ข้อคิดในมิสซา วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.2026

นักบุญอันตน มารีย์ คลาเรต์ เกิดที่แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ค.ศ. 1807 ในครอบครัวช่างทอผ้า เมื่อเป็นหนุ่มท่านเดินทางไปบาร์เซโลนาและมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบลวดลายสำหรับเครื่องทอผ้าแบบฌักการ์ด (Jacquard) คือ เทคนิคการทอผ้าที่สร้างลวดลายให้ปรากฏขึ้นเป็นเนื้อเดียวกันโดยตรงบนผืนผ้า แทนที่จะเป็นการพิมพ์สีหรือปักทับลงไปบนผิวผ้าท่านมีอนาคตสดใสในวงการสิ่งทอ แต่วันหนึ่งพระวาจาของพระเยซูเจ้าดังก้องในใจท่านว่า “มนุษย์จะได้ประโยชน์อะไร หากได้โลกทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน?” คำถามนี้เปลี่ยนทิศทางชีวิตของท่าน จากผู้ทอเส้นด้าย ท่านกลายเป็นผู้ทอหัวใจมนุษย์ให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

สิ่งนี้สอดคล้องอย่างงดงามกับบทอ่านจากจดหมายถึงชาวเอเฟซัส นักบุญเปาโลบอกเราว่า พระเยซูเจ้าประทานพระพรให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเป็นอัครสาวก บางคนเป็นประกาศก บางคนเป็นผู้นำข่าวดี บางคนเป็นผู้อภิบาลและอาจารย์ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า

นักบุญคลาเรต์ไม่ได้ทิ้งความสามารถเดิมของท่าน แต่ทรงยอมให้พระเจ้า เปลี่ยนจุดประสงค์ของความสามารถนั้น ทักษะด้านการพิมพ์ การออกแบบ และการสื่อสาร กลายเป็นเครื่องมือแพร่ธรรม ท่านเขียนหนังสือและหนังสือเล็กจำนวนมาก ก่อตั้งสำนักพิมพ์ศาสนา และแจกจ่ายสิ่งพิมพ์เพื่อให้พระวรสารเข้าถึงประชาชนธรรมดา

ท่านเข้าใจสิ่งที่พระศาสนจักรในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องเข้าใจเช่นกันว่า ถ้าความเท็จเดินทางด้วยความเร็ว พระวรสารจะเดินอย่างเชื่องช้าไม่ได้ ในอดีตท่านใช้แท่นพิมพ์ วันนี้เราอาจใช้โทรศัพท์มือถือ สื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอ หรือข้อความสั้นๆ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราใช้สื่อมากเพียงใด?” แต่คือ “สิ่งที่เราส่งต่อ ช่วยสร้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า หรือสร้างความแตกแยก?” เราส่งต่อความหวัง หรือส่งต่อความกลัว? เราส่งต่อความจริง หรือส่งต่อข่าวที่ยังไม่ตรวจสอบ? เราใช้พระพรเพื่อรับใช้ หรือใช้เพื่อทำให้ตนเองโดดเด่น? พระพรที่ไม่ยอมนำออกมาแบ่งปัน เปรียบเหมือนกิ่งไม้ที่มีใบดกแต่ไม่มีผล

เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครสังฆราชแห่งซันติอาโก ประเทศคิวบา นักบุญคลาเรต์พยายามปฏิเสธ เพราะท่านปรารถนาเป็นธรรมทูตธรรมดามากกว่า แต่เมื่อยอมรับ ท่านไม่ได้เป็นพระสังฆราชที่นั่งรอประชาชนในสำนักหรูหรา ท่านออกเยี่ยมสังฆมณฑล เดินทางไปยังถิ่นกันดาร จัดตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล การฝึกอาชีพ และโครงการช่วยให้คนยากจนพึ่งตนเองได้ อีกทั้งยังร่วมก่อตั้งคณะนักบวชหญิงเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กหญิง ท่านไม่ได้ถามเพียงว่า “ชาวบ้านร่วมมิสซาหรือยัง?” แต่ถามด้วยว่า “เด็กๆ มีโรงเรียนไหม?” “คนป่วยมีผู้ดูแลไหม?” “ครอบครัวมีหนทางดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีไหม?”

นี่คือการพรวนดินแบบพระวรสาร การประกาศข่าวดีมิใช่เพียงสอนให้คนมองขึ้นไปบนสวรรค์ แต่ต้องช่วยให้เขายืนขึ้นบนแผ่นดินด้วยศักดิ์ศรีของบุตรพระเจ้า พระศาสนจักรวันนี้จึงต้องไม่เป็นเพียงต้นไม้ที่รักษารูปลักษณ์ภายนอก แต่ต้องเกิดผลเป็นความเมตตา การศึกษา การเยียวยา การสร้างงาน การปกป้องผู้อ่อนแอ และการเปิดประตูต้อนรับผู้ที่รู้สึกว่าไม่มีที่ยืน

เหตุการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองโอลกิน ประเทศคิวบา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1856 ชายคนหนึ่งใช้มีดโกนทำร้ายท่านอย่างรุนแรงที่ใบหน้า จากบริเวณหูลงมาถึงแก้ม นักบุญคลาเรต์รอดชีวิต แต่ต้องมีรอยแผลเป็นติดตัว เมื่อผู้ทำร้ายถูกตัดสินประหารชีวิต คนที่วิงวอนขอชีวิตของเขาไว้กลับเป็นผู้ที่ถูกเขาทำร้ายเอง นักบุญคลาเรต์ขอให้ลดโทษประหารลงเป็นโทษจำคุก  เราลองคิดดู… มีดโกนของชายคนนั้นกรีดใบหน้าของพระสังฆราช แต่พระสังฆราชไม่ยอมให้มีดโกนเล่มเดียวกันกรีดหัวใจของท่านให้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง นี่คือต้นมะเดื่อที่เกิดผลจริง ไม่ใช่ผลของคำเทศน์ลึกซึ้งกินใจ แต่เป็นผลของการให้อภัยศัตรู

ผู้ร้ายตั้งใจฝาก “รอยแผล” ไว้บนใบหน้าของนักบุญ แต่ในที่สุดนักบุญกลับฝาก “รอยแห่งพระเมตตา” ไว้ในชีวิตของผู้ร้าย บางทีเราไม่มีศัตรูที่ถือมีดโกนมาปาดใบหน้า แต่มีคนใช้คำพูดเฉือนหัวใจเรา มีคนทำลายชื่อเสียงของเรา มีคนเนรคุณอกตัญญู หรือทำให้เราเจ็บปวดมาหลายปี พระเจ้ามิได้ขอให้เราเรียกความชั่วว่าความดี และการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องมีความยุติธรรม แต่หมายความว่า เราจะไม่ยอมให้บาดแผลของคนอื่นเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนที่มีหัวใจเหมือนผู้ทำร้าย

ในพระวรสาร ผู้คนเล่าเรื่องชาวกาลิลีที่ถูกปีลาตสังหาร และคนสิบแปดคนที่ถูกหอคอยสิโลอัมทับตาย พวกเขาคงต้องการให้พระเยซูเจ้าชี้ว่า “ใครผิด ใครบาป ใครสมควรได้รับเคราะห์ร้าย” แต่พระเยซูเจ้าไม่ทรงเล่นเกมกล่าวโทษ พระองค์กลับถามผู้ฟังว่า“พวกท่านเองล่ะกลับใจแล้วหรือยัง?” คำตอบนี้สำคัญต่อชาวโลกปัจจุบันมาก เมื่อเกิดภัยพิบัติ สงคราม โรคระบาด ความล้มเหลว หรือความขัดแย้ง เรามักรีบหาว่าใครผิด แล้วใช้ความทุกข์ของผู้อื่นเป็นเวทีตัดสินกัน แต่พระเยซูเจ้าทรงเชิญเราให้เปลี่ยนคำถามจาก “ทำไมเรื่องนี้เกิดกับพวกเขา?” เป็น “เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ฉันเปลี่ยนแปลงอะไร?” ดังนั้น เมื่อเห็นความทุกข์ อย่าซุบซิบ—จงช่วยเหลือ, เมื่อเห็นความผิดพลาด อย่าประณาม—จงเตือนด้วยความรัก, เมื่อได้รับพระพร อย่าเก็บไว้—จงนำมาเสริมสร้างพระวรกายของพระเยซูเจ้า

นักบุญอันตน มารีย์ คลาเรต์ เคยเป็นช่างทอผ้า เป็นธรรมทูต เป็นนักเขียน เป็นผู้ก่อตั้งคณะนักบวช เป็นพระสังฆราช เป็นผู้ถวายคำปรึกษาแก่พระราชินี และสุดท้ายเป็นผู้ลี้ภัย ท่านเสียชีวิตในอารามชิสเตอร์เซียนที่ประเทศฝรั่งเศส วันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1870 ชีวิตของท่านดูเหมือนมีหลายบทบาท แต่มีหัวใจเพียงดวงเดียว คือหัวใจของธรรมทูต

บางทีปีนี้อาจเป็น “อีกหนึ่งปี” ที่คนสวนวิงวอนขอไว้ให้เรา, อีกหนึ่งปีที่จะคืนดีกับใครสักคน, อีกหนึ่งปีที่จะเลิกนิสัยที่ทำร้ายครอบครัว, อีกหนึ่งปีที่จะใช้พระพรรับใช้วัดและสังคม, อีกหนึ่งปีที่จะเปลี่ยนจากคริสตชนที่มีเพียงใบ ให้เป็นคริสตชนที่มีผล ขออย่าให้พระเจ้าต้องประทานเวลาเพิ่มแก่เรา เพื่อให้เราอยู่เหมือนเดิม

ขอวิงวอนให้นักบุญอันตน มารีย์ คลาเรต์ ผู้เคยทอผ้าด้วยเส้นด้าย และต่อมาได้ถักทอผู้คนเข้าด้วยกันด้วยพระวรสาร ช่วยวิงวอนเพื่อเรา ให้พระพรทุกประการที่เราได้รับกลายเป็นผลแห่งความรัก และให้บาดแผลทุกแห่งในชีวิตของเรา มิได้ออกผลเป็นความขมขื่น แต่เกิดผลเป็นพระเมตตา การให้อภัย และความหวัง อาแมน.


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