LEO XIV
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
Audience Hall
Wednesday, 4 February 2026
ณ หอประชุมใหญ่เปาโลที่หก นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2026


Catechesi. I Documenti del Concilio Vaticano II. Costituzione dogmatica Dei Verbum. 4. La Sacra Scrittura: Parola di Dio in parole umane
การเรียนคำสอนต่อเนื่อง : มองสภาสังคายนาวาติกันที่สองผ่านเอกสารของสภาสังคายนา I. สังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Dei Verbum ว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า (4) พระคัมภีร์: พระวาจาของพระเจ้าในคำพูดของมนุษย์
Dear brothers and sisters, good morning and welcome!
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก อรุณสวัสดิ์และยินดีต้อนรับ
The Conciliar Constitution Dei Verbum, on which we are reflecting during these weeks, indicates in the Sacred Scripture, read in the living Tradition of the Church, a privileged space for encounter where God continues to speak to the men and women of every time, so that, by listening, they can know him and love him. The biblical texts, however, were not written in a heavenly or superhuman language. Indeed, as daily life teaches us, two people who speak different languages cannot understand each other, cannot enter into dialogue, and are unable to establish a relationship. In some cases, making oneself to others is a first act of love. This is why God chooses to speak using human languages and thus, various authors, inspired by the Holy Spirit, have written the texts of Sacred Scripture. As the Conciliar document reminds us, “the words of God, expressed in human language, have been made like human discourse, just as the word of the eternal Father, when He took to Himself the flesh of human weakness, was in every way made like men” (DV, 13). Therefore, not only in its content, but also in its language, the Scripture reveals God’s merciful condescension towards men, and his desire to be close to them.
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ พวกเราได้รำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับสังฆธรรมนูญ Dei Verbum [ว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า] ซึ่งเป็นเอกสารของสภาสังคายนาวาติกันที่สอง เอกสารนี้ได้ชี้ให้พวกเราเห็นว่า เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ภายในธรรมประเพณีมีชีวิตของพระศาสนจักร พระคัมภีร์นั้นก็ย่อมเป็นพื้นที่พิเศษแห่งการพบปะ เป็นที่ที่พระเจ้ายังคงตรัสกับชายหญิงในทุกยุคสมัย เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาได้ฟัง พวกเขาจะได้รู้จักและรักพระองค์ อย่างไรก็ตาม ข้อความในพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนด้วยภาษาเทวดาหรือภาษาบางอย่างที่เหนือมนุษย์ ประสบการณ์ย่อมสอนพวกเราว่า คนที่พูดคนละภาษาย่อมไม่อาจเข้าใจกันได้ ไม่อาจพูดคุยเสวนากันได้ และไม่อาจสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ และในบางครั้ง การปรับตัวเข้าหาผู้อื่นก็อาจเป็นการกระทำแรกที่สื่อถึงความรัก นี่เป็นเหตุผลว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงเลือกที่จะตรัสในภาษาของมนุษย์ผ่านทางผู้คนมากมายที่ได้นิพนธ์พระคัมภีร์ด้วยการดลใจของพระจิตเจ้า เอกสารของสภาสังคายนา[วาติกันที่สอง]ได้เตือนใจพวกเราว่า “เมื่อพระวาจาของพระเจ้าได้แสดงออกในภาษาของมนุษย์ พระวาจานั้นก็ได้ถูกกระทำให้เป็นเหมือนกับการสนทนาของมนุษย์ ไม่ต่างจากการที่พระวจนาตถ์ของพระบิดานิรันดรได้ทรงรับเอากายเนื้อที่อ่อนแอของมนุษย์ และได้มาทรงเป็นเหมือนกับมนุษย์ในทุกทาง” (สังฆธรรมนูญ Dei Verbum, ข้อ 13) ดังนั้น พระคัมภีร์จึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงพระเมตตาของพระเจ้าผู้ทรงโน้มลงมาหามนุษย์ และแสดงถึงความปรารถนาของพระองค์ที่จะเสด็จมาใกล้ชิดกับมนุษย์ ไม่เฉพาะในเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในภาษาของพระคัมภีร์ด้วย
Throughout the course of Church history, the relationship between the divine Author and the human authors of the sacred texts has been studied. For several centuries, many theologians were concerned to defend the divine inspiration of the Sacred Scripture, almost considering the human authors merely as passive tools of the Holy Spirit. In more recent times, reflection has re-evaluated the contribution of hagiographers in the writing of sacred texts, to the point that the Conciliar document speaks of God as the principal “author” of Sacred Scripture, but also calls hagiographers “true authors” of the sacred books (cf. DV, 11). As a keen exegete of the last century observed, “to reduce human activity to that of a mere amanuensis is not to glorify divine activity”. (L. Alonso Schökel, La parola ispirata. La Bibbia alla luce della scienza del linguaggio (The Inspired Word. The Scripture in the Light of Language and Literature), Brescia 1987, 70.) God never mortifies human beings and their potential!
ตลอดประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ กับบรรดามนุษย์ที่เป็นผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ ในอดีตเคยมียุคสมัยหนึ่งที่บรรดานักเทววิทยามากมายได้มุ่งเน้นจะปกป้องความคิดที่ว่าพระคัมภีร์มาจากการดลใจของพระเจ้า จนถึงขั้นที่แทบจะมองว่าบรรดาผู้นิพนธ์ที่เป็นมนุษย์นั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่[รับสารจากพระจิตเจ้ามาถ่ายทอดทั้งอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม] ในช่วงเวลาต่อมา มีผู้คนที่รำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้จนนำไปสู่ข้อสรุปใหม่เรื่องบทบาทของบรรดามนุษย์ที่เป็นผู้นิพนธ์พระคัมภีร์ และทำให้ในเอกสารของสภาสังคายนา[วาติกันที่สอง]มีคำกล่าวว่า พระคัมภีร์มีพระเจ้าเป็น “ผู้นิพนธ์หลัก” แต่ก็มีบรรดามนุษย์เป็น “ผู้นิพนธ์ที่แท้จริง” เช่นกัน (เทียบ สังฆธรรมนูญ Dei Verbum, ข้อ 11) ซึ่ง[ลูอิส อาลองโซ เชอเคิล] นักวิชาการด้านพระคัมภีร์คนสำคัญผู้หนึ่งในศตวรรษที่ 20 ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “การลดทอนกิจการของมนุษย์ให้เป็นเพียงผู้จดตามคำบอกนั้น ไม่ได้เป็นการถวายพระสิริรุ่งโรจน์แด่กิจการของพระเจ้า” (พระวาจาที่ได้รับการดลใจ: พระคัมภีร์ในมุมมองด้านภาษาและวรรณกรรม, 1987, หน้า 70) เพราะ[แท้จริงแล้ว] พระเจ้าไม่มีทางจะทรงทำให้มนุษย์และศักยภาพของมนุษย์กลายเป็นอัมพาต
If, therefore, the Scripture is the word of God in human words, any approach to it that neglects or denies one of these two dimensions proves to be partial. It follows that a correct interpretation of the sacred texts cannot dispense with the historic environment in which they developed and the literary forms that were used; on the contrary, to renounce the study of the human words that God used risks leading to fundamentalist or spiritualist readings of the Scripture, which betray its meaning. This principle also applies to the proclamation of the Word of God: if it loses touch with reality, with human hopes and sufferings, if an incomprehensible language is used, uncommunicative or anachronistic, it is ineffective. In every age, the Church is called to re-propose the Word of God in a language capable of being embodied in history and reaching hearts. As Pope Francis reminds us, “Whenever we make the effort to return to the source and to recover the original freshness of the Gospel, new avenues arise, new paths of creativity open up, with different forms of expression, more eloquent signs and words with new meaning for today’s world”. (Francis, Apostolic Exhortation Evangelii gaudium, 24 November 2013, 11.)
