บทเทศน์ประกอบการปฏิบัติจิตสำหรับบุคลากรของสันตะสำนัก: (7) ความเป็นนิรันดร ไม่ใช่ความเป็นอมตะ (7/10)

ยุคสมัยของพวกเราได้สร้างภาพลวงของความเป็นอมตะ ประกอบกับเมื่อมีความก้าวหน้าและความอยู่ดีกินดีเป็นปัจจัยเสริม จึงทำให้พวกเราละเลยข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ไป ขณะที่ในบางครั้ง แม้แต่พระศาสนจักรเองก็ยังประสบความยากลำบากในการปรับตัวเพื่อที่จะเป็นพยานถึงพระอาณาจักรของพระเจ้าได้อย่างน่าเชื่อถือ

การละเลยเรื่องความตายเช่นนี้สามารถเห็นได้จากการที่เราไม่สามารถรอคอยบางสิ่งบางอย่างด้วยใจที่สงบ หรือในการที่เราหมกมุ่นกับความคิดที่ว่าจะต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ตลอด จะต้องให้ความสนใจกับสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ตลอด เพราะว่าความเป็นจริงทำให้เราต้องเป็นเช่นนี้ ความกลัวตายทำให้การตัดสินใจเรื่องสำคัญต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเรา ชักจูงให้พวกเรามีท่าทีวางเฉย และทำให้เราหลอกตัวเองว่า ถึงแม้จะได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างไป แต่ก็จะสามารถกลับลำได้เสมอ

สังคมปัจจุบันได้ลบล้างพิธีกรรมและคำพูดต่าง ๆ ที่ในอดีตเคยช่วยเป็นกำลังใจให้ผู้คนรับรู้ความหมายของความตายและเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างกล้าหาญ ทุกวันนี้ความตายมักถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ปรากฏตามสื่อ หรือเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคสำหรับให้วิทยาศาสตร์การแพทย์[มาแก้ไข] การที่พวกเราตีตัวออกห่างจากข้อความคิดเรื่องความตายเช่นนี้ เป็นอุปสรรคกีดขวางไม่ให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตและความหวังของคริสตชนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น [อย่างไรก็ตาม] การที่นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซีเรียกความตายว่าเป็น “พี่น้อง” เป็นการมอบเสนอทางเลือกอย่างหนึ่งที่มีความแตกต่างโดยมูลฐาน กล่าวคือ การยอมรับว่าสักวันหนึ่งมนุษย์ย่อมต้องตาย และยอมรับว่าความตายนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางสู่ความเป็นนิรันดร

เมื่อเราเข้าใจว่าบาปคือการใช้เสรีภาพอย่างผิด ๆ เราย่อมเห็นได้ว่า บ่อยครั้งบาปมักเกิดจากการพยายามหลีกหนีความเปราะบางของชีวิต อย่างไรก็ตาม มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นทางแก้ที่แท้จริง คือ ความรักที่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมภายในการเจริญชีวิต ดังที่นักบุญยอห์นได้กล่าวเป็นพยานไว้ว่า “เรารู้ว่าเราผ่านพ้นความตายมาสู่ชีวิตแล้ว เพราะเรารักพี่น้อง” (1 ยน 3:14) การมีความรักจนสุดทางย่อมหมายถึงการยอมรับข้อจำกัดต่าง ๆ และเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสสำหรับการอุทิศตนอย่างไม่มีเงื่อนไข

พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงลบล้างความตายให้หมดไป หากแต่ทรงยอมรับความตายเพื่อแสดงให้เราทั้งหลายเห็นว่า ความตายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้และทำให้กลายสภาพเป็นอย่างอื่นได้ การที่พระองค์ทรงรับสภาพมนุษย์ นอกจากจะเป็นหนทางสำหรับตอบโต้บาปแล้ว ยังเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความรักอย่างลึกซึ้งถึงแก่น ซึ่งการกระทำนี้ก็เป็นหนทางที่พระเจ้าทรงเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวตนของพวกเรา พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกได้เน้นถึงความย้อนแย้งที่เข้าใจยากเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงนำพาความรอดอาศัยไม้กางเขน และได้ทรงเผยให้เราทั้งหลายเห็นว่า ถึงแม้ว่า[ตัวตน]ของเราจะเป็นนิรันดร แต่เราทั้งหลายไม่ได้เป็นอมตะ

นักบุญเปาโลได้เตือนชาวกาลาเทียไว้เรื่องความเสี่ยงของการย้อนกลับไปสู่ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนความกลัวและธรรมบัญญัติ แทนที่จะมีความเชื่อที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นในของประทานที่พระเจ้าทรงมอบแบบให้เปล่า ขณะที่นักบุญยอห์นได้เตือนใจให้เราทั้งหลายไตร่ตรองแยกแยะจิตต่าง ๆ ทั้งนี้ โดยยอมรับว่า การที่พระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ไม่ได้เป็นความนึกคิดบางอย่าง หากแต่เป็นความจริงที่ทรงชีวิตและเป็นรูปธรรม การที่พระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ย่อมเรียกให้เราทั้งหลายยืนหยัดเชื่อมั่นว่า ถึงแม้ความเป็นจริงจะมีเรื่องยากลำบากต่าง ๆ แต่พระอาณาจักรของพระเจ้าก็ดำรงอยู่ภายในความเป็นจริงนี้

การเจริญชีวิตในฐานะบุตรชายหญิงของพระเจ้าและในฐานะพี่น้องชายหญิงของกันและกัน เป็นทางเลือกที่เราทั้งหลายจะต้องยืนยันใหม่อีกครั้งในทุก ๆ วัน ด้วยความมั่นใจว่า การมีความรักจนสุดทาง นอกจากจะเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้แล้ว ยังเป็นสิ่งที่ผู้คนชายหญิงในทุกยุคทุกสมัยต่างได้กระทำไว้เป็นพยานอีกด้วย และเราทั้งหลายก็สามารถขับร้องบทเพลงแห่งความรักอันนี้ได้ด้วยการเจริญชีวิตของพวกเราเองเช่นกัน