สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
ณ หอประชุมใหญ่เปาโลที่หก นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 9 มกราคม 2008
Saint Augustine of Hippo (1)
นักบุญเอากุสตินแห่งฮิปโป (1)


เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
หลังจากที่พวกเราได้ฉลองคริสตสมภพกันอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้ว พ่อก็อยากจะกลับมารำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักร และในวันนี้ พ่อก็จะพูดถึงปิตาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งพระศาสนจักรละติน คือ นักบุญเอากุสติน ท่านเป็นบุรุษที่เปี่ยมด้วยความร้อนรนและความเชื่อ เป็นผู้มีปัญญาอย่างสูงยิ่ง เป็นผู้อภิบาลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเป็นนักบุญและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระศาสนจักร ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มีผู้คนจำนวนมากที่อย่างน้อยก็เคยได้ยินชื่อของท่าน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สนใจศาสนาคริสต์ หรือไม่รู้จักศาสนาคริสต์มากนักก็ตาม นี่เป็นเพราะว่าท่านได้ทิ้งรอยประทับอย่างล้ำลึกไว้ในวัฒนธรรมของโลกตะวันตก ตลอดจนวัฒนธรรมของโลกด้วย ท่านจึงเป็นบุคคลที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่าอิทธิพลของท่านแผ่ไปอย่างกว้างขวาง ในด้านหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ถนนทุกสายแห่งวรรณกรรมในคริสต์ศาสนาที่เขียนเป็นภาษาละตินล้วนแต่มุ่งสู่เมืองฮิปโป (ปัจจุบันคือเมืองอันนาบา ในประเทศแอลจีเรีย) ซึ่งท่านเคยเป็นบิชอปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ปี 395 จนกระทั่งล่วงลับไปเมื่อปี 430 และในอีกด้านหนึ่ง[ก็อาจกล่าวได้ว่า]ในคริสต์ศาสนาและวัฒนธรรมตะวันตกในยุคต่อ ๆ มา ได้มีถนนจำนวนมากมายที่แตกแขนงออกไปจากเมืองของโรมันในทวีปแอฟริกาแห่งนี้
เป็นเรื่องหายากที่อารยธรรมหนึ่งจะได้พบกับบุคคลสำคัญแบบท่าน ผู้ซึ่งสามารถนำค่านิยมต่าง ๆ ในคริสต์ศาสนามาประยุกต์ นำความร่ำรวยทั้งหลายภายในนั้นมาเชิดชูให้สูงส่ง ทั้งยังประดิษฐ์ความคิดและรูปแบบต่าง ๆ ที่จะหล่อเลี้ยง[ภูมิปัญญา]ของผู้คนรุ่นหลัง ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่หกได้ทรงเน้นไว้ว่า “อาจกล่าวได้ว่ากระแสความคิดทั้งปวงในยุคก่อนหน้านั้นได้มาบรรจบกันในผลงานของ[นักบุญเอากุสติน] และก่อร่างบ่อเกิดซึ่งจะเป็นที่มาของธรรมประเพณีว่าด้วยข้อเชื่อทั้งปวงในยุคสมัยต่อ ๆ มา” (พระดำรัสในพิธีเปิดสถาบันปิตาจารย์ศึกษา “เอากุสตินิอานุม”, 4 พฤษภาคม 1970) นักบุญเอากุสตินยังเป็นปิตาจารย์ของพระศาสนจักรที่มีผลงานเขียนตกทอดมาสู่ยุคปัจจุบันเป็นจำนวนมากที่สุด นักเขียนคนหนึ่งชื่อ ปอสสิดิโอ ซึ่งได้แต่งประวัติของนักบุญเอากุสติน ได้กล่าวไว้ว่า ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์คนหนึ่งจะเขียนสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายขนาดนี้ภายในช่วงชีวิตของตน ซึ่งพวกเราก็จะได้พูดคุยเกี่ยวกับผลงานเหล่านี้ของท่านภายในการเรียนคำสอนครั้งต่อ ๆ ไป
