลุมศพทาสีขาว”
ทำไม? เพราะสำหรับชาวยิว หลุมศพไม่ใช่แค่สถานที่น่ากลัว แต่การสัมผัสศพหรือหลุมศพทำให้บุคคลมีมลทินตามพิธีกรรมเป็นเวลาเจ็ดวันตาม กดว 19:16 ดังนั้นจึงมีธรรมเนียมทำเครื่องหมายหรือทาสีหลุมศพให้เห็นชัด เพื่อไม่ให้ผู้คนไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัว แหล่งยิวยุคแรกอย่าง Mishnah ยังกล่าวถึงการทำเครื่องหมายหลุมศพด้วยปูนขาวด้วย
เพราะฉะนั้นพระเยซูเจ้ากำลังตรัสสิ่งที่เจ็บมาก คือว่า “สิ่งที่พวกท่านคิดว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ อาจกำลังทำให้คนอื่นเป็นมลทินโดยไม่รู้ตัว”
2. ปัญหาจึงไม่ใช่ “ข้างนอกสวย”
พระเยซูเจ้าไม่ได้ต่อต้านความสวยงาม – ไม่ได้ต่อต้านพิธีกรรม – ไม่ได้ต่อต้านศาสนสถานที่สง่างาม – ไม่ได้ต่อต้านเครื่องแต่งกายทางศาสนาแต่อย่างใด ปัญหาคือ เมื่อสิ่งที่ปรากฏภายนอก ไม่ตรงกับความจริงภายใน
เพราะในสังคมจริงมีหลายรูปแบบ เช่น เราสามารถ…พนมมือสวย — แต่ไม่ให้อภัย, ร้องเพลงดัง — แต่ไม่ฟังเสียงคนมีความทุกข์, พูดเรื่องความรัก — แต่นินทากันหลังมิสซา, ถวายเงินมาก — แต่ดูถูกคนยากจน, รู้พระคัมภีร์ — แต่ไม่ยอมให้พระคัมภีร์เปลี่ยนชีวิต, และที่น่ากลัวที่สุดคือ เราอาจทำทั้งหมดนี้จนเคยชิน และไม่รู้ตัวแล้วว่ามีอะไรผิด นี่แหละคือ “หลุมศพทาสีขาว”
3. พระวรสารนี้ทันสมัยอย่างน่าทึ่ง
เราอยู่ในยุคที่ “ภาพลักษณ์” สามารถสร้างได้ง่ายกว่าตัวตน เราถ่ายรูปอาหารก่อนกิน, ถ่ายรูปตอนช่วยคน, ถ่ายรูปตอนภาวนา, ถ่ายรูปตอนทำบุญ, ถ่ายรูปเพื่อต้องการโฆษณาตัวเองทำกิจกรรมมากมาย บางครั้งเราใช้เวลาหามุมกล้องที่ดีที่สุด มากกว่าถามว่า “หัวใจของฉันอยู่ตรงไหน?”
Social media ไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่มีอันตรายอย่างหนึ่งคือ เราสามารถสร้าง version ของตัวเองให้คนอื่นเห็น จนวันหนึ่งเราเองก็เริ่มเชื่อว่า version นั้นคือตัวจริง พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามว่า “Profile ของเจ้าดูดีไหม?” พระองค์ถามว่า “เมื่อไม่มีใครเห็น เจ้าเป็นใคร?” เพราะความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงเริ่มต้นตรงนั้น
4. ประโยคที่สองในพระวรสารวันนี้ยิ่งแรงกว่า — “ถ้าเราอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ…”
พวกเขาสร้างอนุสาวรีย์ให้บรรดาประกาศก แล้วพูดว่า “ถ้าเราอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ เราคงไม่ร่วมมือฆ่าประกาศกหรอก” นี่คือกับดักที่มนุษย์ตกง่ายมาก เราชอบคิดว่า “ถ้าฉันอยู่สมัยนั้น ฉันคงทำสิ่งที่ถูกต้อง” ถ้าฉันอยู่สมัยพระเยซูเจ้า ฉันคงตามพระองค์ – ถ้าฉันอยู่สมัยมรณสักขี ฉันคงไม่ทรยศความเชื่อ – ถ้าฉันเห็นความอยุติธรรมใ ประวัติศาสตร์ ฉันคงลุกขึ้นต่อต้าน แต่พระเยซูเจ้ากำลังถามว่า “ไม่ต้องบอกเราว่าเจ้าจะทำอะไรเมื่อสองพันปีก่อน บอกเราว่าเจ้ากำลังทำอะไรวันนี้”
