บทเทศน์และข้อคิด วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2026
นักบุญแมกซิมิเลียน มารีอา โคลเบ
(St. Maximilian Maria Kolbe) ศต. 19-20
“เมื่อพระเจ้าไม่ลืมเรา แม้เราจะลืมพระองค์” (Ezekiel 16:1–15, 60, 63)
“เราจะระลึกถึงพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับเจ้า… แล้วเจ้าจะระลึกและละอายใจ… เมื่อเรายกโทษให้เจ้าทุกสิ่งที่เจ้าได้กระทำ” (อสค 16:60,63)
เรื่องราวความรักที่น่าตกใจ
บทอ่านวันนี้เป็นหนึ่งในบทที่สะเทือนใจที่สุดของพระคัมภีร์
เอเสเคียลใช้ภาพที่แรงมาก…เด็กทารกคนหนึ่งถูกทอดทิ้งไว้ริมทาง
ไม่มีใครต้องการ เปื้อนเลือด ไม่มีแม้แต่คนจะตัดสายสะดือ
แล้วพระเจ้าทรงเดินผ่านมา…พระองค์ไม่ได้ถามว่า “เด็กคนนี้มีค่าไหม”
แต่พระองค์ตรัสเพียงว่า “จงมีชีวิตเถิด!”
พระองค์ทรงอุ้ม, ทรงเลี้ยงดู, ทรงอาบน้ำ, ทรงสวมเสื้อผ้า, ทรงประดับอัญมณี
จนเด็กคนนั้นเติบโตเป็นหญิงงามดุจราชินี
แต่เมื่อเธอสวยงาม…เธอกลับลืมว่า ความงดงามทั้งหมดนั้น ไม่ได้สร้างขึ้นเอง
เธอเอาของขวัญที่พระเจ้าประทาน ไปใช้เพื่อตัวเอง และละทิ้งผู้ประทานของขวัญ
นี่คือเรื่องของเยรูซาเล็ม แต่ถ้าเราซื่อสัตย์พอ… นี่ก็คือเรื่องของเราทุกคน
1. พระเจ้าทรงรักเรา ก่อนที่เราจะน่ารัก
โลกทุกวันนี้สอนว่า “ถ้าเก่ง…จึงจะมีค่า”
“ถ้าสำเร็จ…จึงจะเป็นที่รัก” “ถ้าสวย…จึงจะได้รับการยอมรับ”
แต่พระเจ้าทรงตรงกันข้าม พระองค์รักก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนชีวิต
เราไม่ได้รับความรักเพราะเราดี แต่เราค่อย ๆ ดีขึ้น เพราะเราได้รับความรัก
นี่คือพระวรสารทั้งเล่ม
2. บาปที่อันตรายที่สุด คือ “ลืม”
น่าสังเกตว่า พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการตำหนิเรื่องผิดศีลธรรม
แต่ทรงตำหนิว่า “เจ้าลืม” ลืมว่าใครช่วยชีวิต ลืมว่าพระพรทั้งหมดมาจากไหน
ลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยร้องไห้ ลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยยากจนฝ่ายจิต
คนที่ลืมพระคุณ ไม่นานก็จะคิดว่า “ทั้งหมดนี้ เราสร้างเอง”
โลกวันนี้ก็เป็นเช่นนี้
เทคโนโลยีทำให้เราคิดว่า ไม่ต้องพึ่งพระเจ้า ปัญญาประดิษฐ์ตอบได้
Google ค้นได้ โทรศัพท์จำแทนเรา
แต่ไม่มีเทคโนโลยีใด รักษาหัวใจที่ว่างเปล่าได้
3. พระศาสนจักรก็ต้องระวัง
เอเสเคียลไม่ได้พูดเฉพาะกับประชาชน แต่พูดกับนครศักดิ์สิทธิ์
ทุกวันนี้พระศาสนจักรก็อาจตกอยู่ในอันตรายเดียวกัน
เราอาจภูมิใจกับอาคารหรู, กับจำนวนสมาชิก, กับกิจกรรม, กับชื่อเสียง,
กับโครงการต่าง ๆ จนลืมว่า พระเยซูเจ้าเจ้าต่างหากคือศูนย์กลาง
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเคยเตือนว่า “พระศาสนจักรที่หมกมุ่นกับตนเอง จะป่วย”
