ข้อคิดในมิสซา วันพุธที่ 21 ตุลาคม ค.ศ.2026

วันนี้นักบุญเปาโลกล่าวว่า ท่านได้รับ “หน้าที่จัดการพระหรรษทานของพระเจ้า”คำว่า “ผู้จัดการ” หมายถึง คนที่รู้ว่า สิ่งซึ่งอยู่ในมือของตนไม่ได้มีไว้เพื่อตนเองเท่านั้น แต่ได้รับมอบหมายมาเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น โกเรียวเป็นเจ้าของฟ่อนข้าวตามกฎหมาย แต่ในหัวใจ เขาเป็นเพียงผู้จัดการของสิ่งที่สามารถช่วยชีวิตคนได้

นี่คือเหตุผลที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดได้รับมาก จะถูกเรียกร้องจากผู้นั้นมาก”พระองค์ไม่ได้ถามว่าเรามีข้าวกี่กอง มีเงินเท่าไร มีตำแหน่งใหญ่เพียงใด หรือมีความสามารถมากแค่ไหน แต่พระองค์จะถามว่า “เมื่อคลื่นกำลังมาถึงพี่น้องของเจ้า เจ้าใช้สิ่งที่เราให้ไว้ทำอะไร?” บางคนมีความรู้—อาจใช้ความรู้นั้นเป็นแสงเตือนภัย, บางคนมีทรัพย์สิน—อาจเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นที่พึ่งของผู้ทุกข์ยาก, บางคนมีตำแหน่ง—อาจใช้ตำแหน่งเปิดประตูให้ผู้ที่ไม่มีเสียง, บางคนมีประสบการณ์แห่งความเจ็บปวด—อาจใช้บาดแผลของตนช่วยปลอบโยนผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์เช่นเดียวกันปัญหาไม่ใช่ว่าเรามีน้อยหรือมาก แต่คือ เมื่อถึงเวลาจำเป็น เรากล้ายอมให้พระพรของเราถูกใช้หรือไม่?  มีบางสิ่งที่หากเราเก็บไว้ เราจะสูญเสียมันไปพร้อมกับทุกคน แต่หากเรากล้ายอมสละ มันจะกลายเป็นแสงช่วยชีวิตผู้คน ในคืนนั้น โกเรียวดูเหมือนสูญเสียฟ่อนข้าวทั้งหมด แต่แท้จริงแล้ว เขาได้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีค่ากว่าข้าวทั้งทุ่ง—คือชีวิตของเพื่อนบ้าน บางครั้งพระเจ้าไม่ได้ถามว่า “เจ้ารักษาสิ่งที่เราให้ไว้ได้ครบหรือไม่?”แต่ทรงถามว่า “เจ้ากล้าใช้มันเพื่อช่วยชีวิตใครบ้าง?” วันนี้เรากำลังดูแลสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอย่างไร?

พระเยซูเจ้าเล่าเรื่องผู้จัดการสองแบบ คนแรก เมื่อเจ้านายไม่อยู่ เขายังคงแจกจ่ายอาหารให้คนในบ้านตามเวลา เขาซื่อสัตย์แม้ไม่มีใครมองเห็น ส่วนคนที่สองคิดว่า “นายคงยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้หรอก” เขาจึงเริ่มทำร้ายคนอื่น กิน ดื่ม และเมามาย เขาลืมไปว่า ตนเองไม่ใช่เจ้าของบ้าน แต่เป็นเพียงผู้ดูแลบ้านแทนเจ้าของ บาปของเขาจึงไม่ใช่เพียงการกินหรือดื่ม แต่คือการเอาสิ่งที่เจ้านายมอบหมายให้ดูแล มาใช้เพื่อตนเอง และใช้อำนาจทำร้ายผู้อื่น

นี่คือจุดที่บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส เข้ามาให้แสงสว่าง นักบุญเปาโลกล่าวว่า ท่านได้รับ “หน้าที่จัดการพระหรรษทานของพระเจ้า” คำว่า “จัดการ” ในภาษากรีกคือ “oikonomía” หมายถึงการดูแลบ้านหรือบริหารทรัพย์สินแทนเจ้าของ เปาโลจึงไม่ได้มองการเป็นอัครสาวกว่าเป็นตำแหน่งเกียรติยศ แต่เป็นการรับฝากพระหรรษทาน เพื่อนำไปมอบแก่ผู้อื่น และ “ธรรมล้ำลึก” ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่ท่านก็คือ คนต่างชาติไม่ได้เป็นพลเมืองชั้นสองในพระศาสนจักร แต่เป็น “ผู้ร่วมรับมรดก เป็นอวัยวะของพระกายเดียวกัน และมีส่วนร่วมในพระสัญญาเดียวกัน”

คำว่า “ธรรมล้ำลึก” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปริศนาที่พระเจ้าทรงซ่อนเพื่อให้มนุษย์เดา แต่หมายถึงแผนการแห่งความรักที่เคยซ่อนอยู่ และบัดนี้ถูกเปิดเผยในพระเยซูเจ้าเจ้า นั่นคือ ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนนอกในพระทัยของพระเจ้า ชาวยิวและคนต่างชาติ คนใกล้และคนไกล คนมีการศึกษาและคนธรรมดา คนมั่งมีและคนยากจน ทุกคนได้รับเชิญให้เข้ามาเป็นสมาชิกพระกายเดียวกัน เพราะฉะนั้น พระศาสนจักรจึงไม่ใช่ “สโมสรของคนดี” และไม่ใช่ “บ้านส่วนตัวของคนบางกลุ่ม” แต่เป็นบ้านของพระเจ้า ซึ่งเราทุกคนได้รับหน้าที่ให้ดูแล และเปิดประตูต้อนรับผู้ที่พระองค์ทรงเรียก