เราอาจวางดอกไม้หน้าอนุสาวรีย์ของคนที่กล้าพูดความจริงในอดีต แต่เมื่อมีใครพูดความจริงกับเราในวันนี้… เราอาจเป็นคนแรกที่อยากให้เขาเงียบ
5. อยากเล่าเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์
ศตวรรษที่ 19 ที่โรงพยาบาล Vienna General Hospital มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น
หญิงจำนวนมากคลอดลูกสำเร็จ แต่กลับเสียชีวิตด้วยไข้หลังคลอด
นายแพทย์หนุ่มชาวฮังกาเรียนชื่อ Ignaz Semmelweis สังเกตสิ่งหนึ่ง
แพทย์และนักศึกษาแพทย์จำนวนหนึ่งเดินจากห้องชันสูตรศพ… แล้วไปตรวจหญิงคลอดโดยไม่ได้ล้างมืออย่างที่เราเข้าใจเรื่องการฆ่าเชื้อในปัจจุบัน
Semmelweis ทดลองให้แพทย์ล้างมือด้วยสารละลายคลอรีนก่อนตรวจคนไข้ และอัตราการเสียชีวิตในคลินิกของเขาลดลงอย่างมาก แต่ความคิดของเขาถูกต่อต้านและไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวลานั้น
คนเหล่านั้นไม่ได้ตั้งใจฆ่าใคร ตรงกันข้าม…พวกเขาเป็นหมอ พวกเขาแต่งตัวเป็นหมอ
เรียนมาเพื่อรักษาคน เข้าโรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิต แต่สิ่งที่ติดอยู่บนมือซึ่งมองไม่เห็นกลับนำความตายไปสู่คนที่พวกเขาตั้งใจรักษา และนี่อาจเป็นภาพของพระวรสารวันนี้
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตฝ่ายจิต อาจไม่ใช่ความชั่วที่เรามองเห็นชัดเจน แต่คือ “สิ่งที่ติดอยู่ในใจเรา โดยเราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น” เช่น อคติ – ทิฐิ – ความหยิ่งจองหอง – ความอิจฉาริษยา – ความแค้นฝังหุ่น – ความต้องการอำนาจ – การตัดสินคนอื่น –
ความคิดว่าตัวเองถูกเสมอ – และเราสามารถเอาสิ่งเหล่านี้เข้าไปใน ครอบครัว, ที่ทำงาน, สภาอภิบาล, กลุ่มคริสตชน, แม้กระทั่งบนพระแท่น โดยยังคิดว่า “ฉันกำลังรับใช้พระเจ้า”
6. พระวรสารนี้ต้องอ่านกับพระศาสนจักรอย่างถ่อมตน
พระวรสารวันนี้ไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธว่า “เห็นไหม พระเยซูเจ้ากำลังด่าพวกฟาริสี!”
เพราะทันทีที่เราพูดอย่างนั้น เราอาจกลายเป็นฟาริสีเสียเอง คำถามที่ถูกต้องคือ
“พระเยซูเจ้าข้า หลุมศพทาสีขาวในตัวข้าพเจ้าอยู่ตรงไหน?”
พระศาสนจักรสามารถมี วัดที่สวย พิธีกรรมที่สง่างาม องค์กรที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมมากมาย บัญชีเรียบร้อย โครงการยอดเยี่ยม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งดี แต่ถ้าคนยากจนเดินเข้ามาแล้วรู้สึกว่าไม่มีที่สำหรับเขา – ถ้าคนบาปเข้ามาแล้วพบแต่สายตาตัดสิน – ถ้าคนหนุ่มสาวถามคำถามแล้วเราไม่ยอมฟัง – ถ้าเรารักษากฎทุกข้อ แต่ทำร้ายศักดิ์ศรีของมนุษย์ พระเยซูเจ้าอาจถามเราว่า “บ้านของเราสวยมาก…แต่ข้างในยังมีชีวิตอยู่ไหม?”
