ข้อคิดในมิสซา วันอังคารที่ 9 มิถุนายน ค.ศ.2026

บทอ่านที่หนึ่งจาก 1 พงศ์กษัตริย์ 17:7-16

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ทรงพลังที่สุดในพระธรรมเดิมที่สะท้อนถึงเรื่อง ความเชื่อในยามวิกฤต” และ การเลี้ยงดูที่มหัสจรรย์ของพระเจ้า” ผ่านชีวิตของประกาศกเอลียาห์และหญิงม่ายชาวศาเรฟัท ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง

บริบทของตอนนี้เกิดขึ้นเมื่ออิสราเอลเผชิญกับภัยแล้งและทุพภิกขภัย (ความอดอยาก) ตามคำอธิษฐานภาวนาของเอลียาห์เพื่อดัดนิสัยกษัตริย์อาหับที่หันไปไหว้พระบาอัล เมื่อลำธารที่เอลียาห์ใช้ดื่มน้ำแห้งลง พระเจ้าจึงส่งเขาไปหาหญิงม่ายคนหนึ่งที่เมืองศาเรฟัท (ซึ่งอยู่ในเขตแดนของต่างชาติ/ไซดอน ศูนย์กลางการนมัสการพระบาอัล)

  • ความขัดสนขั้นสุด: หญิงม่ายคนนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจาก “แป้งสักกำมือหนึ่งในหม้อ และน้ำมันเล็กน้อยในขวด” เธอกำลังเก็บฟืนเพื่อไปทำอาหารมื้อสุดท้ายให้ตัวเองและลูกกิน… แล้วรอความตาย
  • บททดสอบความเชื่อ: เอลียาห์ไม่ได้ขอธรรมดา แต่บอกให้เธอ ทำแป้งก้อนเล็กๆ ให้ฉันก่อน” นี่เป็นคำขอที่ดูเห็นแก่ตัวมากในสายตามนุษย์ แต่ในมิติทางจิตวิญญาณ นี่คือการทดสอบว่าเธอจะกล้าสละ “สิ่งสุดท้ายที่ใช้ประทังชีวิต” เพื่อวางไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าก่อนหรือไม่?
  • การอัศจรรย์แห่งการเชื่อฟัง: เมื่อหญิงม่ายเลือกที่จะเชื่อฟังและทำตาม “แป้งในหม้อก็ไม่ขาด และน้ำมันในขวดก็ไม่หมด” จนกว่าฝนจะตกอีกครั้ง พระเจ้าไม่ได้ประทานแป้งและน้ำมันมาให้เต็มโกดังในคราวเดียว แต่พระองค์ประทานให้ เพียงพอสำหรับวันต่อวัน”

เมื่อมองดูโลกในยุคปัจจุบัน เราเผชิญกับความไม่แน่นอนคล้ายๆ กัน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง สงคราม และภัยธรรมชาติที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนน้ำในลำธารกำลังแห้งเหือด

  • การเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความไว้วางใจ: คำที่เอลียาห์พูดกับหญิงม่ายเป็นคำแรกคือ อย่ากลัวเลย” ในยุคที่ข่าวสารเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก พระเจ้าทรงเรียกให้เราขับเคลื่อนชีวิตด้วย “ความเชื่อ” ไม่ใช่ด้วย “ความกลัว”
  • การบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่จำกัด: หญิงม่ายไม่ได้รอให้มีเยอะก่อนค่อยแบ่งปัน เรื่องนี้เตือนใจเราในยุคปัจจุบันว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อและการแบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามีให้กับผู้ที่ขัดสนกว่า (เช่น ผู้อพยพ คนตกงาน คนยากจน) จะเป็นช่องทางที่ทำให้พระพรของพระเจ้ายิ่งทวีคูณขึ้น
  • ความสัตย์ซื่อแบบวันต่อวัน: แป้งและน้ำมันที่มีพอดีสำหรับแต่ละวัน สอนให้เราดำเนินชีวิตในปัจจุบันด้วยความพึ่งพาพระเจ้าแบบวันต่อวัน (เหมือนคำอธิษฐานที่พระเยซูเจ้าสอน: ขอประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้) ลดความวิตกกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

