ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.2026

หากเปรียบเทียบประกาศก (ผู้เผยพระวจนะ) ในพันธสัญญาเดิมเป็นนักเขียน โฮเชยา” คือผู้ที่เขียนบันทึกด้วยรอยน้ำตาและบาดแผลในชีวิตจริงของตัวเอง เรื่องราวของเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเห็นนิมิตอันยิ่งใหญ่ในพระวิหารเหมือนอิสยาห์ แต่เริ่มต้นด้วยคำสั่งที่สะเทือนใจที่สุดจากพระเจ้า

โฮเชยาทำหน้าที่ประกาศพระวาจาในช่วงประมาณ 750–725 ปีก่อนคริสตกาล ใน อาณาจักรเหนือ (อิสราเอล)

  • ฉากหน้าคือความมั่งคั่ง: ในช่วงต้นของการรับใช้ ตรงกับยุคของกษัตริย์เยโรโบอัมที่ 2 อิสราเอลกำลังอยู่ใน “ยุคทอง” เศรษฐกิจรุ่งเรือง ขยายอาณาเขตได้กว้างขวาง การค้าขายคึกคัก
  • ฉากหลังคือวิกฤตศีลธรรม: ความร่ำรวยทำให้คนลืมพระเจ้า เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน มีการโกงกิน ทหารและนักบวชคอร์รัปชัน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ การนอกใจฝ่ายวิญญาณ ชาวอิสราเอลหันไปกราบไหว้ “พระบาอัล” (เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และฝนของชาวคานาอัน) เพราะคิดว่าพระบาอัลจะช่วยให้พืชผลและเศรษฐกิจดีขึ้น

เกร็ดที่น่าทึ่งและเจ็บปวดที่สุดของโฮเชยาคือ วิธีการที่พระเจ้าใช้ให้เขาประกาศสาส์น พระองค์ไม่ได้ให้เขาถือป้ายประท้วง แต่ให้เขา ใช้ชีวิตตัวเองเป็นสื่อการสอน”

ไปเถอะ ไปแต่งงานกับหญิงโสเภณี และมีบุตรกับนาง…” (โฮเชยา 1:2)

โฮเชยาเชื่อฟังและแต่งงานกับหญิงที่ชื่อ โกเมอร์” ซึ่งต่อมานางได้นอกใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและหนีตามชายชู้ไป จนกระทั่งชีวิตตกต่ำถึงขีดสุดกลายเป็นทาส แต่พระเจ้าสั่งโฮเชยาอีกครั้ง จงไปรักนางอีกครั้ง” โฮเชยาจึงต้องกำเงินและข้าวบาร์เลย์ไป “ไถ่ตัวภรรยาตัวเอง” กลับมาจากตลาดค้าทาส เพื่อนำนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตคู่กันใหม่

ทำไมพระเจ้าถึงทำแบบนั้น? พระองค์ต้องการให้โฮเชยาสัมผัสถึง ความเจ็บปวดของพระองค์” เมื่อโฮเชยาร้องไห้เพราะภรรยานอกใจ พระเจ้ากำลังบอกว่า นั่นแหละคือความรู้สึกของเราที่อิสราเอลทำกับเรา” และเมื่อโฮเชยายอมจ่ายเงินไถ่ตัวภรรยาที่ทรยศกลับมา พระเจ้ากำลังบอกว่า นั่นแหละคือความรักของเราที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออิสราเอล”

ชื่อของเขาคือรหัสลับแห่งความรอด

คำว่า โฮเชยา (Hosea / Hoshea) ในภาษาฮีบรู แปลว่า ความรอด” (Salvation) ซึ่งเป็นรากศัพท์ภาษาฮีบรูตัวเดียวกันกับชื่อ โยชูวา” และชื่อ เยซู” (Yeshua) ดังนั้น ชีวิตและหนังสือของโฮเชยาจึงเป็นภาพพยากรณ์ล่วงหน้าถึงการมาของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงมาไถ่บาปมนุษย์

ชื่อลูกๆ ที่เป็นคำสาปแช่ง (ก่อนจะกลายเป็นพระพร)

