ข้อคิดในมิสซา วันพุธที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ.2026

พระวาจาจากบทอ่านที่หนึ่ง 1 เปโตร 1:18-25 เป็นหนึ่งในข้อพระคัมภีร์ที่ทรงพลังมากในพันธสัญญาใหม่ ที่เตือนสติคริสตชนถึง “ราคา” อันมหาศาลที่พระเจ้าทรงจ่ายเพื่อไถ่บาปเรา และพลิกมุมมองในการดำเนินชีวิตจากสิ่งชั่วคราวไปสู่สิ่งนิรันดร์

นักบุญเปโตรอัครสาวกได้แบ่งมุมมองออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:

  • การไถ่ด้วยสิ่งที่มีค่าสูงสุด: เปโตรเตือนว่าเราไม่ได้ถูกไถ่ (ซื้ออิสรภาพจากการเป็นทาสของบาป) ด้วยสิ่งชั่วคราวที่โลกสมมุติว่ามีค่า เช่น เงินหรือทอง แต่ทรงไถ่ด้วย “พระโลหิตอันแสนประเสริฐของพระเยซูคริสต์” ผู้ทรงเป็นลูกแกะที่ปราศจากตำหนิ ซึ่งเป็นแผนการที่พระเจ้าเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก
  • การบังเกิดใหม่และการรักกันด้วยใจจริง: เมื่อการถูกไถ่และเชื่อฟังความจริงแล้ว ผลที่ต้องเกิดขึ้นคือการมี “ใจรักพี่น้องอย่างจริงใจ” เพราะเราไม่ได้บังเกิดใหม่จากเมล็ดพันธุ์ที่เสื่อมสลายได้ (เนื้อหนัง/ค่านิยมโลก) แต่เกิดใหม่จาก “พระวจนะของพระเจ้าที่ยังคงอยู่และทรงชีพตลอดไป” เปโตรปิดท้ายด้วยการเปรียบเทียบว่า มนุษย์และศักดิ์ศรีของเขาเหมือนต้นหญ้าและดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะอยู่เป็นนิตย์

2. ข้อคิดเพื่อใช้กับ “สถานการณ์ในโลกปัจจุบัน”

โลกของเราในยุค 2026 เต็มไปด้วยความเร่งรีบ วัตถุนิยม และความเปราะบางของจิตใจ ข้อพระคัมภีร์นี้พูดกับคนในยุคนี้โดยตรงใน 2 เรื่อง:

  • เพื่อเตือนสติให้หลุดพ้นจากวิถีชีวิตที่ไร้แก่นสาร: เปโตรพูดถึงการไถ่ให้พ้นจาก “วิถีชีวิตอันไร้สาระที่รับทอดมาจากบรรพบุรุษ” ในโลกปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากกำลังวิ่งไล่ล่า “เงิน ทอง ความสำเร็จ ชื่อเสียง หรือยอดไลก์ในโซเชียลมีเดีย” เพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเอง พระคัมภีร์เตือนสติว่า สิ่งเหล่านี้เสื่อมสลายได้และไม่สามารถให้ความมั่นคงที่แท้จริงแก่จิตวิญญาณ คุณค่าที่แท้จริงของเราไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เราครอบครอง แต่อยู่ที่ว่า “พระเจ้าทรงยอมจ่ายด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อเรา”
  • ความจริงแท้ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว: กระแสโลก ทิศทาง เทคโนโลยี หรือแม้แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงและเสื่อมสลายไปเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา แต่สิ่งเดียวที่ยึดถือได้และเป็นสมอพึ่งพาจิตใจท่ามกลางวิกฤตและความวิตกกังวล (Anxiety) ในสังคมปัจจุบัน คือพระวจนะและความรักของพระเจ้าที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน

3. ข้อคิดเตือนสติเกี่ยวกับพระศาสนจักร

นี่คือสารเตือนสติที่ตรงจุดมากสำหรับสังคมคริสตชน ชุมชนความเชื่อในปัจจุบัน:

  • ความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่เปลือกนอก: เปโตรเน้นย้ำว่า ผลของการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์คือ “การรักพี่น้องด้วยใจจริง (Sincere love) และรักกันให้มากด้วยใจบริสุทธิ์” ในพระศาสนจักรปัจจุบัน บางครั้งเราอาจเผลอสร้างความสัมพันธ์แบบผิวเผิน หรือมีความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งกลุ่มตามความคิดเห็น (เช่น การเมือง หรือค่านิยมสังคม) พระคัมภีร์ข้อนี้เรียกเตือนให้ชุมชนแห่งความเชื่อกลับมาสู่ความรักที่ยอมเสียสละ อดทน และรักกันจากใจจริง ไม่ใช่รักกันแค่หน้าที่ หรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
  • การดำเนินชีวิตที่สมกับราคาที่พระองค์ทรงจ่าย: ชีวิตคริสตชนต้องไม่ยอมรับค่านิยมของโลกเข้ามาจนทำให้พระพรของพระเจ้ากลายเป็นเรื่องราคาถูก (Cheap Grace) การตระหนักว่าเราถูกซื้อมาด้วย “พระโลหิต” ของพระเยซูคริสตเจ้า ควรขับเคลื่อนให้พระศาสนจักรดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงพระเจ้า ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ และแยกแยะตนเองออกจากความอธรรม ไม่ใช่ทำตัวกลมกลืนไปกับค่านิยมที่ผิดจริยธรรมของโลก
  • ขับเคลื่อนด้วยพระวรสาร ไม่ใช่กระแสนิยม: ในยุคที่พระศาสนจักรหลายแห่งพยายามใช้แนวทางเชิงจิตวิทยา เทคนิคการตลาด หรือความบันเทิงเพื่อดึงดูดผู้คน เปโตรเตือนว่า สิ่งที่ทำให้คน “บังเกิดใหม่” และเติบโตอย่างแท้จริงไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น แต่คือ “พระวาจาของพระเจ้าที่ทรงชีพอยู่” พระศาสนจักรต้องซื่อสัตย์ในการเทศน์ ประกาศข่าวดีและดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่จะเหลืออยู่เป็นนิตย์

นี่เป็นหนึ่งในข้อพระคัมภีร์ที่ดูเหมือนจะมี “ความย้อนแย้ง” ระหว่างค่านิยมของโลกกับค่านิยมของอาณาจักรพระเจ้าได้อย่างชัดเจนที่สุด เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังเสด็จนำหน้าบรรดาศิษย์มุ่งสู่กรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นเส้นทางสู่หนทางกางเขน

1. เนื้อหาสาระสำคัญ (มาร์โก 10:32-45)

พระวรสารตอนนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ฉากสำคัญที่ตัดสลับกันอย่างน่าทึ่ง:

  • พระเยซูเจ้าทรงเตือนเรื่องความตาย (ครั้งที่ 3): พระเยซูเจ้าทรงพยากรณ์อย่างละเอียดเป็นครั้งที่สามว่า พระองค์จะถูกทรมาน ถูกเยาะเย้ย ถ่มน้ำลายรด และถูกตรึงกางเขน แต่จะฟื้นขึ้นมาในวันที่สาม นี่คือภาพของ “พระมหากษัตริย์ผู้ยอมสละชีวิต”
  • ยากอบและยอห์นขอตำแหน่งใหญ่โต: ในขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังพูดเรื่องความตายและความทุกข์ทรมาน ยากอบและยอห์นกลับเดินมาทูลขอ “ที่นั่งข้างซ้ายและข้างขวา” ในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ (ขอเป็นเบอร์ 2 และเบอร์ 3 ในคณะ) พระเยซูเจ้าจึงตรัสเตือนว่า พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังขออะไร และถามว่าพวกเขาจะ “ดื่มถ้วย” (รับความทุกข์ทรมาน) แบบที่พระองค์จะดื่มได้ไหม เมื่อบรรดาศิษย์อีก 10 คนรู้เข้าก็โกรธ (ไม่ใช่เพราะศักดิ์สิทธิ์กว่า แต่เพราะกลัวโดนแย่งตำแหน่ง)
  • นิยามใหม่ของความยิ่งใหญ่: พระเยซูเจ้าทรงเรียกพวกเขาทั้งหมดมาปรับทัศนคติครั้งใหญ่ โดยทรงตรัสประโยคทองที่เป็นหัวใจของบทนี้:

ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย และผู้ใดใคร่จะเป็นเอกเป็นต้นในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสของคนทั้งปวง เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และมอบชีวิตของตนเป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” (มก. 10:43-45)

2. ข้อคิด ข้อรำพึง เพื่อใช้กับ “สถานการณ์ในโลกปัจจุบัน”

โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบคิดแบบเดียวกับยากอบและยอห์นอย่างสมบูรณ์แบบ:

  • วัฒนธรรมการปีนป่ายเพื่อความสำเร็จ: สังคมโลกหล่อหลอมให้เราต้องเป็น “ที่หนึ่ง” ต้องมีอำนาจ มีผู้ติดตาม (Followers) มีบริวาร และอยู่เหนือคนอื่นเพื่อจะถูกยอมรับ แต่พระเยซูเจ้าทรงคว่ำ ปีรามิดทางสังคมนั้นลง พระองค์บอกว่าในสายตาของพระเจ้า ความยิ่งใหญ่ไม่ได้วัดจาก “จำนวนคนที่มีอยู่ใต้บังคับบัญชา” แต่วัดจาก “จำนวนคนที่เรารับใช้และช่วยเหลือ”
  • วิกฤตผู้นำที่แสวงหาผลประโยชน์: เราเห็นข่าวผู้นำในระดับโลก องค์กร หรือธุรกิจมากมายที่ใช้อำนาจเพื่อกดขี่หรือตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง พระวรสารที่เราได้ฟังเรียกร้องให้คนในยุคนี้หันมาใช้ “ภาวะผู้นำแบบผู้รับใช้” (Servant Leadership) ที่เอาความต้องการและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่นเป็นตั้ง ไม่ใช่เอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

3. ข้อคิดสำหรับชีวิตของ “พระศาสนจักร”

นี่คือพระวาจาพระเจ้าที่ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” บานใหญ่ที่พระศาสนจักร ชุมชนความเชื่อในปัจจุบันต้องส่องดูตัวเองอยู่เสมอ:

  • ระวัง “โรคอยากเป็นใหญ่” ในทางศาสนา: บ่อยครั้งภายในพระศาสนจักร เราอาจเผลอแข่งขันกันเองเพื่อตำแหน่ง หน้าตา หรือการยอมรับเหมือนที่บรรดาศิษย์ได้กระทำ ยากอบและยอห์นอยากได้สง่าราศี (Glory) แต่ไม่อยากแบกกางเขน (Cross) พระศาสนจักรต้องระวังผู้นำหรือสมาชิกที่แสวงหา “อำนาจและการควบคุม” มากกว่าการยอมถ่อมใจลงรับใช้ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในชุมชน
  • เปลี่ยนจาก “ผู้บริโภค” เป็น “ผู้ปรนนิบัติ”: สมาชิกพระศาสนจักรหลายคนในปัจจุบันมีทัศนคติแบบ “ผู้บริโภค” (Consumer คือว่า พระศาสนจักรมีอะไรให้ฉันบ้าง? บริการที่วัดดีไหม มีเลี้ยงอาหารไหม มีของมาแจกไหม แอร์เย็นไหม? บทเทศน์ถูกใจไหม?) แต่พระเยซูเจ้าทรงตั้งมาตรฐานไว้ชัดเจนว่า ขนาดพระองค์ผู้เป็นพระเจ้ายัง “ไม่ได้มาเพื่อให้คนอื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้คนอื่น” พระศาสนจักรที่แท้จริงจึงไม่ใช่สถานที่ที่คนมารอรับความพึงพอใจ แต่เป็นศูนย์รวมของคนที่ยอมเสียสละเพื่อขับเคลื่อนพันธกิจของพระเจ้า
  • พระศาสนจักรต้องยอมจ่ายราคาเพื่อสังคม: พระเยซูเจ้าทรงมอบชีวิตของพระองค์เป็น “ค่าไถ่” (Ransom) พระศาสนจักรในโลกปัจจุบันจะอยู่รอดและเป็นเกลือและแสงสว่างได้ ก็ต่อเมื่อเรายอม “จ่ายราคา” ออกไปช่วยเหลือสังคมที่กำลังเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือคนยากจน คนชายขอบ หรือผู้ที่ทุกข์ใจ แทนที่จะปิดประตูอยู่แต่ในวัดที่สวยงามและเสพสุขกันเอง

