ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.2026

บันทึกเหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล นั่นคือ การล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็มและการเริ่มต้นการเป็นเชลยในบาบิโลน” (ช่วงประมาณ 586 ปีก่อนคริสตกาล)

หลังจากที่กษัตริย์เซเดคียาห์แห่งยูดาห์ทรงกบฏต่อเนบูคัดเนสซาร์ กองทัพบาบิโลนจึงยกมาล้อมกรุงเยรูซาเล็มไว้เป็นเวลานานเกือบสองปี จนเกิดการกันดารอาหารอย่างรุนแรงในเมือง ในที่สุดกำแพงเมืองก็ถูกตีแตก กษัตริย์เซเดคียาห์และทหารพยายามหนีแต่ถูกจับได้ พระโอรสของพระองค์ถูกประหารต่อหน้าต่อตา จากนั้นพระองค์ก็ถูกทำให้ตาบอดและถูกนำตัวไปยังบาบิโลน

ต่อมา เนบูซาราดัน ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ของบาบิโลน ได้เข้าทำลายเมืองอย่างราบคาบ:

  • เผาพระวิหารของพระยาห์เวห์ และพระราชวัง
  • พังกำแพงเมือง เยรูซาเล็มลงทั้งหมด
  • กวาดต้อนประชาชน ที่เหลืออยู่ให้ไปเป็นเชลย
  • เหลือไว้เพียงคนยากจนที่สุด ให้ทำไร่องุ่นและทำนา

ความพินาศของเยรูซาเล็มไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบาบิโลนแข็งแกร่งกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความล้มเหลวภายใน” ทั้งทางความเชื่อ ศีลธรรมและการเมืองของผู้นำแห่งอาณาจักรยูดาห์ เมื่อนำมามองดูโลกปัจจุบัน เราจะเห็นภาพสะท้อนที่คล้ายคลึงกัน:

  • วิกฤตการณ์ที่เกิดจากความดื้อรั้นของผู้นำ: กษัตริย์เซเดคียาห์ทรงดำเนินนโยบายผิดพลาดเพราะความหยิ่งทะนงและไม่ฟังคำเตือนของพระเจ้าระหว่างทางแห่งชีวิต (ผ่านประกาศกเยเรมีย์) ส่วนในโลกปัจจุบัน วิกฤตการณ์หลายอย่าง—ไม่ว่าจะเป็นสงคราม, วิกฤตเศรษฐกิจ หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม—มักเกิดจากความเห็นแก่ตัวและการดื้อรั้นของผู้นำที่มีอำนาจ ยึดผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความอยู่รอดของประชาชน
  • ความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้างและความมั่นคงของมนุษย์: กำแพงเยรูซาเล็มที่เคยเชื่อว่าหนาแน่นและปลอดภัยที่สุดกลับพังทลายลงในพริบตา โลกปัจจุบันที่พึ่งพาเทคโนโลยี ระบบการเงิน และความมั่นคงทางการทหาร ก็สามารถล่มสลายได้เช่นกันหากขาดรากฐานทางจริยธรรมที่มั่นคง
  • ผู้รับผลกระทบคือคนตัวเล็กๆ เสมอ: วิกฤตการณ์ครั้งนั้นทำให้คนยากจนที่สุดถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อเผชิญความยากลำบาก ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะสงครามหรือภัยพิบัติ กลุ่มคนยากจนและกลุ่มเปราะบางคือกลุ่มแรกที่ต้องแบกรับความสูญเสียมากที่สุดเสมอ

ในทางศาสนศาสตร์ พระวิหารและเยรูซาเล็มในเวลานั้นคือศูนย์กลางความเชื่อ เป็นสถานที่ที่ประชากรของพระเจ้าเชื่อว่า “พระเจ้าจะปกป้องและไม่มีวันยอมให้ถูกทำลาย” แต่พระเจ้าทรงยอมให้มันล่มสลาย บทเรียนนี้เตือนสติพระศาสนจักรในปัจจุบันอย่างหนักหน่วง:

บทเรียนสำคัญ: พระเจ้าไม่ทรงปกป้อง “รูปแบบภายนอก” หรือ “สถาบัน” ที่ปราศจากหัวใจที่เชื่อฟังและสัตย์ซื่อ

