ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ.2026

นี่เป็นหนึ่งในข้อความที่งดงามที่สุดของพันธสัญญาเดิม นักวิชาการพระคัมภีร์หลายคนเรียกบทนี้ว่า บทเพลงแห่งหัวใจของพระเจ้า” (The Song of God’s Fatherly Heart) เพราะเป็นครั้งแรก ๆ ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยความรู้สึกภายในของพระองค์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่ในฐานะผู้พิพากษา แต่ในฐานะ “พระบิดาผู้รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข”


หากมีคนถามว่า พระเจ้าทรงโกรธหรือไม่?” พระคัมภีร์ตอบว่า “ใช่” แต่ถ้าถามต่อว่า พระเจ้าทรงรักหรือไม่?” พระคัมภีร์ตอบว่า “รักมากกว่า” และถ้าถามอีกว่า เมื่อมนุษย์ทรยศ พระเจ้าจะทำอย่างไร?” บทอ่านวันนี้ตอบว่า “ใจของเราปั่นป่วนอยู่ภายใน ความเอ็นดูของเราลุกโชนขึ้นทั้งหมด” นี่ไม่ใช่ภาษาของผู้พิพากษา แต่เป็นภาษาของพ่อคนหนึ่งที่เห็นลูกเดินหนีบ้าน แต่ยังยืนรอหน้าประตูทุกวัน


พระองค์ตรัสว่า “เมื่ออิสราเอลยังเป็นเด็ก เรารักเขา” พระเจ้าไม่ได้เริ่มรักเราเมื่อเราเป็นคนดี แต่รักเราตั้งแต่เรายังช่วยตัวเองไม่ได้ เหมือนพ่อแม่ที่รักลูกตั้งแต่ยังร้องไห้ทั้งคืน ยังเดินไม่ได้ ยังสร้างปัญหา ความรักแท้ไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์ของลูก แต่เกิดจากหัวใจของพ่อแม่


ประโยคที่งดงามที่สุดตอนหนึ่งคือ “เราก้มลงป้อนอาหารเขา” ภาพนี้น่าประทับใจมาก พระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล สรรพสิ่งสรรพสัตว์ กลับก้มลง ไม่ใช่เพื่อแสดงอำนาจแต่เพื่อป้อนข้าวลูก นี่คือภาพเดียวกับพระเยซูเจ้าที่ทรงล้างเท้าศิษย์ พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เพราะทรงถ่อมตน


อิสราเอลหันไปกราบรูปเคารพแต่พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “หมดกัน” แต่กลับตรัสว่า “เราจะไม่ปล่อยความโกรธของเราจนสุด” ทำไม? เพราะ “เราเป็นพระเจ้า มิใช่มนุษย์”มนุษย์โกรธแล้วตัดขาด พระเจ้าทรงเจ็บปวด แต่ยังทรงให้อภัย นี่คือหัวใจของพระวรสารทั้งหมด


โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ตรงข้ามกับบทอ่านวันนี้

  • ถ้าทำผิด…ลบคนนั้นออกไปแบบไม่มีตัวตน
  • ถ้าพลาด…ประณาม
  • ถ้าไม่เห็นด้วย…ตัดความสัมพันธ์
  • ถ้าแตกต่าง…โจมตีในโลกออนไลน์

วัฒนธรรมแห่งการ “ยกเลิก” (cancel culture) ทำให้ผู้คนถูกตัดสินจากความผิดเพียงครั้งเดียว แต่พระเจ้าทรงมี “วัฒนธรรมแห่งการคืนดี” พระองค์ไม่เรียกความผิดว่าเป็นความดี แต่ก็ไม่เรียกคนบาปว่า “หมดหวัง” พระเจ้าทรงเกลียดบาป แต่ไม่เคยหยุดรักคนบาป นี่คือสิ่งที่โลกกำลังต้องการอย่างยิ่ง


