พิธีบูชาขอบพระคุณและพิธีเสกและโรยเถ้า
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
อ่านโดยพระคาร์ดินัลอันเจโล เดโดนาติส
ณ มหาวิหารนักบุญซาบีนา กรุงโรม ประเทศอิตาลี
เมื่อวันพุธที่ 5 มีนาคม 2025


ในเย็นวันนี้ พวกเราจะรับการโปรยเถ้าศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้พวกเราระลึกถึงว่าเราเป็นใคร แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเรามีความหวังว่าพวกเราจะได้เป็นอย่างไรในอนาคต เถ้านี้ย่อมเตือนใจว่าเราทั้งหลายเป็นเพียงฝุ่นดิน [แต่ในขณะเดียวกัน ก็ย่อม]ทำให้เราทั้งหลายออกเดินทางมุ่งสู่ความหวังที่เราถูกเรียกให้ไปหา เหตุว่าพระเยซูเจ้าได้เสด็จลงมายังฝุ่นดินของโลก และอาศัยการกลับคืนพระชนม์ชีพ พระองค์ก็ได้เรียกพวกเราไปหาพระองค์ และพาพวกเราให้ไปสู่พระหฤทัยของพระบิดาพร้อมกันกับพระองค์
เช่นนี้เอง การเดินทางแห่งมหาพรตมุ่งสู่ปัสกา จึงเริ่มต้นขึ้นภายในการระลึกถึงความอ่อนแอของเราเอง และภายในความหวังที่ว่า องค์พระผู้เจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพทรงรอคอยเราอยู่ที่ปลายทาง
แรกสุด พวกเราทั้งหลายจะต้องระลึก[ว่าเราเป็นใคร] เราทั้งหลายน้อมศีรษะลงเพื่อรับเถ้า [การน้อมศีรษะลงนี้]เหมือนกับเป็นการมองยังตัวเราเอง เหมือนกับการมองยังภายในตัวเราเอง จริงทีเดียวว่า เถ้านี้ย่อมช่วยเตือนใจเราทั้งหลายว่า ชีวิตของเราช่างเปราะบางและไม่มีความสำคัญอะไร เราเป็นเพียงฝุ่นดิน เราทั้งหลายถูกสร้างขึ้นจากฝุ่นดิน และเราทั้งหลายก็จะกลับไปเป็นฝุ่นดิน ไม่เพียงเท่านั้น บ่อยครั้งเมื่อเรามองดูตัวเอง หรือเมื่อเรามองดูความเป็นจริงรอบตัว เราก็ได้รู้ว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นเหมือนลมที่พัดมาเพียงวูบเดียว […] เขากระวนกระวายโดยไร้ประโยชน์ สะสมทรัพย์สมบัติไว้ แต่ไม่รู้ว่าใครจะได้ใช้สมบัตินั้น” (สดด. 39,5-6)
เหนือสิ่งอื่นใด เราทั้งหลายย่อมเรียนรู้เรื่องที่ว่านี้ได้ผ่านประสบการณ์แห่งความเปราะบาง ความเหน็ดเหนื่อย และความอ่อนแอของเราเองซึ่งเราจำต้องทำใจยอมรับ นอกจากนี้ยังมีความกลัวที่อยู่ภายในตัวเรา ความล้มเหลวที่กัดกินเรา ความหวังที่ไม่เที่ยงไร้แก่นสารของเรา และความตระหนักรู้ถึงความจริงที่ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เราครอบครองอยู่นั้นล้วนไม่ยั่งยืน พวกเราถูกสร้างขึ้นจากดินและฝุ่นเถ้า พวกเราย่อมสัมผัสถึงความเปราะบาง[ของตัวเราเอง]ได้ในเวลาที่เราล้มป่วย ยากไร้ หรือเผชิญกับความยากลำบากที่ตัวเราเองและครอบครัวอาจต้องเผชิญโดยไม่ทันได้ตั้งตัว นอกจากนี้ เรายังสัมผัส[ถึงความเปราะบางของตัวเราเอง]ได้ในยามที่ต้องเผชิญกับ “ฝุ่นละเอียด” ที่ปนเปื้อนอยู่ในโลกนี้ เช่น การเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ การใช้อำนาจในทางที่ผิด การปลุกผีอุดมการณ์เก่า ๆ ที่มีพื้นฐานอยู่บนอัตลักษณ์และเรียกร้องให้กีดกันผู้อื่น การถลุงเอาทรัพยากรของโลกไปใช้อย่างไม่รู้คุณค่า ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ และสงครามระหว่างประชาชาติทั้งหลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังมีอยู่ภายในสภาพความเป็นจริงทางสังคมและการเมืองของยุคปัจจุบัน “ฝุ่นพิษ” เช่นนี้กำลังเป็นเมฆหมอกปกคลุมโลก เป็นอุปสรรคกีดขวางไม่ให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขณะที่ความไม่แน่นอนและความกลัวถึงอนาคตก็ยังคงทวีขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
