ข้อคิดในมิสซา วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.2026

บทอ่านที่หนึ่งจาก เพลงคร่ำครวญ (Lamentations) เป็นบทกวีที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง เขียนขึ้นหลังจากการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็มและการถูกทำลายของพระวิหารโดยกองทัพบาบิโลน (586 ปีก่อนคริสตกาล)

ในบทที่ 2 ผู้เขียนมองว่าความทุกข์ทรมานนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการเมือง แต่เป็นผลลัพธ์ฝ่ายวิญญาณจากการที่ประชากรของพระเจ้าหันหลังให้พระองค์

ข้อพระคัมภีร์สรุปใจความสำคัญและความหมายดั้งเดิม
ข้อ 2องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำลายที่อาศัยทั้งสิ้นของยาโคบโดยไม่มีความปรานี…” ความหมาย: เน้นย้ำว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้อนุญาตให้ความพินาศนี้เกิดขึ้น (ผ่านบาบิโลน) กำแพงและป้อมปราการที่เคยคิดว่าปลอดภัยถูกพังทลายลง โครงสร้างทางสังคมและการเมืองของยูดาห์สูญสิ้นศักดิ์ศรี
ข้อ 10-12พวกผู้ใหญ่ของธิดาแห่งศิโยนนั่งบนพื้นดินและนิ่งเงียบอยู่… ตาของข้าพเจ้ามัวไปด้วยน้ำตา…” ความหมาย: ภาพความสิ้นหวังของผู้นำที่ไร้คำพูด และความทุกข์ทรมานของเด็กๆ และทารกที่ขาดอาหารและน้ำนม ภาพความหิวโหยจนเจียนตายในอ้อมอกของแม่ สะท้อนถึงภัยพิบัติทางมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุด
ข้อ 13-14ผู้เผยพระวจนะของเจ้าได้เห็นนิมิตที่โกหกและโง่เขลาเพื่อเจ้า… ไม่ได้เปิดเผยความบาปผิดของเจ้า…” ความหมาย: การตีแผ่ความล้มเหลวของ “ผู้นำจิตวิญญาณ” (ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ) ที่เอาแต่พูดคำหวานหลอกลวง ปลอบใจแบบผิดๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก” แทนที่จะเตือนสติให้ประชาชนกลับใจจากความบาป ซึ่งเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการล่มสลาย
ข้อ 18-19จงลุกขึ้นร้องไห้ในเวลากลางคืน… จงเทความในใจของเจ้าออกเหมือนอย่างเทน้ำต่อเบื้องพระพักตร์…” ความหมาย: การเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็นการอธิษฐานภาวนา วิงวอนให้ประชากรไม่ยอมจำนนต่อความเงียบ แต่ให้หลั่งน้ำตาและยกมือขึ้นต่อพระเจ้าเพื่อยื้อชีวิตของเด็กๆ ที่กำลังจะตาย

เมื่อเรามองดูสถานการณ์โลกในปัจจุบัน พระคัมภีร์ตอนนี้สะท้อนภาพความจริงได้อย่างน่าเจ็บปวด:

  • วิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมและสงคราม: ภาพของเด็กๆ ที่ร้องไห้ด้วยความหิวโหยไม่ต่างจากภาพที่เราเห็นในพื้นที่สงคราม ค่ายผู้อพยพ หรือพื้นที่วิกฤตอาหารในปัจจุบัน พระธรรมข้อนี้เตือนใจให้เราไม่ “ชินชา” กับความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์
  • ความพังทลายของสิ่งยึดเหนี่ยวที่มั่นคง: พูดถึงการล่มสลายของป้อมปราการ ในปัจจุบัน เราเห็นความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดใหญ่ที่พร้อมจะทำลายระบบที่เราคิดว่า “มั่นคง” ให้พังทลายลงในพริบตา เพื่อเตือนให้มนุษย์รู้ว่าเราไม่สามารถพึ่งพากำแพงที่มนุษย์สร้างขึ้นได้เลย
  • เสียงลวงโลกข้อมูลข่าวสาร: พูดถึงนิมิตที่โกหก ในยุคปัจจุบันเปรียบได้กับ Fake News, วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง หรือลัทธิวัตถุนิยมที่บอกว่า “ความสำเร็จทางโลกคือทุกสิ่ง” ซึ่งเป็นการปิดบังความจริงและนำพาผู้คนไปสู่ความพินาศทางศีลธรรม

