
เจริญพรมายังพี่น้องที่รัก
เมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าของเราทั้งหลายทรงเผยแสดงพระองค์เอง สารที่พระองค์สื่อ ย่อมเป็นสารแห่งเสรีภาพเสมอ “เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่าน เป็นผู้นำท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ ให้พ้นจากการเป็นทาส” (อพย. 20,2) นี่คือถ้อยคำแรกในพระบัญญัติสิบประการที่โมเสสได้รับบนภูเขาซีนาย ผู้คนที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ต่างรู้ดีเกี่ยวกับการอพยพที่พระเจ้ากำลังตรัสถึง ประสบการณ์ของการที่ต้องอยู่ภายใต้พันธนาการยังคงเป็นเรื่องหนักหน่วงสำหรับพวกเขา ขณะที่พวกเขาอยู่ในที่กันดาร พวกเขาได้รับ “พระวาจาสิบประการ” ที่เป็นหนทางนำไปสู่เสรีภาพ เราทั้งหลายเรียกพระวาจาเหล่านี้ว่า “พระบัญญัติ” เพื่อเป็นการเน้นถึงพลังแห่งความรักที่พระเจ้าทรงใช้เป็นหนทางสำหรับก่อร่างประชากรของพระองค์ การที่พระเจ้าทรงเรียกผู้คนไปสู่ยังเสรีภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับภาระยิ่งใหญ่ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่จะตอบสนองกันในทันที หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องเติบโตโดยเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ทุกวันนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าประชากรของพระเจ้าจะได้รับเสียงเรียกให้ละทิ้งพันธนาการกดขี่ไว้ข้างหลัง แต่ประชากรของพระเจ้าก็ยังอาจจะยึดติดกับพันธนาการกดขี่เช่นนี้ ไม่ต่างจากการที่ประชาชาติอิสราเอลในที่กันดารเคยมีความรู้สึกยึดติดกับอียิปต์ ทำให้เขาโหยหาอดีตบ่อยครั้ง และยังบ่นตำหนิต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและต่อโมเสสด้วย เราทั้งหลายย่อมเห็นถึงความเป็นจริงอันนี้ เมื่อต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกหมดหวัง เมื่อเราต้องร่อนเร่พเนจรไปภายในชีวิตเหมือนกับว่ากำลังอยู่ในที่กันดาร โดยไม่มีดินแดนแห่งพันธสัญญาที่จะเป็นจุดหมายปลายทางของเรา เทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลาแห่งพระหรรษทาน ในช่วงเวลานี้ ที่กันดารอาจกลายเป็นสถานที่แห่งความรักแรกของเราได้อีกครั้ง ดังคำกล่าวของประกาศกโฮเซยา (เทียบ ฮซย. 2,16-17) พระเจ้าทรงก่อร่างประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้เราทิ้งความเป็นทาสเอาไว้ข้างหลัง และยังทรงให้เราประสบกับการล่วงผ่าน (“ปัสกา”) จากความตายสู่ชีวิต องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นเหมือนกับเจ้าบ่าว ผู้ทรงกระซิบพระวาจาแห่งความรักยังหัวใจของเรา เพื่อเรียกเราไปหาพระองค์อีกครั้ง
การอพยพจากความเป็นทาสสู่เสรีภาพไม่ใช่การเดินทางที่เป็นนามธรรม และในการที่เราจะใช้เวลาในเทศกาลมหาพรตได้อย่างเป็นรูปธรรม ประการแรก เราทั้งหลายต้องปรารถนาที่จะเปิดตามองดูความเป็นจริงเสียก่อน เมื่อครั้งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกโมเสสจากพุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟ พระองค์ได้แสดงให้โมเสสเห็นในทันทีว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่มองเห็น และเหนือสิ่งอื่นใด ทรงได้ยิน [พระองค์ตรัสว่า] “เราสังเกตเห็นความทุกข์ยากของประชากรของเราในอียิปต์ เราได้ยินเสียงร้องเพราะความทารุณของนายงาน เรารู้ดีถึงความทุกข์ทรมานของเขา เราลงมาช่วยเขาให้พ้นมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากแผ่นดินนั้น ไปสู่แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่ ไปยังแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” (อพย. 3,7-8) ทุกวันนี้เช่นกัน เสียงคร่ำครวญของพี่น้องมากมายของเราที่กำลังถูกกดขี่ กำลังดังขึ้นไปถึงสวรรค์ ให้เราถามตนเองว่า เราได้ยินเสียงคร่ำครวญนี้บ้างหรือไม่ เสียงนี้ทำให้เรากระวนกระวายใจบ้างหรือไม่ ทำให้เราคิดจะทำอะไรบ้างหรือไม่ มีหลายสิ่งเหลือเกินที่แบ่งแยกเราทั้งหลายจากกันและกัน ทำให้เราปฏิเสธความเป็นพี่น้องกัน ทั้งที่ความเป็นพี่น้องอันนี้เป็นสิ่งที่เชื่อมเราทั้งหลายเข้าด้วยกันมาตั้งแต่ต้น
เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าได้ไปเยือนลัมเปดูซา เพื่อเป็นหนทางหนึ่งในการรับมือกับภาวะโลกาภิวัตน์แห่งการเมินเฉย ข้าพเจ้าได้ถามคำถาม 2 ประการ ซึ่งต่อจากนั้นได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่คำถามที่ว่า “ท่านอยู่ไหน” (ปฐก. 3.9) และ “พี่น้องของท่านอยู่ที่ไหน” (เทียบ ปฐก. 4,9) การเดินทางในเทศกาลมหาพรตของเราทั้งหลายย่อมจะกลายเป็นรูปธรรมได้ หากว่าการรับฟังคำถามสองประการนี้อีกครั้งทำให้เราทั้งหลายได้ตระหนักว่า เรายังคงอยู่ภายใต้การปกครองของฟาโรห์ แม้แต่ในทุกวันนี้เช่นกัน การปกครองอันนี้กำลังทำให้เราทั้งหลายเหนื่อยหน่ายและเมินเฉย รูปแบบการเติบโตบางอย่างกำลังสร้างความแตกแยกและปล้นเอาอนาคตไปจากเรา ผืนดิน อากาศ และน้ำ กำลังปนเปื้อนด้วยมลพิษ แต่จิตใจของเราก็กำลังปนเปื้อนด้วยมลพิษเช่นกัน จริงอยู่ที่ว่า ศีลล้างบาปได้เริ่มกระบวนการปลดปล่อยเราทั้งหลายให้เป็นอิสระ ทว่าภายในตัวเรายังคงมีความรู้สึกโหยหาการเป็นทาสหลงเหลืออยู่ เป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เป็นการถูกดึงดูดสู่ความมั่นคงปลอดภัยท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่เราคุ้นชิน และทำให้เสรีภาพของเราทั้งหลายถูกทำลายให้ทรุดโทรมไป
ในเรื่องราวของการอพยพมีรายละเอียดข้อหนึ่งที่สำคัญ กล่าวคือ ชนชาวอิสราเอลไม่ได้ร้องขอเสรีภาพ หากแต่เป็นพระเจ้าต่างหากที่ทรงสังเกตเห็น ทรงลงมือกระทำการ และทรงนำมาซึ่งเสรีภาพ ขณะที่ฟาโรห์ปิดกั้นทำลายความฝัน ปิดตาผู้คนไม่ให้มองเห็นสวรรค์ และทำให้ดูเหมือนว่าโลกนี้ ที่ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกย่ำยีและความสัมพันธ์อันแท้จริงถูกปฏิเสธ เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้ ขณะที่ฟาโรห์ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องสยบอยู่ภายใต้พันธนาการของตน ให้เราถามตนเองว่า เราต้องการโลกแบบใหม่หรือไม่ เราพร้อมที่จะละทิ้งการประนีประนอมกับสิ่งเก่า ๆ ไว้ข้างหลังหรือไม่ พี่น้องบิชอปจำนวนมากของข้าพเจ้า ตลอดจนผู้คนมากมายที่ทำงานเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม ได้เป็นพยานโน้มน้าวให้ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เราทั้งหลายต้องต่อสู้กับความหมดหวังที่กำลังปิดกั้นทำลายความฝัน ทั้งยังปิดกั้นเสียงคร่ำครวญอย่างเงียบ ๆ ที่ดังถึงสวรรค์ ไปถึงพระทัยของพระเจ้า