ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.2026

บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก 25:13ข-21 เป็นตอนที่น่าสนใจมาก เพราะนี่สะท้อนให้เห็นถึง “เบื้องหลัง” ของกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง และมุมมองของคนนอก (ที่เป็นผู้ปกครองฝ่ายโลก) ที่มีต่อความเชื่อในพระเยซูคริสต์

ในพระวาจาตอนนี้ เฟสทัส (Festus) ผู้ว่าราชการแคว้นยูเดียคนใหม่ของจักรวรรดิโรมัน กำลังเล่าคดีของ อัครสาวกเปาโล ให้ กษัตริย์อากริปปา และพระนางเบอร์นิสฟัง ในฐานะที่อากริปปาเป็นกษัตริย์ที่เข้าใจธรรมเนียมของพวกยิวเป็นอย่างดี

ประเด็นสำคัญที่เฟสทัสเล่าสรุปไว้มีดังนี้:

  • ความสับสนของระบบโลก (ข้อ 14-16): เฟสทัสรับช่วงต่อคดีเปาโลมาจากฟีลิกซ์ (ผู้ว่าคนก่อน) พวกหัวหน้าปุโรหิตยิวพยายามกดดันให้เฟสทัสสั่งประหารเปาโล แต่เฟสทัสแย้งตามกฎหมายโรมันว่า จะลงโทษใครไม่ได้หากผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้เผชิญหน้ากับโจทก์และมีโอกาสต่อสู้คดี
  • แก่นแท้ของความขัดแย้ง (ข้อ 18-19): เฟสทัสยอมรับว่า ตอนแรกนึกว่าเปาโลจะทำผิดคดีร้ายแรงทางอาญา แต่พอสืบสวนจริงกลับกลายเป็นแค่ “เรื่องเถียงกันเกี่ยวกับศาสนาของพวกเขาเอง และเรื่องชายคนหนึ่งที่ชื่อเยซูซึ่งตายไปแล้ว แต่เปาโลอ้างว่ายังเป็นอยู่”
  • การเอาตัวรอดทางการเมือง (ข้อ 20-21): เฟสทัสไม่รู้จะจัดการกับประเด็นศาสนายิวอย่างไร และไม่อยากผิดใจกับพวกผู้นำยิว จึงเสนอให้เปาโลไปรับการพิจารณาคดีที่เยรูซาเล็ม แต่เปาโลรู้ทันว่าจะถูกดักฆ่าระหว่างทาง จึงใช้สิทธิ์การเป็นพลเมืองโรมันขออุทธรณ์ต่อ ซีซาร์ (จักรพรรดิโรมัน) เฟสทัสจึงต้องควบคุมตัวเปาโลไว้รอส่งตัว

เมื่อมองย้อนกลับมาในสังคมโลกยุคปัจจุบัน เราจะเห็นภาพสะท้อนของ “เฟสทัส” และ “ระบบโลก” ได้ชัดเจนมาก:

  • มุมมองของโลกต่อเรื่องจิตวิญญาณ: สำหรับเฟสทัส เรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเจ้าเป็นแค่ “เรื่องไร้สาระ” หรือข้อพิพาทเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารำคาญ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ในปัจจุบัน สังคมฝ่ายโลก (Secular World) ก็มักมองว่าความเชื่อทางศาสนาและคุณค่าของพระคัมภีร์เป็นเรื่องล้าสมัย เป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นแค่ข้อขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจหรือการเมือง
  • ความยุติธรรมที่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง: เฟสทัสรู้ว่าเปาโลไม่มีความผิดทางกฎหมายโรมัน แต่เขาก็ยังลังเลและพยายามจะส่งเปาโลกลับไปให้พวกยิวเพื่อ “เอาใจ” เจ้าถิ่น ในโลกปัจจุบันเรายังคงเห็นผู้มีอำนาจหรือระบบยุติธรรมที่ยอมโอนอ่อนตามกระแสสังคม กลุ่มผลประโยชน์ หรือแรงกดดันทางการเมือง มากกว่าจะยืนหยัดบนความถูกต้องแท้จริง
  • การใช้สิทธิ์และโครงสร้างสังคมอย่างชาญฉลาด: เปาโลไม่ได้ยอมจำนนต่อระบบที่คดโกงอย่างมืดบอด แต่ท่านใช้ “สิทธิ์ความเป็นพลเมือง” (Citizenship) ในการปกป้องตนเองและเพื่อเปิดโอกาสให้ข่าวดีไปถึงศูนย์กลางอำนาจอย่างกรุงโรม ในปัจจุบันคริสตชนได้รับการเตือนสติว่า เราสามารถและควรใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ระบบประชาธิปไตย หรือกระบวนการทางสังคม เพื่อปกป้องความถูกต้องและช่วยเหลือผู้ที่ถูกรังแกได้

