
บทเทศน์และข้อคิด วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2026 (bis)
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารนักบุญลูกา 6:6-11



หัวข้อ “จงยื่นมือออกมา”
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ลี้ภัยชาวยิวหลายพันคนมารวมตัวอยู่หน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในลิทัวเนีย พวกเขากำลังหลบหนีความตายและต้องการวีซ่าเดินทางผ่านญี่ปุ่น
แต่หลายคนมีเอกสารไม่ครบ กงสุลญี่ปุ่นชื่อจิอูเนะ ซูงิฮาระ ขออนุญาตรัฐบาลเพื่อออกวีซ่าให้พวกเขา แต่ไม่ได้รับอนุญาตตามที่ร้องขอ
วันนั้น ซูงิฮาระต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง: “จะรักษากฎไว้ แล้วปล่อยให้คนตาย หรือยอมเสี่ยงเพื่อรักษาชีวิตมนุษย์?”
ในที่สุด เขาหยิบปากกาขึ้นมา เขียนวีซ่าด้วยมือครั้งแล้วครั้งเล่า ช่วยให้ครอบครัวหลายพันชีวิตมีทางหลบหนี มือข้างเดียวที่ถือปากกา กลายเป็นมือที่ช่วยคนหลายพันคนจากความตาย
วันนี้ ในศาลาธรรม พระเยซูเจ้าทรงพบชายคนหนึ่ง “มือลีบข้างขวา”
พระวรสารไม่ได้บอกว่าเขามีชื่ออะไร ไม่ได้บอกว่ามือของเขาลีบมาตั้งแต่เกิดหรือเกิดจากอุบัติเหตุ แต่สำหรับคนทำงาน มือขวาคือเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ มือที่ลีบจึงอาจหมายถึงรายได้ที่หายไป, ศักดิ์ศรีที่สูญเสีย, ครอบครัวที่เลี้ยงดูได้ยาก, และความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของผู้อื่น แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจความทุกข์ของเขา
พวกธรรมาจารย์ไม่ได้มองชายคนนั้นเพื่อถามว่า “เราจะช่วยเขาได้อย่างไร?” พวกเขามองเขาเพื่อใช้เป็นกับดักจับผิดพระเยซูเจ้า
ในสายตาของพระเยซูเจ้า เขาเป็นมนุษย์ที่กำลังทุกข์ แต่ในสายตาของพวกธรรมาจารย์ เขาเป็นเพียง “หลักฐานในคดี”
นี่คืออันตรายของศาสนาที่ไม่มีความรัก—เราสามารถรู้กฎทุกข้อ แต่ลืมคนที่กฎนั้นมีไว้เพื่อรับใช้
“จงลุกขึ้นมายืนตรงกลาง”
พระเยซูเจ้าตรัสกับชายมือลีบว่า “จงลุกขึ้นมายืนตรงกลาง”
ประโยคนี้งดงามมาก คนที่เคยนั่งหลบอยู่ข้างหลัง, คนที่อาจพยายามซ่อนมือพิการ, คนที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ, พระเยซูเจ้าทรงเรียกเขาให้ออกมายืนตรงกลาง
พระองค์กำลังบอกทุกคนว่า “หยุดมองกฎสักครู่ แล้วมองดูมนุษย์คนนี้”
บางครั้งปัญหาของเราไม่ใช่ว่าเราไม่มีตา แต่คือเรามองผิดจุด
เรามองว่าพิธีกรรมเรียบร้อยหรือไม่ แต่ไม่ได้มองว่าคนยากจนได้รับการต้อนรับหรือไม่
เรามองว่าใครแต่งกายไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้มองว่าเขาแบกความทุกข์อะไรเข้ามาในวัด
เรามองว่าครอบครัวของเขาไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้ถามว่าเขาพยายามรักษาความเชื่อไว้เพียงใด
เรามองข้อผิดพลาดของคนหนุ่มสาว แต่ไม่เคยถามว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าพระศาสนจักรไม่มีที่สำหรับเขา
พระเยซูเจ้าทรงเรียกคนชายขอบให้มายืนตรงกลาง เพราะหัวใจของพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่กำลังบาดเจ็บเสมอ
“ควรทำดีหรือทำชั่ว?”