ในวันนี้ พวกเราจะพิจารณาเกี่ยวกับชีวิตของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถนำมาประกอบใหม่และทำความเข้าใจได้ง่ายจากงานเขียนของท่านเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากหนังสือเรื่องคำสารภาพ ซึ่งเป็นผลงานอัตชีวประวัติฝ่ายจิตชิ้นเอกที่ท่านเขียนขึ้นเพื่อสรรเสริญพระเจ้า หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของท่าน ซึ่งชื่อเสียงนี้ก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะว่าหนังสือคำสารภาพของนักบุญเอากุสติน ซึ่งเน้นถึงเรื่องราวภายในจิตใจและความคิดทางจิตวิทยานี้ ได้สร้างสรรค์รูปแบบอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนใครให้เกิดมีขึ้นในวรรณกรรมตะวันตก (และวรรณกรรมโลก) อันรวมถึงวรรณกรรมที่ไม่ใช่เรื่องศาสนาด้วย [โดยที่ไม่มีใครสามารถสร้างรูปแบบใหม่อย่างอื่นขึ้นได้เลย]จนกระทั่งเข้าสู่ยุคใหม่ การที่ท่านให้ความสนใจต่อชีวิตฝ่ายจิต ต่อธรรมล้ำลึกแห่ง “ตัวเรา” ตลอดจนต่อธรรมล้ำลึกของพระเจ้าผู้ทรงซ่อนเร้นพระองค์อยู่ภายใน “ตัวเรา” นี้ เป็นสิ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง ไม่เคยมีใครทำเช่นนี้มาก่อน และยังคงเป็น “จุดสูงสุด” [ของวรรณกรรมว่าด้วย]ชีวิตจิตมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
ตอนนี้ ให้พวกเราย้อนกลับไปพิจารณาชีวิตของท่านก่อน นักบุญเอากุสตินเกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ปี 354 ที่เมืองตากัสเต ซึ่งตั้งอยู่ใน[ตอนเหนือของ]ทวีปแอฟริกาส่วนที่เป็นมณฑลนูมิเดียของจักรวรรดิโรมัน บิดาของท่านชื่อว่าปาตรีซีโอ ซึ่งต่อมาจะได้เข้าเป็นคริสตชนสำรอง ส่วนมารดาของท่านคือนักบุญมอนิกา ซึ่งเป็นคริสตชนผู้มีศรัทธาร้อนรน นักบุญมอนิกาได้เลี้ยงดูบุตรชายของท่านภายในความเชื่อคริสตชน และได้มีอิทธิพลอย่างมากต่อบุตรชายของท่าน นักบุญเอากุสตินได้เคยรับเกลือซึ่งเป็นเครื่องหมายการเข้าเป็นคริสตชนสำรอง และท่านเองก็มีความประทับใจในพระเยซูเจ้ามาตลอด ท่านได้กล่าวไว้ว่า ท่านรักพระเยซูเจ้ามาตลอด แต่ท่านกลับออกห่างจากความเชื่อและการปฏิบัติกิจในพระศาสนจักรมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่ต่างจากคนหนุ่มสาวจำนวนมากในปัจจุบัน
นักบุญเอากุสตินยังมีพี่น้องด้วย คนหนึ่งเป็นชายชื่อ นาวีจีโอ อีกคนหนึ่งเป็นหญิงที่พวกเราไม่รู้จักชื่อ ซึ่งหลังจากที่นางเป็นม่าย นางก็ได้มาเป็นอธิการในอารามแห่งหนึ่งสำหรับสตรี นักบุญเอากุสตินเป็นเด็กที่มีปัญญาเฉียบแหลม ท่านได้รับการศึกษาที่ดี ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้ทำตัวเป็นนักเรียนตัวอย่างมากนักก็ตาม แต่ท่านก็เรียนรู้ไวยากรณ์ได้เป็นอย่างดี ท่านเริ่มเรียนหนังสือในเมืองเกิดของท่าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่เมืองมาดาอูรา และเมื่อปี 370 ท่านจะได้ไปศึกษาวิชาวาทศาสตร์ที่เมืองคาร์เทจ ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลแอฟริกาในจักรวรรดิโรมัน ท่านได้ศึกษาภาษาละตินจนแตกฉาน