สำหรับพระศาสนจักรและผู้มีความเชื่อในปัจจุบัน พระคัมภีร์ตอนนี้ให้บทเรียนที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการยืนหยัดในความเชื่อ:

  • แก่นแท้ของพระวรสารคือ “การฟื้นคืนพระชนม์”: คำพูดของเฟสทัส เป็นการสรุปที่ทรงพลังโดยที่เขาไม่รู้ตัว คริสตชนถูกข่มเหงและถูกฟ้องร้องไม่ใช่เพราะทำความชั่ว แต่เพราะเราประกาศว่า “พระเยซูเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์นั้น ทรงพระชนม์อยู่!” พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่า เรายังเน้นย้ำเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์และฤทธิ์เดชของพระคริสต์ที่ทรงพระชนม์อยู่หรือไม่ หรือเรากำลังลดทอนพระศาสนจักรให้เป็นแค่ชมรมทำความดีหรือสถาบันทางสังคมทั่วไป พระศาสนจักรไม่ใช่ NGO
  • การเผชิญหน้ากับการทดลองและการข่มเหง: เปาโลถูกขังอยู่สองปีและต้องเปลี่ยนผู้ปกครองมาหลายคน (จากฟีลิกซ์มาถึงเฟสทัส) แต่ท่านไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน พระศาสนจักรในบางพื้นที่ของโลกที่กำลังเผชิญกับการจำกัดเสรีภาพหรือการกดดันจากฝ่ายรัฐ สามารถดูเปาโลเป็นแบบอย่างในการมีความอดทนและสัตย์ซื่อ แม้ระบบโลกจะไม่เข้าใจเราก็ตาม
  • หลีกเลี่ยง “ศาลเตี้ย” และความเกลียดชังในชุมชนความเชื่อ: พวกหัวหน้าปุโรหิตและผู้นำยิวในเรื่องใช้ความโกรธแค้นและอคตินำหน้าความจริง พยายามจะทำลายล้างผู้ที่เห็นต่าง (เปาโล) สิ่งนี้เตือนใจพระศาสนจักรภายในเองว่า ในเวลาที่มีความขัดแย้งทางเทววิทยาหรือแนวคิดภายในพระศาสนจักร เราต้องไม่ใช้วิธีการแบบโลก เช่น การสาดโคลน การใช้อำนาจกดขี่ หรือการตัดสินกันเองโดยปราศจากความรักและความยุติธรรมของพระเจ้า

ข้อคิดสุดท้าย: เรื่องราวนี้เปลี่ยนวิกฤตทางการเมืองให้กลายเป็น “โอกาสทางพระพร/พระหรรษทาน” เพราะสุดท้ายแล้ว การที่เฟสทัสส่งเปาโลไปหาซีซาร์ ก็คือแผนการของพระเจ้าที่ต้องการส่งเปาโลไปประกาศข่าวดีที่กรุงโรมตามที่พระองค์เคยสัญญาไว้ (กิจการ 23:11) ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนระบบโลกกำลังรุมสกรัมเรา ขอให้มั่นใจว่าพระเจ้ายังทรงควบคุมประวัติศาสตร์อยู่เสมอ

ข้อคิดจาก พระวรสารยอห์น 21:15-19 เป็นหนึ่งในตอนที่ซาบซึ้งและทรงพลังที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่ เพราะเป็นเรื่องราวการ “ฟื้นฟูจิตใจและตั้งแต่งใหม่” ของอัครสาวกเปโตร หลังจากที่เปโตรเคยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้วยการปฏิเสธพระเยซูเจ้าถึง 3 ครั้งในช่วงที่พระองค์กำลังถูกตรึงกางเขน