ข้อคิดเตือนใจ: สัญลักษณ์ของค่านิยมโลกคือ “บัลลังก์” (การได้นั่งสั่งการและอยู่เหนือคนอื่น) แต่สัญลักษณ์ของอาณาจักรพระเจ้าคือ “อ่างล้างเท้าและกางเขน” (การถ่อมตัวลงรับใช้และการเสียสละชีวิต) พระเยซูเจ้ากำลังถามเราในวันนี้ว่า เรากำลังเดินตามพระองค์เพื่อหาบัลลังก์ ตำแหน่ง หรือเดินตามพระองค์เพื่อแบกกางเขน?

(หมายเหตุ: ท่านเป็นคนละคนกับนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป ที่เป็นปราชญ์แห่งพระศาสนจักรและผู้เขียนหนังสือ Confessions นะครับ)

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ประเทศอังกฤษ (เวลานั้นเรียกว่าดินแดนบริเตน) ถูกปกครองโดยชาวแองโกล-แซกซอนที่เป็นอนารยชนและนับถือลัทธิเพแกน (บูชาเทพเจ้าหลายองค์) ความเชื่อคริสตชนเดิมที่เคยมีในยุคโรมันถูกผลักดันไปอยู่แถบชายขอบ เช่น ไอร์แลนด์และเวลส์

  • เสียงเรียกจากกรุงโรม (ค.ศ. 595): พระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 1 ผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่ (Pope Gregory the Great) ทรงมีนิมิตอยากให้ชาวอังกฤษกลับใจ ท่านจึงเลือก ออกัสติน ซึ่งในเวลานั้นเป็นอธิการแห่งอารามคณะเบเนดิกตินในกรุงโรม ให้จัดตั้งคณะธรรมทูตรวมประมาณ 40 องค์ เพื่อเดินทางไปทำพันธกิจที่เกาะอังกฤษ
  • การเดินทางและความกลัว (ค.ศ. 596): ระหว่างเดินทางผ่านแคว้นกอล (ฝรั่งเศสปัจจุบัน) คณะธรรมทูตได้ยินกิตติศัพท์ความป่าเถื่อน โหดร้าย และดุร้ายของชาวแซกซอนจนเกิดความกลัวอย่างมาก ออกัสตินถึงกับต้องเดินทางกลับไปโรมเพื่อขอถอนตัว แต่พระสันตะปาปาทรงหนุนใจและสั่งให้เดินหน้าต่อ
  • ความสำเร็จที่เคนต์ (ค.ศ. 597): พวกท่านขึ้นฝั่งที่เกาะทาเน็ต (Thanet) และได้รับการต้อนรับจาก พระราชาเอเธลเบิร์ตแห่งเคนต์ (King Æthelberht) เหตุผลสำคัญที่พระราชาเปิดใจเพราะ พระราชินีเบอร์ธา (Queen Bertha) มเหสีของพระองค์เป็นเจ้าหญิงคริสตชนชาวแฟรงก์อยู่แล้ว พระราชาพระราชทานที่ดินในแคนเธอเบอรี่ให้สร้างอาราม และในที่สุดพระราชาพร้อมทั้งราษฎรนับพันคนก็ยอมรับศีลล้างบาปในวันคริสต์มาสปีนั้นเอง
  • ท่านไม่ใช่คนกล้าหาญโดยธรรมชาติ: บันทึกประวัติศาสตร์ชี้ว่าออกัสตินเป็นคนอ่อนไหว ขี้กังวล และไม่ได้มีทักษะการทูตที่เลิศเลอ (ท่านเคยขัดแย้งกับบิชอปท้องถิ่นดั้งเดิมในเวลส์เพราะลืมลุกขึ้นยืนต้อนรับตามธรรมเนียม จนทำให้การเจรจาล้มเหลว) แต่ความสำเร็จของท่านมาจาก ความเชื่อฟัง และ ความพยายามที่จะทำตามหน้าที่ จนถึงที่สุด
  • จดหมายแนะนำการอภิบาลระดับตำนาน: เมื่อออกัสตินเขียนจดหมายไปถามพระสันตะปาปาเกรโกรีว่าจะทำอย่างไรกับวัดเพแกนและประเพณีเดิมของชาวพื้นเมือง พระสันตะปาปาทรงตอบกลับด้วยหลักการที่กลายเป็นรากฐานของคริสตจักรในเวลาต่อมาว่า “อย่าทำลายวิหารของพวกเขา แต่ให้พรมน้ำเสก เปลี่ยนให้เป็นวัดคริสต์ และอย่าสั่งห้ามเทศกาลฉลองเดิม แต่ให้เปลี่ยนความหมายเป็นการขอบคุณพระเจ้า” วิธีนี้ทำให้ชาวอังกฤษน้อมรับความเชื่อได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าวัฒนธรรมเดิมถูกทำลาย