และทำให้พระองค์ทรงกระทำการ “ความหมดหวัง” แบบนี้เป็นสิ่งที่คล้ายกับความรู้สึกโหยหาความเป็นทาส ซึ่งทำให้ชาวอิสราเอลกลายเป็นอัมพาตในที่กันดาร และขัดขวางไม่ให้พวกเขาเดินหน้าต่อไป การอพยพอาจถูกทำให้หยุดชะงักลงได้ นี่เป็นหนทางเดียวที่อธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดมนุษย์จึงยังคงหลงทางอยู่ภายในความมืดแห่งความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้ง ถึงแม้ว่ามนุษยชาติจะได้มาถึงยังหน้าประตูแห่งความเป็นพี่น้องกันเป็นสากล ทั้งยังมีพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และกฎหมาย ในระดับที่สูงพอที่จะสามารถสร้างหลักประกันศักดิ์ศรีให้แก่มนุษย์ทุกคนได้แล้ว
พระเจ้ามิได้ทรงเหนื่อยหน่ายกับเราทั้งหลาย ขอให้เราทั้งหลายต้อนรับเทศกาลมหาพรต ซึ่งเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงย้ำเตือนเราว่า “เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่าน เป็นผู้นำท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ ให้พ้นจากการเป็นทาส” (อพย. 20,2) เทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลาแห่งการกลับใจ เป็นเวลาแห่งเสรีภาพ เราทั้งหลายได้ย้อนรำลึกกันทุกปีในวันอาทิตย์แรกของเทศกาลมหาพรตว่า พระจิตเจ้าได้ทรงนำพระเยซูเจ้าไปยังที่กันดาร เพื่อที่พระองค์จะต้องพบกับการทดลองภายในเสรีภาพ ระยะเวลา 40 วัน[ของเทศกาลมหาพรต] เป็นเวลาที่พระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบุตรรับสภาพมนุษย์ จะประทับอยู่ต่อหน้าเราและประทับอยู่กับเรา พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นเหมือนฟาโรห์ ฟาโรห์ต้องการให้คนมาเป็นข้ารับใช้ แต่พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ได้เป็นบุตรชายหญิงของพระองค์ หากว่าเราแต่ละคนตัดสินใจเป็นส่วนตัวว่า จะไม่ยอมกลับไปเป็นทาสอีก ที่กันดารก็ย่อมจะเป็นที่ซึ่งเสรีภาพของเราจะสามารถเติบโตได้ เทศกาลมหาพรตเป็นเวลาที่เราทั้งหลายจะได้พบกับเกณฑ์อย่างใหม่แห่งความยุติธรรม ทั้งยังจะได้พบกับประชาคมที่ทำให้เราสามารถเดินหน้าไปด้วยกันบนเส้นทางที่ยังไม่มีใครเคยเดิน
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้มาพร้อมกับการดิ้นรนต่อสู้ ดังที่เราย่อมจะเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งจากหนังสืออพยพ และจากเรื่องราวของพระเยซูเจ้าตอนที่พระองค์ต้องพบกับการผจญ เสียงของพระเจ้าผู้ตรัสว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา” (มก. 1,11) และว่า “ท่านต้องไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา” (อพย. 20,3) เป็นสิ่งที่ถูกต่อต้านจากศัตรูและเรื่องโกหกของมัน สิ่งที่เราต้องเกลียดกลัวยิ่งกว่าฟาโรห์ คือพระเทียมเท็จที่เราทั้งหลายอาจทำขึ้นเพื่อตน เราอาจพิจารณาได้ว่าพระเทียมเท็จอันนี้ คือเสียง[ของศัตรู]ที่พูดอยู่ภายในตัวเรา เราทั้งหลายย่อมรู้ดีว่า คำโกหกที่บอกว่าจะให้เรามีอำนาจทำได้ทุกอย่าง ให้เราเป็นที่เคารพยำเกรงของทุกคน ให้เรามีอำนาจเหนือทุกคน เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดลึกซึ้งได้มากเท่าใด คนมากมายเคยพบกับเรื่องแบบนี้ เราทั้งหลายอาจหลงไปยึดติดกับเงินทอง ยึดติดกับแผนการ ความคิด หรือเป้าหมายบางอย่าง อาจยึดติดกับตำแหน่งฐานะ ธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง หรืออาจไปยึดติดแม้กระทั่งกับคนบางคน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้ และทำให้เรากลายเป็นอัมพาต สิ่งเหล่านี้สร้างความขัดแย้ง แทนที่จะนำมาซึ่งการพบปะ อย่างไรก็ตาม ยังมีมนุษยชาติอย่างใหม่อยู่ ยังมีประชากรที่ประกอบด้วยผู้คนเล็กน้อยต่ำต้อยและผู้คนที่สุภาพถ่อมตน ซึ่งไม่ได้ยอมแพ้ให้แก่เสน่ห์ยั่วยวนของคำโกหกนี้ ในด้านหนึ่ง ผู้ใดที่รับใช้พระเทียมเท็จ ย่อมจะกลายเป็นเหมือนกับมัน กล่าวคือ กลายเป็นคนใบ้ ตาบอด หูหนวก และเคลื่อนไหวไม่ได้ (เทียบ สดด. 114,4) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้มีใจยากจน ย่อมจะเป็นคนที่เปิดกว้าง พร้อมเสมอ และเป็นพลังเงียบที่เยียวยาและค้ำจุนโลกนี้ไว้
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลงมือทำ และในเทศกาลมหาพรต การลงมือทำยังหมายความถึงการหยุดด้วย เช่น การหยุดพักสำหรับการอธิษฐานภาวนาเพื่อน้อมรับพระวาจาของพระเจ้า การหยุดในแบบเดียวกับชาวสะมาเรียเมื่อมาอยู่ต่อหน้าพี่น้องที่บาดเจ็บ ความรักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนบ้านเป็นความรักอันเดียวกัน การไม่มีพระเจ้าอื่นใด หมายถึงการหยุดเมื่อได้มาอยู่ต่อหน้าพระเจ้าที่ประทับอยู่ภายในเนื้อหนังของเพื่อนบ้านของเรา ด้วยเหตุนี้เอง การอธิษฐานภาวนา การให้ทาน และการอดอาหาร จึงไม่ได้เป็นการกระทำ 3 อย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันเอง หากแต่เป็นการกระทำอย่างเดียว ซึ่งเป็นการกระทำแห่งความเปิดกว้างและการทำตนเองให้ว่างเปล่า การกระทำอันนี้จะช่วยให้เราสามารถขับไล่พระเทียมเท็จที่กดทับเราไว้ ตลอดจนขับไล่ความรู้สึกยึดติดต่าง ๆ ที่จองจำเรา หากทำได้เช่นนี้ จิตใจของเราที่เคยฝ่อลีบและโดดเดี่ยว ย่อมจะได้รับการฟื้นฟูให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นใหม่ ดังนั้น ให้เราทั้งหลายลดความเร็ว และให้เราทั้งหลายรู้จักหยุดบ้าง เทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้เรากลับมาค้นพบมิติแห่งการรำพึงไตร่ตรองในชีวิตกันอีกครั้ง ซึ่งมิติอันนี้ย่อมจะปลดปล่อยพลังงานใหม่ ๆ ออกมา โดยเมื่อเรามาอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เราทั้งหลายก็จะกลายเป็นพี่น้อง มีความกระตือรือร้นใส่ใจซึ่งกันและกันมากขึ้น และแทนที่เราจะต้องเผชิญกับการข่มขู่และศัตรู เราทั้งหลายก็ย่อมจะได้ค้นพบมิตรสหายและเพื่อนร่วมทาง นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า นี่คือดินแดนแห่งพันธสัญญาที่เราจะเดินทางมุ่งหน้าไป หลังจากที่ได้ละทิ้งความเป็นทาสเอาไว้ข้างหลัง
รูปแบบการก้าวเดินไปด้วยกันของพระศาสนจักร ซึ่งเราทั้งหลายได้กลับมาค้นพบและบ่มเพาะเลี้ยงดูกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีนัยสื่อต่อเราว่า เทศกาลมหาพรตยังเป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจอย่างเป็นประชาคมด้วย เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่ได้เป็นการตัดสินใจแบบไหลไปตามกระแสโลก เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันทั้งของปัจเจกและของชุมชน เช่น ในเรื่องวิธีการได้มาซึ่งทรัพย์ต่าง ๆ วิธีการดูแลเอาใจใส่ต่อสิ่งสร้าง