1. สาระของพระวรสารและบริบท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นริมฝั่งทะเลทิเบเรียส (ทะเลสาบกาลิลี) หลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารเช้า (มีถ่านติดไฟและย่างปลาไว้) ซึ่งบรรยากาศรอบกองไฟนี้จงใจทำให้นึกถึง “กองไฟ” ในลานบ้านปุโรหิตที่เปโตรเคยยืนยันปฏิเสธพระองค์

ประเด็นเทววิทยาที่ซ่อนอยู่ในบทสนทนามีดังนี้:

  • คำถาม 3 ครั้ง ลบล้าง การปฏิเสธ 3 ครั้ง: พระเยซูเจ้าตรัสถามเปโตรว่า “เจ้าบอกว่ารักเราไหม?” ถึงสามครั้ง ทุกครั้งที่เปโตรตอบว่ารัก พระองค์จะมอบหมายภารกิจให้: “จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด”, “จงดูแลแกะของเราเถิด”, และ “จงเลี้ยงแกะของเราเถิด” นี่ไม่ใช่การตอกย้ำให้เจ็บปวด แต่เป็นการเยียวยาบาดแผลในใจของเปโตร เพื่อปลดล็อกเขาจากความรู้สึกผิด
  • ความลึกซึ้งของคำว่า “รัก” ในภาษากรีก:
    • สองครั้งแรก พระเยซูถามโดยใช้คำว่า Agape (ความรักที่เสียสละ มั่นคงและไม่มีเงื่อนไขแบบพระเจ้า) แต่เปโตรตอบด้วยความเจียมตัวเพราะเขารู้ว่าตัวเองเคยล้มเหลว โดยใช้คำว่า Phileo (ความรักแบบมิตรภาพ ความผูกพันฉันพี่น้อง)
    • ครั้งที่สาม พระเยซูทรงลดระดับลงมาใช้คำว่า Phileo ตามเปโตร แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงยอมรับความรักเท่าที่เปโตรมีในตอนนั้น และจะทรงพัฒนาเขาต่อเอง
  • คำพยากรณ์ถึงบั้นปลาย: พระเยซูเจ้าบอกว่าเมื่อเปโตรแก่ตัวลง เขาจะต้อง “เหยียดมือออก” (เล็งถึงการถูกตรึงกางเขน) ซึ่งประวัติศาสตร์พระศาสนจักรบันทึกว่าเปโตรยอมพลีชีพเพื่อพระคริสต์โดยการถูกตรึงกางเขนกลับหัว คำว่า “จงตามเรามาเถิด” ในตอนท้าย จึงไม่ใช่แค่การชวนเดินตาม แต่คือการชวนให้เดินตามรอยพระบาทไปจนถึงความตาย

2. การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน (Contemporary World)

ในสังคมโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความกดดัน การแข่งขัน และการตัดสินอย่างรวดเร็ว พระวาจาตอนนี้ให้บทเรียนที่สำคัญมาก:

  • วัฒนธรรมแห่งการลบล้าง/ต่อต้าน vs วัฒนธรรมแห่งพระพร: โลกปัจจุบันมักไม่ให้โอกาสคนที่ล้มเหลวหรือทำผิดพลาด หากใครทำพลาดครั้งเดียวในโซเชียลมีเดียจะถูกรุมประณามและลบออกไปจากสังคม (delete) แต่พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เห็นวิถีที่ต่างออกไป พระองค์ทรงกอบกู้ผู้ที่ล้มเหลว คนที่โลกอาจมองว่าเป็น “สินค้าชำรุด/สินค้ามีตำหนิ” ให้กลับมามีศักดิ์ศรีและมีเป้าหมายชีวิตอีกครั้ง
  • การฟื้นฟูเยียวยาผู้นำและผู้คนในสังคม: ปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่เผชิญกับภาวะหมดไฟ หรือโรคซึมเศร้าอันเนื่องมาจากความล้มเหลวในชีวิตหรือหน้าที่การงาน วิธีการของพระเยซูเจ้าคือการ “เลี้ยงอาหารเช้าก่อนแล้วค่อยคุย” พระองค์ทรงดูแลกายภาพก่อน (ความหิว) แล้วจึงเยียวยาจิตใจ สังคมปัจจุบันต้องการผู้นำและเพื่อนมนุษย์ที่มีท่าทีเช่นนี้ คือเข้าหาผู้สิ้นหวังด้วยความเข้าอกเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยการซ้ำเติม
  • นิยามใหม่ของความสำเร็จ: โลกวัดคุณค่าของคนจากความสามารถและผลงาน (Performance) แต่พระเยซูเจ้าถามเปโตรว่า “เจ้าชอบตกปลาเก่งไหม?” หรือ “เจ้าเทศนาเก่งไหม?” แต่ทรงถามว่า “เจ้ารักเราไหม?” สำหรับคริสตชนที่อยู่ในโลกฝ่ายฆราวาส แรงจูงใจในการทำงานและการดำเนินชีวิตต้องขับเคลื่อนด้วย “ความรัก” ไม่ใช่ความโลภหรือการแสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์