พระเยซูเจ้าทรงถามว่า “ในวันสับบาโต ควรทำดีหรือทำชั่ว ควรช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิต?” แน่นอนว่าทุกคนรู้คำตอบ แต่ไม่มีใครตอบ เพราะถ้าตอบว่า “ควรทำดี” พวกเขาต้องยอมรับว่าพระเยซูเจ้าทรงทำถูกต้อง ชายมือลีบไม่ได้กำลังจะตาย เขาน่าจะรอถึงวันรุ่งขึ้นได้ แต่พระเยซูเจ้าไม่ทรงถามว่า “เขารอได้ไหม?” พระองค์ทรงถามว่า “ในเมื่อเราทำความดีได้วันนี้ ทำไมต้องปล่อยให้เขาทุกข์ต่อไปอีกหนึ่งวัน?”
บ่อยครั้งเราไม่ได้ปฏิเสธความดี เราเพียงเลื่อนมันออกไป
“ไว้พรุ่งนี้ค่อยขอโทษ”
“ไว้มีเวลาค่อยไปเยี่ยมคนป่วย”
“ไว้พร้อมกว่านี้ค่อยช่วยคนยากจน”
“ไว้คนอื่นเริ่มก่อน เราจึงค่อยเปลี่ยนแปลง”
แต่ความรักที่ถูกเลื่อนออกไป อาจกลายเป็นความรักที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
เราไม่รู้ว่าเรามีวันพรุ่งนี้หรือไม่ เรารู้เพียงว่า วันนี้มีคนหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าเรา และเราสามารถทำความดีแก่เขาได้
โลกที่มีมือแข็งแรง แต่ไม่ยอมยื่นมือ
โลกของเราวันนี้มี “มือ” ที่ทรงพลังมาก
มนุษย์ใช้มือสร้างเทคโนโลยีที่ติดต่อกันได้ทั่วโลก แต่บางครั้งกลับไม่ยอมจับมือคนในครอบครัว
เราใช้มือพิมพ์ความคิดเห็นได้ในไม่กี่วินาที แต่บางความคิดเห็นทำลายคนคนหนึ่งไปตลอดชีวิต
เราใช้มือเลื่อนดูความทุกข์ของผู้ประสบสงคราม ผู้ลี้ภัย และผู้ประสบภัยธรรมชาติ แล้วก็เลื่อนผ่านไปดูเรื่องอื่น
มือของเราไม่ได้ลีบทางกาย แต่มันอาจลีบเพราะความเฉยชา
พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้ตรัสกับชายคนนั้นเพียงคนเดียว พระองค์กำลังตรัสกับเราทุกคนว่า
“จงยื่นมือออกมา”
ยื่นมือเพื่อให้อภัย, ยื่นมือเพื่อประคองผู้ล้ม, ยื่นมือเพื่อหยุดการนินทา, ยื่นมือเพื่อลงคะแนนหรือทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์, ยื่นมือเพื่อเขียนข้อความให้กำลังใจ แทนข้อความที่ทำร้าย, ยื่นมือเพื่อแบ่งปันสิ่งที่เรามีแก่ผู้ขาดแคลน, เพราะมือที่ไม่ยื่นออกไปหาใคร ในที่สุดอาจกลายเป็นมือที่ลีบทางจิตวิญญาณ เมื่อพระศาสนจักรมองแต่กฎเกณฑ์เคร่งครัด แต่มองไม่เห็นความเป็นคน
พระวรสารตอนนี้ยังท้าทายพระศาสนจักรอย่างตรงไปตรงมา
กฎระเบียบมีความสำคัญ เพราะช่วยคุ้มครองความเชื่อ ความยุติธรรม และความเป็นระเบียบ แต่เมื่อเรารักษากฎจนลืมจุดหมายของกฎ เราอาจกลายเป็นเหมือนพวกธรรมาจารย์
วัดอาจเปิดประตูตรงเวลา แต่หัวใจของชุมชนอาจปิดอยู่
เราอาจประกอบพิธีอย่างถูกต้องทุกประการ แต่คนยากจน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ คนต่างศาสนา ครอบครัวที่มีบาดแผล หรือผู้ที่เคยทำผิด อาจรู้สึกว่าตนไม่มีที่ยืน
เราอาจถามว่า “บุคคลนี้มีสิทธิ์ได้รับอะไรบ้าง?” แต่พระเยซูเจ้าอาจกำลังถามว่า
“เราจะช่วยเขาให้กลับมามีชีวิตได้อย่างไร?”