สำหรับชุมชนแห่งความเชื่อและพระศาสนจักร พระวาจาตอนนี้เป็นเสียงเตือนสติ (Wake-up Call) ที่สำคัญยิ่ง:

  • ความซื่อสัตย์ในการประกาศความจริง : พระศาสนจักรและผู้นำฝ่ายวิญญาณต้องไม่ทำตัวเหมือนผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จที่เทศนาแต่เรื่องที่ฟังแล้วสบายใจ (เช่น ลัทธิความมั่งคั่ง หรือการประนีประนอมกับบาป) แต่ต้องกล้าที่จะเปิดเผยความบาปผิดอย่างถูกต้อง เพื่อนำผู้คนไปสู่การกลับใจใหม่ (Repentance) ที่แท้จริง
  • การปกป้องผู้เปราะบางและเยาวชน : เมื่อเด็กๆ และคนรุ่นใหม่กำลัง “หมดสติไปตามถนน” ด้วยความหิวโหยฝ่ายวิญญาณ พระศาสนจักรต้องกลับมาถามตัวเองว่า เราได้เลี้ยงดูพวกเขาด้วยพระวาจาแท้จริงหรือไม่? หรือเราปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับค่านิยมที่กัดกินจิตวิญญาณจนตายไป
  • การเป็น “ผู้ร้องทูล” แทนชาวโลก : ในยามที่พระศาสนจักรเผชิญวิกฤต หรือเผชิญกับความเสื่อมถอยฝ่ายวิญญาณ หน้าที่ของเราไม่ใช่การนั่งบ่นหรือยอมแพ้ แต่คือการ ลุกขึ้นร้องทูลขอในเวลากลางคืน” เทใจต่อพระเจ้าแบบหมดเปลือก เพื่อวิงวอนขอความเมตตาและการฟื้นฟูจากพระองค์

ข้อคิดปิดท้าย: แสงสว่างในเพลงคร่ำครวญบทที่ 2 นี้ คือการชี้ให้เห็นว่า ความโศกเศร้าที่มีประโยชน์คือความโศกเศร้าที่นำเรากลับไปหาพระเจ้า” ไม่ใช่การตีโพยตีพาย แต่เป็นการยอมรับความจริง กลับใจ และพึ่งพาพระเมตตาของพระองค์อีกครั้ง

นี่เป็นบันทึกเหตุการณ์ต่อเนื่องที่แสดงถึงสิทธิอำนาจอันทรงพลานุภาพของพระเยซูคริสต์เหนือโรคภัยไข้เจ็บและสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมัทธิวได้รวบรวมเรื่องราวการรักษาโรค 3 เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงหัวใจของพระเจ้าที่ไม่มีพรมแดน

ความเชื่อของนายร้อยโรมัน (มัทธิว 8:5-13). Source: Culture Club / Getty Images

พระเยซูทรงรักษาแม่ยายของเปโตรและการเยียวยาผู้คน (มัทธิว 8:14-17). Source: Wikipedia / Healing the mother of Peter’s wife – Wikipedia

เนื้อหาในตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ซึ่งร้อยเรียงกันเพื่อเปิดเผยตัวตนของพระเยซูเจ้า:

  • บริบททางวัฒนธรรม: นายร้อยเป็นคนต่างชาติ (Gentile) และเป็นทหารของกองทัพโรมันที่กดขี่ชาวยิว ตามหลักศาสนายิว พระเยซูไม่ควรเข้าไปในบ้านของเขาเพราะจะทำให้พระองค์ติด “มลทิน” ตามธรรมบัญญัติ
  • ความถ่อมใจและสิทธิอำนาจ: นายร้อยรู้ข้อนี้ดี เขาจึงบอกว่า ข้าพระองค์ไม่สมควรที่จะรับพระองค์เข้าใต้ชายคา” แต่สิ่งที่ทำให้พระเยซูเจ้าอัศจรรย์ใจคือ เขารู้จักระบบ “สิทธิอำนาจ” เขารู้ว่าพระเยซูเจ้าไม่จำเป็นต้องมาแตะตัว แค่ ตรัสสั่ง” จากระยะไกล โรคภัยไข้เจ็บก็ต้องเชื่อฟัง
  • คำเตือนเชิงพยากรณ์: พระเยซูเจ้าทรงยกย่องคนต่างชาติคนนี้ว่ามีค่านิยมความเชื่อเหนือกว่าคนอิสราเอล และเตือนว่าคนต่างชาติมากมายจากทั่วโลกจะได้ร่วมนั่งโต๊ะในแผ่นดินสวรรค์ ในขณะที่ “ลูกหลานของแผ่นดิน” (ยิวที่พึ่งพาเชื้อชาติแต่ไร้ความเชื่อ) จะถูกขับออกไป
  • พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตรและทรงแตะมือของหญิงที่ป่วยเป็นไข้ นางหายดีทันทีและลุกขึ้น ปรนนิบัติพระองค์” การรักษาของพระองค์ไม่ใช่แค่ให้หายป่วย แต่เป็นการคืนศักดิ์ศรีและกำลังเพื่อกลับมาปรนนิบัติรับใช้ได้ในทันที
  • ผู้คนพาคนถูกผีเข้าและคนป่วยมาหาพระองค์ พระองค์ทรงขับผีออกด้วย พระดำรัส” และทรงรักษาโรคทั้งหมด เพื่อให้สำเร็จตามคำพยากรณ์ของอิสยาห์ที่ว่า ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเรา และหอบโรคของเราไป” (อิสยาห์ 53:4) ชี้ให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าคือ “ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์” ผู้ทรงแบกรับความบาปและความทุกข์ยากของมนุษย์ไว้เอง
  • การทลายกำแพงความขัดแย้งและความเกลียดชัง: นายร้อยคือ “ศัตรูทางการเมืองและศาสนา” ของชาวยิวในเวลานั้น แต่พระเยซูเจ้าทรงก้าวข้ามความเกลียดชังเพื่อตอบสนองต่อความเดือดร้อน ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความแตกแยก—ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีเสื้อ ฝ่ายการเมือง เชื้อชาติ หรือศาสนา—เรื่องราวนี้เตือนใจเราว่าความเมตตาและหัวใจที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ต้องอยู่เหนืออคติและทิฐิทั้งปวง
  • ความเชื่อในยุค “ระยะไกล” (Remote/Digital Age): นายร้อยเชื่อในสิทธิอำนาจของพระเยซูเจ้าแม้ตัวตนจะไม่ได้อยู่ต่อหน้า ในยุคปัจจุบันที่เราเผชิญกับความโดดเดี่ยว วิกฤตสุขภาพ หรือสถานการณ์ที่เรามองไม่เห็นทางออกด้วยตาเปล่า เรื่องราวนี้ย้ำเตือนว่าสิทธิอำนาจและการทรงสถิตของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดด้วยระยะทางหรือเงื่อนไขทางกายภาพ
  • วิกฤตสุขภาพและจิตใจ: ในโลกที่ผู้คนเผชิญกับโรคระบาดใหม่ๆ และปัญหาสุขภาพจิต พระดำรัสของพระเยซูเจ้ายังคงมีฤทธิ์อำนาจในการเยียวยาบาดแผลและนำสันติสุขมาสู่จิตใจที่แตกสลายได้เสมอ
  • พระศาสนจักรที่เปิดกว้างและไร้พรมแดน : พระวาจาตอนนี้เตือนสติพระศาสนจักรอย่างหนักหน่วง เราต้องระวังไม่ให้วัดกลายเป็น “สโมสรปิด” สำหรับคนที่คิดเหมือนเรา แต่งตัวเหมือนเรา หรือเป็นคริสตชนมานานแล้ว พระศาสนจักรต้องเปิดรับ “คนภายนอก” คนต่างชาติ หรือคนที่มีเบื้องหลังที่สังคมไม่ยอมรับ เพราะพระเจ้าทรงมองที่ ความเชื่อในใจ” ไม่ใช่พิธีกรรมหรูภายนอกเท่านั้น
  • การตระหนักในอำนาจของพระวาจาพระเจ้า : นายร้อยเชื่อใน “คำตรัส” ของพระเยซูเจ้า ปัจจุบันพระศาสนจักรต้องกลับมาพึ่งพาพละกำลังและอำนาจที่มาจากพระวจนะของพระเจ้า (พระคัมภีร์) มากกว่าการพึ่งพากลยุทธ์ทางโลก การบริหารจัดการ หรือความสามารถของมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว
  • หายดีเพื่อรับใช้ (Healed to Serve): ภาพของแม่ยายเปโตรที่เมื่อหายดีแล้วก็ลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์ทันที เป็นพิมพ์เขียวสำหรับสัตบุรุษในพระศาสนจักร หลายครั้งเราร้องขอการเยียวยา ขอพระพร ขอพระหรรษทานจากพระเจ้าเพื่อความสุขส่วนตัว แต่เป้าหมายที่แท้จริงของการที่พระเจ้าทรงรักษาและกอบกู้วิญญาณของเราและผู้อื่น คือการที่เราจะลุกขึ้นมาใช้ชีวิตเพื่อ รับใช้พระองค์และปรนนิบัติผู้อื่น”
  • การเป็นช่องทางแห่งการเยียวยาของพระเยซูคริสต์: ในฐานะที่พระศาสนจักรเป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ในโลกปัจจุบัน เราต้องทำหน้าที่สะท้อนสังคม คือการออกไปแบกรับความทุกข์ เป็นปากเป็นเสียง และเยียวยาสังคมที่กำลังเจ็บปวด ไม่ใช่ปลีกตัวออกจากโลกเพื่อความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ของตนเอง