จุดที่เยรูซาเล็มล้มเหลวสิ่งที่พระศาสนจักรต้องระวังในปัจจุบัน
ยึดติดกับตัวอาคารและพิธีกรรม: นึกว่ามีพระวิหารแล้วจะปลอดภัยพระศาสนจักรที่เน้นวัตถุ: หากเราเน้นเพียงแค่จำนวนสมาชิก อาคารที่หรูหรา หรือกิจกรรมที่ตระการตา แต่ละเลยชีวิตฝ่ายวิญญาณและการดำเนินชีวิตตามพระบัญชา พระศาสนจักรนั้นก็พร้อมจะล่มสลายฝ่ายจิตวิญญาณได้
เพิกเฉยต่อความยุติธรรมทางสังคม: ปล่อยให้คนยากจนถูกเอารัดเอาเปรียบการสูญเสียบทบาทการเป็นเกลือและความสว่าง: พระศาสนจักรต้องไม่ปิดประตูอยู่เฉพาะในวัด แต่ต้องเป็นกระบอกเสียงเพื่อความยุติธรรม ยื่นมือช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ถูกกดขี่ในสังคม
ไม่ฟังคำตักเตือน: เมินเฉยต่อคำเตือนของพระเจ้าการประนีประนอมกับค่านิยมของโลก: เมื่อพระศาสนจักรเริ่มรับเอาค่านิยมความโลภ การแสวงหาอำนาจ และความแตกแยกเข้ามา จนไม่ต่างจากสังคมโลก เรากำลังเดินตามรอยความดื้อรั้นของชาวยูดาห์

แม้พระคัมภีร์จะบอกว่ากษัตริย์แห่งบาบิโลน เหลือคนยากจนที่สุดไว้ดูแลแผ่นดิน แต่นี่คือกลุ่มคนที่จะกลายเป็น ผู้อยู่รอด” (The Remnant) ที่รักษาแผ่นดินไว้ รอคอยวันเวลาที่พระเจ้าจะทรงฟื้นฟู

สำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน แม้ในยุคที่ดูเหมือนความเชื่อจะเสื่อมถอย หรือพระศาสนจักรเผชิญวิกฤตศรัทธาจากสังคม พระเจ้ายังทรงเหลือ กลุ่มคนที่สัตย์ซื่อ” ไว้เสมอ เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่ได้พึ่งพาโครงสร้างอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่พึ่งพาพระหรรษทานของพระเจ้า เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ในการเริ่มต้นใหม่และส่งต่อความรักของพระองค์ในโลกปัจจุบัน

บันทึกเหตุการณ์หลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงเทศนาบนภูเขาเสร็จสิ้นลง และอัศจรรย์แรกที่พระองค์ทรงกระทำทันทีที่เสด็จลงมาจากเนินเขาคือ การรักษาคนโรคเรื้อนให้หายสะอาด”

เรื่องราวสั้นๆ เพียง 4 ข้อนี้ เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งในเชิงวัฒนธรรม สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งส่งต่อบทเรียนสำคัญมาถึงเราในปัจจุบัน

ในยุคพระคัมภีร์ โรคเรื้อน” ไม่ได้เป็นเพียงแค่โรคผิวหนังที่ทรมานทางกาย แต่เป็น ความตายทั้งเป็นทางสังคม” ตามธรรมบัญญัติของโมเสส คนเป็นโรคเรื้อนถือเป็นมลทิน ต้องถูกแยกออกจากครอบครัวและชุมชน ห้ามเข้าใกล้คนอื่น และต้องร้องตะโกนว่า “มลทิน! มลทิน!” เพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ พวกเขาถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ที่ถูกพระเจ้าลงโทษ

แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากภูเขา มีคนโรคเรื้อนคนหนึ่งกล้าแหวกฝูงชนเข้ามา คุกเข่าลงกราบพระองค์และกล่าวประโยคที่เต็มด้วยความเชื่อว่า:

พระองค์เจ้าข้า เพียงแต่พระองค์พอพระทัย ก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้”

พระเยซูเจ้าทรงทำในสิ่งที่ไม่มีใครในยุคนั้นกล้าทำ คือ ยื่นพระหัตถ์ถูกต้องตัวเขา” และตรัสว่า เราพอใจแล้ว จงสะอาดเถิด” ในทันใดนั้นโรคเรื้อนก็หายไป จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้เขาไปแสดงตัวต่อปุโรหิตและถวายเครื่องบูชาตามธรรมบัญญัติ เพื่อเป็นการยืนยันและคืนสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ในสังคมให้แก่เขาอย่างถูกต้อง

