บทเทศน์ วันพฤหัสฯ ที่ 21 พฤษภาคม 2026
บทอ่านจากกิจการอัครสาวก (Acts) 22:30 และ 23:6-11 เป็นเหตุการณ์ตอนสำคัญในชีวิตของนักบุญเปาโล เมื่อท่านต้องเผชิญหน้ากับ “สภาแซนเฮดริน” (Sanhedrin) ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของชาวยิว โดยมีผู้ว่าราชการชาวโรมันเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์
บริบทนี้แสดงให้เห็นถึง ความสติปัญญา ไหวพริบ และความเชื่อมั่นมั่งคง ของเปาโลท่ามกลางวิกฤต ซึ่งเราสามารถถอดบทเรียนมาประยุกต์ใช้กับโลกปัจจุบันและพระศาสนจักรได้อย่างลึกซึ้ง
สรุปเนื้อหาและประเด็นสำคัญ
Acts 22:30: ผู้บังคับกองพันชาวโรมันอยากรู้ความจริงว่าทำไมพวกยิวถึงฟ้องร้องเปาโล จึงสั่งให้พวกมหาปุโรหิตและสมาชิกสภาแซนเฮดรินทั้งหมดมาประชุมกัน แล้วนำตัวเปาโลไปยืนต่อหน้าพวกเขา
Acts 23:6-8 (กลยุทธ์ของเปาโล): เปาโลสังเกตเห็นว่าสมาชิกสภามีสองกลุ่มที่ไม่ถูกกัน คือ พวกสะดูสี (ไม่เชื่อเรื่องการฟื้นขึ้นมาจากความตาย ทูตสวรรค์ หรือจิตวิญญาณ) และ พวกฟาริสี (เชื่อเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด) เปาโลจึงประกาศกลางสภาว่า: “ข้าพเจ้าเป็นพวกฟาริสี… ที่ข้าพเจ้าถูกพิจารณาคดีนี้ก็เพราะเรื่องความหวังในเรื่องการฟื้นขึ้นมาจากความตาย!”
Acts 23:9-10: ผลคือสภาแตกแยกทันที! พวกฟาริสีหันมาปกป้องเปาโล จนเกิดการโต้เถียงกันรุนแรงมากจนผู้บังคับกองพันต้องส่งทหารไปลากตัวเปาโลออกมาเพราะกลัวท่านจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
Acts 23:11 (การหนุนใจจากพระเจ้า): ในคืนนั้นเอง พระเยซูเจ้าทรงปรากฏองค์ข้างๆ เปาโลและตรัสว่า: “จงกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าได้เป็นพยานเกี่ยวกับเราในกรุงเยรูซาเล็มอย่างไร เจ้าจะต้องไปเป็นพยานในกรุงโรมอย่างนั้นด้วย”
บทสอนใจในโลกปัจจุบัน
ในสังคมวงกว้างและชีวิตการทำงานยุคปัจจุบัน เราสามารถเรียนรู้จากเปาโลได้ใน 2 มิติหลัก คือ:
1. การใช้ “สติปัญญาและไหวพริบ” ท่ามกลางความขัดแย้ง
เปาโลไม่ได้ใช้กำลัง หรือด่าทอผู้ที่คิดร้ายกับท่าน แต่ท่านใช้ ความเข้าใจในโครงสร้างและจุดอ่อนของระบบ (ความขัดแย้งระหว่างฟาริสีกับสะดูสี) เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์จากที่ท่านเป็นเบี้ยล่าง ให้ศัตรูขัดแย้งกันเองและท่านรอดพ้นมาได้
ในโลกการทำงานหรือการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยการเมืองและการแบ่งพรรคแบ่งพวก คริสตชนไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อที่ยอมจำนนอย่างไร้เดียงสา พระเยซูเจ้าเคยตรัสว่า “จงฉลาดเหมือนงู และสุภาพเหมือนนกพิราบ” (มัทธิว 10:16) เราต้องรู้จักใช้เหตุผล ความเข้าใจในจิตวิทยาของบุคคล และรู้จักใช้กฎหมายอย่างถูกต้องเพื่อปกป้องสิทธิ ศักดิ์ศรี และดำเนินพันธกิจอย่างมีกลยุทธ์
2. ความกล้าหาญท่ามกลางความโดดเดี่ยว
เปาโลยืนอยู่คนเดียวต่อหน้าสภาที่เกลียดชังท่าน แต่พระเยซูเจ้ายืนยันว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นถูกต้องและทรงมีแผนการใหญ่กว่านั้นคือการส่งท่านไป “กรุงโรม” (ศูนย์กลางอำนาจของโลกยุคนั้น)
ในโลกที่กระแสสังคมอาจจะบีบคั้นให้เราละทิ้งคุณธรรม ความซื่อสัตย์ หรือความเชื่อเพื่อความอยู่รอด พระวาจาตอนนี้เตือนใจว่า แม้เราจะรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียว แต่พระเจ้าทรงรับรู้ และความยากลำบากในวันนี้อาจเป็นสะพานนำเราไปสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต
สถานการณ์จริงในพระศาสนจักรวันนี้ เราคิดอย่างไร?