พระศาสนจักรในปัจจุบัน มักเผชิญกับความท้าทายเรื่องทรัพยากรที่จำกัด ผู้นำและสมาชิกเหนื่อยล้า หรือจำนวนคนลดลง จนบางครั้งพระศาสนจักรแอบคิดว่า “เรากำลังจะตาย” เหมือนหญิงม่ายคนนี้

  • การจัดลำดับความสำคัญ การที่เอลียาห์บอกให้ทำขนมปังให้ท่านก่อน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภาพสะท้อนของการให้ แผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” พระศาสนจักรต้องระวังไม่ให้ความกลัวเรื่องงบประมาณ เน้นแต่เรื่องเงินทอง หรือความอยู่รอดมาขัดขวางพันธกิจ การถวายและการรับใช้ที่แท้จริงคือการกล้าสละสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็น เพื่อขับเคลื่อนงานของพระเจ้า
  • พระศาสนจักรต้องพึ่งพาฤทธิ์อำนาจไม่ใช่เพียงแค่ทรัพยากรวัตถุธาตุ: วัดหลายแห่งพึ่งพากลยุทธ์ เงินทุน หรือการก่อสร้าง แต่เรื่องนี้เตือนว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนชุมชนความเชื่อให้ผ่านวิกฤตได้คือ พระวาจาของพระเจ้า” เมื่อพระศาสนจักรเทศน์สอนและดำเนินตามพระวาจาอย่างสัตย์ซื่อ พระองค์จะทรงเลี้ยงดูพระศาสนจักรอย่างอัศจรรย์
  • ก้าวข้ามกำแพงไปหาคนชายขอบ: อย่าลืมว่าหญิงม่ายคนนี้เป็นคนต่างชาติ นอกเหนือประชากรอิสราเอล พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องเปิดประตูออกไป ไม่จมอยู่กับปัญหาภายในของตัวเอง แต่ต้องออกไปเป็นพระพรแก่ชุมชน คนต่างความเชื่อ และคนยากจนรอบข้าง เพราะพระพรของพระเจ้ามักจะเริ่มต้นและทวีคูณ ณ จุดที่เราออกไปรับใช้ผู้อื่น

บทสรุปสำหรับเรา: หม้อที่มีแป้งแค่กำมือเดียวกับน้ำมันก้นขวด เมื่ออยู่ในมือของมนุษย์ นั่นคือ “อาหารมื้อสุดท้ายก่อนความตาย” แต่เมื่อถูกส่งมอบให้พระเจ้าด้วยความเชื่อและความเชื่อฟัง ก็จะกลายเป็น “แหล่งอุปทานที่ไม่มีวันหมดสิ้น”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “คำเทศนาบนภูเขา” (Sermon on the Mount) ที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสถึง อัตลักษณ์และหน้าที่” ของผู้ที่ติดตามพระองค์ โดยทรงใช้ภาพเปรียบเทียบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง 2 สิ่ง นั่นคือ เกลือ” และ ความสว่าง”

ในบริบทนี้ พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า พวกท่าน ‘ควรจะเป็น’ เกลือและแสงสว่าง” แต่พระองค์ตรัสว่า พวกท่าน ‘เป็น’ เกลือ… และ ‘เป็น’ ความสว่าง” นี่คือการประกาศถึงอัตลักษณ์ที่แท้จริงของคริสตชนแต่ละคน

  • ท่านเป็นเกลือแห่งโลก: เกลือในยุคโบราณมีหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ รักษาไม่ให้เน่าเปื่อย (เนื่องจากยังไม่มีตู้เย็น) และ ปรุงแต่งรสชาติ คริสตชนจึงถูกเรียกให้ทำหน้าที่ยับยั้งความเสื่อมทรามทางศีลธรรมในสังคม และนำความกลมกล่อม ความหวัง และสันติสุขมาสู่โลก
    • คำเตือนเรื่องเกลือหมดรส: เกลือในแถบทะเลตายมักมีสารเจือปน หากโดนความชื้นชะล้างโซเดียมคลอไรด์ออกไป จะเหลือแร่ธาตุที่ไร้ประโยชน์ ไม่มีรสเค็ม นำไปทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากโยนทิ้งให้คนเหยียบย่ำ พระเยซูเจ้าเตือนว่าถ้าคริสตชนสูญเสียอัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณและกลมกลืนไปกับโลก เราก็หมดคุณค่าในฐานะศิษย์ติดตามพระองค์
  • ท่านเป็นความสว่างของโลก: ความสว่างมีหน้าที่ ขับไล่ความมืด และ ทำให้มองเห็นความจริง พระองค์เปรียบศิษย์เหมือน “นครที่อยู่บนภูเขา” ซึ่งเด่นชัด ไม่มีทางซ่อนได้ และเปรียบเหมือน “ตะเกียง” ที่ต้องตั้งไว้บนเชิงตะเกียงเพื่อให้ความสว่างแก่ทุกคนในบ้าน ไม่ใช่เอาถังครอบไว้
  • เป้าหมายสูงสุด: การส่องสว่างทำผ่าน “ความดี” (Good works) และเป้าหมายไม่ใช่เพื่อความเด่นดังของตนเอง แต่เพื่อให้ผู้คน สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”

ในโลกปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล และความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง พระคัมภีร์ตอนนี้ท้าทายเราในหลายมิติ เช่น…

  • ต่อสู้กับ “ความไร้จริยธรรม” ในโลกไซเบอร์: ในยุคที่ข่าวปลอม (Fake News) การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) และความเกลียดชังแพร่กระจายได้ง่าย คริสตชนต้องทำหน้าที่เป็น เกลือ” ที่ยับยั้งความเน่าเปื่อยเหล่านี้ ไม่ร่วมวงในการด่าทอหรือกระจายความเกลียดชัง แต่ใช้คำพูดที่สร้างสรรค์ ปรุงรสด้วยความเมตตา
  • เป็นกระบอกเสียงท่ามกลางความอธรรม: โลกปัจจุบันมักมีมุมมืด เช่น ปัญหาการคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว หรือความเหลื่อมล้ำ คริสตชนถูกเรียกให้เป็น ความสว่าง” โดยการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นกระบอกเสียงให้กับคนตัวเล็กๆ ในสังคมที่ไม่มีใครได้ยิน
  • ไม่ “เอาถังครอบ” ความเชื่อไว้ในโลกส่วนตัว: มนุษย์ยุคนี้มักนิยมแนวคิด “เสรีนิยมสุดขั้ว” ที่มองว่าศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัวห้ามนำมาปะปนกับพื้นที่สาธารณะ แต่พระเยซูเจ้าทรงสั่งให้เราส่องสว่าง การเป็นคริสตชนจึงไม่ใช่แค่การไปวัดวันอาทิตย์ แค่ร่วมมิสซา แล้วเงียบหายไปในวันจันทร์ แต่คือการสำแดงคุณค่าของพระเยซูเจ้าในที่ทำงาน ในโรงเรียน และในทุกๆ วัน

สำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน พระคัมภีร์ตอนนี้ระบุถึง พันธกิจเชิงรุก” ที่พระศาสนจักรจะละเลยไม่ได้