บางครั้งพระศาสนจักรก็เผชิญความเหนื่อยล้า จำนวนคริสตชนลดลง เยาวชนห่างเหินจากวัด พระสงฆ์และนักบวชมีภาระมากขึ้น บางคนหมดกำลังใจ แต่บทอ่านวันนี้เตือนว่าพระเจ้ายังไม่เคยเลิกหวัง หากพระเจ้าทรงอดทนกับอิสราเอลหลายร้อยปี พระองค์ก็ยังทรงอดทนกับพระศาสนจักรของพระองค์เช่นกัน คำถามจึงไม่ใช่ว่า “พระเจ้าจะเลิกกับเราไหม?” แต่คือ “เราจะกลับไปหาพระองค์เมื่อไร?” พระศาสนจักรจึงต้องเป็นสถานที่ที่ผู้คนรู้สึกว่า “กลับบ้านได้เสมอ” ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้คนหวาดกลัวว่าจะถูกตัดสิน


จอห์นนี่เป็นเด็กชายคนหนึ่งซนมาก วันหนึ่งเขาเอาลูกฟุตบอลเตะโดนกระจกบ้านแตกทั้งบาน พ่อกลับมาถึงบ้าน เห็นกระจกแตก ลูกยืนตัวสั่น น้ำตาคลอ พ่อถาม “ใครทำ?” จอห์นนี่ตอบเบา ๆ “ผมเองครับพ่อ” พ่อนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินเข้าไปหา จอห์นนี่คิดในใจ วันนี้โดนแน่…” แต่พ่อกลับยื่นไม้กวาดให้ แล้วพูดว่า “มาช่วยพ่อเก็บเศษกระจกกัน” จอห์นนี่ถามอย่างงง ๆ “พ่อไม่โกรธเหรอครับ?” พ่อยิ้มแล้วตอบว่า “โกรธสิ…แต่พ่อรักลูกมากกว่าความโกรธ” หลายปีต่อมา จอห์นนี่โตขึ้นเล่าว่า “วันนั้นผมไม่ได้จำว่าพ่อสั่งสอนอะไร แต่จำวันที่พ่อเลือกกอดผมแทนที่จะผลักไส”

ข้อคิดที่น่าสนใจคือว่า…

จอห์นนี่ไม่ได้เลิกทำผิดเพราะกลัวการลงโทษ แต่เลิกทำผิด เพราะไม่อยากทำให้หัวใจของคนที่รักเขาเจ็บอีก นั่นคือหัวใจของหนังสือโฮเชยา พระเจ้าไม่ได้ทรงเปลี่ยนเราด้วยความกลัว แต่ทรงเปลี่ยนเราด้วยความรัก


วันนี้พระเจ้าไม่ได้ถามเราว่า “ทำไมเจ้าจึงทำผิด?” แต่ถามว่า “ลูก…กลับบ้านได้หรือยัง?” เพราะพระเจ้าของเราไม่ใช่พระเจ้าที่เฝ้านับความผิด แต่เป็นพระบิดาที่เฝ้านับวันที่ลูกจะกลับมา ขอให้ทุกคนที่ได้ฟังพระวาจาวันนี้ กล้าที่จะเชื่อในความจริงอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง คือ ไม่มีบาปใดใหญ่กว่าพระเมตตาของพระเจ้า และไม่มีใครไกลเกินกว่าพระหัตถ์ของพระองค์จะเอื้อมถึง

พระเจ้าทรงรักก่อน…แล้วจึงทรงส่งเราออกไปแบ่งปันความรักนั้น”

พระเยซูเจ้าไม่ได้ส่งอัครสาวกออกไปเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือนักโต้วาที แต่ทรงส่งเขาออกไปเป็น “พยานแห่งพระเมตตา”


หากพระเยซูเจ้าทรงประกาศรับสมัครอัครสาวกในสมัยนี้ เราอาจคาดหวังประกาศเช่นนี้ “รับสมัครผู้มีปริญญาสูง พูดได้หลายภาษา มีผู้ติดตามในสื่อสังคมออนไลน์ไม่น้อยกว่า 100,000 คน” แต่พระเยซูเจ้ากลับเลือกชาวประมง คนเก็บภาษี และคนธรรมดา แล้วตรัสเพียงว่า “จงไปประกาศว่า อาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว” พระองค์ไม่ได้ส่ง “ผู้สมบูรณ์แบบ” แต่ทรงส่ง “ผู้ที่พร้อมจะวางใจในพระองค์” นี่คือความหวังของเราทุกคน