เมื่อมองกลับเข้ามาในบริบทของพระศาสนจักร ทั้งในระดับสากลและระดับท้องถิ่น พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้ให้บทเรียนที่ตรงไปตรงมา:
1. บทเรียนราคาแพงเรื่อง “ความแตกแยกเพราะอคติทางเทววิทยา“
สภาแซนเฮดรินควรจะเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณที่แสวงหาความจริงและความยุติธรรม แต่กลับ “สติหลุด อคติ ทิฐิ” และแตกแยกกันอย่างรุนแรงเพียงเพราะเปาโลสะกิดโดนเรื่อง ความเห็นต่างทางหลักข้อความเชื่อ (Dogma) ระหว่างฟาริสีกับสะดูสี พวกเขาให้ความสำคัญกับการเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าความยุติธรรมที่อยู่ตรงหน้า
นี่คือคำเตือนใจพระศาสนจักรในปัจจุบัน บ่อยครั้งที่พระศาสนจักรหรือองค์กรคริสตชนแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง หรือแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันด้วยเรื่องที่เป็นประเด็นรอง คุยกันด้วยการใช้อารมณ์และอคติ จนหลงลืมพันธกิจหลักคือการประกาศความรัก ความเมตตาของพระเจ้าและการสร้างสันติภาพ
2. จำเป็นต้องโฟกัสที่ “แก่นแท้” ของข่าวดีที่เราประกาศ
สิ่งที่เปาโลใช้เป็นประเด็นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือ “ความหวังเรื่องการฟื้นขึ้นมาจากความตาย” ซึ่งเป็นหัวใจของพระวรสาร (การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า/Resurrection)
พระศาสนจักรต้องกลับมาทบทวนว่า วันนี้เรากำลังขับเคลื่อนพระศาสนจักรด้วยเรื่องอะไร? เรากำลังทะเลาะกันด้วยเรื่องระเบียบพิธีการ อำนาจ หรือผลประโยชน์ หรือเรากำลังยืนหยัดเพื่อ “ข่าวดีที่ให้ความหวังและชีวิตใหม่” แก่ผู้คนจริงๆ
3. เสียงกระซิบของพระเจ้าในคืนที่มืดมนที่สุด
หลังจากผ่านวันอันแสนเหนื่อยล้าและเกือบเอาชีวิตไม่รอด เปาโลอาจจะกำลังท้อใจหรือกลัวอยู่ในค่ายทหาร แต่พระเยซูเสด็จมาให้กำลังว่า “จงกล้าหาญเถิด” (Take courage!) และทรงยืนยันว่าแผนการของพระองค์ยังไม่ล้มเหลว
ผู้นำพระศาสนจักร หรือศาสนบริกรหลายคนในปัจจุบันกำลังเผชิญภาวะหมดไฟ หรือท้อใจจากปัญหาภายในพระศาสนจักรและแรงกดดันภายนอก พระวาจาวันนี้เป็นสัญญามั่นคงว่า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์ทรงสถิตอยู่ข้างๆ ในคืนที่มืดมนที่สุด และทรงมีเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับชีวิตของเราเสมอ
สรุปสั้นๆ ให้จำง่าย: เรื่องราวของเปาโลในตอนนี้สอนเราว่า ในการดำเนินชีวิตและรับใช้พระเจ้า เราต้องมี “สมองที่ฉลาดเฉียบคม” (วิเคราะห์สถานการณ์เป็นเหมือนเปาโล) ควบคู่กับ “หัวใจที่กล้าหาญและพึ่งพาพระเจ้า” (รับกำลังใจจากพระเยซู) เพื่อที่เราจะผ่านพ้นวิกฤตและเดินไปถึงเป้าหมายที่พระองค์ทรงวางไว้ครับ
ข้อคิดและรำพึงพระวรสารวันนี้ ยอห์น (John) 17:20-26)
นี่คือส่วนท้ายของ “คำอธิษฐานมหาปุโรหิต” (The High Priestly Prayer) ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเกิดขึ้นในคืนก่อนที่พระองค์จะทรงถูกตรึงบนกางเขน