เมื่อพระศาสนจักรเริ่มมองกระจก แทนที่จะมองไม้กางเขน
เราก็เริ่มหลงความงามของตนเอง เหมือนเยรูซาเล็มในบทอ่านวันนี้
4. ข่าวดีที่สุดอยู่ท้ายบท
ถ้าบทนี้จบเพียงข้อ 59 คงเป็นเรื่องเศร้ามาก
แต่พระเจ้าตรัสว่า “เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเรา”
สังเกตให้ดี พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เจ้าจงระลึก” แต่ตรัสว่า “เราจะระลึก”
ความรอดของเราเริ่มต้นจาก พระเจ้าที่ไม่เคยลืมเรา
แม้เราจะลืมพระองค์หลายครั้ง นี่คือพระเมตตาอันยิ่งใหญ่
อยากเล่าให้ฟัง
ชายสูงวัยคนหนึ่งเริ่มหลงลืม วันหนึ่งภรรยาถาม “คุณยังรักฉันอยู่ไหม”
คุณตาตอบทันที “รักสิ”, ภรรยายิ้ม แล้วถามต่อ “แล้วจำวันที่เราแต่งงานกันได้ไหม”
คุณตานิ่ง… คิดอยู่นาน ก่อนตอบว่า “จำไม่ได้” ภรรยาหน้าหงอยทันที
“แม้แต่วันแต่งงานยังจำไม่ได้” คุณตายิ้มแล้วพูดว่า “ผมจำวันไม่ได้…
แต่ผมจำได้ว่า ผมไม่เคยเสียใจสักนิดเลยที่เลือกคุณ” ภรรยาน้ำตาไหล
บางครั้ง ความรักไม่ได้อยู่ที่ความจำที่สมบูรณ์ แต่อยู่ที่หัวใจที่ไม่เคยเปลี่ยน
พระเจ้าก็เช่นกัน เราอาจลืมสวด ลืมขอบคุณ ลืมพระองค์
แต่พระองค์ไม่เคยเสียพระทัย ที่เลือกเราเป็นลูก
และไม่เคยถอนความรักออกจากเรา
ข้อคิดสำหรับชีวิต
วันนี้ลองถามตัวเอง
- วันนี้ฉันกำลังภูมิใจในพระพรต่างๆ จนลืมผู้ประทานหรือไม่?
- ฉันยังจำวันที่พระเจ้าช่วยชีวิตฉันครั้งแรกได้หรือไม่?
- ฉันยังรู้สึกขอบคุณพระองค์ทุกวันหรือเปล่า?
บางครั้ง การกลับใจ ไม่ใช่การเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ แต่เป็น การกลับมาจำว่า พระเจ้าทรงรักเรามาตั้งแต่แรก
สรุปข้อคิดวันนี้
บทอ่านวันนี้ไม่ได้บอกว่า มนุษย์เลวเพียงใด
แต่บอกว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์เพียงใด
มนุษย์เปลี่ยนใจ แต่พระเจ้าไม่เปลี่ยน
มนุษย์ลืมพันธสัญญา แต่พระเจ้าทรงจำเสมอ
และทุกครั้งที่เรามาคุกเข่าหน้าพระแท่น พระองค์ยังตรัสกับเราเหมือนวันแรกว่า
“เราไม่ได้รักเจ้า เพราะเจ้าสมบูรณ์แบบ แต่เจ้าค่อย ๆ สมบูรณ์ เพราะเรารักเจ้า”
ขอให้การร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้ เป็นการกลับมาจดจำ “พันธสัญญาแห่งความรัก” ที่พระเจ้าไม่เคยลืม และเมื่อเรารับพระกายพระเยซูเจ้าเจ้า ขอให้เรากลับออกไปเป็นคนที่ไม่เพียง “จำพระเจ้า” แต่ยัง “สะท้อนความรักที่ซื่อสัตย์ของพระองค์” ให้โลกได้เห็นด้วย
รำพึงไตร่ตรองจาก มัทธิว 19:3–12
“พระเจ้ามิได้ทรงสร้างความรักให้หมดอายุ”
“ดังนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้ มนุษย์อย่าแยกเลย” (มธ 19:6)
คำถามที่ดูเหมือนเรื่องกฎหมาย แต่แท้จริงคือเรื่องหัวใจ
พระวรสารวันนี้เริ่มต้นด้วยคำถามของชาวฟาริสี
“ชายจะหย่าภรรยาด้วยเหตุใด ๆ ก็ได้หรือไม่?”