นี่ไม่ได้หมายความว่าพระศาสนจักรต้องยกเลิกกฎหรือเรียกทุกสิ่งว่าถูกต้อง แต่หมายความว่า กฎของพระศาสนจักรต้องรับใช้ความรอดของมนุษย์ ไม่ใช่เปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นทาสของระบบ
การอภิบาลที่แท้จริงไม่ใช่การลดมาตรฐานของพระวรสาร แต่คือการเดินเข้าไปช่วยคนให้สามารถลุกขึ้นดำเนินชีวิตตามพระวรสารได้ ใครกันแน่ที่ต้องได้รับการรักษา?
ตอนเริ่มเรื่องพระวรสาร ดูเหมือนว่ามีคนป่วยเพียงคนเดียว คือชายมือลีบ
แต่เมื่อเรื่องจบ เราพบว่ามีผู้ป่วยสองกลุ่ม:
ชายคนนั้นมีมือลีบ ส่วนพวกธรรมาจารย์มีหัวใจลีบ
ชายมือลีบยอมลุกขึ้น ยอมออกมายืนตรงกลาง ยอมเปิดเผยส่วนที่พิการของตน
และเมื่อเขาเชื่อฟังพระเยซูเจ้า มือของเขาก็หายเป็นปกติ
ส่วนพวกธรรมาจารย์ไม่ยอมรับว่าหัวใจของตนป่วย จึงออกไปปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับพระเยซูเจ้า
นี่คือเรื่องราวสอนใจอันน่าเศร้า: พวกเขาไม่ยอมให้พระเยซูเจ้ารักษาคนในวันสับบาโต แต่กลับวางแผนทำร้ายพระเยซูเจ้าในวันสับบาโต พวกเขาโกรธที่พระองค์ทรงทำความดี แต่ไม่โกรธความเกลียดชังในหัวใจตนเอง
วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงหันมาหาเราและตรัสว่า “จงยื่นมือออกมา”
บางทีพระองค์ไม่ได้ต้องการเห็นมือที่สมบูรณ์แบบ พระองค์ต้องการให้เรายื่นมือที่บาดเจ็บ มือที่เคยทำผิด มือที่เคยปิดกำแน่น มือที่เคยผลักไสผู้อื่น ออกมาให้พระองค์ทรงรักษา ชายในพระวรสารไม่ได้รอให้มือหายก่อนจึงยื่นออกมา เขายื่นมือที่ลีบออกไปตามสภาพ และขณะที่เขายื่นออกไป มือของเขาก็กลับเป็นปกติ
เราไม่ต้องรอให้ตนเองพร้อมจึงเริ่มทำความดี ไม่ต้องรอให้ร่ำรวยจึงแบ่งปัน ไม่ต้องรอให้ศักดิ์สิทธิ์จึงให้อภัย ไม่ต้องรอให้ไร้บาดแผลจึงช่วยรักษาผู้อื่น จงยื่นมือออกมาตามสภาพที่เราเป็น แล้วพระหรรษทานของพระเจ้าจะทำสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง
ซูงิฮาระยื่นมือออกไปหยิบปากกา และมือนั้นช่วยคนหลายพันชีวิต
วันนี้ มือของเราอาจไม่ได้ถูกเรียกให้ช่วยคนหลายพันคน บางทีพระเจ้าทรงขอเพียงให้ช่วยคนหนึ่งคน ให้อภัยหนึ่งคน รับฟังหนึ่งคน หรือพาคนหนึ่งคนกลับมาพบความหวัง และสำหรับคนคนนั้น มือของเราอาจเป็นมือของพระเยซูเจ้าเอง
โลกไม่ได้ขาดมือที่แข็งแรง แต่ขาดหัวใจที่สั่งให้มือนั้นยื่นออกไปช่วยผู้อื่น
ขอพระเยซูเจ้าทรงรักษา ไม่เพียงมือที่อ่อนแรงของเรา แต่โดยเฉพาะหัวใจที่อาจกำลังลีบเพราะกฎเกณฑ์ อคติ ความกลัว และความเฉยชา เพื่อเราจะกล้ายื่นมือออกไป ทำความดี และช่วยชีวิตในวันนี้ อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ – เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

บทเทศน์และข้อคิด วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2026
บทอ่านที่หนึ่งจาก 1 โครินธ์ 5:1-8