พระเยซูเจ้าไม่ได้อธิษฐานเผื่อบรรดาสาวกที่อยู่ตรงหน้าพระองค์ในเวลานั้นเท่านั้น แต่ทรง อธิษฐานเผื่อเราทุกคนในยุคนี้ ด้วย ดังที่พระองค์ตรัสว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเผื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เผื่อคนทั้งหลายที่วางใจในข้าพระองค์เพราะคำพยานของพวกเขาด้วย”
หัวใจสำคัญของพระวรสารตอนนี้คือ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (Unity) และ “ความรัก” (Love) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทโลกปัจจุบันและพระศาสนจักรได้อย่างทรงพลัง
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สะท้อนภาพลักษณ์ของพระเจ้า: พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานให้ผู้มีความเชื่อทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน “เหมือนอย่าง” ที่พระบิดาและพระเยซูเจ้าทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตชนจึงไม่ใช่แค่การประนีประนอมกันภายนอก แต่เป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งในระดับจิตวิญญาณ
เป้าหมายของการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน: พระองค์ทรงระบุเหตุผลชัดเจนว่า เพื่อ “ให้โลกเชื่อ” และ “ให้โลกรู้” ว่าพระบิดาทรงใช้พระเยซูเจ้ามา และทรงรักผู้เชื่อเหล่านั้น ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเป็น เครื่องมือในการประกาศ ที่ทรงพลังที่สุด
พระสิริรุ่งโรจน์และความรักนิรันดร์: พระเยซูเจ้าปรารถนาให้ผู้เชื่อได้อยู่กับพระองค์และได้เห็น “พระสิริรุ่งโรจน์” ของพระองค์ ซึ่งเป็นพระสิริรุ่งโรจน์ที่ทรงมีร่วมกับพระบิดาตั้งแต่ก่อนสร้างโลก และทรงสัญญาว่าจะทำให้ความรักของพระบิดาสถิตอยู่ในตัวของผู้เชื่อทุกคน
ข้อคิดสำหรับเราวันนี้เพื่อใช้ในโลกปัจจุบัน
ในสังคมโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความแตกแยก ข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และการแบ่งขั้วอย่างรุนแรง พระดำรัสของพระเยซูเจ้าให้บทเรียนสำคัญ 3 ประการ:
1. เป็น “สะพาน” ไม่ใช่ “กำแพง” ท่ามกลางสังคมที่แบ่งขั้ว
โลกปัจจุบันมักบีบให้เราต้องเลือกข้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ชนชั้น เจเนอเรชัน หรือความคิดเห็นต่างทางสังคม
ในฐานะผู้มีความเชื่อ เราถูกเรียกให้เลียนแบบความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพระตรีเอกภาพ (Trinity) เราต้องปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมการผลักคนเห็นต่างให้เป็นศัตรู แต่จงเป็นผู้นำความปรองดอง (Peacemaker) รับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ และแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อสร้างสรรค์สังคม
2. ความรักที่จับต้องได้คือภาษาสากล
พระเยซูเจ้าตรัสว่าโลกจะรับรู้ถึงพระองค์ผ่าน “ความรัก” และ “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ของพวกเรา
ในโลกที่ผู้คนเริ่มเสื่อมศรัทธาในคำพูดหรือทฤษฎีสวยหรู สิ่งที่จะดึงดูดใจผู้คนได้ดีที่สุดคือ การกระทำที่เต็มไปด้วยความรักที่จับต้องได้ เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม และการแสดงความเมตตาต่อผู้ที่สังคมทอดทิ้ง เมื่อโลกเห็นสิ่งนี้ พวกเขาจะเริ่มตั้งคำถามว่า “อะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังความรักนี้?” และนั่นคือโอกาสส่งต่อข่าวดีของพระองค์