ดูเหมือนเป็นคำถามเรื่องกฎหมาย แต่แท้จริงแล้ว…เป็นกับดัก
พวกเขาไม่ได้อยากรู้ความจริง แต่อยากจับผิดพระเยซูเจ้า
น่าแปลก…พระเยซูเจ้าไม่ทรงเริ่มจากกฎหมายของโมเสส
แต่ทรงย้อนกลับไปยัง
“ปฐมกาล” พระองค์ไม่เริ่มจาก “อะไรที่อนุญาต”
แต่เริ่มจาก “พระเจ้าทรงตั้งใจอะไรตั้งแต่แรก”
เพราะเมื่อมนุษย์หลงทาง คำตอบไม่ได้อยู่ที่ข้อยกเว้น
แต่อยู่ที่การกลับไปหาความฝันดั้งเดิมของพระเจ้า
1. พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนคำถาม
ฟาริสีถามว่า “หย่าได้ไหม” พระเยซูเจ้าตอบว่า “พระเจ้าทรงสร้างเพื่ออะไร”
นี่คือวิธีคิดของพระเยซูเจ้า โลกมักถามว่า “ขั้นต่ำต้องทำแค่ไหน”
พระเยซูเจ้าถามว่า “พระเจ้าทรงเรียกเราให้สูงได้แค่ไหน”
โลกถามว่า “ผิดหรือไม่” พระเยซูเจ้าถามว่า “รักจริงหรือไม่”
นี่คือความแตกต่างของศิษย์พระเยซูเจ้า
2. เพราะใจแข็งกระด้าง
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “โมเสสอนุญาต เพราะใจของท่านแข็งกระด้าง”
พระองค์ไม่ได้โทษกฎหมาย แต่ทรงชี้ไปที่ หัวใจมนุษย์
ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ไม่ได้พัง เพราะขาดความสามารถ
แต่เพราะขาดการให้อภัย, ขาดการฟัง, ขาดความอดทน, ขาดการยอมลดตัว
ทุกวันนี้…โลกมีเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น
แต่ไม่มีแอปพลิเคชันใด ทำให้หัวใจอ่อนโยนขึ้น
โทรศัพท์รุ่นใหม่ออกทุกปี แต่หัวใจบางคน ยังคงใช้ “ระบบปฏิบัติการแห่งความโกรธ และระบบการใช้อารมณ์ตัดสิน” ตั้งแต่สิบปีก่อน
3. สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้
ประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสามีภรรยาเท่านั้น
แต่ยังเผยให้เห็นธรรมชาติของพระเจ้า คือพระเจ้าทรงเป็น “ผู้รวมให้เป็นหนึ่งเดียว”
ส่วนปีศาจ แปลตรงตัวว่า “ผู้ทำให้แตกแยก” (diabolos – διάβολος)
ลองมองโลกวันนี้ ครอบครัวแตก, สังคมแตก, การเมืองแตก,
พระศาสนจักรเองก็อาจแตกแยก เพราะความคิดเห็น “อัตตา” หรือไม่ยอมฟังกัน
ทุกครั้งที่เราสร้างความสามัคคี เรากำลังทำงานของพระเจ้า