ไม่เพียงเท่านั้น ความเปราะบางนี้ยังทำให้เรานึกถึงโศกนาฏกรรมแห่งความตายด้วย พวกเราเองกำลังพยายามในหลากหลายหนทางเพื่อกำจัดความตายให้พ้นไปจากสังคม และแม้กระทั่งพยายามขจัดความตายให้พ้นไปจากภาษาและการใช้คำพูดของพวกเราด้วย ในขณะที่สังคมเราก็กำลังยึดติดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกมากมายเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม ความตายเป็นความจริงที่เราจะต้องยอมรับ และเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่า ชีวิตของเราสั้นและไม่แน่นอน
ไม่ว่าพวกเราเองจะสวมหน้ากากแบบไหน ไม่ว่าเราจะถูกพยายามยั่วยุให้เสียสมาธิด้วยแผนการแยบยลรูปแบบใดก็ตาม แต่เถ้านี้ย่อมจะเตือนใจให้เรารู้ว่าเราเป็นใคร นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา เป็นสิ่งที่จะก่อร่างพวกเราขึ้นใหม่ เป็นสิ่งที่จะบรรเทาความรู้สึกหลงตัวเองของพวกเราลง และนำเรากลับไปสู่ความเป็นจริง เพื่อที่เราจะได้มีความสุภาพถ่อมตนและเปิดกว้างให้แก่กันและกันมากขึ้น ในหมู่พวกเรานี้ไม่มีใครเป็นพระเจ้า และพวกเราก็ล้วนแต่กำลังเดินทางด้วยกันทุกคน
อย่างไรก็ตาม เทศกาลมหาพรตยังเป็นการเชื้อเชิญให้พวกเราปลุกความหวังให้ลุกโชนขึ้นใหม่ด้วย ถึงแม้ว่าพวกเราจะน้อมศีรษะรับเถ้าเป็นการระลึกว่าพวกเราเป็นใคร แต่เทศกาลมหาพรตย่อมไม่จบลงเพียงแค่นั้น หากแต่ในทางตรงข้าม เราทั้งหลายถูกเชื้อเชิญให้มองขึ้นไปยังเบื้องบน ให้เรามองไปยังพระผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นจากเบื้องลึกแห่งความตาย ผู้ทรงนำเราทั้งหลายให้พ้นจากเถ้าถ่านแห่งบาปและความตายไปสู่สิริรุ่งโรจน์แห่งชีวิตนิรันดร
เถ้านี้ย่อมเตือนใจให้เราทั้งหลายนึกถึงความหวังที่เราถูกเรียกให้ไปหาภายในพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงรับเอาฝุ่นดินแห่งโลกนี้ไว้เป็นของพระองค์ และทรงยกฝุ่นดินนี้ให้สูงขึ้นถึงสวรรค์ พระองค์ได้เสด็จลงมายังเหวลึกแห่งฝุ่นดิน พระองค์ได้ยอมสิ้นพระชนม์เพื่อเรา และทรงนำเราทั้งหลายไปคืนดีกับพระบิดา ดังที่นักบุญเปาโลได้กล่าวกับเราทั้งหลายว่า “เพราะเห็นแก่เรา พระเจ้าจึงทรงทำให้พระองค์ผู้ไม่รู้จักบาปเป็นผู้รับบาป” (2 คร. 5,21)
พี่น้องชายหญิงที่รัก นี่คือความหวังที่จะทำให้ “เถ้าถ่าน” ของชีวิตของเราได้กลับมีชีวิต หากปราศจากความหวังนี้ เราก็ย่อมจะต้องทนทุกข์อยู่กับความเปราะบางของสภาพมนุษย์อย่างที่เราทั้งหลายไม่อาจทำอะไรได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราต้องสัมผัสกับประสบการณ์แห่งความตาย ความหมดหวังอาจทำให้เราตกสู่ความเศร้าโศกและหดหู่ใจ ทำให้เรามีความคิดแบบโง่เขลาว่า “ชีวิตของเราทั้งสั้นและมีทุกข์ เมื่อวาระสุดท้ายมาถึงก็ไม่มีสิ่งใดช่วยได้ […] เมื่อชีวิตดับแล้ว ร่างกายก็กลายเป็นเถ้า จิตก็จะสลายไปเหมือนอากาศที่บางเบา” (ปชญ. 2,1-3) อย่างไรก็ตาม ความหวังแห่งปัสกาซึ่งเป็นจุดหมายแห่งการเดินทางของพวกเรา