การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience) เมื่อวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023


คำสอน : ความกระตือรือร้นในการประกาศพระวรสาร: ความร้อนรนของผู้เชื่อในการประกาศข่าวดี (4) การอภิบาลประกาศข่าวดีครั้งแรก

เจริญพรมายังลูก ๆ และพี่น้องที่รัก อรุณสวัสดิ์

            วันนี้เราก็จะมาเรียนคำสอนกันต่อ หัวข้อที่เราได้เลือกไว้คือ “ความกระตือรือร้นในการประกาศพระวรสาร: ความร้อนรนของผู้เชื่อในการประกาศข่าวดี” เพราะการประกาศพระวรสารไม่ใช่การพูดว่า “ดูสิ นี่ เป็นอย่างนี้ แล้วก็เป็นอย่างนั้น” แล้วก็จบแค่นั้น แต่การประกาศพระวรสารจะต้องมีความกระตือรือร้นที่เกี่ยวพันกับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความคิด จิตใจ การลงมือทำ การออกไปหาคนอื่น เรียกได้ว่าทุกอย่างจริง ๆ ด้วยความที่การประกาศพระวรสารเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับบุคคลทั้งครบ ทำให้เราต้องมาคุยกันในเรื่องความกระตือรือร้นในการประกาศพระวรสาร หลังจากที่เราได้เห็นพระเยซูคริสต์ในฐานะแบบอย่างและครูแห่งการประกาศแล้ว ในวันนี้เราจะหันมาดูเกี่ยวกับบรรดาศิษย์รุ่นแรก มาดูสิ่งที่พวกเขาทำกัน พระวรสารกล่าวว่าพระเยซูคริสต์ “ทรงแต่งตั้งอัครสาวกสิบสองคน ให้อยู่กับพระองค์ และเพื่อจะทรงส่งเขาออกไปเทศน์สอน” (มก. 3,14) จุดนี้มีสองสิ่งที่ต้องพิจารณา สิ่งเแรกคือ การอยู่กับพระเยซูคริสต์ สิ่งที่สองคือ การที่พระเยซูคริสต์ส่งเขาทั้งหลายออกไปเทศน์สอน เราจะเห็นว่าตรงนี้มีแง่มุมหนึ่งที่อาจดูขัดแย้งกันเอง เพราะพระเยซูคริสต์เรียกอัครสาวกให้มาอยู่กับพระองค์ แล้วก็ยังจะส่งพวกเขาออกไปเทศน์ด้วย บางคนอาจจะพูดว่า เลือกมาสักอย่างสิ จะให้อยู่ด้วยหรือจะให้ออกไป แต่ไม่เลย สำหรับพระเยซูคริสต์แล้ว คนที่จะออกไปได้ต้องอยู่กับพระองค์ และคนที่จะอยู่กับพระองค์ต้องออกไปด้วย การทำความเข้าใจสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความจริงมันเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้นให้เราพยายามทำความเข้าใจสักเล็กน้อยถึงความหมายในการที่พระเยซูคริสต์ได้ตรัสสิ่งเหล่านี้

