ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม ค.ศ.2026

“เมื่อพระเจ้าต้องเทศน์ด้วยชีวิต เพราะคำพูดอย่างเดียวไม่พอ”

“จงเก็บข้าวของเหมือนคนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย… จงขุดกำแพงแล้วแบกของออกไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา” (อสค 12)

พระเจ้าทรงให้ผู้ประกาศ “แสดงให้เห็นภาพ” ไม่ใช่เพียง “คำพูด”

ลองนึกภาพ…อยู่ดี ๆ วันหนึ่ง พระสงฆ์ของวัดแบกกระเป๋าเดินทาง เดินออกจากวัดตอนบ่าย ขุดรูที่กำแพง แล้วคลานออกไป คงมีคนรีบถ่ายคลิปลง TikTok ทันที

“คุณพ่อเป็นอะไร?” “ถูกย้ายหรือเปล่า?” “เกิดอะไรขึ้น?”

นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงให้ประกาศกเอเสเคียลทำ

พระองค์ไม่ได้ให้เทศน์ แต่ให้ “เล่นละคร” เพราะประชาชนไม่ยอมฟังคำพูดอีกต่อไป

เมื่อหัวใจปิด พระเจ้าจึงต้องใช้ “ภาพ” เปิดหัวใจ


นี่คือประโยคที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ตาบอดจริง แต่เป็นการ “เลือกไม่เห็น”

ไม่ใช่หูหนวกจริง แต่เป็นการ “เลือกไม่ฟัง”

คนอิสราเอลเห็นความอยุติธรรมทุกวัน เห็นการกราบไหว้รูปเคารพ
เห็นศีลธรรมล่มสลาย แต่ทุกคนพูดเหมือนกันว่า “ไม่เป็นไร”

นั่นคือความอันตรายที่สุดของบาป ไม่ใช่การทำผิด แต่คือ…เมื่อเราชินกับความผิด


วันนี้ก็เช่นกัน

เราดูข่าวสงครามทุกวัน ข่าวเด็กถูกทอดทิ้ง ข่าวคอร์รัปชัน

ข่าวครอบครัวแตกแยก ตอนแรกเราสะเทือนใจ แต่ไม่นาน…เราก็เลื่อนผ่านหน้าจอ

โลกไม่ได้ทำให้เราชั่ว แต่โลกทำให้เราเคยชิน และเมื่อเราเคยชิน หัวใจก็เริ่มแข็ง


พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าจะเป็นเครื่องหมายแก่พวกเขา”

ไม่ใช่เป็นนักพูด แต่เป็น “เครื่องหมาย”

นี่คือวิธีของพระเจ้าเสมอ พระองค์ไม่ได้ส่งหนังสือมา พระองค์ส่งคนมา

พระเยซูเองก็เป็นพระวาจาที่ “ทรงรับสภาพมนุษย์”

พระองค์ไม่ได้เพียงตรัสเรื่องความรัก พระองค์ทรงรักจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน


โลกไม่ค่อยอ่านพระคัมภีร์ แต่โลกกำลังอ่านชีวิตของคริสตชน

คนอาจไม่เข้าวัด แต่เขามองดูว่า คริสตชนให้อภัยจริงไหม

รักคนยากจนจริงไหม ซื่อสัตย์จริงไหม ครอบครัวอบอุ่นจริงไหม

ชีวิตของเราคือพระวรสารฉบับแรกที่หลายคนได้อ่าน


ทุกวันนี้ โลกไม่ต้องการคำประกาศที่ดังขึ้น แต่ต้องการพยานที่จริงขึ้นแบบรูปธรรม

พระศาสนจักรอาจสร้างวัดใหญ่ แต่ถ้าไม่มีความรัก อาคารก็พูดอะไรไม่ได้

แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ การให้อภัย การรับใช้ การไปเยี่ยมผู้ป่วย การฟังคนที่ไม่มีใครฟัง

สิ่งเหล่านี้ประกาศพระเยซูเจ้าได้ดังกว่าลำโพงหลายร้อยตัว

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเคยตรัสไว้ว่า พระศาสนจักรไม่ได้เติบโตเพราะการชักชวน แต่เติบโตเพราะการเป็นพยานชีวิต”



