บทเทศน์ประกอบการปฏิบัติจิตสำหรับบุคลากรของสันตะสำนัก: (8) การมีชีวิตอย่างบริบูรณ์ยิ่งขึ้น (8/10)

ความเป็นนิรันดรอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงสอน ไม่ใช่สิ่งของที่จะต้องแย่งเอามา หากแต่เป็นของประทานที่สมควรน้อมรับ เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ร่ำรวยภายในพระวรสารสหทรรศน์ [คือพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว นักบุญมาระโก และนักบุญลูกา] แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากระหว่าง[ความคิดของ]ผู้คนที่แสวงหาชีวิตนิรันดรในฐานะรางวัล กับคำเชื้อเชิญของพระเยซูเจ้าที่ให้ผู้คนละทิ้งความมั่นคงทุกอย่างเพื่อมาติดตามพระองค์ ชายผู้ร่ำรวยไม่อาจละทิ้งทรัพย์สินของเขาได้ เขาจึงจากไปอย่างเศร้าสร้อย หลังจากนั้น นักบุญเปโตรได้ทูลถาม[พระเยซูเจ้า]ว่า คนที่ละทิ้งทุกอย่างไปแล้ว เขาจะได้อะไร ส่วนพระเยซูเจ้าก็ตรัสสัญญาว่า ผู้ที่เชื่อมั่นในพระองค์อย่างเต็มบริบูรณ์ ย่อมจะได้รับชีวิตนิรันดร

การละทิ้งนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคน พวกเราต่างกลัวที่จะละทิ้งสิ่งต่าง ๆ ที่เรารัก แม้ว่าในยามที่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นเพื่อรักษาชีวิตก็ตาม แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงเชื้อเชิญให้เรารอคอยการเปลี่ยนผ่านสู่ชีวิตนิรันดร [พระวาจาของพระองค์]ได้ทำให้ความเป็นนิรันดรกลายเป็นความจริงที่มีอยู่ในตอนนี้ แบบอย่างของ[ผู้รับใช้พระเจ้า]กีอารา กอร์เบลลา เปตริลโล ในการเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยด้วยจิตใจที่เชื่อมั่น ได้แสดงให้เห็นว่า[มนุษย์]สามารถเจริญชีวิต[ภายในความสนิทสัมพันธ์]กับพระเจ้าอย่างเต็มบริบูรณ์ได้แม้แต่ในโลกนี้ ซึ่ง[สาระสำคัญภายในการเจริญชีวิตแบบที่ว่า]ไม่ใช่การละทิ้ง หากแต่เป็นการมีชีวิตอย่างเข้มข้น และการเป็นอิสระจากสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเพียงหลักประกันจอมปลอม

ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น พระเยซูเจ้าตรัสว่าพระองค์เองเป็นผู้เลี้ยงแกะที่นำพาแกะของพระองค์ไปยังทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ พระวาจาของพระองค์ได้กระตุ้นให้เราทั้งหลายออกนอกรั้วล้อมแห่งความหวาดกลัว เพื่อที่จะได้ค้นพบชีวิตที่แท้จริง ความอุดมสมบูรณ์อันนี้ถูกแสดงให้เห็นภายในเครื่องหมาย[ของการที่พระเยซูเจ้า]ทรงทวีปัง พระหัตถ์ของพระองค์ได้ทำให้ปังที่ดูเหมือนมีน้อยเหลือเกินได้ทวีขึ้นจนเหลือเฟือ อย่างไรก็ตาม เมื่อฝูงชนได้เห็นอัศจรรย์นี้ พวกเขากลับเข้าใจผิด เหตุว่าพวกเขาแสวงหาเฉพาะปัง[ที่เป็นอาหารฝ่ายกาย] แต่มองไม่เห็นเครื่องหมายสื่อถึงอาหารอย่างหนึ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยว่า พระองค์เองคือปังแห่งชีวิตที่แท้ การได้กินดื่มพระกายและพระโลหิตของพระองค์ ย่อมหมายถึงการมีส่วนในชีวิตของพระองค์ และรับเอาตัวตนของพระองค์มาเป็นของพวกเราเองด้วย ศีลมหาสนิทไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม หากแต่เป็นความ[สนิทสัมพันธ์]ที่เปลี่ยนแปลง[พวกเรา]ให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสตเจ้า [อย่างไรก็ตาม ในเรื่องอาหารค่ำมื้อสุดท้าย] แทนที่นักบุญยอห์นจะเล่าเรื่องการสถาปนาศีลมหาสนิท ท่านกลับเน้นถึงเรื่อง[พระเยซูเจ้าทรง]ล้างเท้า[บรรดาศิษย์] ซึ่งนับเป็นการเน้นว่า การถวายบูชาที่แท้จริงย่อมแสดงออกภายในการรับใช้ซึ่งกันและกัน

ความเป็นนิรันดรไม่ใช่ภาพลวงบางอย่างที่อยู่ไกลตัว หากแต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเรา หากว่าพวกเราเรียนรู้ที่จะยกถวายสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ให้แก่พระเจ้าด้วยความเชื่อมั่น ถึงแม้ว่าสิ่งที่เรามีจะเป็นเพียงของเล็กน้อยก็ตาม [แต่ใน]สายตาของพระเจ้า ทุกสิ่งที่พวกเรากระทำเพื่อแสดงออกถึงความรักย่อมมีคุณค่ามหาศาลพ้นประมาณ [จึงหมายความว่า] ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสามารถกลายเป็นนิรันดรได้