            ประการแรกสุด ใครที่จะออกไปได้ต้องอยู่กับพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะส่งบรรดาศิษย์ออกไปทำภารกิจ พระวรสารได้เล่าว่า พระเยซูคริสตทรง “เรียกพวกเขาเข้ามาพบ” (เทียบ มธ. 10,1) การประกาศมีจุดกำเนิดจากการได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า กิจกรรมทุกอย่างของคริสตชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่ธรรม เริ่มขึ้นจากที่นั่น ไม่ใช่จากสิ่งที่ได้เรียนในโรงเรียน ไม่ ไม่เลย เพราะมันเริ่มจากการได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างหาก ที่จริงแล้ว การเป็นพยานของพระองค์ หมายความว่าการทำให้แสงสว่างของพระองค์ส่องสว่างออกไป หากเราไม่รับเอาแสงสว่างจากพระองค์ เราก็ย่อมจะดับแสงลง หากเราไม่ใช้เวลากับพระองค์ สิ่งที่เราจะนำติดตัวไปย่อมจะไม่ใช่พระองค์ แต่เป็นตัวเราเอง ถ้าเรานำเอาตัวเองไปอย่างเดียวโดยไม่นำพระเยซูคริสต์ไป ทุกอย่างย่อมสูญเปล่า ดังนั้น ผู้ที่จะนำพาพระวรสารของพระเยซูคริสต์ได้ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่กับพระองค์ ผู้ใดไม่อยู่กับพระองค์ ย่อมไม่สามารถนำพาพระวรสารได้ เขาจะนำความคิดต่าง ๆ ติดตัวไป แต่ไม่ใช่พระวรสาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ ใครที่จะอยู่กับพระองค์ต้องออกไปด้วย ในความเป็นจริงแล้ว การเดินตามพระเยซูคริสต์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงบางอย่างที่มุ่งสู่ภายใน เพราะว่าหากไม่มีการประกาศ ไม่มีการรับใช้ ไม่มีการแพร่ธรรม ความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ย่อมไม่เติบโต พวกเราได้เห็นในพระวรสารว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งบรรดาศิษย์ไป โดยที่ไม่รอให้เขาเตรียมตัวรับการศึกษาให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะเพียงแค่พระองค์เรียกเขาได้ไม่นาน พระองค์ก็ทรงส่งเขาออกไปเสียแล้ว นี่หมายความว่าการออกแพร่ธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอบรมเพื่อเติบโตในฐานะคริสตชน ดังนั้น ให้เราระลึกถึงองค์ประกอบทั้งสองอย่างนี้ที่เป็นสิ่งเสริมสร้างสำหรับศิษย์พระเยซูคริสต์ทุก ๆ คน กล่าวคือ การอยู่กับพระเยซูคริสต์ และการออกไปข้างหน้าโดยที่พระเยซูคริสต์ส่งเราไป

            หลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกบรรดาศิษย์มาหาพระองค์แล้ว ก่อนที่พระองค์จะส่งเขาออกไป พระองค์ได้กล่าวกับเขาในถ้อยคำที่รู้จักกันในชื่อ “คำสั่งสอนสำหรับผู้แพร่ธรรม” ซึ่งเป็นคำที่เรียกกันในพระวรสาร อยู่ในบทที่สิบของพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว นี่เป็นสิ่งที่เหมือนกับเป็น “ธรรมนูญ” ของการประกาศ พ่อขอแนะนำในวันนี้ให้ลูกลองอ่านพระวรสารท่อนนี้ดู มีความยาวเพียงหนึ่งหน้ากระดาษเท่านั้นเอง จากข้อความนี้พ่อได้ยกองค์ประกอบสามอย่างด้วยกัน คือ เพราะเหตุใดจึงประกาศ เอาอะไรไปประกาศ และจะใช้วิธีการใดในการประกาศ

            เพราะเหตุใดจึงประกาศ แรงจูงใจในการประกาศอยู่ที่คำพูดเพียงไม่กี่คำของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นการดีที่เราจะจดจำเอาไว้ คือคำพูดที่ว่า “ท่านได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทน ก็จงให้เขาโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วย” (มธ. 10,8) นี่เป็นเพียงคำพูดไม่กี่คำ แล้วเพราะเหตุใดเราจึงประกาศ นั่นเป็นเพราะเราได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทน และเราควรให้เขาโดยไม่รับค่าตอบแทน การประกาศไม่ได้เริ่มจากเรา แต่เริ่มจากความงามของสิ่งที่เราได้รับมาโดยไม่ได้เสียค่าตอบแทน และไม่ได้เป็นเพราะว่าเรามีความดีความชอบอะไรอยู่แล้วแต่เดิม แต่เป็นเพราะว่าเราได้พบกับพระเยซูคริสต์ ได้รู้จักพระองค์ และได้ค้นพบว่าเราเป็นที่รักและได้รับความรอด สิ่งนี้เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่เราไม่สามารถเก็บไว้คนเดียว เรารู้สึกว่าจะต้องเอาไปเผยแพร่ให้แก่คนอื่นด้วย แต่เราก็ต้องไปเผยแพร่ในแบบเดียวกับที่ตัวเองได้รับมา ใช่ไหม กล่าวคือ ให้โดยไม่รับค่าตอบแทน พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีของขวัญ เราจึงถูกเรียกเพื่อทำให้ตัวเราเองเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น ในตัวเรามีความปิติยินดีที่ได้เป็นลูกพระอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องนำออกไปแบ่งปันกับพี่น้องที่ยังไม่รู้จักความปิติยินดีเช่นนี้ด้วย นี่คือเหตุผลของการประกาศ การออกไปข้างหน้า และนำความปิติยินดีที่เราได้รับออกไปแบ่งปัน