  • หลีกเลี่ยงภาวะ “พระศาสนจักรในตุ่ม หรือในรั้วตัวเอง” (เรียกว่า Ghetto Church): วัดหลายแห่งมีความสุขกับการทำกิจกรรมภายใน มีกลุ่มแบ่งปันพระวาจาที่อบอุ่น กลุ่มนักขับร้องที่ไพเราะ แต่ตัดขาดจากโลกภายนอก นั่นเท่ากับการเอาถังมาครอบตะเกียงไว้ พระศาสนจักรต้องก้าวออกจากกำแพงวัด เข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาของชุมชนรอบข้าง มีความสัมพันธ์กับศาสนิกอื่นๆ
  • รักษามาตรฐานศีลธรรม (ไม่หมดรสเค็ม): เมื่อใดก็ตามที่พระศาสนจักรหรือผู้นำศาสนาตกเป็นข่าวฉาวโฉ่เรื่องเงินทอง ผลประโยชน์ ความประพฤติมิชอบ หรือการใช้อำนาจในทางที่ผิด นั่นคือภาวะที่เกลือหมดรสเค็ม และผลที่ตามมาคือ สังคมจะ “เหยียบย่ำ” และหมดความศรัทธาในพระวรสาร พระศาสนจักรต้องเน้นย้ำเรื่องการสร้างศิษย์ที่มีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์และสัตย์ซื่อ
  • เน้น “ความดีที่จับต้องได้” : สังคมยุคนี้ไม่ได้อยากฟังเพียงแค่หลักข้อความเชื่อที่สวยหรู แต่อยากเห็นการกระทำมากกว่า พระศาสนจักรต้องส่องสว่างผ่านการทำความดีอย่างเป็นรูปธรรม เช่น พันธกิจช่วยเหลือผู้ยากไร้ การดูแลสิ่งแวดล้อม การเยียวยาผู้ป่วย หรือการให้ทุนการศึกษา เมื่อโลกเห็นความดีเหล่านั้น เขาถึงจะเข้าใจและยอมรับพระเจ้าที่เราปรนนิบัติ

บทสรุปสำหรับเรา: เกลือจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมันละลายเข้าไปในอาหาร ความสว่างจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันส่องไปในที่มืด คริสตชนและพระศาสนจักรไม่ได้ถูกเรียกมาเพื่อตัดขาดจากโลกเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัว แต่ถูกเรียกให้ เข้าไปในโลก” โดยไม่ยอมให้โลกกลืนกลาย เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้น

ท่านเป็นหนึ่งในปิตาจารย์ (Church Fathers) ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น พิณใหญ่แห่งพระจิตเจ้า” (Harp of the Holy Spirit) เนื่องจากท่านไม่ได้สื่อสารเทววิทยาอันลึกซึ้งผ่านตำราหนาๆ แต่สื่อสารผ่าน บทเพลงและกวีนิพนธ์” ที่ไพเราะและจับใจคนธรรมดา

นักบุญเอแฟรมเกิดที่เมืองนิสิบิส (Nisibis) ซึ่งในปัจจุบันคือพื้นที่ชายแดนระหว่างตุรกีและซีเรีย ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฐานะ พันธบริกร/สังฆานุกร” (Deacon) โดยปฏิเสธที่จะรับศีลบวชเป็นบาทหลวงด้วยความถ่อมตนอย่างถึงที่สุด

เกร็ดชีวิตที่น่าสนใจ:

  • เทววิทยาผ่านเสียงเพลง (Theology in Song): ในยุคนั้น มีกลุ่มเฮเรติก (ลัทธิเทียมเท็จ) แพร่วาทกรรมผิดๆ ผ่านบทเพลงที่ติดหูคน นักบุญเอแฟรมจึงปิ๊งไอเดียว่า ถ้าพวกเขาใช้เพลงเผยแพร่ความเชื่อที่ผิดได้ เราก็ต้องใช้เพลงเผยแพร่ความเชื่อที่ถูกได้เหมือนกัน!” ท่านจึงแต่งบทเพลงและกวีนิพนธ์ (Hymns) หลายร้อยบทเพื่อสอนคำสอนที่ถูกต้อง จนคนร้องตามกันได้ทั้งเมือง
  • ผู้บุกเบิกวงขับร้องประสานเสียงสตรี (Women’s Choirs): ในยุคศตวรรษที่ 4 ที่สังคมยังไม่ให้บทบาทสตรีมากนัก แต่นักบุญเอแฟรมกลับรวบรวมหญิงสาวคริสตชนมาตั้งเป็นวงขับร้องประสานเสียง เพื่อขับร้องบทเพลงธรรมที่ท่านแต่งในวัด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ก้าวหน้าและแปลกใหม่มากในยุคนั้น
  • วีรบุรุษผู้บรรเทาทุกข์ในวิกฤตโรคระบาด: ในช่วงบั้นปลายชีวิต เมืองเอเดสซา (Edessa) เผชิญกับทุพภิกขภัยและโรคระบาดรุนแรง คนรวยกักตุนอาหาร คนจนล้มตาย นักบุญเอแฟรมในวัยชราได้ลุกขึ้นมาเป็นคนกลาง ไปเจรจากับคนมั่งมีให้นำทรัพย์สินออกมาช่วยคนยากจน ท่านจัดหาสถานที่ ทำเตียงพยาบาล และลงมือดูแลผู้ป่วยโรคระบาดด้วยตัวเอง จนกระทั่งท่านติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด

ชีวิตของนักบุญเอแฟรมให้บทเรียนที่ทรงพลังมากเมื่อนำมาเทียบกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน:

  • การสู้กับ “ข้อมูลเท็จ” (Disinformation) ด้วยสื่อที่สร้างสรรค์: ปัจจุบันโลกเราเต็มไปด้วย Fake News และการปั่นกระแสในโลกออนไลน์ (เหมือนบทเพลงของลัทธิเทียมเท็จในอดีต) วิธีของนักบุญเอแฟรมสอนเราว่า การต่อสู้กับสิ่งไม่ดีไม่ใช่แค่การไปก่นด่าหรือห้าม แต่คือการ สร้างเนื้อหาที่ดี ทรงคุณค่า และน่าดึงดูดกว่า” ขึ้นมาทดแทน
  • การตอบสนองต่อวิกฤตทางสังคมด้วยการปฏิบัติจริง: ในยุคที่ผู้คนเผชิญกับผลกระทบจากภัยพิบัติ โรคระบาด หรือวิกฤตเศรษฐกิจ ท่านไม่ได้เอาแต่นั่งสวดภาวนาในห้องเงียบๆ หรือเขียนบทกวีเพ้อฝัน แต่ท่านลงพื้นที่ไปบริหารจัดการทรัพย์สิน ช่วยเหลือคนยากจน และดูแลผู้ป่วย การกระทำของท่านเตือนใจคนในปัจจุบันว่า ความเชื่อต้องมาพร้อมกับการลงมือทำ
  • การลดความเหลื่อมล้ำด้วยความไว้วางใจ: ท่านเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนรวยที่เห็นแก่ตัวกับคนจนที่กำลังจะอดตาย โดยใช้ความสัตย์ซื่อของท่านเป็นหลักประกัน ทำให้คนรวยยอมสละทรัพย์สิน ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เราต้องการ “สะพาน” แบบนักบุญเอแฟรมที่จะช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ขาดแคลนจริงๆ

ในฐานะที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ปราชญ์แห่งพระศาสนจักร” (Doctor of the Church) บทเรียนจากชีวิตของท่านจึงเป็นทิศทางสำคัญสำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน:

  • ปฏิรูปการสอนคำสอนให้น่าสนใจ: พระศาสนจักรในปัจจุบันมักประสบปัญหาว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนใจหลักข้อความเชื่อหรือเทววิทยาเพราะรู้สึกว่าน่าเบื่อ วิธีของนักบุญเอแฟรมท้าทายให้พระศาสนจักรนำ ศิลปะ ดนตรี สื่อดิจิทัล และความคิดสร้างสรรค์ มาใช้ในการสื่อสารพระวรสาร เพื่อให้ความจริงของพระเจ้าเข้าถึงใจผู้คนได้ง่ายขึ้น
  • การให้คุณค่าและพื้นที่แก่ทุกคน: การที่ท่านตั้งวงขับร้องสตรีในอดีต เป็นบทเรียนให้พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องเปิดโอกาส ให้เกียรติ และมอบบทบาทสำคัญให้กับสตรี เยาวชน หรือกลุ่มคนที่มักถูกมองข้ามในสังคม ให้พวกเขาได้ใช้ของประทานในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่
  • จิตวิญญาณแห่งความสุภาพถ่อมตนและการรับใช้: แม้ท่านจะเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้และมีอิทธิพลมาก แต่ท่านเลือกที่จะเป็นเพียง “พันธบริกร/สังฆานุกร” (Deacon) และอุทิศตนรับใช้คนป่วย พระศาสนจักรและผู้นำศาสนาในปัจจุบันต้องระวังไม่ให้ติดกับดักของตำแหน่ง อำนาจ หรือความหรูหรา แต่ต้องรักษาหัวใจของการเป็น “ผู้รับใช้” ที่พร้อมจะคุกเข่าลงล้างเท้าและล้างแผลให้แก่ผู้ทุกข์ยากตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์