3. การประยุกต์ใช้ในพระศาสนจักร (The Church)

สำหรับพระศาสนจักรและงานอภิบาลในปัจจุบัน ข้อพระคัมภีร์นี้คือ “หัวใจ” ของการเป็นศาสนบริกรผู้ภิบาลและผู้นำ:

  • คุณสมบัติแรกของผู้นำพระศาสนจักรคือ “ความรักต่อพระเยซูเจ้า”: ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะฝากฝูงแกะ (สมาชิกพระศาสนจักร) ไว้กับเปโตร พระองค์ไม่ได้รับรองวุฒิการศึกษาหรือทักษะการบริหารของท่าน แต่พระองค์ทรงตรวจสอบ “ความรัก” ของท่านที่มีต่อพระองค์ พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องระวังการเลือกผู้นำโดยดูแค่ความสามารถฝ่ายโลก (เช่น รวย มีหน้ามีตา เก่งบริหาร) แต่ต้องดูว่าเขามีความรักที่ลึกซึ้งต่อพระเจ้าและพร้อมจะถ่อมใจสุภาพหรือไม่
  • การอภิบาลคือการ “เลี้ยงดู” ไม่ใช่ “ครอบครอง”: คำสั่งของพระองค์คือ “จงเลี้ยงแกะของเรา” (ไม่ใช่แกะของเปโตร) ฝูงสัตบุรุษเป็นของพระคริสต์ ผู้นำพระศาสนจักรเป็นเพียง “ผู้เลี้ยงผู้ช่วย” (Under-shepherd) ที่มีหน้าที่ป้อนอาหารฝ่ายวิญญาณ (พระวาจา) และดูแลปกป้อง ไม่ใช่ใช้อำนาจเผด็จการหรือหาผลประโยชน์จากแกะ
  • พระศาสนจักรต้องเป็นสถานีแห่งการอภัยและการสร้างใหม่: หากพระศาสนจักรเข้มงวดจนไม่มีที่ว่างให้คนบาปหรือคนที่ล้มเหลว พระศาสนจักรนั้นก็กำลังขัดแย้งกับแบบอย่างของพระเยซูเจ้า พระศาสนจักรต้องเปิดกว้างในการต้อนรับ ยอมรับ และฟื้นฟูผู้ที่หลงหาย ผู้นำที่เคยล้มเหลวและกลับใจใหม่มักจะเป็นผู้ที่เข้าใจพระพรของพระเจ้ามากที่สุด เช่นเดียวกับเปโตรที่กลายมาเป็นเสาหลักของพระศาสนจักรในยุคแรก

ข้อคิดทิ้งท้าย: พระเยซูเจ้าทรงยอมรับเราในจุดที่เราเป็น (แม้ความรักของเราจะยังเป็นแค่ระดับ Phileo) แต่พระองค์จะไม่ปล่อยให้เราอยู่ที่เดิม พระองค์จะทรงนำเรา เติมเต็มเราด้วยพระจิต จนกระทั่งความรักเล็กๆ นั้นเติบโตกลายเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ (Agape) ที่สามารถสละชีวิตเพื่อพระองค์และผู้อื่นได้