            ประการที่สอง เอาอะไรไปประกาศ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “จงไปประกาศว่าอาณาจักรสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว” (มธ. 10,7) นี่คือสิ่งที่ต้องพูดเป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุด พระเจ้าทรงอยู่ใกล้เรา ลูกอย่าลืมว่า พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดประชากรของพระองค์มาตลอด พระองค์ตรัสเช่นนี้กับประชากรของพระองค์ด้วยพระองค์เอง พระองค์ตรัสว่า “ดูสิ มีพระเจ้าอื่นใดบ้างที่อยู่ใกล้ชิดประชากร เหมือนกับที่เราอยู่ใกล้ชิดกับเจ้า” (เทียบ ฉธบ. 4,7) ความใกล้ชิดเช่นนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งสำคัญเกี่ยวกับพระองค์มีอยู่สามสิ่งด้วยกัน ได้แก่ ความใกล้ชิด ความเมตตากรุณา และความมีพระทัยดี ลูกอย่าลืมเรื่องนี้ ใครคือพระเจ้า? พระเจ้าคือผู้ที่ทรงอยู่ใกล้ชิด ทรงมีพระทัยดี และทรงเมตตากรุณา นี่คือความเป็นจริงเกี่ยวกับพระเจ้า เวลาที่เทศน์สอน เรามักจะเรียกร้องให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ ซึ่งไม่เป็นไร แต่อย่าลืมว่าข้อความหลักคือการที่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ตัวเรา ด้วยความใกล้ชิด ความเมตตากรุณา และความมีน้ำพระทัยดี แต่ถึงกระนั้น การยอมรับความรักของพระเจ้ากลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า [การรู้เรื่องพระเจ้า] เพราะว่าเราอยากจะเป็นศูนย์กลาง เราอยากเป็นพระเอกนางเอก เราอยากจะทำอะไรบางอย่างมากกว่าที่จะเปิดให้สิ่งอื่นมาปั้นรูปร่างตัวเรา เราอยากจะพูดมากกว่าฟัง ทีนี้ ถ้าหากสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกคือสิ่งที่เราทำ เราก็ย่อมจะเป็นพระเอกนางเอกอยู่เรื่อยไป แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ในการประกาศ เราต้องถือว่าพระเจ้ามีความสำคัญสูงสุด เราต้องให้พระเจ้ามาเป็นอันดับแรก และให้คนอื่นมีโอกาสได้ต้อนรับพระเจ้า ให้เขารู้ว่าพระองค์อยู่ใกล้ชิดกับเขา ส่วนตัวเราเพียงแต่อยู่ในฉากหลังเท่านั้น