และวิธีการพยายามเพื่อให้คนที่ไม่มีใครสนใจหรือเป็นที่ดูแคลนของผู้อื่นได้เข้ามามีปากเสียงและมีส่วนร่วม ข้าพเจ้าขอเชิญชวนให้ประชาคมคริสตชนทุกแห่งทำเช่นนี้ กล่าวคือ หาโอกาสให้สมาชิกของตนอุทิศเวลาบางส่วนเพื่อทบทวนวิถีชีวิตของตน เพื่อพิจารณาบทบาทของตนในสังคม และเพื่อพิจารณาว่าตนมีส่วนทำประโยชน์ในทางใดบ้างเพื่อช่วยให้สังคมดีขึ้น วิบัติจงมีแก่เราทั้งหลาย หากว่าการทำกิจใช้โทษบาปของเรากลายเป็นสิ่งคล้ายกับการใช้โทษบาปในวิธีที่ไม่สบพระทัยพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ตรัสกับเราด้วยเช่นกันว่า “เมื่อท่านทั้งหลายจำศีลอดอาหาร จงอย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนบรรดาคนหน้าซื่อใจคด เขาทำหน้าหมองคล้ำ เพื่อแสดงให้ผู้คนรู้ว่าเขากำลังจำศีลอดอาหาร” (มธ. 6,16) ให้เราทำอีกอย่างหนึ่ง คือให้ผู้อื่นเห็นใบหน้าของเราที่เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี ให้ผู้อื่นได้สูดดมกลิ่นหอมแห่งเสรีภาพ และให้ผู้อื่นสัมผัสถึงความรักที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสิ่งใหม่ เริ่มจากผู้คนที่เล็กน้อยต่ำต้อยที่สุดและผู้คนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในประชาคมคริสตชนทุกแห่ง
หากว่าเทศกาลมหาพรตในปีนี้ได้เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับใจ มนุษยชาติที่กำลังมีความวิตกกังวล ย่อมจะได้สังเกตเห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ที่พรั่งพรูออกมา ทั้งยังจะได้เห็นประกายแสงแห่งความหวังอันใหม่ ข้าพเจ้าขอนำคำพูดที่ได้พูดกับเยาวชนที่ข้าพเจ้าได้พบปะที่ลิสบอนเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วมากล่าวอีกครั้งว่า “จงแสวงหาและพร้อมเผชิญความเสี่ยงต่อไปไม่หยุดยั้ง ในช่วงเวลานี้ เราทั้งหลายกำลังเผชิญความเสี่ยงใหญ่หลวง เราได้ยินเสียงเรียกร้องด้วยความเจ็บปวดจากผู้คนมากมายเหลือเกิน จริงทีเดียวว่า เราทั้งหลายกำลังเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่สู้กันทีละชิ้นทีละส่วน อย่างไรก็ตาม ขอให้เรามีความกล้าหาญที่จะมองว่า โลกนี้ไม่ได้กำลังเจ็บปวดใกล้ตาย หากแต่กำลังใกล้คลอดต่างหาก ให้เรามองว่าโลกนี้ไม่ได้กำลังมาถึงจุดจบ แต่กำลังอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของบทใหม่อันยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ เราต้องมีความกล้าหาญที่จะคิดเช่นนี้” (พระดำรัสต่อนักศึกษามหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2023) นี่คือลักษณะของความกล้าหาญในการกลับใจที่เกิดขึ้นเมื่อได้หลุดพ้นจากความเป็นทาส เพราะว่าความหวังเปรียบเสมือนเด็กน้อย ซึ่งความเชื่อและความรักย่อมจูงมือเด็กน้อยผู้นี้และสอนให้เขาก้าวเดิน พร้อมทั้งนำพาเขาไปข้างหน้าด้วยในขณะเดียวกัน (เทียบ ชาร์ล เปกี, หน้ามุขแห่งความล้ำลึกของคุณธรรมประการที่สอง)
ข้าพเจ้าขออำนวยพรแก่ท่านทั้งหลาย ตลอดจนการเดินทางในเทศกาลมหาพรตของท่านด้วย
ให้ไว้ที่กรุงโรม ที่มหาวิหารนักบุญยอห์นที่ลาเตรัน ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2023
ตรงกับวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า
ฟรานซิส
(วรินทร เติมอริยบุตร และวิษณุ ธัญญอนันต์ เก็บสารมหาพรต 2024 มาแบ่งปันและไตร่ตรอง)