การประยุกต์ใช้ในพระศาสนจักรวันนี้
นี่คือคำอธิษฐานที่เป็นเสมือนพินัยกรรมและหัวใจของพระเยซูเจ้าที่มีต่อพระศาสนจักรโดยตรง:
1. ก้าวข้าม “ความต่างของนิกายต่าง ๆ” (Ecumenism)
ในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน พระศาสนจักรแตกออกเป็นหลายร้อยหลายพันนิกาย (คาทอลิก, ออร์โธดอกซ์, โปรเตสแตนต์นิกายต่างๆ) บ่อยครั้งที่เราเน้นย้ำความต่างจนละเลยความเป็นหนึ่งเดียว
พระเยซูเจ้าไม่ได้อธิษฐานให้เรามี “โครงสร้างองค์กรเดียวกัน” หรือ “รูปแบบพิธีกรรมเหมือนกัน” แต่ทรงอธิษฐานให้เรา เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์ พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือกันข้ามนิกาย ชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรูปแบบการนมัสการ แต่ร่วมมือกันในพันธกิจหลักเพื่อพระเยซูคริสต์
2. ความเป็นหนึ่งเดียวคือ “การทำพันธกิจ” (Unity is Mission)
บ่อยครั้งที่พระศาสนจักรพยายามคิดค้นกลยุทธ์การตลาด หรือทำสื่อโซเชียลมีเดียให้ดูน่าสนใจเพื่อดึงดูดคน แต่ยอห์น 17 บอกเราว่า กลยุทธ์การประกาศที่ดีที่สุดคือ การที่สมาชิกพระศาสนจักรรักกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน
หากสมาชิกของพระศาสนจักรภายในหรือระหว่างกลุ่มคริสตชนยังมีการนินทา อิจฉาริษยา หรือแย่งชิงสมาชิกกัน ต่อให้เราจัดงานประกาศใหญ่โตแค่ไหน โลกก็จะไม่เชื่อสิ่งที่เราพูด คำอธิษฐานนี้เตือนให้เรากลับมาเคลียร์ความสัมพันธ์ภายในพระศาสนจักร เพราะ “ความรักและการให้อภัยกันและกัน” คือคำพยานที่เสียงดังกว่าคำเทศน์ใดๆ
3. ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ตัวบุคคลหรือสถาบัน
พระเยซูเจ้าตรัสว่าทรงทำให้พระนามของพระบิดาเป็นที่รู้จัก เพื่อให้ “ความรัก… สถิตอยู่ในพวกเขาและข้าพระองค์สถิตอยู่ในพวกเขา”
พระศาสนจักรจะแตกแยกทันทีหากเรายึดติดกับตัวผู้อภิบาล ผู้นำ สังฆราช เจ้าวัด หรือชื่อเสียงของวัด (เช่น “ฉันเป็นพวกของคุณพ่อคนนั้น คนนี้”) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในพระศาสนจักรที่เมืองโครินธ์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนถ่อมใจลง และยอมให้ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางและเป็นศีรษะของพระศาสนจักรอย่างแท้จริง
ข้อคิดปิดท้าย: หากเรานำ Acts 23 มาร้อยเรียงเข้ากับ John 17 เราจะเห็นภาพที่สมบูรณ์แบบ
ใน Acts 23 เราเห็นภาพความพินาศและความน่าสมเพชของสภาผู้นำศาสนาที่ “แตกแยกกันเอง” เพราะอคติ
แต่ใน John 17 พระเยซูทรงหยิบยื่นพิมพ์เขียวใหม่ให้เรา นั่นคือ “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก” ซึ่งเป็นพลังเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้
การแตกแยกของพระศาสนจักรออกเป็นหลายนิกายในปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากหน้าประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมือง วัฒนธรรม และการตีความหลักเทววิทยาที่สะสมมานานนับพันปี
หากเราจะเข้าใจเรื่อง “คริสตศาสนสัมพันธ์” (Ecumenism) และความเป็นไปได้ในการสมานรอยร้าวนี้ เราต้องย้อนกลับไปมองรากเหง้าของปัญหากันเสียก่อน