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงไป…” พระศาสนจักรไม่ใช่ชุมชนที่รออยู่เฉย ๆ แต่เป็นพระศาสนจักรที่ “ออกเดิน” เหมือนพระเจ้าที่ตรัสในโฮเชยาว่า “เราอุ้มเขาไว้…เราจูงเขาด้วยสายแห่งความรัก” พระเจ้าไม่เคยรอให้มนุษย์ปีนขึ้นไปหาพระองค์ แต่พระองค์เสด็จลงมาหาเรา ดังนั้น ผู้ประกาศข่าวดีจึงต้องกล้าเดินไปหาผู้ที่อยู่ห่างไกล ทั้งทางกายและทางใจ


นี่คือประโยคที่ท้าทายที่สุด ทุกสิ่งที่เรามีในชีวิต ความสามารถ การอภัย ความเชื่อ

ล้วนเป็นของประทาน ไม่มีใคร “ซื้อ” พระหรรษทานได้ เมื่อได้รับมาโดยไม่คิดราคา

เราก็ถูกเรียกให้แบ่งปันโดยไม่คิดราคาเช่นกัน คนที่รู้ว่าตนเองได้รับพระเมตตา จะไม่ตระหนี่กับพระเมตตาต่อผู้อื่น


พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงสะบัดฝุ่นจากเท้า” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “จงแก้แค้น” หรือ “จงด่ากลับ” การสะบัดฝุ่นคือการปล่อยวาง ไม่แบกความเกลียดชังติดหัวใจ ผู้ประกาศข่าวดี ไม่ใช่ผู้ชนะทุกการโต้เถียง แต่เป็นผู้รักษาสันติสุขไว้ในหัวใจ


โลกทุกวันนี้มีการสื่อสารมากกว่าทุกยุค แต่ผู้คนกลับรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น เรามีโทรศัพท์ที่เชื่อมถึงกันได้ภายในไม่กี่วินาที แต่หลายครอบครัวกลับแทบไม่ได้พูดคุยกันด้วยหัวใจ เราส่งข้อความได้เร็ว แต่บางครั้งกลับส่งความเมตตาได้ช้า พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “จงทำให้ทุกคนชอบท่าน” แต่ตรัสว่า “จงนำสันติสุขไป” ทุกวันนี้ โลกไม่ได้ขาด “ข้อมูล/ข่าวสาร” แต่ขาด “ความหวัง” และผู้ประกาศข่าวดีคือผู้ที่นำความหวังนั้นไปถึงผู้คน


พระศาสนจักรในยุคนี้อาจเผชิญคำวิจารณ์ ความไม่เข้าใจ และความเหนื่อยล้า แต่พระวรสารวันนี้เตือนว่า อย่าวัดความสำเร็จของการประกาศข่าวดีจากจำนวนผู้ปรบมือ จงวัดจากความซื่อสัตย์ต่อพระเยซูคริสต์เจ้า นักบุญออกัสติน จ้าว หรง ไม่ได้มีโอกาสสร้างวัดใหญ่ ไม่ได้เขียนหนังสือเล่มหนา แต่ชีวิตของท่านยังคงประกาศพระเยซูคริสต์มาจนถึงวันนี้ พระศาสนจักรจึงไม่เติบโตเพราะวัดสวยงามอาคารที่สูงใหญ่ แต่เพราะคริสตชนที่ดำเนินชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์


วันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้ขอให้เราเป็นคริสตชนที่มีชื่อเสียง แต่ขอให้เราเป็นคริสตชนที่ “น่าเชื่อถือ” หนังสือโฮเชยาบอกเราว่า พระเจ้าทรง “จูงเราด้วยสายแห่งความรัก” พระวรสารบอกเราว่า “จงออกไป” และนักบุญออกัสติน จ้าว หรง บอกเราว่า ชีวิตที่เต็มไปด้วยความรัก อาจเป็นบทเทศน์เพียงบทเดียวที่ใครบางคนต้องการได้ยินเพื่อพบพระเยซูเจ้า”

ขอให้เมื่อผู้คนพบเรา เขาไม่ได้เพียงได้ยินว่าเราเป็นคริสตชน แต่ได้ สัมผัสพระเมตตาของพระเยซูคริสต์เจ้าผ่านชีวิตของเรา แล้วอยากติดตามพระองค์เช่นเดียวกับนักบุญออกัสติน จ้าว หรง อาแมน.