บทอ่านตอนนี้ฟังดูรุนแรง เพราะเปาโลกล่าวถึงสมาชิกคนหนึ่งในชุมชนที่ “อยู่กินกับภรรยาของบิดา” ซึ่งน่าจะหมายถึงแม่เลี้ยงของตน ความสัมพันธ์เช่นนี้ขัดต่อธรรมบัญญัติอย่างชัดเจน (ลนต 18:8) และแม้แต่สังคมต่างศาสนาในเวลานั้นก็ยังถือเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เปาโลเจ็บปวดยิ่งกว่าบาปของชายคนนั้น คือท่าทีของชุมชนคริสตชน: “แทนที่ท่านจะเป็นทุกข์ ท่านกลับหยิ่งผยอง” ปัญหาจึงไม่ได้มีเพียงว่า “มีคนหนึ่งทำบาป” แต่คือชุมชนเริ่มสูญเสียความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เห็นสิ่งผิดเป็นเรื่องธรรมดา และอาจนำคำว่า “ใจกว้าง” หรือ “เมตตา” มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง



1. “เชื้อแป้งเล็กน้อยทำให้แป้งดิบฟูขึ้นทั้งก้อน”
เชื้อแป้งเพียงเล็กน้อยสามารถแทรกซึมไปทั่วแป้งทั้งก้อน เช่นเดียวกับบาปที่ไม่มีใครกล้าทักท้วง มันจะค่อย ๆ กลายเป็นวัฒนธรรมของชุมชน
- การโกหกเพียงครั้งเดียว กลายเป็นนิสัย
- เงินจำนวนเล็กน้อยที่เบียดบัง กลายเป็นการทุจริตทั้งระบบ
- การนินทาเพียงประโยคเดียว ทำลายความสัมพันธ์ทั้งชุมชน
- การปกปิดความผิดเพื่อรักษาชื่อเสียง ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเจ็บปวดต่อไป
เปาโลไม่ได้เตือนให้เรากลัวคนบาป เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคนบาป แต่ให้กลัว “บาปที่เราเลิกเรียกว่าบาป”
2. อยากเล่าเรื่องให้ฟัง สิ่งเล็กน้อยอาจจะทำลายสิ่งยิ่งใหญ่
เมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1986 คนทั่วโลกกำลังจับตามองการปล่อยกระสวยอวกาศ แชลเลนเจอร์ ขององค์การนาซา บนยานมีนักบินอวกาศเจ็ดคน รวมทั้งครูหญิงคนหนึ่งซึ่งได้รับเลือกให้เดินทางขึ้นไปสอนบทเรียนจากอวกาศ เด็กนักเรียนทั่วประเทศกำลังเฝ้าดูการถ่ายทอดสดด้วยความตื่นเต้น ยานทะยานขึ้นอย่างสง่างาม แต่เพียง 73 วินาทีหลังออกจากฐาน มันก็แตกสลายกลางท้องฟ้า นักบินอวกาศทั้งเจ็ดคนเสียชีวิต
หลังโศกนาฏกรรม มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญนำเสนอข้อมูลซับซ้อนมากมาย ทั้งกราฟ ตัวเลข และศัพท์วิศวกรรมที่คนทั่วไปแทบฟังไม่เข้าใจ หนึ่งในคณะกรรมการคือ ริชาร์ด ไฟน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ระหว่างการถ่ายทอดสดการสอบสวน ไฟน์แมนหยิบชิ้นส่วนยางเล็ก ๆ ที่เรียกว่า O-ring ใช้คีมบีบมันแล้วจุ่มลงในแก้วน้ำเย็นจัด เมื่อเอาขึ้นมาและปล่อยคีม ยางกลับไม่คืนรูปทันที เขาอธิบายอย่างง่าย ๆ ว่า ในอากาศหนาวจัด ยางชนิดนี้สูญเสียความยืดหยุ่น จึงไม่สามารถปิดรอยต่อของจรวดได้ทันเวลา ก๊าซร้อนจึงรั่วออกมาและนำไปสู่หายนะ ยานอวกาศทั้งลำใหญ่โตมหึมา ใช้งบประมาณมหาศาล สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนหลายล้านชิ้น มีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นยอดดูแล แต่ทั้งหมดต้องพังลงเพราะยางวงเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่ของมันไม่ได้ ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ ก่อนวันปล่อยยาน วิศวกรบางคนเคยเตือนแล้วว่าอากาศหนาวอาจทำให้ O-ring มีปัญหา แต่คำเตือนนั้นไม่ได้รับน้ำหนักเพียงพอ และความผิดปกติของ O-ring เคยปรากฏในเที่ยวบินก่อนหน้าโดยยังไม่เกิดหายนะ จึงค่อย ๆ ถูกมองว่า “คงไม่เป็นไร” รายงานสอบสวนภายหลังชี้ว่า หากวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเสียหายของ O-ring กับอุณหภูมิอย่างรอบคอบ ความเสี่ยงย่อมมองเห็นได้