1. จุดกำเนิดและสาเหตุที่พระศาสนจักรแตกออกเป็นหลายนิกาย
หากสรุปตามประวัติศาสตร์กระแสหลัก พระศาสนจักรผ่านการแตกแยกครั้งใหญ่ (Great Schisms) หลักๆ อยู่ 2 ครั้ง ซึ่งทำให้เกิดสามขั้วใหญ่ในปัจจุบัน:
การแตกแยกครั้งที่ 1: การแยกจากกันระหว่างตะวันออกและตะวันตก (ปี ค.ศ. 1054)
เป็นการแยกตัวระหว่าง โรมันคาทอลิก (ตะวันตก-ศูนย์กลางที่กรุงโรม) และ ออร์โธดอกซ์ (ตะวันออก-ศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนตินเปิล)
สาเหตุ: เกิดจากความต่างทางวัฒนธรรม (ตะวันตกใช้ภาษาละติน ตะวันออกใช้ภาษากรีก) ปัญหาการเมืองระหว่างจักรวรรดิ และความขัดแย้งทางเทววิทยา โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง อำนาจสูงสุดของพระสันตะปาปา และข้อความในหลักข้อเชื่อที่เรียกว่า Filioque (ประเด็นว่าพระจิตทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร หรือจากพระบิดาองค์เดียว)
การแตกแยกครั้งที่ 2: การปฏิรูปศาสนา (ค.ศ. 1517)
เกิดขึ้นเมื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ และนักปฏิรูปคนอื่นๆ พยายามเรียกร้องให้แก้ไขความเสื่อมโทรมภายในพระศาสนจักรโรมันคาทอลิกในยุคนั้น จนนำไปสู่การแยกตัวของกลุ่ม โปรเตสแตนต์ (Protestant)
สาเหตุ: ความเห็นต่างในเรื่องอำนาจหน้าที่ของพระศาสนจักรและสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ โดยฝั่งโปรเตสแตนต์ยึดหลัก Sola Scriptura (พระคัมภีร์เท่านั้นที่เป็นสิทธิอำนาจสูงสุด) และ Sola Fide (รอดโดยความเชื่อเท่านั้น) หลังจากนั้นโปรเตสแตนต์ก็แตกแขนงออกเป็นอีกหลายร้อยคณะ (เช่น ลูเธอร์แรน, แองกลิกัน, แบปติสต์, เมทอดิสต์, เพนเทคอสต์ ฯลฯ) ตามแนวคิดและรูปแบบการปกครองที่ต่างกัน
2. ความจำเป็นของ “กระบวนการคริสตศาสนสัมพันธ์” (Ecumenism)
Ecumenism มาจากภาษากรีกคำว่า Oikoumene แปลว่า “โลกที่อยู่อาศัยทั้งหมด” ในบริบทคริสตศาสนา หมายถึง ความพยายามและกระบวนการในการส่งเสริมความเข้าใจ ความร่วมมือ และฟื้นฟูความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างคริสตชนต่างนิกาย
ทำไมกระบวนการนี้ถึงจำเป็นอย่างยิ่ง?
ตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเยซูเจ้า: ตามพระวรสารใน John 17 พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานอย่างชัดเจนว่า “ขอให้เขาทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” การปล่อยให้พระศาสนจักรแตกแยกและโจมตีกันเอง จึงเป็นการขัดต่อคำอธิษฐานและพินัยกรรมชิ้นสุดท้ายของพระองค์
เพื่อความน่าเชื่อถือของข่าวดี (Credibility): ยามใดที่คริสตชนต่างนิกายทะเลาะกัน แย่งชิงสมาชิกกัน หรือตราหน้ากันเองว่าเป็นลัทธิเทียมเท็จ โลกภายนอกจะมองด้วยความคลางแคลงใจว่า “ระหว่างพวกคุณยังรักกันเองไม่ได้ แล้วจะมาบอกให้เรารักกันได้อย่างไร?” ความเป็นเอกภาพจึงเป็นเครื่องมือประกาศที่ทรงพลังที่สุด