เรื่องราวที่น่าสนใจของนักบุญออกัสติน จ้าว หรง  (Saint Augustine Zhao Rong)

ผู้ได้รับการระลึกถึงในวันที่ 9 กรกฎาคม พร้อมกับเพื่อนมรณสักขีอีก 119 ท่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม มรณสักขีชาวจีน (Chinese Martyrs)

สิ่งที่ทำให้ชีวิตของท่านน่าประทับใจที่สุด คือ ท่านไม่ได้เกิดมาเป็นคริสตชน แต่กลับใจเพราะเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่กำลังจะถูกประหาร

ออกัสติน จ้าว หรง เกิดราวปี ค.ศ. 1746 ในประเทศจีน เดิมเป็นทหารของราชวงศ์ชิง ในช่วงที่รัฐบาลกวาดล้างคริสตชน เขาได้รับคำสั่งให้ควบคุมตัวและคุมขังพระสังฆราชชาวฝรั่งเศสกาเบรียล-โตแรง ดือเฟรซส์ (Gabriel-Taurin Dufresse) ซึ่งต่อมาถูกประหารเป็นมรณสักขี

แต่ระหว่างการเดินทางนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของนายทหารผู้นี้ เขาเห็นนักโทษคนหนึ่งที่ไม่โกรธ ไม่สาปแช่ง ไม่หวาดกลัว กลับเต็มไปด้วยความสงบ เมตตา และให้อภัย แม้รู้ว่าตนกำลังเดินไปสู่ความตาย ความสงบนั้นทำให้ทหารหนุ่มเกิดคำถามว่า “ศาสนาอะไร จึงทำให้คนคนหนึ่งไม่กลัวความตายได้เช่นนี้?”

หลังจากพระสังฆราชได้รับการปล่อยตัว ท่านจึงขอเรียนคำสอน รับศีลล้างบาป และได้รับชื่อว่า “ออกัสติน” ต่อมาได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ นับเป็นพระสงฆ์ชาวจีนพื้นเมืองคนแรกที่ได้รับการยกย่องเป็นมรณสักขี และในที่สุดก็ถูกจับ ทรมาน และเสียชีวิตในเรือนจำเพราะไม่ยอมละทิ้งความเชื่อในปี ค.ศ. 1815


นี่อาจเป็นเรื่องที่งดงามที่สุด ผู้คุมนักโทษไม่ได้กลับใจเพราะการโต้เถียงทางเทววิทยา แต่กลับใจเพราะ “เห็นชีวิต” นี่คือการประกาศข่าวดีที่ทรงพลังที่สุด ชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ พูดดังกว่าคำเทศน์

ภายนอก ดูเหมือนพระสังฆราชผู้ถูกจับแพ้ทุกอย่าง แต่ความจริง ท่านชนะใจนายทหาร และนายทหารคนนั้น กลายเป็นนักบุญ นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เมล็ดข้าวสาลีเมื่อตกลงดินและตาย จึงเกิดผลมาก”

พระสังฆราชคงไม่เคยคิดว่า ผู้คุมคนหนึ่งจะกลายเป็นนักบุญ ดังนั้น ทุกคำพูด ทุกการให้อภัย ทุกการเสียสละของเรา อาจกำลังเปลี่ยนชีวิตของใครบางคน โดยที่เราไม่รู้เลย