ทุกครั้งที่เราสร้างความแตกแยก เรากำลังเดินตรงข้ามพระองค์
4. ข่าวสารถึงพระศาสนจักรวันนี้
พระวรสารนี้ไม่ได้พูดกับคู่สมรสเท่านั้น แต่พูดกับพระศาสนจักรทั้งมวล
เพราะพระศาสนจักรเอง คือ “เจ้าสาวของพระเยซูเจ้า“
พระเยซูเจ้าไม่เคยทอดทิ้งพระศาสนจักร
แม้พระศาสนจักรจะมีสมาชิกที่อ่อนแอ, มีบาดแผล, มีความผิดพลาด, พระองค์ยังทรงซื่อสัตย์เสมอ
นี่คือเหตุผลที่คริสตชนทุกคนถูกเรียกให้ซื่อสัตย์ต่อพันธกิจของตน
แม้เมื่อเหนื่อย, แม้เมื่อถูกเข้าใจผิด, แม้เมื่อไม่เห็นผลทันที,
ความซื่อสัตย์ คือ…ภาษาของความรัก
5. “ผู้ที่รับได้ ก็จงรับเถิด”
ตอนท้าย พระเยซูเจ้าตรัสถึงผู้ที่เลือกถือโสดเพื่ออาณาจักรสวรรค์
พระองค์ไม่ได้บังคับ แต่ทรงเชื้อเชิญ
นี่คือหัวใจของการเรียกจากพระองค์ ทั้งชีวิตสมรส และชีวิตนักบวช
ไม่ใช่การเสียสละเพราะ “จำใจ” แต่เป็นการมอบชีวิตเพราะ พบความรักที่ยิ่งใหญ่กว่า
คนที่รักพระเจ้าจริงจะไม่ถามว่า “ฉันต้องเสียอะไร”
แต่จะถามว่า”ฉันจะมอบอะไรได้อีก”
อยากเล่าสู่กันฟัง
ชายคนหนึ่งพาภรรยาไปฉลองครบรอบแต่งงาน 40 ปี
ระหว่างรับประทานอาหาร ภรรยาถามว่า “คุณยังจำได้ไหม ตอนที่คุณขอฉันแต่งงาน”
สามียิ้ม “จำได้สิ” ภรรยาถามต่อ “แล้วคุณจำได้ไหมว่าพูดอะไร”
สามีตอบทันที “ผมพูดว่า… ‘คุณแต่งงานกับผมนะครับ’
ภรรยายิ้มกว้าง แล้วถามต่อ “แล้ววันนี้ล่ะ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะพูดเหมือนเดิมไหม” สามีเงียบไปครู่หนึ่ง…
ทุกคนในร้านเริ่มลุ้น เขาหันมายิ้มแล้วพูดว่า “วันนี้…ผมจะคิดก่อนพูด และจะพูดช้ากว่าเดิมนิดหนึ่ง“
ภรรยาทำหน้าตกใจ สามีรีบพูดต่อว่า “เพราะวันนี้ผมรู้แล้วว่า…การแต่งงานไม่ใช่เพียงแค่การเลือกคนที่เรารัก แต่คือการตัดสินใจจะรักคนเดิม ทุกวัน…ตลอดชีวิต“
ภรรยาน้ำตาคลอ ทั้งร้านเงียบแล้วปรบมือ
ความรักไม่ได้อยู่ที่วันแต่งงาน แต่อยู่ที่การตื่นขึ้นมาทุกเช้า แล้วเลือกจะรักอีกครั้ง
ข้อคิดสำหรับชีวิตประจำวัน
พระวรสารวันนี้ถามเราทุกคน
- ฉันยังซื่อสัตย์ต่อคำมั่นที่เคยให้ไว้กับพระเจ้าหรือไม่?
- ฉันยังอดทนกับคนในครอบครัว หรือเลือกจะหนีทุกครั้งเมื่อมีปัญหา?