            ประการที่สาม จะใช้วิธีการใดในการประกาศ นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสเอาไว้มากที่สุด จะประกาศอย่างไร โดยใช้วิธีใด ใช้คำพูดแบบใด นี่เป็นเรื่องสำคัญ พระองค์ตรัสสอนเราว่าวิธีการและรูปแบบเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในการเป็นพยาน การเป็นพยานนั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความคิดและการพูดอะไรบางอย่าง หรือที่เรียกว่าเป็นเรื่องข้อความคิด (concept) เปล่าเลย ทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับการประกาศ ทั้งความคิด หัวใจ การลงมือทำ ทุกอย่าง มนุษย์มีภาษาสามอย่าง ได้แก่ ภาษาของความคิด ภาษาของความรัก และภาษาของการลงมือทำ เราต้องใช้ภาษาทั้งสามอย่าง เราไม่สามารถประกาศพระวรสารได้โดยใช้เพียงความคิดอย่างเดียว ใช้หัวใจอย่างเดียว หรือใช้การลงมือทำอย่างเดียว นอกจากนี้ในเรื่องรูปแบบ สิ่งสำคัญคือการเป็นประจักษ์พยานอย่างที่พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราเป็น พระองค์ตรัสว่า “เราส่งท่านไปเหมือนลูกแกะในฝูงสุนัขป่า” (มธ. 10,16) พระองค์ไม่ได้บอกให้เราต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าได้ พระองค์ไม่ได้บอกให้เราต้องอภิปรายเป็น เถียงแย้งเป็น และปกป้องตัวเองเป็น ไม่เลย พวกเราอาจคิดว่าเราควรจะต้องไม่หลุดกระแส ต้องมีจำนวนมาก ต้องมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ถ้าทำได้แบบนี้แล้วโลกจะฟังเรา จะเคารพเรา แล้วเราก็จะสามารถเอาชนะพวกหมาป่าได้ ไม่เลย ไม่ใช่แบบนั้น พระองค์ตรัสว่า เราส่งท่านไปเป็นแกะ เป็นลูกแกะ นี่เป็นสิ่งสำคัญ หากว่าลูกไม่อยากเป็นลูกแกะ องค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมจะไม่ปกป้องลูกจากฝูงหมาป่า ลูกจะรับมือเขาได้เท่าไหร่ก็เป็นเรื่องของลูก แต่ถ้าลูกเป็นแกะ ลูกก็วางใจได้ว่าพระองค์จะคุ้มครองลูกจากฝูงหมาป่า ลูกจงเป็นผู้สุภาพถ่อมตน พระองค์ขอให้ลูกเป็นเช่นนี้ ให้ลูกเป็นผู้สุภาพถ่อมตน ให้ลูกปรารถนาจะเป็นคนซื่อที่ปราศจากเล่ห์เหลี่ยม ให้ลูกพร้อมจะเสียสละ นี่คือสิ่งที่ลูกแกะเป็นตัวแทนสื่อถึง ซึ่งก็คือความสุภาพถ่อมตน ความซื่อที่ปราศจากเล่ห์เหลี่ยม การทุ่มเทอุทิศตน และความอ่อนโยน แล้วพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะก็จะทรงทราบว่าลูกเป็นลูกแกะของพระองค์ และจะทรงปกป้องลูกจากฝูงหมาป่า แต่ในทางตรงกันข้าม ลูกแกะตัวใดที่ปลอมตัวเป็นหมาป่า เขาย่อมถูกกระชากหน้ากากและถูกกัดเป็นชิ้น ๆ ปิตาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ตราบใดที่เราเป็นลูกแกะ เราย่อมมีชัยชนะ และถึงแม้ว่าเราจะถูกหมาป่ามากมายรุมล้อม เราย่อมเอาชนะพวกมันได้ แต่ถ้าเรากลายเป็นหมาป่า” และคิดว่า ดูสิ ฉันฉลาดขนาดนี้ ฉันรู้สึกดีกับตัวเองขนาดนี้ “เราย่อมพ่ายแพ้ ด้วยเราจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพระผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะ เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นผู้เลี้ยงหมาป่า แต่ทรงเป็นผู้เลี้ยงของบรรดาลูกแกะ” (บทเทศน์ที่ 33 ว่าด้วยพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว ของนักบุญยอห์น ครีซอสโตม) หากเราอยากจะเป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะต้องให้พระองค์เป็นผู้เลี้ยงแกะของเรา พระองค์ไม่ใช่ผู้เลี้ยงหมาป่า หากแต่ทรงเป็นผู้เลี้ยงลูกแกะ ซึ่งสุภาพ ถ่อมตน และมีน้ำใจอ่อนโยนเหมือนกับพระองค์