หลายครั้ง…พระเจ้าส่งเสียงเตือน ผ่านมโนธรรม ผ่านพระคัมภีร์ ผ่านพระสงฆ์ผ่านเหตุการณ์ชีวิต ผ่านความทุกข์ แต่เราไม่ชอบฟัง จึง “ถอดถ่าน” ของมโนธรรมออกเสียเอง เมื่อวิกฤตมาถึง เราจึงถามว่า “พระเจ้าอยู่ที่ไหน?” แท้จริงแล้ว… พระองค์ทรงเตือนมาตลอด แต่เราเลือกปิดเสียง


เอเสเคียลไม่ได้เป็นคนเก่งที่สุด แต่เป็นคนที่ยอมให้ชีวิตของตนเองกลายเป็นข่าวดี

นี่คือคำถามสำหรับเราทุกคน คนในบ้านเห็นพระเยซูเจ้าในตัวเราหรือไม่?  คนทำงานด้วยรู้สึกถึงความเมตตาของพระเจ้าผ่านเราไหม?  เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ความเชื่อจากชีวิตของเราหรือเพียงจากคำพูดของเรา? เพราะในที่สุดแล้ว คนจำนวนมากจะไม่เชื่อสิ่งที่เราพูด จนกว่าเขาจะเห็นสิ่งที่เราเป็น


พระเจ้าทรงเรียกเอเสเคียลให้เป็น “เครื่องหมาย”

วันนี้ พระองค์ก็ทรงเรียกพระศาสนจักร และเรียกเราทุกคนเช่นเดียวกัน

โลกอาจมีนักเทศน์มากมาย แต่ยังขาดพยานแห่งพระเยซูเจ้า

ขอให้เมื่อผู้คนพบเรา เขาไม่ได้เพียงได้ยินว่า พระเจ้าทรงรัก”

แต่ได้ สัมผัสความรักของพระเจ้า ผ่านชีวิตของเรา เพราะบางครั้ง…

บทเทศน์ที่ทรงพลังที่สุด ไม่ได้ออกมาจากธรรมาสน์ แต่เดินอยู่บนถนน อยู่ในบ้าน อยู่ในที่ทำงาน และอยู่ในชีวิตของคริสตชนที่กล้าดำเนินชีวิตตามพระวรสาร


ให้อภัย 70 คูณ 7 ครั้ง… เพราะพระเจ้าทรงให้อภัยเราก่อน”

เราต้องให้อภัยพี่น้องกี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งหรือ?”
พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า ไม่ใช่เจ็ดครั้ง แต่เจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง”


การให้อภัยก็เหมือนการลบไฟล์ในคอมพิวเตอร์… เราลบแล้ว แต่ทำไมมันยังอยู่ใน Recycle Bin!”

แต่ชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น เราพูดว่า “ไม่เป็นไร…”

แต่พอเจอหน้ากันอีกที Recycle Bin ในใจเปิดเองทันที!

พระวรสารวันนี้จึงไม่ได้สอนให้เรานับจำนวนครั้งของการให้อภัย

แต่สอนให้เราระลึกว่า… หัวใจที่เคยได้รับการอภัย ย่อมกลายเป็นหัวใจที่ให้อภัยได้


สำหรับชาวยิวในยุคนั้น การให้อภัยสามครั้งก็ถือว่าเหลือเฟือ

เปโตรจึงเพิ่มเป็นเจ็ดครั้ง เหมือนจะบอกพระเยซูเจ้าว่า “พระองค์…ผมสอบผ่านไหม?”

แต่พระเยซูเจ้ากลับตอบว่า “เจ็ดสิบคูณเจ็ด” พระองค์ไม่ได้หมายถึง 490 ครั้ง

แต่หมายถึง อย่าใช้เครื่องคิดเลขกับความรัก เพราะความรักไม่เคยนับคะแนน


วันนี้โลกเต็มไปด้วย “บัญชีดำ” “คนนี้ฉันไม่คุย” “คนนี้บล็อก” “คนนี้เลิกคบ”