โฮเชยามีลูกกับโกเมอร์ 3 คน และพระเจ้าทรงเป็นผู้ตั้งชื่อให้ ซึ่งแต่ละชื่อเป็นสาส์นเตือนภัยถึงอิสราเอล:

  1. ยิสเรเอล (Jezreel): แปลว่า “พระเจ้าทรงหว่าน” แต่ในบริบทนั้นหมายถึงสถานที่ที่มีการนองเลือด เป็นสัญลักษณ์ว่าราชวงศ์ของอิสราเอลกำลังจะถูกพิพากษา
  2. โลรูหะมาห์ (Lo-Ruhamah): แปลว่า ไม่ได้รับความเมตตา”
  3. โลอัมมี (Lo-Ammi): แปลว่า ไม่ใช่ประชากรของเรา” (นี่คือจุดแตกหักที่เจ็บปวดที่สุด) แต่ในตอนท้าย  พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อพวกเขาใหม่ สะท้อนถึงการฟื้นฟูว่า จาก “ไม่ใช่ประชากร” จะกลับมาเป็น “ประชากรของพระเจ้า” อีกครั้ง

ประกาศกผู้รักชาติที่ต้องเห็นบ้านเมืองล่มสลาย

โฮเชยาเตือนชาวอิสราเอลเป็นเวลาหลายสิบปีว่า หากไม่ยอมกลับใจ อาณาจักรอัสซีเรียจะมาทำลายล้าง แต่ไม่มีใครฟัง สุดท้ายในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา (ปี 722 ก่อนคริสตกาล) กองทัพอัสซีเรียก็บุกเข้าโจมตีและทำลายกรุงสะมาเรีย เมืองหลวงของอิสราเอลจนย่อยยับจริงๆ โฮเชยาจึงเป็นประกาศกที่ต้องหลั่งน้ำตาเห็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนพังทลายต่อหน้าต่อตา

ต้นกำเนิดอุปมาเรื่อง “สามี-ภรรยา” ในเทววิทยา

โฮเชยาคือประกาศกคนแรกในประวัติศาสตร์คริสต์-ยิว ที่กล้าใช้ความสัมพันธ์ทางเพศและการแต่งงาน (Marriage Metaphor) มาเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งแนวคิดนี้ได้ส่งทอดมาถึงพันธสัญญาใหม่ ที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็น “เจ้าบ่าว” และอัครสาวกเปาโลเรียกพระศาสนจักรว่าเป็น “เจ้าสาวของพระเยซูคริสต์” ในจดหมายถึงชาวเอเฟซัส

แง่คิดทิ้งท้าย: โฮเชยาแสดงให้เราเห็นว่า พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เรานับถือศาสนาเพียงเพราะ “หน้าที่” หรือ “กฎเกณฑ์” แต่พระองค์ทรงมีความรู้สึก ทรงเจ็บปวดเป็น และทรงรักเราด้วยหัวใจของสามีที่พร้อมจะให้อภัยภรรยาเมียที่หลงผิดเสมอ

บทอ่านที่หนึ่งในวันนี้จากโฮเชยา (Hosea) บทที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในบทที่ทรงพลังที่สุดในพันธสัญญาเดิม เพราะสะท้อนถึง ความรักที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้า ท่ามกลางความไม่ซื่อสัตย์ของมนุษย์” ผ่านชีวิตคู่ของประกาศกโฮเชยากับโกเมอร์ (ภรรยาที่นอกใจเขา) ซึ่งเป็นภาพจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอล

1. เนื้อหาสาระสำคัญของบทอ่านวันนี้

โฮเชยา 2:16 — การเปลี่ยนผ่านจาก “เจ้านาย” สู่ “สามี”

ในวันนั้น… เจ้าจะเรียกเราว่า ‘สามีของฉัน’ เจ้าจะไม่เรียกเราว่า ‘เจ้านายของฉัน’ อีกต่อไป”