เรื่องราวของ นักบุญริต้าแห่งคาสชีอา (St. Rita of Cascia) เป็นหนึ่งในเรื่องราวชีวิตที่ทรงพลังและจับใจที่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก ท่านได้รับสมญานามว่าเป็น “นักบุญแห่งสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” (Saint of the Impossible) และเป็นองค์อุปถัมภ์ของผู้ที่ประสบปัญหาชีวิตสมรส ครอบครัว และความเจ็บป่วย

ชีวิตของท่านไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยบาดแผลและการทดลองใจที่หนักหนาสาหัสในทุกช่วงวัย มาลองติดตามเรื่องราวอย่างละเอียดและการประยุกต์ใช้ชีวิตของท่าน

1. ประวัติและชีวิตของนักบุญริต้าแห่งคาสชีอา

ชีวิตของนักบุญริต้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงกระแสเรียกและกางเขนที่ท่านต้องแบกรับในแต่ละช่วงเวลาแห่งชีวิต:

ช่วงวัยเยาว์และการนอบน้อม (วัยเด็ก)

ท่านเกิดในปี ค.ศ. 1381 ที่หมู่บ้านรอกกาโปเรนา (Roccaporena) ใกล้เมืองคาสชีอา ประเทศอิตาลี พ่อแม่ของท่านเป็นคริสตชนที่ศรัทธามากและมีหน้าที่เป็น “ผู้ประนีประนอม” (Peacekeepers) ในชุมชนเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างตระกูลต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก ริต้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายตัวเป็นนักบวชซิสเตอร์ในอารามคณะออกัสติเนียน แต่ด้วยความนอบน้อมต่อพ่อแม่ที่ชราภาพและอยากให้ท่านแต่งงาน ท่านจึงยอมสละความปรารถนาส่วนตัวและเข้าสู่พิธีสมรสตามความประสงค์ของบุพการี

ชีวิตสมรสที่เป็นดั่งเตาไฟหลอมละลาย (ชีวิตครอบครัว)

ริต้าแต่งงานกับชายหนุ่มชื่อ เปาโล มานชีนี (Paolo Mancini) ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย หยาบคาย และมีส่วนพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองและการนองเลือดระหว่างตระกูลในยุคนั้น

ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานใจจากการถูกสามีทำร้ายและดุด่าเป็นเวลาถึง 18 ปี แต่ริต้าไม่ได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ท่านใช้ ความอดทน การสวดภาวนา และความรักที่อ่อนโยน จนในที่สุด หัวใจที่แข็งกร้าวของเปาโลก็ละลาย เขากลับใจมาเป็นสามีและพ่อที่ดี ขออภัยต่อริต้าและพระเจ้า

ทว่า หลังจากกลับใจได้ไม่นาน เปาโลก็ถูกลอบสังหารโดยตระกูลคู่อริ ความทุกข์ยังไม่หมดแค่นั้น ลูกชายฝาแฝดสองคนของท่าน (ยาโกโม และเปาโล มาเรีย) เติบโตขึ้นมาพร้อมความแค้นและตั้งใจจะฆ่าล้างแค้นให้พ่อตามธรรมเนียมยุคนั้น ริต้าพยายามห้ามปรามแต่ไม่สำเร็จ ท่านจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยหัวใจของผู้เป็นแม่ว่า “ขอทรงรับวิญญาณของลูกทั้งสองไปก่อนที่พวกเขาจะทำบาปหนักด้วยการฆ่าคน” และภายในหนึ่งปี ลูกชายทั้งสองก็ล้มป่วยและเสียชีวิตไป โดยก่อนตายริต้าได้นำพาให้ลูก ๆ อภัยให้ฆาตกรที่ฆ่าพ่อของพวกเขา

ปาฏิหาริย์การเข้าอารามและรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (ชีวิตในอาราม)

เมื่อสูญเสียทั้งสามีและลูก ริต้าในวัยประมาณ 36 ปี จึงกลับไปสมัครเข้าอารามคณะออกัสติเนียนที่เมืองคาสชีอาอีกครั้ง แต่ตอนแรกอารามปฏิเสธเพราะท่านเคยเป็นหญิงม่าย และตระกูลของสามีท่านยังมีความขัดแย้งกับตระกูลอื่นอยู่ ซึ่งอาจนำความเดือดร้อนมาสู่อาราม อธิการิณีจึงตั้งเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ว่า “ท่านต้องทำให้ตระกูลมันชีนีและตระกูลคู่อริคืนดีกันให้ได้เสียก่อน”