เพื่อรับมือกับวิกฤตของโลกปัจจุบัน: ในโลกที่เผชิญปัญหาความยากจน สงคราม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และกระแสโลกีย์นิยม (Secularism) ที่ปฏิเสธพระเจ้า ลำพังนิกายใดนิกายหนึ่งไม่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ได้ การร่วมมือกันข้ามนิกายช่วยให้เสียงของคริสตชนมีพลังและสร้างผลกระทบต่อสังคมได้จริง
3. ความเป็นไปได้ที่จะนำพระศาสนจักรไปสู่ “ความเป็นเอกภาพที่แท้จริง”
หากเราคาดหวังความเป็นเอกภาพในลักษณะที่ “ทุกนิกายยุบรวมกัน กลายเป็นองค์กรเดียว มีโครงสร้างการบริหารเดียว และพิธีกรรมเหมือนกันหมด” ต้องยอมรับตามตรงว่าเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะช่องว่างทางประวัติศาสตร์และหลักข้อเชื่อหยั่งรากลึกเกินไป
แต่ถ้าเรามองความเป็นเอกภาพตามพิมพ์เขียวของพระเยซูคริสต์ คริสตศาสนสัมพันธ์ในปัจจุบันกำลังดำเนินไปสู่อนาคตที่เป็นไปได้จริงใน 3 รูปแบบนี้ครับ:
1) Unity in Diversity (เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย)
นี่คือโมเดลที่เป็นไปได้มากที่สุด ความเป็นเอกภาพไม่ได้แปลว่า “ต้องเหมือนกันทุกอย่าง” (Uniformity) แต่ละนิกายยังคงสามารถรักษารูปแบบพิธีกรรม วัฒนธรรม และจุดเน้นทางเทววิทยาของตนเองไว้ได้ (เช่น คาทอลิกเน้นจารีตศักดิ์สิทธิ์, โปรเตสแตนต์เน้นการเทศนาพระคัมภีร์ ออร์โธดอกซ์เน้นความล้ำลึกฝ่ายวิญญาณ) แต่ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะ “พี่น้องในพระเยซูคริสต์” ที่มีพระมหาบัญชาเดียวกัน
2) Spiritual Ecumenism (เอกภาพฝ่ายวิญญาณและการอธิษฐานร่วมกัน)
ปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมากในระดับสากล เช่น สภาคริสตจักรโลก (World Council of Churches – WCC) และการที่สำนักวาติกันเปิดรับความสัมพันธ์กับนิกายต่างๆ มากขึ้น มีการกำหนด “สัปดาห์อธิษฐานขอความเป็นเอกภาพแด่คริสตชน” ร่วมกันทุกปี การเริ่มต้นจากหัวใจที่คุกเข่าอธิษฐานร่วมกัน ยอมรับความรอดผ่านทางกางเขนของพระเยซูคริสต์เหมือนกัน คือรากฐานที่ตัดอคติออกไปได้ดีที่สุด
3) Practical Ecumenism (เอกภาพผ่านการปฏิบัติพันธกิจร่วมกัน)
แม้ในเรื่องเทววิทยาชั้นสูงอาจจะยังหาข้อสรุปที่ตรงกันไม่ได้ทั้งหมด แต่ในเรื่อง “การแสดงความรักของพระคริสต์ต่อโลก” คริสตชนทุกนิกายสามารถทำร่วมกันได้ทันที เช่น การร่วมมือกันในองค์กรการกุศล การช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงคราม การแปลพระคัมภีร์ร่วมกัน (เช่น พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันในไทย) หรือการขับเคลื่อนงานเพื่อสันติภาพ
มุมมองเชิงบวกส่งท้าย: ความเป็นเอกภาพที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของการที่นิกายหนึ่งไปกลืนอีกนิกายหนึ่ง แต่คือการที่ทุกนิกาย “ขยับเข้าใกล้พระเยซูคริสต์มากขึ้น”
ลองจินตนาการถึงล้อเกวียนครับ พระเยซูทรงเป็นจุดศูนย์กลาง (Hub) ส่วนนิกายต่างๆ คือซี่ล้อ (Spokes) ยิ่งซี่ล้อแต่ละซี่พยายามขยับเข้าไปใกล้จุดศูนย์กลางมากเท่าไหร่ ซี่ล้อแต่ละซี่ก็จะยิ่งขยับเข้าหากันและใกล้ชิดกันเองโดยอัตโนมัติ ความเป็นเอกภาพจึงไม่ได้เกิดจากข้อตกลงบนโต๊ะประชุม แต่เกิดจากการที่คริสตชนทุกคนรักและเลียนแบบพระเยซูคริสต์ให้มากขึ้นในชีวิตประจำวันนั่นเอง
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