ข้อคิดสำคัญคือว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “ไม่มีใครรู้” แต่คือ มีคนรู้ มีคนเตือน ทว่าองค์กรคุ้นเคยกับความผิดปกติ จนเรียกสิ่งอันตรายว่าเป็นเรื่องธรรมดา นี่เองคือสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนโครินธ์ นักบุญเปาโลไม่ได้ตกใจเพียงเพราะมีคนทำบาป แต่ตกใจเพราะทั้งชุมชนรู้ กลับไม่เป็นทุกข์ และยังวางเฉยราวกับว่า “ที่ผ่านมาไม่เห็นเกิดอะไรขึ้น ครั้งนี้ก็คงไม่เป็นไร” แต่สิ่งที่ “ยังไม่เกิดเรื่อง” ไม่ได้แปลว่า “สิ่งนั้นถูกต้อง”
วันนี้นักบุญเปาโลกล่าวว่า “เชื้อแป้งเพียงเล็กน้อยทำให้แป้งดิบฟูขึ้นทั้งก้อน” ยานอวกาศแชลเลนเจอร์ไม่ได้พังเพราะทุกชิ้นส่วนเสีย แต่มันพังเพราะชิ้นส่วนเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งบกพร่อง และคำเตือนเกี่ยวกับมันถูกมองข้าม สิ่งต้องคิดคือ ครอบครัว ชุมชน สังคม และพระศาสนจักรก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนทำผิดจึงจะเกิดหายนะ บางครั้งเพียงความผิดเดียวที่ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครกล้าพูด ก็สามารถทำร้ายทั้งชุมชนได้
ความชั่วที่อันตรายที่สุดจึงไม่ใช่ความชั่วที่ไม่มีใครเห็น แต่คือความชั่วที่ทุกคนเห็น แล้วช่วยกันพูดว่า “ช่างเถอะ…ไม่เป็นไรหรอก”
3. ข้อคิดสำหรับชีวิตและพระศาสนจักร
ในครอบครัว เราอาจเห็นคำพูดที่ทำร้ายกัน แต่คิดว่า “เขาก็พูดแบบนี้มานานแล้ว”
ในองค์กร เราอาจเห็นการเอาเปรียบหรือการทุจริตเล็ก ๆ แต่คิดว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” ในพระศาสนจักร เราอาจเห็นการใช้อำนาจผิด การทำร้ายผู้อ่อนแอ หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวเสียชื่อเสียงหรือทำลายความสามัคคีแต่ความเงียบไม่ได้แก้ปัญหา มันเพียงปล่อยให้เชื้อแป้งทำงานต่อไป
อย่างไรก็ตาม เปาโลไม่ได้สอนให้เราออกตามล่าและประจานคนผิด เป้าหมายของการตักเตือนไม่ใช่เพื่อให้ใคร “แตกสลายเหมือนยานแชลเลนเจอร์” แต่เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก่อนจะสายเกินไป ปกป้องผู้บริสุทธิ์ และช่วยผู้ทำผิดให้กลับใจ
4. สรุปภาพรวมข้อคิดในวันนี้
แชลเลนเจอร์ไม่ได้ถูกทำลายเพียงเพราะ O-ring เล็กเกินไป แต่เพราะคำเตือนถูกมองว่าเล็กเกินกว่าจะรับฟัง หรืออีกนัยหนึ่งที่อาจสอนใจ บาปเล็ก ๆ ที่เรากล้ายอมรับต่อพระเจ้า ยังไม่น่ากลัวเท่าบาปที่เรารู้ว่าผิด แต่ช่วยกันเรียกมันว่า “เรื่องธรรมดา” เชื้อแป้งของโลกปัจจุบัน ในสังคมวันนี้ ความชั่วร้ายจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากเรื่องใหญ่ แต่มาจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราปล่อยไว้