บทสวดสั้นๆ อันโด่งดังของนักบุญเอแฟรม (ใช้บ่อยในเทศกาลมหาพรต): ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า… ขอโปรดอย่าให้ข้าพเจ้ามีจิตใจที่เกียจคร้าน ท้อแท้ มักใหญ่ใฝ่สูง และพูดพล่อยๆ แต่ขอทรงประทานจิตใจที่บริสุทธิ์ ถ่อมตน อดทน และเต็มด้วยความรักแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ด้วยเถิด”

ถ้าพูดถึง เกลือ” และ แสงสว่าง” ในบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยุคโบราณ (โดยเฉพาะในแถวตะวันออกกลางและอาณาจักรโรมัน) มีเกร็ดเรื่องเล่าที่น่าทึ่ง ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจคำตรัสของพระเยซูเจ้าในมัทธิว 5 ได้ลึกซึ้งขึ้นมาก

ในยุคโบราณ เกลือไม่ได้เป็นแค่เครื่องปรุงรสราคาถูกในห้องครัว แต่เกลือคือ ทองคำขาว” ที่มีค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก จนมีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่อง

คุณค่าของเกลือ” ที่มาของคำว่าเงินเดือน (Salary)

ในกองทัพโรมัน เกลือมีค่ามากถึงขนาดที่จักรวรรดิใช้เกลือเป็นส่วนหนึ่งของ ค่าจ้าง” ให้กับทหารกล้า เพื่อนำไปใช้ถนอมอาหารและประทังชีวิต คำว่าเกลือในภาษาละตินคือ “Sal” ซึ่งถูกนำมาเรียกค่าจ้างของทหารว่า “Salarium” และคำนี้เองที่เป็นรากศัพท์ของคำว่า “Salary” (เงินเดือน) ที่เราใช้กันในปัจจุบัน!

ในยุคนั้นถ้าทหารคนไหนขี้เกียจ ไม่ทำหน้าที่ หรือหนีทัพ แม่ทัพจะตำหนิว่า หมอนี่ไม่มีค่าพอสำหรับเกลือที่จ่ายไปเลย!”

ข้อคิด: เมื่อพระเยซูเจ้าบอกว่า ท่านทั้งหลายเป็นเกลือ” พระองค์กำลังบอกว่า คริสตชนคือสิ่งที่มีค่ามากในสายตาของพระองค์ และเราถูกจ้างมาด้วยราคาที่สูง (พระชนม์ชีพของพระองค์) เพื่อให้มาทำหน้าที่อันมีค่าในโลก ไม่ใช่ชีวิตที่ไร้ค่าไปวันๆ

เกลือหมดรส” แท้จริงแล้วถูกเอาไปทำอะไร?

หลายคนเคยสงสัยว่า เกลือเคมีทางวิทยาศาสตร์ (NaCl) มันจะ “หมดรสเค็ม” ได้อย่างไร? นักวิชาการพระคัมภีร์พบว่า เกลือในแถบทะเลตายมักปะปนไปด้วยสารส้มและยิปซัม เมื่อโดนความชื้นชะล้างความเค็มออกไป มันจะเหลือแต่ผงสีขาวๆ ที่ไร้รสชาติ