พระศาสนจักรในโลกยุคปัจจุบันสามารถเรียนรู้บทเรียนอันล้ำค่าจากชีวิตและพันธกิจของนักบุญออกัสตินแห่งแคนเธอเบอรี่ได้ในหลายมิติ:

1) การประกาศความเชื่อบริบทใหม่ (Inculturation / Contextualization)

วิธีที่พระสันตะปาปาเกรโกรีแนะนำออกัสตินคือหัวใจสำคัญของพระศาสนจักรในปัจจุบัน คริสตจักรต้องระวังไม่นำเอา “วัฒนธรรมตะวันตก” หรือ “รูปแบบดั้งเดิมที่แข็งทื่อ” ไปยัดเยียดพร้อมกับข่าวดี แต่ต้องรู้จักปรับเปลี่ยน นำสิ่งที่ดีงามในวัฒนธรรมท้องถิ่น (เช่น ประเพณีสงกรานต์ วันไหว้พระจันทร์ หรือวัฒนธรรมไทย) มาชำระและใช้เป็นสื่อกลางในการอธิบายความรักของพระเจ้า

2) พลังสนับสนุนของคริสตชนฆราวาส (The Power of Supporting Roles)

ความสำเร็จของออกัสตินจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มี พระราชินีเบอร์ธา ฆราวาสหญิงผู้สัตย์ซื่อที่เจริญชีวิตเป็นแบบอย่างท่ามกลางสามีและแผ่นดินที่เป็นเพแกน จนปูทางให้พระสวามีเปิดใจยอมรับธรรมทูต สิ่งนี้เตือนสติว่า งานพลิกฟื้นจิตวิญญาณของสังคมในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักบวช พระสงฆ์ หรือผู้นำพระศาสนจักรเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับคริสตชนฆราวาสธรรมดาที่ทำหน้าที่เป็น “เกลือและแสงสว่าง” ในที่ทำงาน ในครอบครัว และในชีวิตประจำวัน

3) ก้าวข้ามความกลัวมุ่งสู่พื้นที่แปลกใหม่ (Stepping out of the Comfort Zone)