โลกปัจจุบันเต็มไปด้วย ความเกลียดชัง ข่าวปลอม  การโจมตีทางสื่อออนไลน์  การแบ่งฝ่าย  ความรุนแรงทางความคิด  ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธพระเยซูคริสต์เพราะไม่รู้จักพระองค์ แต่เพราะไม่เคยเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของคริสตชน

นักบุญออกัสติน จ้าว หรง สอนเราว่า คนจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นเชื่อจากการอ่านพระคัมภีร์หรือเรียนคำสอน แต่เริ่มจากการพบคริสตชนที่ใช้ชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์ ปัจจุบัน พระศาสนจักรไม่ต้องการเพียง “นักพูด/นักเทศน์” แต่ต้องการ “พยานชีวิต” ดังคำกล่าวที่มักอ้างถึงของนักบุญเปาโล ที่ 6 พระสันตะปาปา กล่าวว่า “มนุษย์ยุคนี้เชื่อพยานมากกว่าครู”


พระศาสนจักรวันนี้กำลังเผชิญ จำนวนคริสตชนลดลงในหลายประเทศ  กระแสโลกนิยม วิกฤตศรัทธา ความแตกแยกภายใน นักบุญออกัสติน จ้าว หรง เตือนเราว่าพระศาสนจักรเติบโตไม่ใช่เพราะอำนาจ ไม่ใช่เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะชื่อเสียง แต่เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของสมาชิกแต่ละคน พระศาสนจักรไม่เคยเติบโตด้วย “การเอาชนะ” แต่เติบโตด้วย “การเป็นพยาน”


เรื่องของนักบุญองค์นี้เตือนใจพระสงฆ์อย่างมากพระสังฆราชดูเฟรสส์ไม่ได้เขียนหนังสือเล่มใหญ่ ไม่ได้โต้วาทีชนะใคร ไม่ได้สร้างวัด/อาสนวิหาร แต่ท่านสร้างพระสงฆ์องค์หนึ่ง บางครั้งพระสงฆ์อาจคิดว่า “เทศน์วันนี้ คนฟังน้อย” แต่เราไม่รู้เลยว่า คนหนึ่งที่นั่งอยู่ท้ายวัด อาจเป็น “นักบุญองค์ต่อไปก็ได้”


มีบราเดอร์คนหนึ่งถามพ่ออธิการว่า “คุณพ่อครับ คนเราจะประกาศข่าวดีได้ดีที่สุดเมื่อไร?” พ่ออธิการตอบว่า “ตอนที่ยังไม่เปิดปาก” บราเดอร์งงมาก พ่ออธิการจึงอธิบายว่า “ถ้าคนคนหนึ่งเห็นชีวิตของเราแล้วอยากรู้จักพระเจ้า นั่นคือการเทศน์ที่ดีที่สุด แต่ถ้าเปิดปากเทศน์เก่ง แล้วชีวิตตรงข้ามกับคำเทศน์ ผู้คนก็จะปิดหูทันที”

เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงนักบุญออกัสติน จ้าว หรง ผู้ซึ่งไม่ได้กลับใจเพราะได้ยินคำเทศน์ยาว ๆ แต่กลับใจเพราะเห็นชีวิตของผู้ที่กำลังเดินไปสู่ความตายด้วยความรักและความสงบอย่างสันติสุข


“ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความกล้าหาญเช่นนักบุญออกัสติน จ้าว หรง ให้ข้าพเจ้าประกาศพระเยซูคริสต์ด้วยชีวิต มากกว่าด้วยคำพูด ให้ผู้คนมองเห็นพระองค์ในความสุภาพ ความซื่อสัตย์ และความรักของข้าพเจ้า แม้ในวันที่ต้องเผชิญความยากลำบาก ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นพระวรสารที่ผู้คนอ่านได้ทุกวัน อาแมน”

นักบุญออกัสติน จ้าว หรง เตือนเราด้วยประโยคที่ไม่ได้เอ่ยออกมา แต่สะท้อนผ่านทั้งชีวิตว่า การเป็นพยานที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดถึงพระเยซูคริสต์มากที่สุด แต่คือการทำให้ผู้คนมองเห็นพระเยซูคริสต์ในตัวเรา”



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