ชาวบ้านยุคนั้นไม่ได้โยนทิ้งถังขยะเฉยๆ แต่นำผงเกลือที่หมดรสนี้ไป โรยทับบนกองมูลสัตว์ (ขี้วัว/ขี้ควาย)” ที่เตรียมไว้ทำปุ๋ย เพราะสารเคมีที่เหลือในผงเกลือนั้นจะช่วยชะลอไม่ให้มูลสัตว์เน่าเปื่อยเร็วเกินไปก่อนจะนำไปใช้… แต่ถ้ามันหมดสภาพจนทำหน้าที่นี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ชาวบ้านถึงจะเอาไป โปรยบนทางเดิน” เพื่อให้ดินแข็งตัวและไม่ให้หญ้าขึ้น คริสตชนในยุคนั้นฟังแล้วคงสะดุ้งกันเป็นแถว!

ข้อคิด: ถ้าคริสตชนสูญเสียอัตลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์ และยอมตามโลกจน “หมดรสเค็ม” คุณค่าของเราจะลดลงถึงขนาดที่ว่า… แม้แต่จะเอาไปช่วยจัดการกับ “สิ่งสกปรก” ในโลก (มูลสัตว์) ก็ยังทำไม่ได้ และสุดท้ายพระศาสนจักรจะถูกโลกเหยียบย่ำ

ตะเกียงในยุคพระคัมภีร์ไม่ได้อลังการเหมือนโคมไฟระย้าในปัจจุบัน แต่เป็น จานดินเผาเล็กๆ” เท่าฝ่ามือ ที่ใส่น้ำมันมะกอกและมีไส้ตะเกียงยื่นออกมา ให้แสงสว่างริบหรี่เพียงแค่พอให้มองเห็นรอบตัวเท่านั้น

เรื่องเล่าเปรียบเทียบ: คนตาบอดถือตะเกียง

มีเรื่องเล่าโบราณของตะวันออกกลางเกี่ยวกับ ชายตาบอดคนหนึ่งที่มักจะหิ้วตะเกียงใส่น้ำมันจุดไฟสว่างไสวเดินไปตามถนนในหมู่บ้านตอนกลางคืนเสมอ

คืนหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินสวนมาแล้วทักด้วยความขบขันว่า:

ลุงครับ ลุงก็ตาบอด มองไม่เห็นแสงไฟอยู่แล้ว ลุงจะลำบากหิ้วตะเกียงเดินไปเดินมาตอนดึกๆ ทำไมกันครับ? เปลืองน้ำมันเปล่าๆ!”

ชายตาบอดหัวเราะเบาๆ แล้วตอบว่า:

ไอ้หนุ่มเอ๋ย… ลุงไม่ได้จุดตะเกียงเพื่อให้ลุงมองเห็นทางหรอก แต่ลุงจุดไว้ เพื่อไม่ให้คนตาดีแบบเจ้า เดินมาชนคนตาบอดแบบลุงในความมืด ต่างหากล่ะ”

ข้อคิดลึกซึ้ง: โลกปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความมืดมนทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ หลายครั้งผู้คนในสังคม (ที่คิดว่าตัวเองตาดี/ฉลาด) กำลังเดินสะเปะสะปะชนกันเอง เกิดความขัดแย้ง ความเกลียดชัง เพราะพวกเขา “มองไม่เห็นทาง” คริสตชนจึงมีหน้าที่ถือแสงสว่างของพระเจ้าไว้ ไม่ใช่เพื่ออวดตัวว่าเราเด่นดีกว่าใคร แต่เพื่อช่วยให้คนในสังคมไม่เดินชนกันและไม่ตกหลุมพรางของความบาป

  • เกลือ ทำหน้าที่ของมันเงียบๆ โดยการ ละลายตัวเอง” เข้าไปในเนื้ออาหาร (ไม่มีใครกินเกลือเปล่าๆ เป็นช้อน แต่เกลือทำให้สิ่งอื่นอร่อยขึ้น) -> สอนให้เราถ่อมใจ ทำความดีเบื้องหลัง
  • แสงสว่าง ทำหน้าที่ของมันอย่างเปิดเผย โดยการ ยืนเด่น” อยู่บนเชิงตะเกียงเพื่อไล่ความมืด -> สอนให้เรากล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องในที่แจ้ง


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