ความโดดเดี่ยว การถูกตีตรา และความกลัวในเรื่องราวนี้ สะท้อนถึงปัญหาร่วมสมัยในสังคมโลกปัจจุบันได้อย่างชัดเจน:

  • โรคเรื้อนสมัยใหม่—การตีตราทางสังคม (Social Stigma): แม้โรคเรื้อนทางการแพทย์จะรักษาได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน แต่สังคมเรายังมี “โรคเรื้อนทางสังคม” อยู่มากมาย นั่นคือ กลุ่มคนที่ถูกรังเกียจ โดดเดี่ยว หรือผลักไสให้อยู่ชายขอบ เช่น ผู้ป่วยจิตเวช, ผู้ติดเชื้อ HIV, อดีตผู้ต้องขัง, คนไร้บ้าน หรือแม้แต่ผู้ลี้ภัย เรื่องราวนี้เตือนใจเราว่ามนุษย์ทุกคนต้องการการยอมรับและการเห็นคุณค่า ไม่ใช่การซ้ำเติม
  • ความสำคัญของ “การสัมผัส” และความเห็นอกเห็นใจ : พระเยซูเจ้าสามารถรักษาเขาด้วยคำตรัสเพียงคำเดียวได้ (เหมือนที่ทรงทำในเหตุการณ์อื่น) แต่พระองค์เลือกที่จะ สัมผัส ตัวเขา การสัมผัสนี้ไม่ได้รักษาแค่โรคทางกาย แต่เป็นการเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากการไม่เคยถูกใครกอดหรือจับมือมานานหลายปี ในโลกยุคดิจิทัลที่ผู้คนเชื่อมต่อกันผ่านหน้าจอ แต่โดดเดี่ยวทางความรู้สึก เราต้องการความเห็นอกเห็นใจที่จับต้องได้จริง การรับฟัง และการปฏิบัติต่อกันด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • การเคารพกรอบกติกาเพื่อส่วนรวม: การที่พระเยซูเจ้าสั่งให้ชายผู้นั้นไปหาปุโรหิต (ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเวลานั้น) แสดงให้เห็นว่าความเชื่อไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม ในปัจจุบัน การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อต้องควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อส่วนรวมและการเคารพกฎกติกาที่ช่วยรักษาความปลอดภัยของชุมชนด้วย

เรื่องนี้ท้าทายหัวใจและพันธกิจของพระศาสนจักรโดยตรง ในฐานะที่เป็น “พระกายของพระเยซูคริสต์” บนโลกนี้:

  • ต้องเปลี่ยนจาก “พระศาสนจักรที่ตั้งรับ” เป็น “พระศาสนจักรที่ก้าวออกไปสัมผัส”: ตามธรรมบัญญัติโบราณ ถ้าคนธรรมดาไปแตะต้องคนมีมลทิน คนธรรมดาจะกลายเป็นคนมีมลทินไปด้วย แต่สำหรับพระเยซูเจ้า ความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ของพระองค์หลั่งไหลไปเปลี่ยนการมีมลทินให้สะอาด” พระศาสนจักรต้องไม่กลัวที่จะเปรอะเปื้อน ไม่ใช่เอาแต่รักษาความบริสุทธิ์อยู่แต่ในห้องแอร์ แต่ต้องกล้าก้าวออกไปแตะต้องบาดแผลของสังคม ไปทำพันธกิจกับคนที่โลกปฏิเสธ
  • เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน : พระศาสนจักรต้องระวังไม่ให้ระบบโครงสร้าง ค่านิยม หรือกลุ่มก้อนของตนเอง กลายเป็นกำแพงที่คอยคัดกรองคน หรือสร้างความรู้สึกว่า “คุณยังดีไม่พอที่จะเข้ามาที่นี่” พระศาสนจักรต้องเปิดกว้างและต้อนรับผู้ที่แตกสลาย ผู้ที่มีบาดแผลทางใจ หรือผู้ที่มีเบื้องหลังชีวิตที่ล้มเหลว ให้พวกเขาได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเท่าเทียมกัน
  • การประกาศข่าวดีที่ครบถ้วน : พระเยซูเจ้าไม่ได้เพียงแค่รักษาโรค (ฝ่ายกาย) หรือยกโทษบาป (ฝ่ายวิญญาณ) แต่พระองค์ทรงส่งเขากลับเข้าสู่ชุมชน (ฝ่ายสังคม) พระศาสนจักรในปัจจุบันจึงต้องทำพันธกิจที่ดูแลมนุษย์อย่างรอบด้าน ทั้งการประกาศเรื่องความรอดฝ่ายวิญญาณ ควบคู่ไปกับการเยียวยาความเจ็บปวดทางกาย ใจ และสังคมของเพื่อนมนุษย์