            ในหัวข้อที่ว่าจะใช้วิธีการใดในการประกาศ มีเรื่องน่าสนใจอีกข้อหนึ่งที่ว่า แทนที่พระองค์จะสั่งว่าต้องเอาอะไรไปด้วยเวลาที่ออกแพร่ธรรม พระองค์กลับตรัสว่าห้ามเอาอะไรไป บางครั้งเราอาจเห็นธรรมทูต หรือบางคนที่ย้ายที่อยู่ หรือคริสตชนบางคนที่บอกว่าฉันเป็นธรรมทูตและได้ถวายชีวิตให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว แต่กลับมีสัมภาระติดตัวไปมากมาย นั่นไม่ใช่วิถีทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสสอน พระองค์บอกให้ลูกลดสัมภาระให้เบาลง “อย่าหาเหรียญทอง เหรียญเงิน หรือเหรียญทองแดงใส่ในไถ้ เมื่อเดินทาง อย่ามีย่าม อย่ามีเสื้อสองตัว อย่าสวมรองเท้า อย่าถือไม้เท้า” (มธ. 10,9-10) อย่าเอาอะไรไปเลย พระองค์ตรัสว่าอย่าเอาความแน่นอนในทางวัตถุเป็นที่พึ่ง แต่จงออกไปยังโลกโดยไม่กลายเป็นของโลก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ฉันจะออกไปสู่โลก แต่ไม่ได้ในแบบของโลก ไม่ไปกับค่านิยมของโลก และไม่ตกเป็นพวกฝ่ายโลก การตกเป็นพวกฝ่ายโลกนับเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นกับพระศาสนจักร ดังนั้น ให้เราออกไปข้างหน้าด้วยความเรียบง่าย นี่เป็นวิธีการที่เราควรทำเมื่อออกประกาศ กล่าวคือ ให้ผู้คนได้เห็นพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ให้เขาพูดถึงพระเยซูคริสต์ เราจะทำให้เขาเห็นพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร ก็ด้วยการเป็นพยานของเราเอง และในท้ายที่สุดคือ ด้วยการก้าวไปพร้อมกันภายในประชาคม องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งบรรดาศิษย์ทุกคนออกไป แต่ไม่มีใครไปคนเดียว พระศาสนจักรในยุคอัครสาวกเป็นพระศาสนจักรแห่งการประกาศข่าวดีโดยสมบูรณ์ และในการประกาศข่าวดีนั้นเองที่พระศาสนจักรได้ค้นพบความเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น ให้เราก้าวไปข้างหน้า ให้เรามีความสุภาพถ่อมตนและมีน้ำใจดีเหมือนลูกแกะ ให้เราไม่เป็นของโลก และให้เราก้าวไปด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นกุญแจสำหรับการประกาศ สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการประกาศพระวรสาร ให้เรายอมรับคำเชื้อเชิญเหล่านี้จากพระเยซูคริสต์ และให้พระวาจาของพระองค์เป็นมาตรฐานสำหรับพวกเรา


พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีพระดำรัสทักทายพิเศษ

            พ่อขอต้อนรับผู้แสวงบุญที่พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากอังกฤษ เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา พ่อขออวยพรให้ลูกทุกคนและครอบครัวของลูกได้รับความปิติยินดีและสันติสุขของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ขอให้พระเจ้าอวยพรพวกลูกทุกคน

