บทเทศน์และข้อคิด วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2026
ระลึกถึงนักบุญมารีอา กอเร็ตตี มรณสักขีและพรหมจารี ศต. 19-20
ในพิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้เราเริ่มสัปดาห์ใหม่โดยฟังพระวาจาพระเจ้าจากโฮเชยา
หากเปรียบเทียบประกาศก (ผู้เผยพระวจนะ) ในพันธสัญญาเดิมเป็นนักเขียน “โฮเชยา” คือผู้ที่เขียนบันทึกด้วยรอยน้ำตาและบาดแผลในชีวิตจริงของตัวเอง เรื่องราวของเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเห็นนิมิตอันยิ่งใหญ่ในพระวิหารเหมือนอิสยาห์ แต่เริ่มต้นด้วยคำสั่งที่สะเทือนใจที่สุดจากพระเจ้า
1. บริบทเบื้องหลัง: ยุคทองที่เน่าเฟะจากภายใน
โฮเชยาทำหน้าที่ประกาศพระวาจาในช่วงประมาณ 750–725 ปีก่อนคริสตกาล ใน อาณาจักรเหนือ (อิสราเอล)
- ฉากหน้าคือความมั่งคั่ง: ในช่วงต้นของการรับใช้ ตรงกับยุคของกษัตริย์เยโรโบอัมที่ 2 อิสราเอลกำลังอยู่ใน “ยุคทอง” เศรษฐกิจรุ่งเรือง ขยายอาณาเขตได้กว้างขวาง การค้าขายคึกคัก
- ฉากหลังคือวิกฤตศีลธรรม: ความร่ำรวยทำให้คนลืมพระเจ้า เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน มีการโกงกิน ทหารและนักบวชคอร์รัปชัน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ การนอกใจฝ่ายวิญญาณ ชาวอิสราเอลหันไปกราบไหว้ “พระบาอัล” (เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และฝนของชาวคานาอัน) เพราะคิดว่าพระบาอัลจะช่วยให้พืชผลและเศรษฐกิจดีขึ้น
2. ดราม่าชีวิตจริง: เมื่อพระเจ้าสั่งให้ “แต่งงานกับหญิงโสเภณี”
เกร็ดที่น่าทึ่งและเจ็บปวดที่สุดของโฮเชยาคือ วิธีการที่พระเจ้าใช้ให้เขาประกาศสาส์น พระองค์ไม่ได้ให้เขาถือป้ายประท้วง แต่ให้เขา “ใช้ชีวิตตัวเองเป็นสื่อการสอน”
“ไปเถอะ ไปแต่งงานกับหญิงโสเภณี และมีบุตรกับนาง…” (โฮเชยา 1:2)
โฮเชยาเชื่อฟังและแต่งงานกับหญิงที่ชื่อ “โกเมอร์” ซึ่งต่อมานางได้นอกใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าและหนีตามชายชู้ไป จนกระทั่งชีวิตตกต่ำถึงขีดสุดกลายเป็นทาส แต่พระเจ้าสั่งโฮเชยาอีกครั้ง “จงไปรักนางอีกครั้ง” โฮเชยาจึงต้องกำเงินและข้าวบาร์เลย์ไป “ไถ่ตัวภรรยาตัวเอง” กลับมาจากตลาดค้าทาส เพื่อนำนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตคู่กันใหม่
ทำไมพระเจ้าถึงทำแบบนั้น? พระองค์ต้องการให้โฮเชยาสัมผัสถึง “ความเจ็บปวดของพระองค์” เมื่อโฮเชยาร้องไห้เพราะภรรยานอกใจ พระเจ้ากำลังบอกว่า “นั่นแหละคือความรู้สึกของเราที่อิสราเอลทำกับเรา” และเมื่อโฮเชยายอมจ่ายเงินไถ่ตัวภรรยาที่ทรยศกลับมา พระเจ้ากำลังบอกว่า “นั่นแหละคือความรักของเราที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออิสราเอล”
3. เกร็ดความรู้ 4 ประการและสัญลักษณ์ที่น่าสนใจ
① ชื่อของเขาคือรหัสลับแห่งความรอด