ชายโรคเรื้อนเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่าพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจ” ที่จะรักษาเขา เขายอมจำนนต่อ พระประสงค์” ของพระองค์ (เพียงแต่พระองค์พอพระทัย…”) ในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อเราเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบาก ขอให้เราเข้าหาพระเจ้าด้วยความเชื่อในฤทธานุภาพของพระองค์ ควบคู่ไปกับหัวใจที่พร้อมยอมรับพระประสงค์และเวลาอันดีเลิศเหมาะสมของพระองค์เช่นเดียวกัน

มีเรื่องราวที่น่าประทับใจและทรงพลังมากทั้งในประวัติศาสตร์และยุคปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนภาพของ การยื่นมือไปสัมผัสคนมีมลทิน” เจริญรอยตามพระเยซูเจ้าในมัทธิว 8:1-4 อย่างสมบูรณ์แบบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2013 ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน และกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จับใจคนทั่วโลก

หลังจากการสอนคำสอนทั่วไป (General audience) ชายคนหนึ่งชื่อ วินิชิโอ ริวา (Vinicio Riva) ชายชาวอิตาเลียนผู้ป่วยเป็นโรคท้าวแสนปม (Neurofibromatosis) ขั้นรุนแรง ซึ่งทำให้มีเนื้องอกและปุ่มปมตะปุ่มตะป่ำขึ้นทั่วใบหน้าและร่างกายจนดูน่ากลัว ได้เข้ามารอรับพร

ในสังคมทั่วไป ผู้คนมักจะเบือนหน้าหนีหรือจ้องมองเขาด้วยความรังเกียจ แต่เมื่อพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จมาถึง พระองค์ไม่ได้ทรงลังเลเลยแม้แต่น้อย:

  • พระองค์ทรง เดินเข้าไปหา วินิชิโอโดยตรง
  • ทรง สวมกอดเขาอย่างแนบแน่น เอาพระเศียรซบลงที่ไหล่ของชายผู้นั้น
  • ทรง วางพระหัตถ์ลูบไล้และจุมพิต (จูบ) บนใบหน้าที่มีแต่ปุ่มปมของเขา พร้อมกับหลับตาอธิษฐานภาวนา

วินิชิโอได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังด้วยน้ำตาว่า:

ตอนที่พระองค์เข้ามากอดผม ผมสั่นไปหมด ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่หลั่งไหลเข้ามา… พระองค์ไม่ได้ทรงถามเลยว่าผมเป็นโรคอะไร ไม่มีความรังเกียจในสายตาของพระองค์เลย การกอดครั้งนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนตนเองได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งหลังจากถูกสังคมรังเกียจมาทั้งชีวิต”

(น่าเสียดายที่ วินิชิโอ ริวา ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้วเมื่อช่วงต้นปี ค.ศ. 2024 แต่ภาพการกอดครั้งนั้นยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการสัมผัสด้วยความรักที่ไร้พรมแดน)

หากพูดถึงนักบุญที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องการพลิกใจมาขจัดความรังเกียจคนโรคเรื้อน ต้องยกให้ นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี (St. Francis of Assisi) อัครสาวกแห่งความยากจนในศตวรรษที่ 13

ก่อนที่ท่านจะสละทางโลกมาบวช ฟรังซิสเป็นลูกเศรษฐีที่รักความหรูหรา สิ่งที่ท่าน กลัวและขยะแขยงที่สุดในชีวิตคือคนโรคเรื้อน ท่านบอกว่าแค่ได้กลิ่นหรือเห็นคนโรคเรื้อนไกลๆ เป็นกิโลเมตร ท่านก็แทบจะอาเจียนและต้องวิ่งหนี