เราจำคำพูดแย่ ๆ ของคนอื่นได้เป็นปี แต่ลืมความดีของเขาภายในวันเดียว


พระเยซูเจ้าเล่าเรื่องอย่างน่าตกใจ

ชายคนหนึ่งติดหนี้กษัตริย์ หนึ่งหมื่นตะลันต์ จำนวนมหาศาล

นักวิชาการคำนวณว่า เป็นเงินที่คนธรรมดาทำงานทั้งชีวิตก็ไม่มีวันใช้หมด

แต่กษัตริย์ “ยกหนี้ทั้งหมด” นี่คือภาพของพระเจ้า

บาปของเรามหาศาล แต่พระเมตตาของพระองค์มหาศาลยิ่งกว่า

แล้วชายคนนั้นเดินออกมา เจอเพื่อนที่ติดหนี้เขาเพียงเล็กน้อย กลับบีบคอ จับเข้าคุก


เราอธิษฐานทุกวันว่า “โปรดยกโทษแก่ข้าพเจ้า…”

แต่พอเพื่อนร่วมงานพูดแรงหนึ่งคำ, ญาติทำให้เสียใจครั้งเดียว,

คู่สมรสพลาดครั้งหนึ่ง, เรากลับไม่ยอมปล่อย

เราขอพระเมตตาจากพระเจ้า แต่ไม่ยอมแบ่งพระเมตตาให้ใคร


หลายคนเข้าใจผิดว่า ให้อภัยคือ “ไม่เป็นไร”

ไม่ใช่เลย พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่าความผิดไม่มีจริง

แต่ทรงสอนว่า อย่าให้ความผิดของคนอื่น กลายเป็นคุกของหัวใจเราเอง

คนที่ไม่ให้อภัย คิดว่าตนกำลังลงโทษอีกฝ่าย

แต่ความจริง คนที่ติดคุกก่อนคือ ตัวเราเอง

ความแค้นกินเวลาชีวิต, ทำให้นอนไม่หลับ, ภาวนาไม่ออก, ยิ้มไม่สุด


พระศาสนจักรเองก็เป็นชุมชนของคนบาป ไม่ใช่ชุมชนของคนสมบูรณ์แบบ

บางครั้ง มีความเห็นต่าง, มีคำพูดที่ทำร้ายกัน, มีความเข้าใจผิด, มีบาดแผล

หากเราเก็บทุกอย่างไว้ ไม่นาน วัดจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของความเจ็บปวด

แต่ถ้าเรากล้าให้อภัย พระศาสนจักรจะกลับเป็นโรงพยาบาลแห่งพระเมตตา

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเคยเปรียบพระศาสนจักรว่า

“พระศาสนจักรควรเป็นโรงพยาบาลสนาม”

โรงพยาบาลไม่ได้ถามคนเจ็บก่อนว่า “คุณสมควรได้รับการรักษาหรือไม่” แต่รีบรักษา

พระศาสนจักรก็เช่นกัน เราไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าใครคู่ควรกับพระเมตตา

แต่มีหน้าที่แบ่งปันพระเมตตาที่เราได้รับ



ข้อคิดคือว่า…หลายครั้ง เราไม่ได้ถูกขังอยู่กับคนที่ทำร้ายเรา

แต่ถูกขังอยู่กับ “ความทรงจำ ที่ยังคงฝังใจกับสิ่งที่ไม่ดี”

พระเจ้าจึงไม่ได้สั่งให้ให้อภัยเพื่อช่วยอีกฝ่ายก่อน แต่เพื่อปลดโซ่ตรวนของหัวใจเรา


วันนี้ลองถามตนเองสามคำถาม

  • มีใครที่เรายังเอ่ยชื่อแล้ว เรายังรู้สึกเจ็บใจหรือไม่?
  • มีใครที่เราไม่อยากขอพระเจ้าให้อวยพรเขาเลย?
  • มีใครบ้างที่เราต้องเริ่มต้นก้าวแรกของการคืนดี แม้จะยังทำไม่ได้ทั้งหมด?

การให้อภัยไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นการตัดสินใจ

บางครั้งอาจต้องทำซ้ำทุกวัน จนกว่าพระหรรษทานจะรักษาแผลนั้น


พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามเราว่า “คนอื่นสมควรได้รับการอภัยหรือไม่”

แต่ทรงถามว่า เจ้าจำได้ไหมว่า เราได้ให้อภัยเจ้ามากเพียงใด?”