ข้อคิดสำหรับการดำเนินชีวิต: ความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรา “ใกล้ชิดโครงสร้างศาสนา” มากแค่ไหน (เหมือนพวกยิวในยุคนั้น) แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรา ยอมจำนนต่ออำนาจและวางใจในพระดำรัสของพระองค์” มากแค่ไหนในชีวิตประจำวัน

นักบุญชีริลแห่งอเล็กซานเดรีย (St. Cyril of Alexandria, ค.ศ. 376–444) ได้รับฉายาว่า เสาหลักแห่งความเชื่อ” (Pillar of Faith) และ นักปราชญ์พระศาสนจักรเรื่องการรับสภาพมนุษย์” (Doctor of the Incarnation) ท่านเป็นปิตาจารย์องค์สำคัญผู้ปกป้องหลักข้อเชื่อที่ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ในบุคคลเดียว

ชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว การเผชิญหน้า และความขัดแย้งทั้งทางการเมืองและศาสนา

ชีริลเกิดในอียิปต์ ได้รับการศึกษาอย่างดีเยี่ยมทั้งทางวรรณกรรม วาทศิลป์ และเทววิทยา ท่านเป็นหลานชายของเธโอฟิลัสผู้ทรงอิทธิพลและเป็นพระอัครบิดร (Patriarch) แห่งอเล็กซานเดรีย หลังจากลุงของท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 412 ชีริลได้รับเลือกให้สืบทอดตำแหน่งท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ครุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆ

สังคายนาแห่งเอเฟซัส (ค.ศ. 431) และข้อพิพาทเรื่องพระคริสต์

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่านเกิดขึ้นเมื่อ เนสโตริอุส (Nestorius) พระอัครบิดรแห่งคอนสแตนตินิโปล เริ่มสอนแนวคิดที่แยกสภาพพระเจ้าและสภาพมนุษย์ของพระเยซูเจ้าออกจากกันเหมือนเป็น “สองบุคคล” ที่มาอาศัยอยู่ในร่างเดียวกัน ส่งผลให้เนสโตริอุสปฏิเสธที่จะเรียกพระนางมารีย์ว่า เธโอโตโกส” (Theotokos – พระมารดาพระเจ้า) แต่ให้เรียกแค่ “คริสโตโตโกส” (มารดาของมนุษย์เยซู) เท่านั้น

ชีริลเล็งเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเรียก แต่เป็นภัยร้ายแรงที่ทำลายแก่นแท้ของการประสูติและการไถ่บาป ท่านได้โต้ตอบทางจดหมายอย่างเฉียบคม นำเรื่องทูลต่อพระสันตะปาปา และเป็นประธานใน พระสังคายนาสากลแห่งเอเฟซัส (Council of Ephesus) ในปี ค.ศ. 431

การสังคายนาครั้งนั้นดุเดือดมาก มีการเมืองแทรกแซงจนชีริลถูกจับขังคุกอยู่ระยะหนึ่ง แต่ในที่สุด ความจริงก็ปรากฏ สังคายนาได้รับรองคำสอนของชีริล ประกาศให้เนสโตริอุสเป็นลัทธิเทียมเท็จ และรับรองอย่างเป็นทางการว่า:

พระเยซูคริสต์ทรงมีสองธรรมชาติ (พระเจ้าแท้-มนุษย์แท้) รวมกันอย่างสมบูรณ์ใน “บุคคลเดียว” (Hypostatic Union) ดังนั้น พระนางมารีย์จึงทรงเป็น “พระมารดาพระเจ้า” (Theotokos) อย่างแท้จริง

ชีริลไม่ได้เป็นนักบุญในอุดมคติที่ดำเนินชีวิตอย่างสงบราบเรียบ แต่ท่านเป็น “นักสู้” ที่มีบุคลิกแข็งกร้าว ดุดัน และบางครั้งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ของวิธีการจัดการ:

  • ความเป็นผู้นำสายแข็ง (Iron Fist): ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่ง ท่านสั่งปิดวัดของกลุ่มนอกรีตนอวาเชียน (Novatianists) และยังได้ขับไล่ชาวยิวออกจากเมืองอเล็กซานเดรียหลังจากเกิดเหตุจลาจลรุนแรงระหว่างชาวคริสต์และชาวยิว
  • กรณีของไฮพาเทีย (Hypatia): ไฮพาเทียเป็นนักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์หญิงชาวนอกรีต (Pagan) ผู้มีชื่อเสียง เธอถูกกลุ่มคริสตชนหัวรุนแรงรุมสังหารอย่างโหดเหี้ยม แม้ไม่มีหลักฐานว่าชีริลเป็นผู้สั่งการโดยตรง แต่ในฐานะผู้นำสูงสุดในเวลานั้น ท่านหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในฐานะผู้ล้มเหลวที่จะควบคุมฝูงชนไม่ได้
  • หัวใจที่ยอมประนีประนอมเพื่อสันติภาพ: แม้จะดุดัน แต่ในปี ค.ศ. 433 ชีริลแสดงความใจกว้างด้วยการยอมลงนามใน “ข้อตกลงแห่งการคืนดี” (Formula of Reunion) กับกลุ่มบิชอปฝ่ายอันติโอกที่เคยสนับสนุนเนสโตริอุส โดยท่านยอมปรับเปลี่ยนคำศัพท์บางคำเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในพระศาสนจักร ตราบใดที่ไม่เสียหลักข้อความเชื่อที่ถูกต้อง
  • บทเรียนเรื่อง “ความสุดโต่ง” (Extremism) และความรุนแรงในสังคม: ภาพความขัดแย้งในอเล็กซานเดรียยุคของชีริล ไม่ต่างจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ การเมือง และเชื้อชาติในโลกปัจจุบันที่มักจบลงด้วยการใช้กำลังและการทำลายล้าง ชีวิตของชีริลเตือนใจเราว่า การปกป้องความจริง ไม่ควรรวมกับการทำลายล้างเพื่อนมนุษย์” ความจริงที่ปราศจากความรักและความเมตตาสามารถกลายเป็นอาวุธที่สร้างบาดแผลได้
  • การยืนหยัดในสัจธรรมท่ามกลางกระแสสังคม: ปัจจุบันโลกอยู่ในยุคที่ความจริงถูกบิดเบือนได้ง่ายตามความพึงพอใจ ความเด็ดเดี่ยวของชีริลในการไม่ยอมโอนอ่อนต่อคำสอนที่ผิดเพี้ยน เป็นแบบอย่างให้คนยุคนี้กล้าที่จะลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ความจริงทางศีลธรรม และสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
  • การปกป้องอัตลักษณ์และความถูกต้องของหลักเทววิทยา: ในยุคที่พระศาสนจักรมักถูกดึงให้ประนีประนอมกับค่านิยมทางโลกเพื่อเอาใจผู้คน ชีริลย้ำเตือนผู้นำและนักเทววิทยาว่า พระศาสนจักรมีหน้าที่พิทักษ์รักษา “คลังแห่งความเชื่อ” (Deposit of Faith) ที่รับมาจากอัครสาวกอย่างศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ การเทศน์และการสอนคำสอนต้องชัดเจน ไม่กำกวมจนสับสน
  • ความสำคัญของการกลับคืนดีกัน (Reconciliation): แม้ชีริลจะเป็นคนแข็งกร้าว แต่ตอนจบของวิกฤตการณ์ ท่านเลือกที่จะสร้างสะพานเชื่อมกับฝ่ายที่เคยเห็นต่าง (กลุ่มอันติโอก) พระศาสนจักรในปัจจุบันที่มักมีความแตกแยกภายใน (เช่น ฝ่ายอนุรักษนิยม กับ ฝ่ายก้าวหน้า) ต้องเรียนรู้ที่จะนั่งลง พูดคุย และหาจุดร่วมบนพื้นฐานของความเชื่อเดียวกัน โดยยอมละทิ้งทิฐิส่วนตัวเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของพระกายพระคริสต์
  • การตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์: เพราะชีริลสู้เพื่อหลักการที่ว่า “พระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์อย่างสมบูรณ์” สิ่งนี้เตือนใจพระศาสนจักรว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงรังเกียจความเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงเข้ามาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา ดังนั้น พันธกิจของพระศาสนจักรจึงต้องครอบคลุมการดูแลมนุษย์ทั้งครบ ทั้งจิตวิญญาณ ร่างกาย และสังคม ไม่ใช่เน้นแค่เรื่องพิธีกรรมภายนอกเท่านั้น

สรุปบทเรียน: นักบุญชีริลแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงใช้คนที่มีข้อบกพร่องและมีบุคลิกที่ดุดันในการทำงานของพระองค์ได้ ความร้อนรนเพื่อความจริงของท่านเป็นสิ่งที่เราควรเลียนแบบ ในขณะเดียวกัน ความผิดพลาดจากความรุนแรงในยุคของท่าน ก็เป็นบทเรียนราคาแพงที่พระศาสนจักรต้องตระหนักเพื่อจะประกาศความจริงด้วย หัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและความสุภาพ” เสมอ


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