วันหนึ่งขณะที่ฟรังซิสกำลังขี่ม้าอยู่นอกเมืองอัสซีซี ท่านได้เผชิญหน้ากับคนโรคเรื้อนคนหนึ่งในระยะประชิด สัญชาตญาณแรกของท่านคืออยากจะควบม้าหนีไปให้พ้น แต่ในวินาทีนั้น ท่านรู้สึกถึงเสียงภายในใจที่เตือนสติว่า ถ้าท่านอยากรู้จักพระเยซูคริสต์ ท่านต้องชนะตัวเอง”

ฟรังซิสตัดสินใจทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับตัวท่านเอง:

  • ท่าน กระโดดลงจากหลังม้า
  • วิ่งเข้าไปหาชายโรคเรื้อนผู้นั้นที่กำลังยื่นมือขอทาน
  • แทนที่จะโยนเงินให้แล้วหนีไป ฟรังซิสกลับ จับมือที่พุพองนั้นขึ้นมาจูบ
  • และก้าวเข้าไป สวมกอดคนโรคเรื้อน ผู้นั้นด้วยความรัก

หลังจากสัมผัสครั้งนั้น ฟรังซิสบันทึกไว้ว่า ความกลัวทั้งหมดได้มลายหายไป และสิ่งที่เคยดูน่าเกลียดน่าชังกลับกลายเป็น ความหวานชื่นทั้งทางกายและใจ” ท่านได้เปลี่ยนผ่านจากการรักตัวเอง ไปสู่การตั้งอารามและโรงพยาบาลเพื่อดูแลคนโรคเรื้อน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อีกหนึ่งท่านที่ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมากคือ นักบุญคุณพ่อดาเมียน (St. Damien of Molokai) พระสงฆ์คาทอลิกชาวเบลเยียมในศตวรรษที่ 19

ในยุคนั้น รัฐบาลฮาวายได้กักกันผู้ป่วยโรคเรื้อนทั้งหมดไปปล่อยเกาะรวมกันไว้ที่ เกาะโมโลไก (Molokai) เพื่อให้อยู่และตายตามยถากรรม เกาะนั้นกลายเป็นแดนเถื่อนที่ไม่มีกฎหมาย ไม่มีสุขอนามัย และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

คุณพ่อดาเมียนอาสาสมัครไปที่เกาะนั้นเพียงลำพัง ท่านไม่ได้ไปแค่แจกของแล้วกลับ แต่ท่าน ย้ายไปอาศัยอยู่ร่วมกับพวกเขา :

  • ท่านทำแผลให้คนโรคเรื้อน สร้างบ้าน สร้างวัด และขุดหลุมฝังศพให้พวกเขาด้วยมือของท่านเอง
  • ท่านร่วมโต๊ะอาหาร กินข้าวหม้อเดียวกัน และใช้ชีวิตคลุกคลีโดยไม่แสดงความรังเกียจ
  • เวลาท่านเทศน์บนแท่นบูชา ท่านมักจะเริ่มต้นคำทักทายว่า พี่น้องที่รัก…” แต่หลังจากอยู่ไปได้ 11 ปี วันหนึ่งท่านเริ่มเทศน์ด้วยประโยคที่ทำให้ทุกคนในวัดร้องไห้ว่า พวกเราที่เป็นโรคเรื้อน…”

คุณพ่อดาเมียนติดโรคเรื้อนจากการสัมผัสและดูแลพวกเขา แต่ท่านยังคงทำงานต่อไปจนกระทั่งมรณภาพบนเกาะนั้น การอุทิศชีวิตของท่านทำให้สายตาของโลกที่มองคนโรคเรื้อนเปลี่ยนไปตลอดกาล

บทสรุป: เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การสัมผัส” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิริยาทางกายภาพ แต่คือการเปิดประตูใจเพื่อทลายกำแพงแห่งความกลัวและความรังเกียจ เมื่อพระสันตะปาปาฟรานซิสหรือนักบุญเหล่านี้สัมผัสผู้ป่วย พวกท่านไม่ได้มองเห็น “โรคร้าย” แต่ท่านเหล่านั้นมองเห็น พระพักตร์ของพระเยซูเจ้า” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้บาดแผลเหล่านั้น


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