  • บริบท: คำว่า “เจ้านาย” ในภาษาฮีบรูคือ Baal (บาอัล) ซึ่งเป็นทั้งคำทั่วไปที่ใช้เรียกสามีแบบกดขี่ในยุคนั้น และเป็นชื่อของเทวรูปพระบาอัลที่ชาวอิสราเอลหันไปกราบไหว้
  • ความหมาย: พระเจ้ากำลังประกาศยุคใหม่แห่งความสัมพันธ์ พระองค์ไม่ต้องการให้ประชากรปรนนิบัติพระองค์ด้วยความกลัวเหมือนทาสกับเจ้านาย หรือมองพระองค์เป็นแค่เจว็ด/บ่าว ที่ให้ผลประโยชน์ แต่ทรงต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง อบอุ่น และให้เกียรติกันเหมือน “สามีกับภรรยา”

โฮเชยา 2:17c-18 — การชำระล้างและการคืนดีกับสรรพสิ่ง

 “…เราจะกวาดล้างชื่อของพระบาอัลไปจากปากของนาง…  ในวันนั้นเราจะกระทำพันธสัญญาเพื่อเขากับสัตว์ป่า… นกในอากาศ… และเราจะทำลายธนู ดาบ และสงครามไปจากแผ่นดิน…”

  • ความหมาย: การกลับใจที่แท้จริงเริ่มจากการ ตัดขาด” จากสิ่งล่อลวงเดิมๆ (ตัดชื่อบาอัลออกจากปาก) เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้รับการฟื้นฟู ผลกระทบจะส่งต่อไปยังธรรมชาติและสังคมด้วย สัตว์ป่าจะไม่เป็นภัย สงครามจะหมดไป และความปลอดภัยที่แท้จริงจะกลับคืนมา

โฮเชยา 2:21-22 — ห่วงโซ่แห่งพระพรที่ตอบสนองกัน

ในวันนั้นเราจะตอบ… เราจะตอบฟ้าสวรรค์ และฟ้าสวรรค์จะตอบแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกจะตอบข้าว เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมัน และสิ่งเหล่านี้จะตอบยิสเรเอล”

  • ความหมาย: ในอดีตชาวอิสราเอลคิดว่าข้าวและเหล้าองุ่นมาจากพระบาอัล แต่พระเจ้ากำลังแสดงให้เห็นว่า พระองค์คือต้นกำเนิดที่แท้จริงของทุกสิ่ง ภาพในข้อนี้คือ “ห่วงโซ่แห่งการอวยพร” เมื่อพระเจ้าตรัส ฟ้าจะให้ฝน ดินจะงอกงาม และประชากร (ยิสเรเอล) จะอิ่มหนำ เป็นภาพของความอุดมสมบูรณ์ทั้งฝ่ายกายภาพและฝ่ายวิญญาณ

2. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน

มนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับสภาวะที่ไม่ต่างจากยุคโฮเชยา เราอาจไม่ได้กราบไหว้รูปเคารพที่ทำจากหินหรือไม้ แต่เรามี พระบาอัลสมัยใหม่” (Modern Baals)

  • การวิ่งตามรูปเคารพยุคใหม่: เงินตรา, ความสำเร็จ, เทคโนโลยี, AI, หรือลัทธิบริโภคนิยม สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “เจ้านาย” ที่เรายอมก้มหัวให้เพราะคิดว่านั่นจะให้ความมั่นคงและความสุขแก่เรา แต่สุดท้ายก็กลับทำให้เราโดดเดี่ยวและไร้สันติสุข
  • วิกฤตสิ่งแวดล้อมและสงคราม: เตือนใจเราว่า เมื่อมนุษย์ตัดขาดจากพระเจ้า ความสัมพันธ์กับธรรมชาติก็พังทลาย (โลกร้อน วิกฤตภูมิอากาศ) และความขัดแย้งก็รุนแรงขึ้น (สงครามในภูมิภาคต่างๆ)
  • ทางออก: พระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับมาสู่ “ถิ่นทุรกันดาร” (ความเงียบ การลดละความโลภ) เพื่อฟังเสียงของพระองค์ เรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง และเปลี่ยนมุมมองจากความโลภที่ต้องการครอบครอง มาเป็นการพึ่งพาพระพรจากพระผู้สร้าง

3. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร

ในทางเทววิทยาคริสตชน พระศาสนจักรคือ เจ้าสาวของพระเยซูคริสต์” พระคัมภีร์ตอนนี้จึงเตือนสติและให้ความหวังแก่พระศาสนจักรโดยตรง

ประเด็นสิ่งที่พระศาสนจักรต้องทบทวนและฟื้นฟูตามแนวทางของโฮเชยา
โครงสร้างและความสัมพันธ์เปลี่ยนจากการทำพันธกิจแบบ “ข้าราชการกับเจ้านาย” (เน้นกฎระเบียบ โครงสร้างอำนาจ) มาเป็นความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วย ความรักและความผูกพัน” เหมือนครอบครัวตามแนวทางก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodality)
การชำระล้างภายในพระศาสนจักรต้องกล้าเผชิญหน้าและกวาดล้าง “รูปเคารพ” ภายในองค์กร เช่น ลัทธิคลั่งอำนาจสมณะ (Clericalism) การแสวงหาผลประโยชน์ หรือความสะดวกสบาย เพื่อกลับไปหาความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ดั้งเดิมของพระวรสาร
บทบาทผู้สร้างสันติสุขเป็นกระบอกเสียงและพื้นที่แห่งความปลอดภัย (Door of Hope) ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง พระศาสนจักรต้องเป็นผู้นำในการเยียวยาความแตกแยก

บทสรุปสำหรับพระศาสนจักร: พระเจ้าไม่ได้ต้องการศาสนาที่เคร่งครัดแต่ไร้หัวใจ ทรงต้องการหัวใจที่ซื่อสัตย์ พระวาจาตอนนี้หนุนใจว่า ไม่ว่าพระศาสนจักรจะผ่านวิกฤตหรือความบอบช้ำจากความผิดพลาดของมนุษย์มากี่ครั้ง พระเจ้ายังคงพร้อมที่จะล่อลวงเจ้าสาวของพระองค์กลับสู่ถิ่นทุรกันดารเพื่อ “พูดฟื้นฟูจิตใจ” และเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ

ข้อคิด ข้อรำพึงจากพระวรสาร มัทธิว 9:18-26

นี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าทึ่งที่สุด เพราะเป็นบันทึกเรื่องราวอัศจรรย์แบบ ซ้อน” กัน (Sandwich Narrative) คือเรื่องราวของหญิงตกโลหิตที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างที่พระเยซูคริสต์กำลังเดินทางไปชุบชีวิตลูกสาวของนายธรรมศาลา (ไยรัส)

อัศจรรย์แฝดนี้บรรจุข้อความเชื่อ เทววิทยา และการท้าทายวิถีสังคมอย่างลึกซึ้ง ดังนี้

1. เนื้อหาสาระของพระวรสารวันนี้

ในบริบทสังคมยิวโบราณ ทั้งสองเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับ มลทินตามธรรมบัญญัติ” อย่างรุนแรง:

หญิงตกโลหิต 12 ปี — การแหกกฎเพื่อเข้าหาแหล่งพระพร

  • บริบท: ตามธรรมบัญญัติเลวีนิติ (15:25-27) หญิงที่มีโลหิตไหลอย่างต่อเนื่องจะถือเป็น “คนมีมลทิน” ใครแตะต้องตัวนางจะติดมลทินไปด้วย นางจึงถูกตัดขาดจากสังคมและพระวิหารยาวนานถึง 12 ปี (ไม่มีสิทธิ์กอดสามี ลูก หรือเข้าสังคม)
  • ความหมาย: การที่นางแอบเข้ามาข้างหลังในฝูงชนและแตะ ชายฉลอง” (Tzitzit – พู่ห้อยที่ชายเสื้อคลุมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระบัญญัติและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า) แสดงถึงความเชื่ออันแรงกล้า พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตำหนิที่นางทำให้พระองค์ “มลทิน” แต่ทรงหันมาตรัสว่า ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายปกติแล้ว” ทรงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็น “ลูก” ให้แก่นางทันที