แต่ท่านไม่ได้ใช้ภาษากรีกได้อย่างชำนาญเท่ากับภาษาละติน นอกจากนี้ ท่านก็ไม่ได้เรียนภาษาพิวนิกซึ่งเป็นภาษาพูดของผู้คนในแอฟริกาในยุคสมัยของท่าน ที่เมืองคาร์เทจนี้เองที่ท่านได้อ่านหนังสือเรื่องฮอร์เตนซิอุสเป็นครั้งแรก หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของซิเซโร [นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในยุคสาธารณรัฐโรมัน] และการที่นักบุญเอากุสตินได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางมุ่งสู่การกลับใจ เพราะผลงานของซิเซโรเรื่องนี้ได้ทำให้นักบุญเอากุสตินมีใจใฝ่หาปรีชาญาณ ดังที่ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือคำสารภาพตอนที่ท่านได้เป็นบิชอปแล้วว่า “หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของข้าพเจ้า” จนถึงขนาดที่ “ความหวังอันไร้แก่นสารทั้งหลายกลายเป็นของว่างเปล่าสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงโหยหาความเป็นอมตะของปรีชาญาณ ด้วยความร้อนรนอันเหลือเชื่อในใจของข้าพเจ้า ” (III, 4, 7)
อย่างไรก็ตาม ท่านมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งในตอนนั้นว่า การจะพบกับความจริงได้นั้นจะต้องอาศัยพระเยซูเจ้า แต่หนังสือเล่มนี้[ของซิเซโร]ไม่ได้กล่าวถึงพระนามของพระเยซูเจ้า ดังนั้น เมื่อท่านอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ท่านจึงไปเริ่มอ่านพระคัมภีร์ แต่ท่านกลับรู้สึกผิดหวัง เพราะไม่เพียงแต่สำนวนแปลพระคัมภีร์ในสมัยนั้นจะไม่ดีพอแล้ว ท่านก็ยังคิดด้วยว่าเนื้อหาของพระคัมภีร์ไม่ใช่สิ่งที่ตอบสนองความคาดหวังของท่านได้ เพราะท่านมองไม่เห็นปรัชญาอันสูงส่งหรือความงดงามแห่งการค้นหาความจริงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาได้ภายในเนื้อหาของพระคัมภีร์ที่เป็นเรื่องสงครามและความโลเลเหลวไหลอื่น ๆ ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ท่านไม่อยากมีชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า ท่านจึงไปแสวงหาศาสนาที่สอดคล้องกับความปรารถนาของท่านเอง ซึ่งเป็นความปรารถนาที่จะได้ค้นพบความจริงและได้ใกล้ชิดพระเยซูเจ้ามากขึ้น เช่นนี้เองที่ท่านได้ตกสู่บ่วงของลัทธิมาณีกี ซึ่งผู้ที่นับถือลัทธินี้อ้างตนว่าเป็นคริสตชน และกล่าวว่าศาสนาของพวกตนนั้นเป็นศาสนาแห่งเหตุผลอย่างเต็มที่ พวกเขากล่าวว่าโลกนี้ย่อมถูกแบ่งออกเป็นหลักการสองอย่าง ได้แก่ ความดี และความชั่ว ซึ่งหลักการสองอย่างนี้สามารถอธิบายความซับซ้อนของประวัติศาสตร์มนุษย์ได้ทั้งหมด แนวคิดทางศีลธรรมแบบทวินิยม[ที่แบ่งทุกสิ่งออกเป็นสองขั้ว]นี้เป็นที่พอใจของนักบุญเอากุสตินตรงที่มีการตั้งมาตรฐานทางศีลธรรมขั้นสูงสำหรับผู้คนที่ได้รับเลือก และยังสัญญาว่าผู้ที่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางศีลธรรมนี้ เช่น[นักบุญเอากุสติน] ย่อมเจริญชีวิตได้อย่างดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับสถานการณ์แห่งยุคสมัย ด้วยเหตุนี้ นักบุญเอากุสตินในวัยหนุ่มจึงหันไปนับถือลัทธิมาณีกี เพราะท่านเชื่อว่าท่านได้ค้นพบแนวทางการผสมผสานการใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาความจริงเข้ากับความรักต่อพระเยซูคริสตเจ้าแล้ว