ดังนั้น เมื่อพระคัมภีร์[มีมิติทั้งสองอย่าง คือ ความ]เป็นพระวาจาของพระเจ้า [กับความที่ถูกเขียน]ในภาษาของมนุษย์ มุมมองที่ละเลยหรือปฏิเสธมิติอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้นจึงเป็นมุมมองที่ไม่ครบถ้วน และจะต้องกล่าวว่า การตีความพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง ต้องไม่ละเลยบริบทแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของพระคัมภีร์ ตลอดจนรูปแบบทางวรรณกรรมของข้อความในพระคัมภีร์ เพราะหากไม่ศึกษาเกี่ยวกับคำพูดของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงใช้ ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจต่อพระคัมภีร์แบบสุดโต่ง หรืออาจนำไปสู่การอ่านพระคัมภีร์ในทำนองเดียวกับการฟังคำพูดของคนเข้าทรง หลักการเช่นนี้สามารถนำไปกล่าวได้กับการประกาศพระวาจาของพระเจ้าเช่นกัน เพราะหากพระวาจาถูก[ประกาศโดย]ตัดขาดออกจากความเป็นจริง[แบบมนุษย์]ซึ่งมีทั้งความหวังและความทุกข์ทรมานอยู่ในนั้น หรือหากพระวาจาถูกประกาศด้วยภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มุ่งที่จะสื่อสาร หรือเป็นภาษาโบราณไม่มีใครใช้ การประกาศนั้นก็ย่อมไม่เกิดผล พระศาสนจักรในทุกยุคทุกสมัยถูกเรียกให้นำพระวาจาของพระเจ้าไป[ประกาศ]ใหม่ด้วยภาษาที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์[ในยุคนั้น ๆ] และสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้คนได้ ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ทรงเตือนใจพวกเราไว้ว่า “เมื่อใดก็ตามที่พวกเราพยายามกลับไปหาบ่อเกิด และฟื้นฟูความสดใหม่ดั้งเดิมของพระวรสาร ก็ย่อมทำให้หนทางใหม่ ๆ เปิดออก ทำให้เส้นทางใหม่ ๆ แห่งความคิดสร้างสรรค์ได้เปิดออก พร้อมกับการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องหมายและคำพูดที่งดงามสละสลวยยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สื่อถึงความหมายอย่างใหม่ให้แก่โลกทุกวันนี้” (สมณสาส์นเตือนใจ Evangelii gaudium, 24 พฤศจิกายน 2013, ข้อ 11)
Equally reductive, on the other hand, is a reading of Scripture that neglects its divine origin and ends up understanding it as a mere human teaching, as something to be studied simply from a technical point of view or as a text “only of the past”. (Benedict XVI, Post-synodal Apostolic Exhortation Verbum Domini ,30 September 2010, 35.) Rather, especially when proclaimed in the context of the liturgy, Scripture is intended to speak to today’s believers, to touch their present lives with their problems, to enlighten the steps to be taken and the decisions to be made. This becomes possible only when believers read and interpret the sacred texts under the guidance of the same Spirit who inspired them (cf. DV, 12).