- ฉันกำลังสร้างความสามัคคี หรือกำลังสร้างความแตกแยก?
- ฉันยังเชื่อหรือไม่ว่า ความรักแท้ไม่ใช่อารมณ์ แต่คือการตัดสินใจที่ทำซ้ำทุกวัน?
บทสรุปข้อคิดวันนี้
โลกทุกวันนี้ชอบสิ่งของที่เปลี่ยนง่ายๆ
เสื้อผ้าเปลี่ยนได้, โทรศัพท์เปลี่ยนได้, รถเปลี่ยนได้, บ้านเปลี่ยนได้, งานเปลี่ยนได้
แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนว่า อย่าให้วัฒนธรรมของ “สิ่งของใช้แล้วเปลี่ยนง่าย”
ลุกลามมาถึงหัวใจมนุษย์ เพราะชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ
ความรัก ไม่ใช่สัญญาชั่วคราวแต่เป็นพันธสัญญา
และพระเจ้าทรงเป็นแบบอย่างของพันธสัญญานั้น
พระองค์ไม่เคยถอนคำมั่นสัญญา แม้เราจะอ่อนแอ แม้เราจะล้มเหลว พระองค์ยังทรงเลือกเราใหม่ทุกวัน
ขอให้การร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้ ทำให้เรากลับไปเป็นคนที่มีหัวใจเหมือนพระเยซูเจ้า คือหัวใจที่ซื่อสัตย์ อดทน ให้อภัย และพร้อม “เลือกที่จะรัก” อีกครั้งในทุกวัน เพราะความรักที่แท้จริงไม่ได้วัดจากความรู้สึกที่ร้อนแรงในวันแรก แต่จากความซื่อสัตย์ที่ยังคงสว่างอยู่ในวันสุดท้าย อาแมน.
นักบุญแมกซิมิเลียน มารีอา โคลเบ (St. Maximilian Maria Kolbe)
พระสงฆ์ฟรันซิสกัน มรณสักขีแห่งความรัก (ค.ศ. 1894–1941)



“ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตเพื่อมิตรสหาย” (ยน 15:13)
ทุกคนรู้จักนักบุญแมกซิมิเลียน โคลเบ ในฐานะพระสงฆ์ผู้สมัครใจตายแทนเพื่อนนักโทษที่ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz)
แต่เบื้องหลังการตัดสินใจอันยิ่งใหญ่นั้น มีเรื่องราวที่น่าประทับใจและเกร็ดมากมายที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
1. เด็กชายที่ได้รับ “นิมิตแห่งมงกุฎสองอัน”
เมื่อแมกซิมิเลียนอายุประมาณ 12 ปี
วันหนึ่งหลังจากถูกคุณแม่ดุ เพราะซุกซนมาก
เขาไปสวดภาวนาหน้าพระรูปแม่พระ
เขาเล่าว่า…พระนางมารีย์ทรงปรากฏแก่เขา พร้อมถือมงกุฎสองอัน
- มงกุฎสีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์
- มงกุฎสีแดง หมายถึง การเป็นมรณสักขี
แม่พระถามว่า “ลูกจะเลือกมงกุฎไหน?”