ครั้งแรก เราแต่งเรื่องเพียงเล็กน้อย ครั้งต่อมา เราเรียกว่า “การสื่อสารเชิงกลยุทธ์” ครั้งแรก เรานำของส่วนรวมกลับบ้าน ต่อมา เราบอกว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกัน”
ครั้งแรก เราส่งข้อความที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ต่อมา ข่าวเท็จทำลายชื่อเสียงและชีวิตของคนคนหนึ่ง
ครั้งแรก เราหัวเราะกับมุกที่เหยียดคนอื่น ต่อมา ความเกลียดชังกลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม
บาปที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ใช่บาปที่ทำให้เราตกใจ แต่เป็นบาปที่เราคุ้นเคยจนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว มโนธรรมไม่ได้ตายในวันเดียว มันค่อย ๆ หลับ เพราะทุกครั้งที่เตือน เราพูดกับมันว่า “เงียบก่อน เรื่องแค่นี้เอง”
เชื้อแป้งภายในพระศาสนจักร – บทอ่านนี้ต้องดังเป็นพิเศษภายในพระศาสนจักร
เราต้องระวังไม่ใช้คำว่า “รักษาชื่อเสียงของพระศาสนจักร” เป็นเหตุผลในการปกปิดความจริง เพราะชื่อเสียงของพระศาสนจักรไม่ได้รับการรักษาด้วยการซ่อนบาดแผล แต่ด้วยการยอมให้พระเยซูเจ้าทรงรักษาบาดแผลนั้น
เมื่อมีการใช้อำนาจผิด การทุจริต การล่วงละเมิด หรือการทำร้ายผู้อ่อนแอ ความเมตตาต่อผู้กระทำผิดต้องไม่กลายเป็นความอยุติธรรมต่อผู้เสียหาย พระศาสนจักรในปัจจุบันจึงย้ำทั้งการคุ้มครองผู้เปราะบาง ความรับผิดชอบ และการรับฟังประสบการณ์ของผู้ได้รับบาดแผล
บางครั้งเราเข้าใจเอกภาพผิด คิดว่าเอกภาพหมายถึง “อย่าพูดเรื่องที่ทำให้เราเสียหน้า” แต่เอกภาพแท้จริงไม่ใช่การกวาดเศษแก้วไว้ใต้พรม เพราะแม้ห้องจะดูสะอาด วันหนึ่งเด็กที่เดินเท้าเปล่าจะเป็นผู้เหยียบเศษแก้วนั้น
การรักพระศาสนจักรไม่ใช่การแสร้งว่าพระศาสนจักรไม่มีบาดแผล แต่คือการกล้าชำระบาดแผล เพราะเราเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงรักและทรงสามารถฟื้นฟูพระศาสนจักรของพระองค์ได้ แต่จงระวังอีกด้านหนึ่ง พระวาจาตอนนี้ไม่ได้มอบใบอนุญาตให้เราออกตามล่า ประจาน หรือกำจัดคนที่เรารังเกียจ ก่อนจะค้นหา “เชื้อแป้งเก่า” ในชีวิตของผู้อื่น เราต้องค้นหาในหัวใจของตนเองก่อน บางคนต้องการกำจัดคนบาปออกจากพระศาสนจักร แต่ถ้าทำเช่นนั้นจริง พระศาสนจักรคงว่างเปล่า—และตัวเราเองก็คงต้องออกไปด้วย! พระศาสนจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของนักบุญผู้สมบูรณ์แบบ แต่เป็นโรงพยาบาลของคนบาปที่ต้องการรับการรักษา อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลที่ดีต้องไม่เรียกโรคว่า “สุขภาพดี” ต้องวินิจฉัยตามความจริง เพื่อจะรักษาด้วยความรัก การตักเตือนแบบคริสตชนจึงต้องมีองค์ประกอบสามประการ:
- พูดความจริงโดยไม่เหยียดหยาม
- ปกป้องผู้ถูกทำร้ายโดยไม่ประนีประนอม
- เปิดประตูกลับใจให้ผู้ทำผิดเสมอ
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารโดยนักบุญ ลูกา 6:6-11



หัวข้อ: “มือที่ลีบ หรือหัวใจที่ลีบ?”
พระวรสารตอนนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาคนพิการ แต่เป็นการปะทะกันระหว่างศาสนาสองแบบ:
- ศาสนาที่เฝ้ามองเพื่อจับผิด
- ศาสนาที่มองเห็นเพื่อช่วยชีวิต
พวกธรรมาจารย์มองพระเยซูเจ้าอย่างใกล้ชิด แต่ยิ่งมองกลับยิ่งไม่เห็น “มนุษย์” ที่กำลังทุกข์อยู่ตรงหน้า …ความหมายสำคัญของพระวรสาร
1. “ชายคนหนึ่งมือลีบข้างขวา”
นักบุญลูกาซึ่งเป็นแพทย์ระบุอย่างเจาะจงว่าเป็น “มือขวา” มือขวาเป็นมือที่คนส่วนใหญ่ใช้ทำงาน การที่มือของชายคนนี้ลีบจึงอาจหมายถึงมากกว่าความพิการทางกาย เขาอาจสูญเสียงาน รายได้ ศักดิ์ศรี และความสามารถในการดูแลครอบครัว สำหรับคนอื่น เขาคือ “กรณีปัญหาเกี่ยวกับกฎวันสับบาโต” แต่สำหรับพระเยซูเจ้า เขาคือ “มนุษย์คนหนึ่งที่ควรได้ชีวิตคืนมา”
2. “เขาจับตาดูพระองค์ว่าจะทรงรักษาในวันสับบาโตหรือไม่”
น่าแปลกที่พวกเขาไม่ได้สงสัยว่าพระเยซูเจ้าจะรักษาได้หรือไม่ พวกเขาเชื่อว่าพระองค์ทรงรักษาได้ แต่กลับหวังให้พระองค์ทรงทำ เพื่อจะได้มีหลักฐานกล่าวหาจับผิด!
คนเราอาจอยู่ใกล้ปาฏิหาริย์ แต่ไม่ยอมชื่นชม
อาจเห็นคนได้รับการช่วยเหลือ แต่กลับไม่ยินดี
อาจรู้จักพระคัมภีร์มากมาย แต่ใช้พระคัมภีร์เป็นอาวุธ
พวกเขาไม่ได้มาศาลาธรรมเพื่อฟังพระวาจา แต่มาเพื่อเฝ้าจับผิดผู้เทศน์สอน
3. “จงลุกขึ้นมายืนตรงกลาง”
พระเยซูเจ้าไม่ทรงรักษาชายคนนั้นอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ แต่ทรงเรียกเขาให้ออกมายืนต่อหน้าทุกคน นี่เป็นการคืนศักดิ์ศรีอย่างงดงาม เพราะคนที่เคยซ่อนมือพิการไว้ใต้เสื้อคลุม กลับถูกเชิญให้ออกมายืน “ตรงกลาง”
คนที่สังคมมองว่าไม่มีความสำคัญ พระเยซูเจ้าทรงทำให้เป็นศูนย์กลาง
คนที่ศาสนามองเป็นเพียงกรณีศึกษา พระเยซูเจ้าทรงมองเป็นบุตรของพระเจ้า
พระศาสนจักรจึงต้องถามตนเองเสมอว่า: วันนี้ใครยืนอยู่ตรงกลางพระศาสนจักร—ผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่กำลังบาดเจ็บ?
4. “ควรทำดีหรือทำชั่ว ช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิต?”