การเข้าเป็นสาวกของลัทธิมาณีได้ทำให้ท่านได้เปรียบในชีวิตด้วย คือ มีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน เพราะลัทธินี้มีสาวกที่ทรงอิทธิพลในสังคมอยู่เป็นจำนวนมาก และเมื่อท่านเองเข้ามานับถือลัทธินี้ ท่านก็สามารถรักษาความสัมพันธ์กับสตรีผู้หนึ่ง พร้อมกับได้รับความก้าวหน้าในอาชีพการงานไปด้วยในเวลาเดียวกัน ท่านมีบุตรชายคนหนึ่งกับสตรีผู้นี้ บุตรชายของท่านชื่อว่า อาเดโอดาโต เขาเป็นที่รักของนักบุญเอากุสติน ทั้งยังมีปัญญาเฉลียวฉลาด เขาจะได้อยู่กับท่านนักบุญและสนทนากับท่านตอนที่ท่านพำนักอยู่ใกล้กับทะเลสาบโคโม[ในอิตาลี ทางเหนือของเมืองมิลาน] เพื่อเตรียมรับศีลล้างบาป ซึ่ง “บทสนทนา” ของพ่อลูกคู่นี้ก็ได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียใจว่าบุตรชายผู้นี้เสียชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์
นักบุญเอากุสตินได้เป็นครูสอนไวยากรณ์ในเมืองตากัสเตซึ่งเป็นเมืองเกิดของท่านมาตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าปี และในเวลาต่อมา ท่านก็ได้กลับไปที่เมืองคาร์เทจอีกครั้ง และได้เป็นครูสอนวาทศาสตร์ที่เก่งกาจและมีชื่อเสียงที่นั่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ท่านก็ได้ออกห่างจากลัทธิมาณีกีด้วยเหตุผลในทางภูมิปัญญา กล่าวคือ ท่านรู้สึกผิดหวังกับการที่ลัทธิมาณีกีไม่มีคำตอบสำหรับข้อสงสัยต่าง ๆ ของท่าน และต่อมาท่านก็ได้ย้ายถิ่นที่อยู่ไปยังกรุงโรม ก่อนที่จะย้ายไปยังเมืองมิลานซึ่งเป็นที่ตั้งของราชสำนักจักรวรรดิโรมันในสมัยนั้น ในที่นั้นเองที่ท่านได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติอันหนึ่งด้วยการแนะนำและฝากตัวของซิมมากุส ผู้เป็นข้าหลวงประจำกรุงโรม โดยซิมมากุสเป็นผู้ที่นับถือศาสนาดั้งเดิมของโรมัน และเป็นปรปักษ์กับนักบุญอัมโบรส บิชอปแห่งมิลาน
ที่เมืองมิลาน นักบุญเอากุสตินได้มีกิจวัตรอย่างหนึ่ง คือการไปฟังบทเทศน์ที่สละสลวยของนักบุญอัมโบรส บิชอปแห่งมิลาน ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนพระองค์จักรพรรดิประจำอิตาลีตอนเหนือ[ก่อนที่ท่านจะได้รับศีลอนุกรมเป็นบิชอป] ที่นักบุญเอากุสตินทำเช่นนี้ ในตอนแรกเป็นเพราะท่านอยากจะพัฒนาความสามารถในเชิงวาทศาสตร์ของตนเอง แต่ในเวลาต่อมา [นักบุญเอากุสติน เป็นผู้]นักวาทศาสตร์จากแอฟริกา ก็ได้มีความประทับใจต่อวาทศิลป์ของบิชอปแห่งมิลานผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ และไม่เพียงแต่วาทศิลป์เท่านั้น แต่เนื้อหาการเทศน์สอนของนักบุญอัมโบรสก็ได้สัมผัสจิตใจของนักบุญเอากุสตินมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหายิ่งใหญ่ที่นักบุญเอากุสตินรู้สึกต่อเนื้อหาของพันธสัญญาเดิม กล่าวคือ ความที่พันธสัญญาเดิมไม่มีความงดงามทางวาทศิลป์และปรัชญาที่สูงส่ง ได้รับการคลี่คลายอาศัยการเทศน์สอนของนักบุญอัมโบรส ผู้ได้ตีความพันธสัญญาเดิมว่าเป็นแบบที่สื่อถึงพันธสัญญาใหม่ สิ่งนี้ทำให้นักบุญเอากุสตินรู้ว่าเนื้อหาทั้งหมดของพันธสัญญาเดิมเป็นการเดินทางมุ่งสู่พระเยซูคริสตเจ้า เช่นนี้เอง ท่านจึงได้ค้นพบกุญแจสำหรับเข้าถึงความงามและแม้กระทั่งความล้ำลึกเชิงปรัชญาภายในพันธสัญญาเดิม ทั้งยังทำให้ท่านรับรู้ถึงเอกภาพองค์รวมแห่งพระธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าภายในประวัติศาสตร์ ตลอดจนการสังเคราะห์ปรัชญา หลักเหตุผล และความเชื่อในพระวจนาตถ์ คือ ในพระคริสตเจ้า ผู้เป็นพระวจนาตถ์นิรันดรที่ได้ทรงรับสภาพมนุษย์ เข้าไว้ด้วยกัน
ต่อมาไม่นาน นักบุญเอากุสตินก็ได้รู้ว่า การตีความพระคัมภีร์ในเชิงอุปมาตลอดจนแนวคิดแบบปรัชญาพลาโตใหม่ของนักบุญอัมโบรส ได้ช่วยให้ตัวท่านเองคลี่คลายปัญหาเชิงภูมิปัญญาที่ท่านเคยประสบเมื่อครั้งที่ท่านได้อ่านข้อความในพระคัมภีร์เป็นครั้งแรกตอนยังหนุ่ม ซึ่งท่านเคยคิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีทางเอาชนะได้เลย
เช่นนี้เอง นักบุญเอากุสติน ผู้ซึ่งมีพื้นฐานจากการอ่านผลงานของบรรดานักปรัชญามาแล้ว ก็ได้หันมาอ่านพระคัมภีร์ด้วยมุมมองแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระคัมภีร์ส่วนที่เป็นจดหมายฉบับต่าง ๆ ของนักบุญเปาโล การที่ท่านกลับใจเป็นคริสตชนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 386 จึงเป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทางอันยาวนานและทุกข์ทรมานภายในจิตใจ ซึ่งพวกเราจะพูดถึงเรื่องนี้ในการเรียนคำสอนในโอกาสต่อไป และ[หลังจากที่ท่านได้กลับใจแล้ว] ท่านก็ได้ย้ายไปพักอยู่ในชนบทแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของมิลาน ริมทะเลสาบโคโม พร้อมกับนักบุญมอนิกาผู้เป็นมารดา อาเดโอดาโตผู้เป็นบุตรชาย รวมทั้งมิตรสหายกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวรับศีลล้างบาป นักบุญเอากุสตินได้รับศีลล้างบาปจากนักบุญอัมโบรสที่อาสนวิหารแห่งมิลานระหว่างพิธีตื่นเฝ้าปัสกา เมื่อวันที่ 24 เมษายน ปี 387 ตอนนั้นนักบุญเอากุสตินมีอายุ 32 ปี
หลังจากได้รับศีลล้างบาป นักบุญเอากุสตินตัดสินใจเดินทางกลับไปยังแอฟริกาพร้อมกับมิตรสหาย โดยมีความคิดว่าจะตั้งประชาคมแบบอารามสำหรับใช้ชีวิตเป็นหมู่คณะเพื่อรับใช้พระเจ้า อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ท่านอยู่ที่เมืองออสเตีย[ซึ่งเป็นเมืองท่าใกล้กลับกรุงโรม]เพื่อรอ[เรือ]ที่จะออกเดินทาง มารดาของท่านก็ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ก่อนจะล่วงลับไปหลังจากนั้นไม่นาน สิ่งนี้ทำให้นักบุญเอากุสตินเสียใจมาก และในที่สุดเมื่อท่านได้กลับยังแผ่นดินเกิด ท่านก็ได้ตั้งถิ่นฐานที่เมืองฮิปโปในชายฝั่งแอฟริกาเพื่อจะก่อตั้งอาราม ในเมืองนี้เองที่ท่านได้รับศีลอนุกรมเป็นบาทหลวงอย่างอิดออดเมื่อปี 391 และในเวลาต่อมา ท่านก็ได้เริ่มใช้ชีวิตในอารามดังที่ท่านได้ตั้งใจมาเป็นเวลานาน ท่านได้จัดสรรเวลาเพื่อการอธิษฐานภาวนา การศึกษาหาความรู้ และการเทศน์สอน สิ่งเดียวที่ท่านปรารถนาคือการทำงานรับใช้ความจริง ท่านไม่รู้สึกว่าตัวท่านเองมีกระแสเรียกของการทำงานอภิบาล แต่ในเวลาต่อมา ท่านก็ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านมาเป็นผู้อภิบาลคนหนึ่ง เพื่อให้ท่านนำความจริงไปมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้อื่น ท่านได้รับศีลอนุกรมเป็นบิชอปที่เมืองฮิปโปเมื่อปี 395 นับเป็นเวลาสี่ปีหลังจาก[ที่ท่านได้กลับมายังแอฟริกา]