            ในท้ายสุดนี้เหมือนเช่นเคย พ่อคิดถึงเยาวชน คนป่วย คนชรา และคนที่เพิ่งแต่งงานใหม่ และด้วยแรงบันดาลใจจากนักบุญซีริล และนักบุญเมโธดิอุส อัครสาวกยังชาวสลาฟ และนักบุญองค์อุปถัมภ์ร่วมแห่งยุโรป ซึ่งเราเพิ่งจะฉลองทั้งสองท่านไปในพิธีกรรมเมื่อวานนี้ พ่อขอชักชวนให้ลูกทุกคนเป็นพยานของพระวรสารในทุก ๆ วัน ทำให้กลิ่นหอมแห่งความรักของพระคริสตเจ้าแพร่กระจายไป ซึ่งกลิ่นหอมนั้นเป็นสิ่งที่พิชิตหัวใจของผู้คนให้หันมาทำความดี

            ลูก ๆ และพี่น้องทั้งหลาย อย่าลืมผู้คนชาวยูเครนซึ่งเป็นที่รัก ที่ขณะนี้กำลังประสบกับความทรมาน ให้เราภาวนาให้ความทุกข์ทรมานอันโหดร้ายทุกอย่างที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่จบสิ้นลงเสียที พ่อขออวยพรลูกทุกคน


สรุปการสอนคำสอนของพระสันตะปาปาฟรานซิส

            ลูก ๆ และพี่น้องที่รัก ในการเรียนคำสอนต่อเนื่อง ภายใต้หัวข้อ “ความกระตือรือร้นในการประกาศข่าวดี ความปรารถนาที่จะนำความปิติยินดีแห่งพระวรสารไปแบ่งปันกับผู้อื่น” ในวันนี้เราจะพิจารณาเรื่องการเรียกอัครสาวกสิบสองคน ซึ่งพระเยซูคริสต์ได้ทรงเลือก “ให้อยู่กับพระองค์ และเพื่อจะทรงส่งเขาออกไปเทศน์สอน” (มก. 3,14) การเรียกนี้มีแง่มุมสองประการ ซึ่งต่างมีความสำคัญยิ่งยวด เพราะในการเรียนรู้ที่จะประกาศพระเยซูคริสต์โดยไม่ประกาศตัวเราเอง รวมทั้งในการเรียนรู้ที่จะประกาศพระวาจาของพระเยซูคริสต์โดยไม่ประกาศคำพูดของเราเองให้ได้นั้น เราต้องใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเยซูคริสต์ส่งอัครสาวกให้ออกไปแพร่ธรรม พระองค์ได้สั่งให้เขาแบ่งปันของขวัญที่พวกเขาเองได้รับ ซึ่งก็คือของขวัญแห่งความรักของพระเจ้า ซึ่งได้ไถ่กู้เราให้รอด ที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ได้มาเพราะว่าผู้รับมีความดีความชอบอะไร ทั้งนี้ สิ่งที่อัครสาวกนำไปประกาศจะต้องเป็นข้อความของพระเยซูคริสต์เจ้าเอง ซึ่งก็คือข้อความที่ว่า พระอาณาจักรพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว ขอเพียงเราเปิดใจให้กว้าง เราก็จะได้รับพระอาณาจักรนี้ พระเยซูคริสต์ยังได้ตรัสกับอัครสาวกว่า พวกเขาถูกส่งไปข้างหน้าเหมือนกับแกะท่ามกลางฝูงหมาป่า เพื่อนำเสนอพระวรสารผ่านการเป็นพยานด้วยความสุภาพถ่อมตน ความซื่อที่ปราศจากเล่ห์เหลี่ยม และความเชื่อมั่นส่วนบุคคล โดยให้เขาประกาศพระเยซูคริสต์ผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด พระศาสนจักรที่ “สืบเนื่องจากอัครสาวก” เป็นพระศาสนจักรที่แพร่ธรรมโดยสมบูรณ์ เราแต่ละคนได้รับการเรียกจากพระเยซูคริสต์ผ่านทางศีลล้างบาปให้มีชีวิตใกล้ชิดพระองค์ และให้ถูกส่งไปเป็นพยานของพระวรสารของพระองค์ต่อหน้าโลก ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกันกับบรรดาพี่น้องทุกคน


(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร เก็บการสอนคำสอนของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)