การชุบชีวิตลูกสาวนายธรรมศาลา — ฤทธิ์อำนาจเหนือความตาย

  • บริบท: นายธรรมศาลา (ผู้นำศาสนาที่มีตำแหน่งสูง) ยอมก้มกราบพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นอาจารย์บ้านนอก เพื่อขอให้ไปช่วยลูกสาวที่เพิ่งสิ้นใจ และเมื่อพระเยซูเจ้าไปถึงบ้าน ทรงไล่นักร้องไห้คร่ำครวญออกไป แล้วทรง จับมือเด็กหญิงนั้น”
  • ความหมาย: ตามกฎยิว การแตะต้องศพจะทำให้มีมลทินอย่างร้ายแรง แต่สำหรับพระเยซูเจ้า ความบริสุทธิ์ของพระองค์หลั่งไหลไปเปลี่ยนมลทินและความตายให้กลายเป็นชีวิต” ทรงพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจเหนือความตาย และสำหรับผู้ที่มีความเชื่อ ความตายเป็นเพียงแค่ “การนอนหลับ” เท่านั้น

2. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน

เหตุการณ์ในพระคัมภีร์ตอนนี้สะท้อนภาพสะเทือนใจของสังคมศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแม่นยำ:

  • ผู้ที่ถูกทอดทิ้งและสิ้นหวังยาวนาน (เหมือนหญิงตกโลหิต): ในโลกปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่เผชิญกับ “ความทุกข์ที่เรื้อรัง” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต (โรคซึมเศร้า) ความโดดเดี่ยวในสังคมผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนชายขอบที่ถูกตีตราและผลักไสออกจากสังคมด้วยอคติ พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนเราว่า ความหวังยังมีเสมอ” และเราต้องมีความกล้าหาญที่จะก้าวข้ามกำแพงอคติเพื่อแสวงหาการเยียวยา
  • วัฒนธรรมแห่งความตายและเสียงหัวเราะเยาะ : เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่าเด็กหญิงนั้นแค่หลับไป ฝูงชนก็ “หัวเราะเยาะ” พระองค์ โลกปัจจุบันมักหัวเราะเยาะความเชื่อ ค่านิยมเรื่องความรัก ความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ หรือความหวังในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมองว่าเป็นเรื่องงมงายและเป็นไปไม่ได้ แต่พระวาจานี้ให้กำลังใจเราให้หนักแน่นในความเชื่อ แม้ในสายตาโลกจะดูเหมือน “ตายไปแล้ว” หรือไม่มีทางเยียวยาได้แล้วก็ตาม

3. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร

พระวาจาตอนนี้เป็นเสมือน กระจกส่องและแผนที่นำทาง” สำหรับพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน:

ตัวละครบทเรียนและการเปลี่ยนแปลงที่พระศาสนจักรต้องทำ
เสื้อคลุมของพระเยซูเจ้าพระศาสนจักรต้องเป็น “ชายฉลอง” หรือเสื้อคลุมของพระเยซูเจ้าที่เยียวยาผู้คนได้ คือต้องเป็นพื้นที่ที่เมื่อคนบาป คนทุกข์ยาก หรือคนที่มีมลทินในสายตาโลกเดินเข้ามาสัมผัสแล้ว พวกเขาต้องได้รับการรักษาและความเมตตา ไม่ใช่ได้รับการตัดสินหรือผลักไส
ก้าวข้ามกฎระเบียบเพื่อชีวิตพระเยซูเจ้าทรงเลือกที่จะยอม “ติดมลทิน” ตามกฎหมายเพื่อช่วยชีวิตคน พระศาสนจักรก็เช่นกัน ต้องไม่ยึดติดกับกฎระเบียบเชิงโครงสร้างจนลืมหัวใจของพระวรสาร คือความรักและการช่วยวิญญาณให้รอด
ถ้อยคำแห่งความหวังท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่ชวนให้สิ้นหวังและตายด้าน ฝ่ายอภิบาลของพระศาสนจักรต้องกล้าประกาศถ้อยคำของพระเยซูเจ้าว่า เขายังไม่ตาย แต่เพียงแต่นอนหลับอยู่” นำความหวังเรื่องการกลับคืนชีพไปสู่สังคม