ทุกครั้งที่เรารับศีลอภัยบาป, ทุกครั้งที่เราสวดบทข้าแต่พระบิดา,

ทุกครั้งที่เรารับศีลมหาสนิท, เรากำลังมีประสบการณ์เดียวกับลูกหนี้ที่ได้รับการยกหนี้ทั้งหมด ขออย่าให้เราออกจากพระแท่นบูชาในฐานะผู้ได้รับพระเมตตา

แต่กลับไปใช้ชีวิตเป็นคนที่ไม่ยอมมอบพระเมตตาแก่ผู้อื่น

เพราะ เครื่องหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคริสตชน ไม่ใช่การที่เราพูดถึงพระเจ้าได้เก่งเพียงใด แต่คือการที่เราให้อภัยได้เหมือนพระเจ้าทรงให้อภัยเรา


การระลึกถึงนักบุญทั้งสององค์ในวันเดียวกัน เป็นการประกาศข่าวดีเรื่องหนึ่งที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร นั่นคือ

ศัตรูในอดีต สามารถกลายเป็นพี่น้องในพระเยซูเจ้าได้”

เรื่องราวของทั้งสองไม่ใช่เพียงเรื่องของการเป็นมรณสักขี แต่เป็นเรื่องของ การคืนดี (Reconciliation) ซึ่งเป็นหัวใจของพระวรสารที่เราเพิ่งได้ยินในวันนี้ (มัทธิว 18)


นักบุญปอนเชียนได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาประมาณปี ค.ศ. 230

พระองค์ต้องเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก

จักรพรรดิแม็กซีมินุส ทราคซ์ (Maximinus Thrax) เริ่มการเบียดเบียนคริสตชน

พระองค์ถูกจับ ถูกส่งไปใช้แรงงานหนักที่เหมืองบนเกาะซาร์ดิเนีย

ในยุคนั้น ใครถูกส่งไปเหมืองแห่งนั้น แทบไม่มีโอกาสกลับมา


ก่อนถูกเนรเทศ พระองค์ทำสิ่งที่ไม่เคยมีพระสันตะปาปาองค์ใดทำมาก่อน

ทรงลาออกจากตำแหน่งพระสันตะปาปา

ทำไม? ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรักพระศาสนจักร

หากพระองค์ยังดำรงตำแหน่ง พระศาสนจักรจะไม่มีผู้ปกครอง

จะเกิดความวุ่นวาย พระองค์จึงยอมเสียเกียรติของตน

เพื่อประโยชน์ของพระศาสนจักร นี่คือความถ่อมตนอย่างแท้จริง


เรื่องของท่านน่าสนใจมาก ฮิปโปลิตุสเป็นนักเทววิทยาที่ยิ่งใหญ่

เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง เป็นนักเขียนที่มีอิทธิพลมาก

หลายคนเชื่อว่า ท่านอาจเป็นศิษย์รุ่นหลังของนักบุญอีเรเนอุส


ท่านเห็นว่าพระศาสนจักรอ่อนโยนต่อคนบาปเกินไป คล้ายๆ ผู้นำอ่อนแอ หน่อมแน้ม

จึงแยกตัวออก ถึงขั้นได้รับเลือกจากกลุ่มของตนเองให้เป็น พระสันตะปาปาคู่แข่ง” (Antipope) นี่คือช่วงเวลาที่น่าเศร้า เพราะพระศาสนจักรแตกแยก


ต่อมา เกิดการเบียดเบียน ทั้งปอนเชียนและฮิปโปลิตุส

ถูกจับ และถูกส่งไปเกาะเดียวกัน ใช้แรงงานเหมือนกัน ทนทุกข์เหมือนกัน

ที่นั่น กำแพงแห่งความขัดแย้งพังทลายลง ทั้งสองคืนดีกัน

ฮิปโปลิตุสกลับมาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักร

และทั้งสองสิ้นชีวิตในฐานะ มรณสักขีของพระเยซูเจ้า

ศัตรูในอดีต กลายเป็นนักบุญที่พระศาสนจักรฉลองวันเดียวกัน ช่างงดงามเหลือเกิน


หนังสือของท่านช่วยให้เรารู้ว่า คริสตชนยุคแรก ถวายมิสซาอย่างไร, โปรดศีลล้างบาปอย่างไร, บวชพระสงฆ์อย่างไร