ในอีกด้านหนึ่ง การอ่านพระคัมภีร์โดยปฏิเสธว่าพระคัมภีร์ไม่ได้มีที่มาจากพระเจ้า ซึ่งเป็นความคิดที่นำไปสู่การมองว่าพระคัมภีร์เป็นเพียงคำสอนอย่างหนึ่งของมนุษย์ หรือเป็นเพียงสิ่งที่สมควรนำมาศึกษาเฉพาะในทางวิชาการ หรือในฐานะที่เป็น “เพียงข้อความหนึ่งจากอดีต” นั้น ก็ย่อมเป็นการลดทอน[คุณค่าของพระคัมภีร์]เช่นกัน (สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก, สมณสาส์นเตือนใจหลังซีนอด Verbum Domini, 30 กันยายน 2010, ข้อ 35) เพราะว่าพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประกาศพระคัมภีร์ภายในพิธีกรรม ย่อมเป็นสิ่งที่มุ่งจะพูดกับบรรดาผู้เชื่อในปัจจุบัน เพื่อที่จะเข้าไปสัมผัสชีวิตของพวกเขา รวมทั้งปัญหาทั้งหลายที่พวกเขาเผชิญอยู่ในตอนนี้ และเพื่อส่องสว่างให้พวกเขาเห็นหนทางที่ควรก้าวเดินไป และได้เห็นว่าการตัดสินใจที่ควรทำเป็นแบบใด ซึ่งเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบรรดาผู้เชื่ออ่านและตีความพระคัมภีร์ภายใต้การทรงนำของพระจิตเจ้าผู้ซึ่งได้ทรงดลใจพระคัมภีร์นั้น (เทียบ สังฆธรรมนูญ Dei Verbum, ข้อ 12)
In this regard, the Scripture serves to nurture the life and charity of believers, as Saint Augustine recalls: “Whoever … thinks that he understands the Holy Scriptures … but puts such an interpretation upon them as does not tend to build up this twofold love of God and our neighbour, does not yet understand them as he ought”. (St. Augustine, De doctrina christiana I, 36, 40). The divine origin of the Scripture also recalls that the Gospel, entrusted to the witness of the baptized, despite embracing all the dimensions of life and reality, transcends them: it cannot be reduced to a mere philanthropic or social message, but is the joyful proclamation of the full and eternal life that God has given to us in Jesus.
ในแง่นี้ พระคัมภีร์ย่อมบำรุงเลี้ยงดูชีวิตของบรรดาผู้เชื่อ และ[หนุนใจ]ให้บรรดาผู้เชื่อมีความรักความเมตตา ดังที่นักบุญเอากุสตินได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดก็ตามที่คิดว่าตนเข้าใจพระคัมภีร์ แต่กลับตีความพระคัมภีร์ในทางที่ไม่นำไปสู่การเสริมสร้างความรักในสองทาง คือต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนบ้าน ผู้นั้นย่อมไม่เข้าใจพระคัมภีร์อย่างที่เขาควรจะเข้าใจ” (ว่าด้วยข้อเชื่อของคริสต์ศาสนา I, 36, 40) นอกจากนี้ ความที่พระคัมภีร์มีที่มาจากพระเจ้ายังเป็นเครื่องเตือนใจอีกด้วยว่า ถึงแม้บรรดาผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วจะได้รับมอบหมายให้เป็นพยานถึงพระวรสาร และถึงแม้ว่าพระวรสารจะครอบคลุมทุกมิติของชีวิตและความเป็นจริง แต่พระวรสารย่อมอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น จึงไม่อาจถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงคำสอนให้คนทำความดี หรือกลายเป็นข้อเรียกร้องทางสังคมบางอย่างได้ เพราะพระวรสารเป็นการประกาศด้วยความปีติยินดีถึงชีวิตอันบริบูรณ์และเป็นนิรันดร ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่พวกเราแล้วภายในพระเยซูเจ้า
Dear brothers and sisters, let us thank the Lord because, in his goodness, he ensures our lives do not lack the essential nourishment of his Word, and let us pray that our words, and even more so our lives, do not obscure the love of God that is narrated in them.
พี่น้องชายหญิงที่รัก ขอให้พวกเราขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระเมตตาของพระองค์ ผู้ทรงมอบหลักประกันว่าชีวิตของเราจะได้รับการบำรุงเลี้ยงดูอยู่เสมอจากพระวาจาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดสำหรับชีวิตของพวกเรา และขอให้เราอธิษฐานภาวนา เพื่อที่คำพูดของพวกเรา และที่ยิ่งกว่านั้น คือชีวิตของพวกเรา จะไม่บดบังความรักที่พระเจ้าตรัสผ่านทางสิ่งเหล่านั้นอยู่
พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาหลังการสอนคำสอน
I urge everyone to support with prayer our brothers and sisters in Ukraine, who are being severely tested by the consequences of the bombings which have resumed, also striking energy infrastructure. I would like to express my gratitude for the solidarity initiatives promoted by Catholic dioceses in Poland and other countries, which are working to help the people endure this time of extreme cold.