ข้อคิดปิดท้าย: ทั้งนายธรรมศาลา (ชนชั้นสูงที่มีหน้ามีตา) และหญิงตกโลหิต (คนชายขอบที่ไร้ตัวตน) ต่างได้รับพระพรเท่าเทียมกันเมื่อเข้ามาหาพระเยซูเจ้าด้วย ความเชื่อ” พระศาสนจักรในปัจจุบันจึงถูกเรียกให้เป็นบ้านสำหรับทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นหรือตราหน้าอดีตของใคร

ระลึกถึงนักบุญมารีอา กอเร็ตตี

วันที่ 6 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองของ นักบุญมารีอา กอเร็ตตี” (St. Maria Goretti) ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในนักบุญที่อายุน้อยที่สุดและมีเรื่องราวที่สะเทือนใจ แต่แฝงด้วยพลังแห่งการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร

1. ประวัติเบื้องหลัง: ชัยชนะของเด็กหญิงผู้ยากไร้

มารีอา กอเร็ตตี เกิดในปี ค.ศ. 1890 ที่ประเทศอิตาลี ในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจนมาก หลังจากบิดาเสียชีวิต มารีอาในวัยเพียง 11 ขวบ ต้องรับภาระดูแลงานบ้านและน้องๆ เพื่อให้มารดาออกไปทำงานในทุ่งนา

ครอบครัวของเธอแบ่งปันบ้านอยู่กับครอบครัวของ อเลสซานโดร เซเรเนลลี (Alessandro Serenelli) ชายหนุ่มอายุ 20 ปี ผู้ที่มักจะหมกมุ่นอยู่กับภาพลามกอนาจารและมีพฤติกรรมก้าวร้าว

  • เหตุการณ์มรณสักขี: ในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1902 อเลสซานโดรได้ลากมารีอาเข้าไปในห้องและพยายามจะล่วงละเมิดทางเพศเธอ แต่มารีอาต่อสู้ขัดขืนอย่างสุดกำลังพร้อมทั้งร้องเตือนเขาว่า อย่าทำเลย มันเป็นบาป! คุณจะตกนรก!” ด้วยความโกรธแค้น อเลสซานโดรจึงใช้มีดแทงเธอถึง 14 แผล
  • การให้อภัยก่อนสิ้นใจ: มารีอาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและทนพิษบาดแผลอยู่ยาวนานถึง 20 ชั่วโมง ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ คุณพ่อเจ้าอาวาสได้ถามเธอว่าเธอให้อภัยอเลสซานโดรได้ไหม มารีอาตอบด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ว่า:

ฉันให้อภัยเขาเพื่อเห็นแก่ความรักของพระเยซูเจ้า และฉันต้องการให้เขาไปอยู่กับฉันบนสวรรค์ด้วย”

2. เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจและอัศจรรย์แห่งการกลับใจ

อัศจรรย์ในคุกและการกลับใจของฆาตกร

อเลสซานโดรถูกตัดสินจำคุก 30 ปี ในช่วงแรกเขาเย่อหยิ่งและไม่สำนึกผิดเลย จนกระทั่งปีที่ 8 ในคุก เขาได้ฝันเห็นมารีอา กอเร็ตตี ในฝันนั้นเธอกำลังเก็บดอกลิลลี่ (สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์) มายื่นให้เขา 14 ดอก (เท่าจำนวนแผลที่เขาแทงเธอ) ดอกไม้เหล่านั้นเปลี่ยนเป็นเปลวไฟแห่งความรักที่แผดเผาหัวใจที่ตายด้านเย็นชาของเขา อเลสซานโดรร่ำไห้สารภาพบาปและเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทีเมื่อตื่นขึ้น