7. อยากเล่าสู่กันฟัง
ชายคนหนึ่งไปหาพระสงฆ์แล้วบอกว่า “คุณพ่อครับ ผมทนคนในวัดไม่ไหวแล้ว คนนั้นขี้อิจฉา, คนนี้ชอบนินทา, คนนั้นเห็นแก่ตัว, อีกคนชอบเอาหน้า, ผมเห็นข้อเสียของทุกคนหมดเลยครับ!” คุณพ่อฟังเงียบ ๆ แล้วถาม “คุณสายตาดีมากเลยนะ” ชายคนนั้นยิ้มอย่างภูมิใจ “ครับคุณพ่อ ผมดูคนค่อนข้างออก” คุณพ่อจึงพาเขาไปที่หน้าต่าง “มองออกไป เห็นอะไร?” “เห็นผู้คนครับ” จากนั้นคุณพ่อพาไปยืนหน้ากระจก “ตอนนี้เห็นใคร?” ชายคนนั้นตอบเบา ๆ “เห็น…ตัวผมเองครับ” คุณพ่อจึงพูดว่า “กระจกกับหน้าต่างทำจากแก้วเหมือนกัน แต่พอมีปรอทเงินเคลือบอยู่ข้างหลัง เราก็เลิกเห็นคนอื่น และเริ่มเห็นแต่ตัวเอง” แล้วคุณพ่อก็ยิ้ม “แต่กรณีของคุณแปลกกว่านั้นนะ” ชายคนนั้นถาม “ยังไงครับ?” “คุณส่องกระจก…แต่ยังเห็นความผิดของคนอื่นอยู่เลย!” นี่คือ พระวรสารวันนี้ไม่ใช่หน้าต่างที่พระเยซูเจ้าให้เรามองออกไปหาฟาริสีคนอื่น พระวรสารวันนี้คือกระจกที่พระองค์ทรงยื่นให้เรา”
8. แล้วเราจะทำอย่างไร?
เราไม่จำเป็นต้องทุบ “หลุมศพ” ทิ้ง แต่ต้องยอมให้พระเยซูเจ้าทรงเปิดมันออก
ถามตัวเองสามคำถามง่าย ๆ
หนึ่ง — มีอะไรในชีวิตที่ฉันอยากให้คนอื่นเห็น แต่ไม่อยากให้พระเจ้าเห็น?
สอง — ฉันเรียกร้องจากคนอื่นในสิ่งที่ตัวเองไม่ยอมทำหรือไม่?
สาม — ถ้าวันนี้ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเครื่องแต่งกาย ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีคนปรบมือ เหลือเพียงหัวใจของฉัน พระเยซูเจ้าจะพบอะไรข้างใน?
นี่คือการกลับใจ ไม่ใช่การทาสีหลุมศพใหม่ให้ขาวกว่าเดิม แต่คือการยอมให้พระเยซูเจ้านำชีวิตกลับเข้าไปในสิ่งที่ตายแล้ว
9. ขอสรุปข้อคิดจากพระวรสารวันนี้
โลกอาจประทับใจกับ ภาพลักษณ์ แต่พระเจ้าเสด็จเข้าไปถึง หัวใจ
มนุษย์เห็นเครื่องแต่งกาย พระเจ้าเห็นเจตนา
มนุษย์ได้ยินคำพูด พระเจ้าได้ยินความคิด
มนุษย์เห็นสิ่งที่เราทำต่อหน้าคน พระเจ้าเห็นว่าเราเป็นใครเมื่อไม่มีใครมอง
ดังนั้นวันนี้อย่าเพิ่งถามว่า “ใครคือฟาริสี?” แต่ให้ถามว่า “พระเยซูเจ้าข้า
มีอะไรในตัวข้าพเจ้าที่ขาวอยู่ข้างนอก แต่กำลังตายอยู่ข้างใน?”
และถ้าพระองค์ทรงชี้ให้เราเห็น อย่ากลัว เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อ ทาสีหลุมศพให้สวยขึ้น พระองค์เสด็จมาเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น พระองค์เสด็จมาเพื่อเรียกคนตายให้ออกมาจากหลุมศพ ดังที่พระองค์เคยตรัสหน้าหลุมศพของลาซารัสว่า “จงออกมาเถิด!” นั่นอาจเป็นพระวาจาที่พระองค์กำลังตรัสกับเราวันนี้
-ออกมาจากชีวิตสองหน้า
-ออกมาจากความศรัทธาที่เหลือเพียงเปลือกภายนอก
-ออกมาจากการรักษาภาพลักษณ์
-ออกมาจากหลุมศพที่เราทาสีจนสวยงาม
เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงต้องการให้เรา “ดูเหมือนมีชีวิต” พระองค์ทรงต้องการให้เรา “มีชีวิตจริง ๆ” อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ – เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