บางครั้งเราอาจเผลอคิดว่า “วัดของฉัน กลุ่มของฉัน ตำแหน่งของฉัน เงินของฉัน ความสามารถของฉัน” แต่พระวาจาวันนี้เตือนว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่กรรมสิทธิ์ที่เราจะใช้ตามใจชอบ ทั้งหมดเป็นของฝากจากพระเจ้า, พ่อแม่ไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของลูก แต่เป็นผู้ดูแลชีวิตที่พระเจ้าทรงฝากไว้, ผู้มีความรู้ไม่ได้รับความรู้ไว้เพื่อดูถูกคนที่รู้น้อยกว่า แต่เพื่อให้แสงสว่างแก่เขา, ผู้มีทรัพย์ไม่ได้รับทรัพย์ไว้เพื่อสร้างกำแพงให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อสร้างสะพานไปหาผู้ขัดสน, ผู้มีตำแหน่งในพระศาสนจักรไม่ได้รับอำนาจเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ตน แต่เพื่อแจกจ่าย “อาหารตามเวลา” คือพระวาจา ความหวัง ความยุติธรรม และความเมตตาแก่ประชากรของพระเจ้า แม้แต่เวลา สุขภาพ ประสบการณ์ และบาดแผลในชีวิตของเรา ก็อาจกลายเป็นพระพรสำหรับใครบางคนได้ หากเรายอมให้พระเจ้าใช้มัน

พระเยซูเจ้าตรัสประโยคที่จริงจังมากว่า “ผู้ใดได้รับมาก จะถูกเรียกร้องจากผู้นั้นมาก และผู้ใดได้รับมอบหมายมาก ก็จะถูกเรียกร้องจากผู้นั้นมากยิ่งขึ้น” ถ้อยคำนี้ไม่ควรทำให้เรากลัวจนไม่กล้าทำอะไร แต่ควรปลุกเราให้ตื่น คนที่รู้มาก ย่อมรับผิดชอบมากกว่าคนที่ไม่รู้, คนที่มีเสียงดังในสังคม ย่อมต้องระวังคำพูดมากกว่า, คนที่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ ย่อมต้องรับผิดชอบต่อความจริงมากกว่า, คนที่รับใช้ในพระศาสนจักร ย่อมต้องระวังมากกว่า มิให้ใช้นามของพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของตน

ในยุคที่ข่าวปลอมสามารถเดินทางรอบโลกภายในไม่กี่วินาที ก่อนส่งต่อข่าวใด เราจึงต้องตื่นและใช้มโนธรรม เพราะโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ ในมือเรา อาจกลายเป็นทั้งเครื่องมือสร้างสันติสุข หรืออาวุธทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น บางทีเมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จกลับมา พระองค์อาจไม่ถามเราว่า “เธอมีของมากเพียงใด?” แต่อาจถามว่า “สิ่งที่เราให้เธอ เธอใช้เพื่อใครบ้าง?” พระองค์อาจไม่ถามว่า “เธอมีตำแหน่งสำคัญเพียงใด?”
แต่อาจถามว่า “เมื่อไม่มีใครมองเห็น เธอยังซื่อสัตย์หรือไม่?” และพระองค์อาจไม่ถามว่า “เธอเฝ้ารอเรานานเท่าไร?” แต่อาจถามว่า “ระหว่างที่รอ เธอแจกจ่ายอาหารให้พี่น้องหรือปล่อยให้พวกเขาหิว?” เพราะในที่สุดแล้ว ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ไม่ใช่คนที่เก็บรักษาทุกสิ่งไว้ได้ครบถ้วนที่สุด แต่คือคนที่สามารถถวายคืนแด่พระเจ้า พร้อมกล่าวว่า “พระเจ้าข้า พระพรที่พระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้า บัดนี้ได้กลายเป็นพระพรแก่ผู้อื่นแล้ว”

“ฮามากูจิ โกเรียวตื่นเฝ้า จึงมองเห็นคลื่นก่อนคนอื่น นักบุญเปาโลตื่นเฝ้าฝ่ายจิต จึงมองเห็นแผนการของพระเจ้าว่า คนต่างชาติก็เป็นผู้ร่วมรับมรดก ส่วนเราคริสตชนต้องตื่นพอที่จะเห็นทั้งภัยที่กำลังคุกคามผู้อื่น และพระพรที่พระเจ้าทรงวางไว้ในมือเราเพื่อช่วยเขา”

ตามเรื่องเล่าในบทเทศน์เกี่ยวกับสัญญาณเตือนภัยสึนามิ“สิ่งที่ไหม้ในคืนนั้นคือฟ่อนข้าว แต่สิ่งที่ส่องสว่างขึ้นมาคือหัวใจของผู้จัดการที่ซื่อสัตย์”

“นายโกเรียวยอมเสียสิ่งที่ตนเป็นเจ้าของ เพื่อช่วยคนที่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของ”

แกนประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์จริงจากสึนามิอันเซ-นันไค ค.ศ. 1854 หลังจากนั้นโกเรียวยังช่วยผู้ประสบภัยและสนับสนุนการสร้างคันกั้นคลื่นยาว 600 เมตร ต่อมาเหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้ญี่ปุ่นผลักดันทุกวันที่ 5 พฤศจิกายนเป็นวันเตรียมพร้อมรับมือสึนามิ และสหประชาชาติกำหนดเป็นวันตระหนักรู้สึนามิโลกด้วย


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