ภาพประวัติศาสตร์: เมื่อฆาตกรคุกเข่าขอขมามารดาของผู้ตาย

หลังพ้นโทษ อเลสซานโดรได้เดินทางไปพบ “อัสซุนตา” มารดาของมารีอา เขาคุกเข่าลงและถามว่า คุณแม่ให้อภัยผมได้ไหม?” มารดาของมารีอาตอบว่า ในเมื่อลูกสาวของฉันให้อภัยเธอแล้ว มีหรือที่ฉันจะไม่ให้อภัย” ในคืนวันคริสต์มาสนั้น ทั้งสองได้ไปร่วมมิสซาและรับศีลมหาสนิทเคียงข้างกัน

พิธีสถาปนาที่มีผู้ร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคนั้น

ในพิธีแต่งตั้งเธอเป็นนักบุญเมื่อปี ค.ศ. 1950 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 มีผู้คนมาร่วมงานมากกว่า 500,000 คน จนต้องย้ายพิธีออกมาทำที่ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร และที่น่าทึ่งที่สุดคือ คุณแม่ของเธอและอเลสซานโดร (ฆาตกรที่กลับใจ) ได้มาร่วมในพิธีสถาปนานี้พร้อมกันด้วย! บั้นปลายชีวิตอเลสซานโดรได้เข้าเป็นภราดาชั้นสามในอารามฟรันซิสกันและเสียชีวิตอย่างสงบ

3. การเป็นองค์อุปถัมภ์

นักบุญมารีอา กอเร็ตตี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของ:

  • เยาวชน และวัยรุ่น
  • เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และอาชญากรรม
  • ความบริสุทธิ์ (Purity) และการให้อภัย (Forgiveness)

4. ข้อคิดเพื่อไตร่ตรองกับสถานการณ์ปัจจุบันและพระศาสนจักร

สำหรับสถานการณ์โลกปัจจุบัน

  • ความซื่อสัตย์ในโลกที่ “ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเซ็กส์”: โลกปัจจุบันมักมองเรื่องเพศสัมพันธ์ทางเพศเป็นเพียงแค่ความบันเทิงหรือเรื่องฉาบฉวย แบบเดียวกับภาพลามกที่หล่อหลอมอเลสซานโดรในอดีต มารีอา กอเร็ตตี ท้าทายคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่า ร่างกายและความบริสุทธิ์มีคุณค่าและศักดิ์ศรีเกินกว่าจะปล่อยให้ใครมาย่ำยีเพื่อตัณหาชั่วคราว”
  • การเยียวยาบาดแผลของผู้ถูกล่วงละเมิด: ในฐานะองค์อุปถัมภ์ของผู้ถูกล่วงละเมิด เรื่องราวของเธอไม่ได้เน้นแค่ความบริสุทธิ์ แต่เน้นที่ การหลุดพ้นจากความเป็นเหยื่อผ่านการให้อภัย” การให้อภัยไม่ได้แปลว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้อง แต่หมายความว่าฉันจะไม่ยอมให้ความเกลียดชังที่คุณทำเข้ามาจองจำชีวิตของฉันอีกต่อไป

สำหรับพระศาสนจักร

  • คำตอบต่อวิกฤตการล่วงละเมิดในพระศาสนจักร: ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พระศาสนจักรต้องเผชิญกับบาดแผลลึกจากข่าวอื้อฉาวเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ นักบุญมารีอา กอเร็ตตี เตือนใจพระศาสนจักรให้ปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างสุดความสามารถ และต้องยืนเคียงข้างผู้บอบช้ำจากอาชญากรรมเหล่านี้
  • พระศาสนจักรคือโรงพยาบาลสนามแห่งการให้อภัย: ชีวิตของอเลสซานโดรพิสูจน์ว่า ไม่มีบาปใดใหญ่เกินกว่าพระเมตตาของพระเจ้า พระศาสนจักรต้องเลียนแบบมารีอา กอเร็ตตี คือไม่เพียงแต่มอบความยุติธรรม แต่ต้องเปิดประตูให้โอกาสฆาตกรหรือคนบาปหนาได้กลับใจและมีที่ยืนในสังคมเมื่อพวกเขากลับใจแท้จริง


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