ย่อมจะทำให้พวกเรามีความมั่นใจอีกครั้งว่า พระเจ้าจะทรงอภัย[แก่พวกเรา] ถึงแม้ว่าเรากำลังจมอยู่ในเถ้าถ่านแห่งบาป แต่ความหวังก็จะเปิดทางให้เราสามารถยอมรับความปีติยินดีแห่งชีวิตได้ “ข้าพเจ้ารู้ว่าพระผู้ปกป้องข้าพเจ้าทรงพระชนม์อยู่ จะทรงลุกขึ้นยืนเป็นคนสุดท้ายบนฝุ่นดิน” (โยบ. 19,25) ขอให้เราจำไว้ว่า “มนุษย์เป็นฝุ่นดิน และเขาจะกลับไปเป็นฝุ่นดิน แต่ฝุ่นดินนี้มีค่าในสายตาของพระเจ้า เหตุว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และทรงกำหนดให้เขาได้รับชีวิตนิรันดร” (สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก, การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป, 17 กุมภาพันธ์ 2020)
พี่น้องชายหญิงที่รัก เมื่อเราได้รับเถ้า และออกเดินทางสู่ความหวังแห่งปัสกาแล้ว ก็ขอให้เราทั้งหลายกลับไปหาพระเจ้า ให้เรากลับไปหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ (เทียบ ยอล. 2,12) ให้เรามีพระองค์เป็นศูนย์กลางในชีวิตเรา เพื่อที่ว่าความระลึกถึงว่าเราเป็นใคร ความระลึกถึงสภาพเปราะบางและรู้ตายไม่ต่างจากฝุ่นเถ้าที่ปลิวกระจายไปตามลมนั้น ในท้ายที่สุดจะได้รับการเติมเต็มด้วยความหวังแห่งองค์พระผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ ให้เราทั้งหลายเจริญชีวิตโดยมุ่งไปหาพระองค์ และให้เราเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับโลกนี้ ขอให้การให้ทานจงสอนให้เราทั้งหลายรู้จักออกนอกกรอบของตัวเอง แบ่งปันสิ่งต่าง ๆ กับคนที่ขัดสน และทะนุถนอมเลี้ยงดูความหวังที่จะเห็นโลกที่มีความเป็นธรรมมากกว่านี้ ขอให้การอธิษฐานภาวนาจงสอนให้เราทั้งหลายค้นพบว่าเราทั้งหลายจะขาดพระเจ้าไปไม่ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ให้เราค้นพบว่าเราเป็น “ขอทานที่ปรารถนาสวรรค์” ดังที่ ฌาค มารีแต็ง ได้กล่าวเอาไว้ เพื่อที่เราจะได้บำรุงความหวังที่ว่า เหนือความเปราะบางของเรา มีพระเจ้าพระบิดาผู้ทรงอ้าแขนรอรับเราอยู่ ณ จุดหมายปลายทางแห่งการจาริกของเราทั้งหลายบนโลกนี้ และในท้ายที่สุด ขอให้การจำศีลอดอาหารจงสอนให้เราทั้งหลายรู้ว่า เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของเราเองอย่างเดียว หากแต่เราเป็นผู้ที่หิวโหยปรารถนาความรักและความจริง และให้เรารู้ว่า มีเพียงความรักต่อพระเจ้าและความรักซึ่งกันและกันเท่านั้นที่จะทำให้เราทั้งหลายได้รับการเติมเต็มอย่างแท้จริง และทำให้เรามีความหวังมุ่งสู่อนาคตที่ดีกว่านี้ได้
ขอให้เราทั้งหลายมีความเพียรทนด้วยความเชื่อมั่นว่า นับตั้งแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับเอาฝุ่นดินแห่งสภาพมนุษย์ไว้เป็นของพระองค์เอง “ประวัติศาสตร์ของโลก[ก็ได้กลายเป็น]ประวัติศาสตร์ของสวรรค์ พระเจ้าและมนุษย์ได้เชื่อมโยงติดกันภายในชะตาหนึ่งเดียว” (การ์โล การ์เรตโต, ที่กันดารในเมืองใหญ่, กรุงโรม, ปี 1986, หน้า 55) และพระองค์ก็จะทรงกวาดล้างเถ้าถ่านแห่งความตายให้หมดไป และทำให้เราทั้งหลายฉายแสงเปล่งประกายด้วยชีวิตใหม่
ขอให้เราทั้งหลายมีความหวังเช่นนี้อยู่ในใจ และให้เราเริ่มออกเดินทาง มุ่งสู่การกลับคืนดีกับพระเจ้าด้วยเทอญ
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