ออกัสตินและพวกพ้องเคยกลัวจนเกือบจะหันหลังกลับ พระศาสนจักรในปัจจุบันก็มักจะติดอยู่ใน “พื้นที่ปลอดภัย” (Comfort Zone) ในรั้ววัด และกลัวที่จะออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่ดูเหมือนจะต่อต้านศาสนา เต็มไปด้วยค่านิยมทางโลก หรือโลกดิจิทัลที่ควบคุมยาก ประวัติศาสตร์ของออกัสตินสอนเราว่า ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความเชื่อฟังและการก้าวออกไปด้วยความเชื่อจะนำมาซึ่งการเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่

ออกัสตินไม่ใช่ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ท่านมีความบกพร่อง ขาดทักษะการทูต และขี้กลัวในตอนแรก แต่พระเจ้าทรงใช้ท่านสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับประเทศอังกฤษ สิ่งนี้หนุนใจผู้รับใช้และสมาชิกพระศาสนจักรในปัจจุบันว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกคนที่ “พร้อมและเก่งที่สุด” แต่ทรงเลือกคนที่ “ยอมเชื่อฟังและพร้อมจะก้าวเดินไปกับพระองค์” ท่ามกลางความจำกัดของตนเอง

แง่คิดสำหรับวันนี้: บางครั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราในปัจจุบันอาจดูแห้งแล้งและปฏิเสธพระเจ้าไม่ต่างจากอังกฤษในศตวรรษที่ 6 แต่บทเรียนจากนักบุญออกัสตินบอกเราว่า ไม่มีดินแดนใดที่แข็งกระด้างเกินกว่าที่พระพรของพระเจ้าจะเจาะทะลุผ่านไปได้ หากสมาชิกพระศาสนจักรยินดีที่จะเดินหน้าด้วยความเชื่อฟังและหัวใจที่พร้อมจะปรับตัวเพื่อเข้าถึงผู้คน

พ่ออยากเล่าเรื่องที่น่าสนใจการยึดติดอำนาจของผู้นำ

คดี “ขุดศพมาฟ้องร้อง” (Synod of the Corpse) ค.ศ. 896- ค.ศ. 897

นี่คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตลกร้ายและเพี้ยนที่สุดในประวัติศาสตร์พระสันตะปาปา เรื่องเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 9 พระสันตะปาปาสเตเฟนที่ 6 ทรงเกลียดชังอดีตพระสันตะปาปาองค์ก่อนที่ชื่อ ฟอร์โมซุส (Formosus) มาก แม้ว่าฟอร์โมซุสจะตายและฝังไปแล้วถึง 9 เดือน แต่อำนาจและความแค้นมันค้ำคอ!

  • ความเพี้ยนระดับสิบ: พระสันตะปาปาสเตเฟนสั่งให้ทหาร “ขุดศพ” ของฟอร์โมซุสขึ้นมาแต่งตัวด้วยชุดพระสันตะปาปาเต็มยศ แล้วนำไปนั่งบนบัลลังก์ในศาลเพื่อพิจารณาคดี!
  • ฉากพิจารณาคดี: มีการแต่งตั้งทนายความให้ฝั่งศพด้วย พระสันตะปาปาสเตเฟนยืนชี้หน้าด่าศพอย่างดุเดือดในข้อหา “ทะเยอทะยานอยากได้ตำแหน่ง” แน่นอนว่าศพไม่ได้แก้ต่างอะไร ผลการตัดสินคือ ศพมีความผิดจริง!
  • บทลงเอย: ศาลสั่งลบชื่อฟอร์โมซุสออกจากประวัติศาสตร์ ตัดนิ้วมือสามนิ้วที่ใช้ประทานพร แล้วโยนศพทิ้งลงแม่น้ำไทเบอร์… แต่ขำไม่ออกตรงที่ หลังจากนั้นไม่นาน ประชาชนโกรธแค้นในความบ้าอำนาจนี้มาก เลยปฏิวัติและจับพระสันตะปาปาสเตเฟนไปรัดคอตายในคุก เป็นการปิดฉากคดีขุดศพอันโด่งดัง
  • นี่แหละเรื่องคนบ้าอำนาจ กรรมตามสนอง

วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