นักบุญเอากุสตินยังคงศึกษาพระคัมภีร์และเอกสารต่าง ๆ ในธรรมประเพณีของคริสต์ศาสนาอย่างลึกซึ้งต่อเนื่อง ท่านได้กระทำตนเป็นบิชอปอย่างดียิ่งด้วยความมุ่งมั่นอภิบาลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านเทศน์สอนสัตบุรุษสัปดาห์ละหลายครั้ง ท่านช่วยเหลือคนยากจนและเด็กกำพร้า ท่านเอาใจใส่ดูแลการฝึกอบรมศาสนบริกรและการจัดระเบียบอารามของนักบวชชายหญิง กล่าวโดยสรุปคือ อดีตนักวาทศาสตร์ผู้นี้ได้พิสูจน์ตนเองว่าเป็นผู้ที่ประกาศคริสต์ศาสนาได้อย่างโดดเด่นที่สุดผู้หนึ่งในยุคสมัยนั้น ท่านมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการบริหารเขตปกครอง ซึ่งเป็นงานที่มีแง่มุมฝ่ายบ้านเมืองอยู่ด้วยอย่างมาก ท่านเป็นบิชอปถึงกว่า 35 ปี และระหว่างนั้น ท่านก็ได้มีอิทธิพลอย่างมากในฐานะบิชอปแห่งฮิปโป ทั้งในการนำทางพระศาสนจักรคาทอลิกในแอฟริกาที่เป็นดินแดนของจักรวรรดิโรมัน และทั้งต่อคริสต์ศาสนาโดยรวม ซึ่งในขณะนั้นต้องเผชิญกับกลุ่มมิจฉาทิฏฐิต่าง ๆ ที่สร้างความวุ่นวาย ใช้ความรุนแรง และนำมาซึ่งความแตกแยก เช่นลัทธิมาณีกี ลัทธิโดนาโต[ที่สอนว่าหากคริสตชนผู้ใดยอมแพ้ต่อการเบียดเบียน เขาต้องรับศีลล้างบาปใหม่อีกครั้ง] และลัทธิเปลาจีโอ[ที่สอนว่าคนย่อมได้รับความชอบธรรมด้วยการทำดี] ซึ่งต่างก็บ่อนทำลายความเชื่อคริสต์ศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวผู้ทรงมีพระเมตตายิ่งใหญ่
นักบุญเอากุสตินได้มอบตนเองไว้กับพระเจ้าในทุก ๆ วันจนกระทั่งวาระสุดท้าย [ในช่วงบั้นปลายชีวิต] ท่านป่วยเป็นไข้ขณะที่เมืองฮิปโปถูกปิดล้อมโดยกองทัพชาวแวนดัลผู้รุกรานถึงเกือบสามเดือน ปอสสิดิโอ ซึ่งเป็นมิตรสหายผู้หนึ่งของนักบุญเอากุสติน ได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติของเอากุสตินว่า ในขณะนั้น [นักบุญเอากุสติน ผู้เป็น]บิชอป[แห่งฮิปโป] ได้ขอให้คนคัดลอกเพลงสดุดีที่แสดงความทุกข์ถึงบาปด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ “และให้นำแผ่นจารึกนั้นติดไว้บนผนังห้อง เพื่อที่ว่าในเวลาที่ท่านนอนป่วยอยู่ติดเตียง ท่านจะได้เห็นและอ่าน[เพลงสดุดีเหล่านี้] และท่านก็ได้หลั่งน้ำตาอุ่น ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อน” (31, 2) นักบุญเอากุสตินใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตเช่นนี้ ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ปี 430 ขณะที่ท่านกำลังจะมีอายุได้ 76 ปี และในการสอนคำสอนครั้งต่อ ๆ ไป พวกเราก็จะได้ทำความรู้จักกับผลงานของท่าน ตลอดจนสิ่งที่ท่านต้องการสื่อ และประสบการณ์ฝ่ายจิตของท่าน
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience มาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