หนังสือ Apostolic Tradition ของท่านมีอิทธิพลอย่างมากต่อการฟื้นฟูพิธีกรรมในศตวรรษที่ 20 และเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้พระศาสนจักรเข้าใจธรรมประเพณีของคริสตชนยุคแรก แม้ว่านักวิชาการปัจจุบันจะอภิปรายกันในรายละเอียดเรื่องผู้ประพันธ์และการเรียบเรียง แต่ผลงานนี้ยังคงมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และพิธีกรรมอย่างยิ่ง


เมื่อพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ลาออกในปี 2013

หลายคนคิดว่าไม่เคยมีมาก่อน แท้จริงแล้ว ปอนเชียนทำมาก่อนถึงประมาณ 1,780 ปี

แต่เหตุผลคือ เพื่อให้พระศาสนจักรเดินหน้าต่อได้


คนหนึ่งเป็นพระสันตะปาปา อีกคนเคยเป็นศัตรูฝ่ายตรงข้าม

สุดท้าย ทั้งสองอยู่เคียงกันในปฏิทินนักบุญของวันฉลองคู่กัน

เหมือนพระศาสนจักรต้องการบอกเราว่า ไม่มีความแตกแยกใด ที่พระหรรษทานของพระเจ้าจะรักษาไม่ได้


ฮิปโปลิตุสรักความจริง แต่บางช่วงชีวิต ขาดความเป็นหนึ่งเดียว

ปอนเชียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว ด้วยความถ่อมตน

พระศาสนจักรต้องมีทั้งสองอย่าง

ความจริงที่ไม่มีความรัก กลายเป็นความแข็งกระด้าง

ความรักที่ไม่มีความจริง กลายเป็นการประนีประนอมกับความผิด

พระคริสต์ทรงเรียกเราให้ดำเนินชีวิตใน “ความจริงด้วยความรัก”


ปอนเชียนยอมสละตำแหน่ง เพื่อรักษาพระศาสนจักร ให้พระศาสนจักรดำเนินต่อไป

วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช หรือฆราวาส

เราควรถามตนเองว่า “เรากำลังปกป้องตำแหน่งของตนเอง

หรือกำลังรับใช้พระศาสนจักร?” การยึดติดกับตำแหน่ง ทำให้พระศาสนจักรสะดุด


โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยการแบ่งฝ่าย แม้ในพระศาสนจักรเอง

บางครั้งมีความคิดเห็นต่างกัน แต่เรื่องของปอนเชียนกับฮิปโปลิตุสสอนว่า…

การสนทนา, ความสุภาพถ่อมตน และการกลับใจ สามารถเปลี่ยนศัตรูให้เป็นพี่น้องได้



นักบุญปอนเชียนและนักบุญฮิปโปลิตุสประกาศพระวรสารโดยชีวิตว่า

  • ความสุภาพถ่อมตนยิ่งใหญ่กว่าตำแหน่ง
  • ความเป็นหนึ่งเดียวสำคัญกว่าชัยชนะส่วนตัว
  • การกลับใจยิ่งใหญ่กว่าการเป็นฝ่ายถูก

และนี่อาจเป็นข้อความที่พระศาสนจักรต้องการได้ยินมากที่สุดในยุคของเรา

พระศาสนจักรไม่ได้เข้มแข็งเพราะไม่มีความขัดแย้ง แต่เข้มแข็งเพราะเมื่อเกิดความขัดแย้ง เรายังยอมกลับมาคุกเข่าร่วมกันต่อหน้าพระเยซูเจ้า และยอมเรียกกันว่า “พี่น้อง” อีกครั้ง

ขอคำภาวนาของนักบุญปอนเชียนและนักบุญฮิปโปลิตุส ช่วยให้พระศาสนจักรของเราเป็นพระศาสนจักรที่ ยึดมั่นในความจริง ดำเนินชีวิตด้วยความรัก และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวด้วยความถ่อมตน อาแมน.



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