ตามความเข้าใจของบรรดาอาจารย์ธรรมบัญญัติ การช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉินทำได้ในวันสับบาโต แต่ชายมือลีบคนนี้ไม่ได้กำลังจะเสียชีวิต เขารออีกหนึ่งวันก็น่าจะได้
ทว่าพระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยหลักการที่ลึกกว่านั้น: เมื่อเรามีโอกาสทำความดีแล้วไม่ทำ การวางเฉยของเราอาจกำลังช่วยให้ความชั่วดำเนินต่อไป
สำหรับพระเยซูเจ้าไม่มีเขตเป็นกลางระหว่างการช่วยชีวิตกับการทำลาย หากเราสามารถช่วยได้ แต่มัวถามว่า “จำเป็นต้องช่วยวันนี้หรือ?” เราอาจกำลังใช้กฎเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความรัก
5. ข้อคิดสำหรับวันนี้
พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนในวันสับบาโต
ส่วนพวกธรรมาจารย์กลับวางแผนทำร้ายพระเยซูเจ้าในวันสับบาโต
พวกเขาคิดว่าการรักษามือลีบเป็นการละเมิดวันศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่เห็นว่าความเกลียดชังในหัวใจของตนกำลังทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของวันนั้น
ชายคนนั้นมีเพียง “มือลีบ” แต่พวกเขากลับมี “หัวใจลีบ”
มือที่ลีบ พระเยซูเจ้าทรงรักษาได้ทันที แต่หัวใจที่ปิดตาย แม้พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ตรงหน้า ก็ยังไม่ยอมให้พระองค์รักษา
อยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง
ในฤดูร้อน ค.ศ. 1940 สงครามโลกครั้งที่สองกำลังแผ่ขยายไปทั่วยุโรป ชาวยิวจำนวนมากหลบหนีจากกองทัพนาซีและมารวมตัวกันที่หน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในประเทศลิทัวเนีย
พวกเขาต้องการวีซ่าผ่านประเทศญี่ปุ่น เพื่อจะหลบหนีออกจากยุโรป แต่หลายคนมีเอกสารไม่ครบและไม่มีคุณสมบัติตามกฎราชการ
กงสุลญี่ปุ่นชื่อ จิอูเนะ ซูงิฮาระ (Chiune Sugihara) ส่งโทรเลขไปขออนุญาตรัฐบาลญี่ปุ่นให้ออกวีซ่าแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ แต่ไม่ได้รับอนุญาตตามที่ร้องขอ
เบื้องหน้าเขามีกฎระเบียบ แต่นอกหน้าต่างมีครอบครัว มีเด็ก และมีชีวิตมนุษย์ที่กำลังจะถูกทำลาย เขาต้องตัดสินใจว่า จะรักษาตำแหน่งหน้าที่ของตน หรือช่วยชีวิตผู้ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย
ในที่สุด ซูงิฮาระเลือกหยิบปากกาขึ้นมา เขาเขียนวีซ่าด้วยลายมืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ รายชื่อที่เก็บรักษาไว้ระบุวีซ่ากว่า 2,100 ฉบับ และบางฉบับครอบคลุมสมาชิกทั้งครอบครัว ทำให้ผู้คนหลายพันคนสามารถหลบหนีผ่านสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่นได้
ต่อมาเขาได้รับการยกย่องจากยาดวาเชมให้เป็น “ผู้ชอบธรรมท่ามกลางประชาชาติ” เพราะวีซ่าของเขาได้ช่วยผู้คนให้รอดพ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เรื่องนี้สอนใจ: ซูงิฮาระไม่ได้ช่วยชีวิตคนด้วยอาวุธ ไม่ได้เป็นนายพลผู้บัญชาการกองทัพ ไม่ได้เปิดค่ายผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ เขาช่วยชีวิตผู้คนด้วยมือข้างหนึ่งที่ถือปากกา ส่วนเจ้าหน้าที่นาซีก็ใช้มือเหมือนกัน—แต่ใช้มือประทับตราตัดสินว่าใครควรมีชีวิตและใครควรตาย มือของมนุษย์จึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมันเคลื่อนไหวได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มือนั้นเพื่ออะไร มือที่ฝ่าฝืนกฎเพื่อช่วยชีวิต อาจศักดิ์สิทธิ์กว่า มือที่ปฏิบัติตามกฎทุกข้อ แต่ปล่อยให้มนุษย์ตายต่อหน้าต่อตา
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ



