เด็กชายตอบอย่างไม่ลังเล “ผมรับทั้งสองมงกุฎครับ”
หลายสิบปีต่อมา คำตอบของเด็กชายคนนั้นกลายเป็นความจริง
เขาดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ และตายเป็นมรณสักขี
2. เขาเป็น “อัจฉริยะด้านสื่อ” ก่อนยุคอินเทอร์เน็ต
หลายคนคิดว่าโคลเบเป็นนักพรตที่ชอบความเงียบ
ตรงกันข้าม เขาหลงใหลเทคโนโลยี
เขาเชื่อว่า “ถ้าความชั่วใช้สื่อได้ ความดีก็ต้องใช้สื่อให้ดียิ่งกว่า”
เขาจึงก่อตั้ง Militia Immaculatae (กองทัพแห่งแม่พระ)
เพื่อประกาศพระวรสาร เขาสร้างโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป
ตีพิมพ์นิตยสารหลายแสนถึงกว่าล้านฉบับต่อเดือน
ยังไม่พอ…เขามีสถานีวิทยุ, ใช้ภาพถ่าย, ใช้สิ่งพิมพ์, ใช้ทุกเทคโนโลยีในยุคนั้นเพื่อประกาศข่าวดี
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์, Social Media และสื่อดิจิทัล คือ “ลานประกาศข่าวดี” แห่งใหม่ คำถามไม่ใช่ว่า “เทคโนโลยีดีหรือไม่” แต่คือ เราจะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อพระเยซูเจ้าหรือเพื่อชื่อเสียงของเราเอง
3. เขาเคยเป็นมิชชันนารีที่ประเทศญี่ปุ่น
ปี 1930 เขาเดินทางไปญี่ปุ่น ทั้งที่พูดภาษาญี่ปุ่นแทบไม่ได้
หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ภายในเวลาไม่นาน
เขาสร้างอาราม, โรงพิมพ์, และนิตยสารภาษาญี่ปุ่น
ที่น่าสนใจคือ…เขาเลือกสร้างอารามบนไหล่เขาอีกด้านหนึ่ง
ซึ่งหลายคนบอกว่า “ผิดฮวงจุ้ย”
สิบกว่าปีต่อมา เมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ
ภูเขาลูกนั้นกลับกลายเป็นเกราะกำบัง อารามแทบไม่ได้รับความเสียหาย
หลายคนมองว่านี่เป็นพระญาณเอื้ออาทรของพระเป็นเจ้า
4. เมื่อถูกจับกุม เขาไม่เกลียดผู้คุมแม้แต่น้อย
ผู้รอดชีวิตเล่าว่า แม้อยู่ในค่ายกักกัน เอาชวิทซ์ (Auschwitz)
โคลเบไม่เคยด่าผู้คุม ไม่เคยปลุกระดมความเกลียดชัง
แต่แบ่งขนมปัง, ปลอบใจผู้ป่วย, สารภาพบาป, สวดสายประคำ, ให้กำลังใจทุกคน
เขาเชื่อว่า “ความเกลียดชังไม่มีวันสร้างสิ่งใด นอกจากความเกลียดชัง”
5. ภายในกำแพงแห่งความอดอยาก กลายเป็นวัดน้อย
เมื่อมีนักโทษหลบหนี นาซีสุ่มนักโทษสิบคนไปอดอาหารจนตาย
หนึ่งในนั้นร้องไห้ว่า “ภรรยา…ลูกของผม…”
ทันใดนั้น โคลเบก้าวออกมา “ผมเป็นพระสงฆ์คาทอลิก ขอไปแทนเขา”
ผู้บัญชาการตกใจ แต่อนุญาตให้โคลเบไปตายแทนได้
ภายในกำแพง (บังเกอร์) แห่งความตาย แทนที่จะมีเสียงกรีดร้อง
กลับเต็มไปด้วย บทเพลงสดุดี, บทภาวนา, สายประคำ, เสียงให้อภัย
นักโทษที่รอดชีวิตเล่าว่า “บังเกอร์นั้น ไม่เหมือนห้องประหาร แต่เหมือนวัดน้อย”
เกร็ดที่หลายคนอาจไม่รู้
1. เขาไม่ได้เสียชีวิตเพราะอดอาหารเพียงอย่างเดียว
หลังผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ โคลเบยังมีชีวิตอยู่
นาซีต้องการใช้ห้องนั้นต่อ จึงฉีดยาพิษกรดคาร์บอลิก (Carbolic acid)