พ่อขอให้พวกเราภาวนาเพื่อพี่น้องในยูเครน พวกเขากำลังเผชิญกับการทดลองที่หนักหน่วง เพราะการทิ้งระเบิดได้กลับมาเริ่มขึ้นอีก และทำให้โครงสร้างสาธารณูปโภคด้านพลังงานถูกทำลายด้วย พ่อขอขอบใจบรรดาเขตปกครองในโปแลนด์และในประเทศอื่น ๆ ที่ได้ส่งเสริมความคิดริเริ่มในการมุ่งแสดงความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน[กับพี่น้องในยูเครน] และทำงานช่วยเหลือผู้คนที่กำลังทนทุกข์ในช่วงเวลาแห่งความหนาวเหน็บรุนแรงนี้
Tomorrow marks the expiry of the New START Treaty signed in 2010 by the Presidents of the United States and the Russian Federation, which represented a significant step in containing the proliferation of nuclear weapons. In renewing my encouragement for every constructive effort in favour of disarmament and mutual trust, I urgently call for this instrument not to be abandoned without seeking to ensure its concrete and effective follow-up. The current situation requires that everything possible be done to avert a new arms race that would further threaten peace among nations. It is more urgent than ever to substitute the logic of fear and distrust with a shared ethos capable of guiding choices towards the common good and to make peace a treasure to be cherished by all.
วันพรุ่งนี้จะเป็นวันสิ้นอายุของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีของสหรัฐและรัสเซียเมื่อปี 2010 และได้เป็นก้าวสำคัญในการจำกัดการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ในการนี้ พ่อขอเป็นกำลังใจอีกครั้งสำหรับความพยายามที่สร้างสรรค์ทุกรูปแบบเพื่อการลดอาวุธและเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน และพ่อขอเรียกร้องอย่างเร่งด่วนไม่ให้[ทั้งสองประเทศ]ปล่อยให้สนธิสัญญานี้สิ้นสุดไปโดยไม่พยายามดำเนินการต่อเนื่องใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรมและได้ผล สถานการณ์ทุกวันนี้เรียกร้องให้[ทุกฝ่าย]ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเสริมสร้างแสนยานุภาพ เพราะการแข่งขันจะทำให้สันติภาพระหว่างนานาชาติถูกคุกคามยิ่งขึ้นไปอีก พวกเราต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกันที่นำไปสู่การตัดสินใจที่มุ่งยังความดีส่วนรวม เพื่อให้สิ่งนี้มาแทนที่ตรรกะแห่งความกลัวและความหวาดระแวง และเพื่อให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญต่อสันติภาพ ความจำเป็นเช่นนี้มีมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในยุคใด ๆ
I greet all the English-speaking pilgrims and visitors taking part in today’s Audience, especially the groups from Ireland, Denmark, Japan, South Korea and the United States of America. I greet in particular the students from the Junshin Junior and Senior High School and the students and faculty from Franciscan University of Steubenville. Upon all of you, and upon your families, I invoke the joy and peace of our Lord Jesus Christ. God bless you!
พ่อขอส่งคำทักทายอย่างอบอุ่นแก่ผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษที่ได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มาจากไอร์แลนด์ เดนมาร์ก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา พ่อขอส่งคำทายเป็นพิเศษแก่บรรดานักเรียนจากโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายจุนชิน[จากประเทศญี่ปุ่น] และบรรดานักศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยสติวเบ็นวิลล์ของคณะฟรานซิสกัน[จากสหรัฐอเมริกา] พ่อขอให้ลูกทุกคนและครอบครัวของลูกจงได้รับความปีติยินดีและสันติสุขของพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ขอให้พระเจ้าโปรดทรงอวยพรลูกทุกคน
Il mio pensiero va infine ai giovani, ai malati e agli sposi novelli. Celebreremo domani la memoria di sant’Agata, martirizzata a Catania. Agata significa «buona». Sorgente di ogni bontà è Dio, nostro sommo bene. Auguro a ciascuno di voi di essere «buoni», cioè fedeli testimoni dell’amore del Padre celeste, che ci colma di tanti doni e ci chiama a partecipare alla sua stessa gioia. A tutti la mia benedizione!