ริต้าสวดภาวนาอย่างหนัก และด้วยพระพรองพระเจ้า ท่านสามารถเป็นสื่อกลางทำให้ทั้งสองตระกูลหันมาสวมกอดและอภัยให้กันต่อหน้าสาธารณชนได้สำเร็จ เล่ากันว่าในคืนหนึ่ง นักบุญยอห์น แบปตีส นักบุญออกัสติน และนักบุญนิโคลัสแห่งโตเลนติโน ได้มาพาตัวท่านลอยข้ามกำแพงอารามที่ปิดล็อกอยู่เข้าไปข้างในอย่างอัศจรรย์ และได้เสียงระฆังตีขึ้นเองในยามค่ำคืน อธิการิณีของอารามอารามจึงรับท่านเข้าเป็นซิสเตอร์

ริต้าใช้ชีวิตในอารามด้วยความสุภาพถ่อมตนอย่างที่สุด วันหนึ่งอธิการิณีสั่งให้ท่านรดน้ำกิ่งไม้แห้ง ๆ ทุกวันเพื่อทดสอบความนอบน้อม ริต้าก็ทำตามโดยไม่บ่นจนกิ่งไม้นั้นกลับมามีชีวิตและกลายเป็น “ต้นองุ่นแห่งนักบุญริต้า” ที่ยังคงออกผลจนถึงทุกวันนี้

ในปี ค.ศ. 1442 ขณะที่ท่านกำลังรำพึงธรรมหน้าไม้กางเขน ท่านได้ทูลขอมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของพระเยซูเจ้า ทันใดนั้น หนามเส้นหนึ่งจากมงกุฎหนามของพระเยซู ได้พุ่งมาปักที่หน้าผากของท่าน เกิดเป็นแผลลึกที่ส่งกลิ่นเหม็นและไม่มีวันหาย ทำให้ท่านต้องแยกตัวไปอยู่โดดเดี่ยวเพื่อไม่ให้มีกลิ่นรบกวนซิสเตอร์คนอื่น แผลนี้อยู่กับท่านยาวนานถึง 15 ปีจนสิ้นใจ

ปาฏิหาริย์ดอกกุหลาบและบั้นปลายชีวิต

ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจในฤดูหนาวอันเยือกเย็น (มกราคม ค.ศ. 1457) ท่านได้ขอให้ญาติคนหนึ่งไปเด็ด ดอกกุหลาบ จากสวนที่บ้านเก่าของท่านมาให้ ซึ่งในความเป็นจริงหน้าหนาวหิมะตกหนาไม่น่าจะมีดอกไม้บาน แต่ญาติคนนั้นกลับพบดอกกุหลาบสีแดงเบ่งบานอยู่จริง ๆ กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของท่าน

นักบุญริต้าสิ้นใจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1457 (ซึ่งตรงกับวันฉลองของท่าน) เมื่อท่านสิ้นใจ รอยแผลที่หน้าผากที่เคยส่งกลิ่นเหม็นกลับกลายเป็นส่องแสงประกายและส่งกลิ่นหอมดั่งดอกไม้ ร่างกายของท่าน ไม่เน่าเปื่อย (Incorrupt) และยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในหีบแก้วที่วิหารนักบุญริต้าแห่งคาสชีอามาจนถึงปัจจุบัน

2. ข้อคิดการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

ชีวิตของนักบุญริต้าตอบโจทย์ปัญหาร่วมสมัยของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 อย่างน่าทึ่งมาก:

  • การเยียวยาชีวิตสมรสและครอบครัว: ในยุคที่สถิติการหย่าร้างพุ่งสูง และความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) เป็นปัญหาใหญ่ ริต้าคือแบบอย่างของผู้ที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง ท่านไม่ได้สอนให้ทนอยู่เพื่อรับความเจ็บปวดอย่างไร้ค่า แต่ท่านแสดงให้เห็นถึง “พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงผ่านความรักและการอธิษฐาน” (Transformative Love) ซึ่งช่วยเตือนสติคู่สมรสในปัจจุบันให้มีความอดทนและพยายามรักษาสถาบันครอบครัวด้วยความเข้าใจ
  • การตัดวงจรแห่งความเกลียดชังและการล้างแค้น: สังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางความคิด การแบ่งแยกขั้ว และ “การเอาคืน” (Vengeance) ไม่ว่าจะในระดับส่วนตัว การเมือง หรือระหว่างประเทศ ท่าทีของริต้าที่ยอมสละแม้กระทั่งความรู้สึกของความเป็นแม่ เพื่อไม่ให้ลูก ๆ ไปก่อกรรมทำเข็ญ และการประนีประนอมระหว่างตระกูล คู่อริ สะท้อนว่า ความสงบสุขที่แท้จริงเกิดจากการกล้าที่จะ “อภัย” และหยุดวงจรแห่งความแค้น
  • การเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวและภาวะซึมเศร้า: ช่วงเวลาที่ท่านถูกแยกกักตัวเพราะบาดแผลที่ส่งกลิ่นเหม็น เปรียบเสมือนผู้คนในปัจจุบันที่เผชิญกับความโดดเดี่ยว (Isolation) การถูกสังคมรังเกียจ หรือภาวะซึมเศร้า ริต้าแห่งกาชีอาเปลี่ยน “บาดแผล” ให้กลายเป็น “พระพร” โดยการเปลี่ยนความเหงาให้เป็นเวลาแห่งการสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า

3. การประยุกต์ใช้ในพระศาสนจักร (The Church)

สำหรับคริสตจักรในปัจจุบัน นักบุญริต้าให้แนวทางในการดำเนินกระแสเรียกและงานอภิบาลที่ลึกซึ้ง:

  • ความนอบน้อมเชื่อฟัง (Obedience): ในโลกที่ยกย่องอัตตาและความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ (Individualism) เรื่องเล่าของริต้าที่ยอมรดน้ำกิ่งไม้แห้ง ๆ ตามคำสั่งอธิการิณี เตือนใจบรรดานักบวชและสัตบุรุษว่า ความนอบน้อมเชื่อฟังต่อผู้ใหญ่และต่อพระประสงค์ของพระเจ้า (แม้ในเรื่องที่ดูไร้เหตุผลในสายตาโลก) จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่อัศจรรย์และออกผลดั่งกิ่งองุ่นที่กลับมามีชีวิต
  • กระแสเรียกที่เป็นไปได้ในทุกสถานะภาพชีวิต: ริต้าเป็นนักบุญที่ดำเนินชีวิตครบทุกสถานะ: เป็นลูกที่เชื่อฟัง, เป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์, เป็นแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ, เป็นหญิงม่ายที่สูญเสีย, และเป็นนักบวชที่ถือศีลภาวนา พระศาสนจักรสามารถชี้ให้สัตบุรุษเห็นว่า ความศักดิ์สิทธิ์ (Holiness) ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่อยู่อารามตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนสามารถเป็นนักบุญได้ในบริบทชีวิตประจำวันของตนเอง ไม่ว่าจะเผชิญกับมรสุมชีวิตรูปแบบใด
  • เทววิทยาแห่งความทุกข์ทรมาน (Theology of Suffering): รอยแผลหนามที่ปักบนหน้าผากของท่านเตือนใจพระศาสนจักรว่า ความทุกข์ทรมานไม่ใช่สิ่งสูญเปล่า หากเรานำความทุกข์นั้นมารวมไว้กับกางเขนของพระเยซูคริสต์ พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องไม่ประกาศ “ข่าวดีที่เน้นแต่ความสำเร็จฝ่ายโลก” (Prosperity Gospel) แต่จำเป็นต้องสอนให้สัตบุรุษให้รู้จักแบกกางเขนของตนเองด้วยความยินดีและความหวังตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้าและนักบุญริต้า

ข้อคิดสุดท้าย: เมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือน “เป็นไปไม่ได้” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ ความแตกแยกในครอบครัว หรือวิกฤตศรัทธา ขอให้เราระลึกถึงนักบุญริต้า ดอกกุหลาบที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะหนาเตือนเราว่า “สำหรับพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้”



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