คุณพ่อโคลเบยื่นแขนออกอย่างสงบ พร้อมสวดภาวนาอย่างสงบจนสิ้นใจ วันที่ 14 สิงหาคม 1941 ก่อนวันฉลองแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์เพียงหนึ่งวัน
หลายคนเห็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า ผู้ที่อุทิศตนแด่แม่พระตลอดชีวิต
ได้กลับไปหาพระแม่ก่อนวันฉลองของพระแม่
2. ผู้ที่เขาช่วยไว้ มีชีวิตอยู่จนแก่เฒ่า
ชายคนนั้นชื่อ Franciszek Gajowniczek เขารอดชีวิตจากสงคราม ได้กลับไปหาภรรยา แม้ลูกชายทั้งสองจะเสียชีวิตในสงครามแล้ว ตลอดชีวิตที่เหลือ เขาเดินทางไปทั่วโลก เพื่อเล่าเรื่องของคุณพ่อโคลเบ และร่วมพิธีประกาศเป็นบุญราศีและนักบุญของผู้ช่วยชีวิตเขา
เขามักพูดทั้งน้ำตาว่า “ผมมีชีวิตอยู่ เพราะมีคนหนึ่งยอมตายแทนผม”
นี่เป็นภาพสะท้อนที่งดงามของพระเยซูเจ้าเอง
3. สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงเรียกเขาว่า…
“Martyr of Charity” “มรณสักขีแห่งความรัก”
ปกติคำว่า “มรณสักขี” หมายถึงผู้ตายเพราะประกาศความเชื่อ
แต่โคลเบตายเพราะความรักต่อเพื่อนมนุษย์
พระศาสนจักรจึงยกย่องว่า นี่คือการเลียนแบบพระเยซูเจ้าอย่างสมบูรณ์
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
1. โลกกำลังขาดคนที่ “ยอมเสียสละ”
สังคมปัจจุบันสอนว่า “เอาตัวรอดก่อน” แต่โคลเบสอนว่า “ช่วยคนอื่นก่อน”
พระศาสนจักรจะน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพราะคำเทศน์ที่ไพเราะ แต่เพราะสมาชิกที่พร้อมเสียสละ
2. การใช้เทคโนโลยีเพื่อพระวรสาร
ถ้าโคลเบมีชีวิตอยู่วันนี้ หลายคนเชื่อว่า เขาคงใช้ AI, Podcast, YouTube, Facebook, TikTok และทุกแพลตฟอร์ม เพื่อประกาศพระเยซูเจ้า ไม่ใช่เพื่อสร้างชื่อเสียงของตนเอง
3. การเปลี่ยน “คุก” ให้เป็น “วัด”
ทุกคนมีบังเกอร์ของตนเอง เพื่อให้รอดจากโรคภัย, ความทุกข์, ความผิดหวัง, ความโดดเดี่ยว แต่คุณพ่อโคลเบสอนว่า สถานที่ไม่ได้กำหนดให้เป้นที่ปลอดภัยและนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ หัวใจต่างหากที่กำหนด เมื่อพระเจ้าประทับอยู่ แม้แต่คุกหรือเรือนจำ ก็กลายเป็นวัดได้
สรุปข้อคิดวันนี้: นักบุญแมกซิมิเลียน มารีอา โคลเบ ไม่ได้เป็นนักบุญเพราะตายในค่ายกักกัน แต่เพราะว่า เขาฝึกที่จะรักทุกวัน ก่อนถึงวันที่ต้องสละชีวิต วันที่ต้องเลือก เขาไม่จำเป็นต้องคิดนาน เพราะทั้งชีวิต เขาได้เลือกพระเยซูเจ้าไว้แล้ว
ขอให้ท่านนักบุญแมกซิมิเลียน มารีอา โคลเบ ช่วยวอนขอพระเจ้าโปรดประทานพระหรรษทานแก่พระศาสนจักร ให้เรากล้าหาญในการประกาศข่าวดี ใช้ทุกความสามารถและเทคโนโลยีเพื่อพระเยซูเจ้า ซื่อสัตย์ต่อพระแม่มารีย์ และมีหัวใจที่พร้อมจะ “รักจนถึงที่สุด” ดังที่ท่านได้เป็นพยานด้วยชีวิต อาแมน.
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ






