ท้ายสุด พ่อขอทักทายบรรดาเยาวชน บรรดาคนป่วย และคนที่เพิ่งแต่งงาน พิธีกรรมในวันพรุ่งนี้เป็นการระลึกถึงนักบุญอากาทา ผู้ที่ได้สละชีวิตเป็นมรณสักขีที่กาตาเนีย ซึ่งชื่อของท่านมีความหมายว่า “ผู้ดีงาม” ความดีงามทั้งหลายย่อมมีบ่อเกิดคือพระเจ้า ผู้ทรงเป็นความดีสูงสุดของพวกเรา ดังนั้น พ่อจึงหวังว่าพวกเราแต่ละคนจะได้เป็น “คนดี” ให้พวกเราเป็นเป็นพยานที่ซื่อสัตย์ถึงความรักของพระบิดาเจ้าสวรรค์ ผู้ทรงมอบของประทานมากมายอย่างเปี่ยมล้นให้แก่มนุษย์ และทรงเรียกให้เราทั้งหลายเข้าส่วนในความปีติยินดีของพระองค์ พ่อขออวยพรลูกทุกคน
ใจความสรุปการสอนคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา
Dear brothers and sisters, in our continuing catechesis on the Dogmatic Constitution Dei Verbum, we reflect on the divine and human authorship of Scripture. God is the principal author of Scripture and he chooses to reveal himself by using human language. Indeed, the various authors of Scripture are not passive instruments, but are divinely inspired to communicate the word of God by utilizing literary forms and creative methods that incorporate images and examples of their time. While Scripture is a text rooted in historical truth, it also contains a limitless spiritual depth that speaks to people of all times and places, communicating above all God’s love and God’s desire to save us. Let us thank God for his word that nourishes our lives, illumines our paths and reminds us of the promise of eternal life.
พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนต่อเนื่องวันนี้ พวกเราจะพิจารณาเกี่ยวกับสังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Dei Verbum ว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า [ซึ่งเป็นเอกสารของสภาสังคายนาวาติกันที่สอง] โดยไตร่ตรองเรื่องที่ว่า พระคัมภีร์มีทั้งพระเจ้าและมนุษย์เป็นผู้นิพนธ์ พระเจ้าทรงเป็นผู้นิพนธ์หลักของพระคัมภีร์ และทรงเลือกที่จะเผยแสดงพระองค์เองโดยใช้ภาษาของมนุษย์ [แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันว่า] บรรดามนุษย์ที่เป็นผู้แต่งพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่นำพระวาจามาถ่ายทอดทั้งอย่างนั้น หากแต่พวกเขาได้รับการดลใจให้สื่อสารพระวาจาของพระเจ้าด้วยรูปแบบทางวรรณกรรมและวิธีการสร้างสรรค์ ซึ่งรวมเอาภาพและตัวอย่างต่าง ๆ จากยุคสมัยของพวกท่านไว้ในนั้นด้วย ดังนั้น ถึงแม้ว่าข้อความของพระคัมภีร์จะมีรากฐานอยู่ในความจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังมีความลึกซึ้งทางฝ่ายจิตที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ภายในนั้น และสื่อสารกับผู้คนได้ในทุกยุคสมัยและในที่ทุกแห่ง เพื่อที่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด ผู้คนทั้งหลายได้รู้จักความรักของพระเจ้า และรู้ว่าพระองค์ทรงปรารถนาจะช่วยพวกเรามนุษย์ให้รอด ขอให้พวกเราขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระวาจาของพระองค์ซึ่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตของเรา เป็นแสงสว่างส่องทางให้แก่เรา และเป็นเครื่องเตือนใจพวกเราถึงพระสัญญาแห่งชีวิตนิรันดรด้วย
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