คำว่า โฮเชยา (Hosea / Hoshea) ในภาษาฮีบรู แปลว่า “ความรอด” (Salvation) ซึ่งเป็นรากศัพท์ภาษาฮีบรูตัวเดียวกันกับชื่อ “โยชูวา” และชื่อ “เยซู” (Yeshua) ดังนั้น ชีวิตและหนังสือของโฮเชยาจึงเป็นภาพพยากรณ์ล่วงหน้าถึงการมาของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงมาไถ่บาปมนุษย์
② ชื่อลูกๆ ที่เป็นคำสาปแช่ง (ก่อนจะกลายเป็นพระพร)
โฮเชยามีลูกกับโกเมอร์ 3 คน และพระเจ้าทรงเป็นผู้ตั้งชื่อให้ ซึ่งแต่ละชื่อเป็นสาส์นเตือนภัยถึงอิสราเอล:
- ยิสเรเอล (Jezreel): แปลว่า “พระเจ้าทรงหว่าน” แต่ในบริบทนั้นหมายถึงสถานที่ที่มีการนองเลือด เป็นสัญลักษณ์ว่าราชวงศ์ของอิสราเอลกำลังจะถูกพิพากษา
- โลรูหะมาห์ (Lo-Ruhamah): แปลว่า “ไม่ได้รับความเมตตา”
- โลอัมมี (Lo-Ammi): แปลว่า “ไม่ใช่ประชากรของเรา” (นี่คือจุดแตกหักที่เจ็บปวดที่สุด) แต่ในตอนท้าย พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อพวกเขาใหม่ สะท้อนถึงการฟื้นฟูว่า จาก “ไม่ใช่ประชากร” จะกลับมาเป็น “ประชากรของพระเจ้า” อีกครั้ง
③ ประกาศกผู้รักชาติที่ต้องเห็นบ้านเมืองล่มสลาย
โฮเชยาเตือนชาวอิสราเอลเป็นเวลาหลายสิบปีว่า หากไม่ยอมกลับใจ อาณาจักรอัสซีเรียจะมาทำลายล้าง แต่ไม่มีใครฟัง สุดท้ายในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขา (ปี 722 ก่อนคริสตกาล) กองทัพอัสซีเรียก็บุกเข้าโจมตีและทำลายกรุงสะมาเรีย เมืองหลวงของอิสราเอลจนย่อยยับจริงๆ โฮเชยาจึงเป็นประกาศกที่ต้องหลั่งน้ำตาเห็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนพังทลายต่อหน้าต่อตา
④ ต้นกำเนิดอุปมาเรื่อง “สามี-ภรรยา” ในเทววิทยา
โฮเชยาคือประกาศกคนแรกในประวัติศาสตร์คริสต์-ยิว ที่กล้าใช้ความสัมพันธ์ทางเพศและการแต่งงาน (Marriage Metaphor) มาเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งแนวคิดนี้ได้ส่งทอดมาถึงพันธสัญญาใหม่ ที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็น “เจ้าบ่าว” และอัครสาวกเปาโลเรียกพระศาสนจักรว่าเป็น “เจ้าสาวของพระเยซูคริสต์” ในจดหมายถึงชาวเอเฟซัส
แง่คิดทิ้งท้าย: โฮเชยาแสดงให้เราเห็นว่า พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เรานับถือศาสนาเพียงเพราะ “หน้าที่” หรือ “กฎเกณฑ์” แต่พระองค์ทรงมีความรู้สึก ทรงเจ็บปวดเป็น และทรงรักเราด้วยหัวใจของสามีที่พร้อมจะให้อภัยภรรยาเมียที่หลงผิดเสมอ
บทอ่านที่หนึ่งในวันนี้จากโฮเชยา (Hosea) บทที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในบทที่ทรงพลังที่สุดในพันธสัญญาเดิม เพราะสะท้อนถึง “ความรักที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้า ท่ามกลางความไม่ซื่อสัตย์ของมนุษย์” ผ่านชีวิตคู่ของประกาศกโฮเชยากับโกเมอร์ (ภรรยาที่นอกใจเขา) ซึ่งเป็นภาพจำลองความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับอิสราเอล
1. เนื้อหาสาระสำคัญของบทอ่านวันนี้
โฮเชยา 2:16 — การเปลี่ยนผ่านจาก “เจ้านาย” สู่ “สามี”
“ในวันนั้น… เจ้าจะเรียกเราว่า ‘สามีของฉัน’ เจ้าจะไม่เรียกเราว่า ‘เจ้านายของฉัน’ อีกต่อไป”
- บริบท: คำว่า “เจ้านาย” ในภาษาฮีบรูคือ Baal (บาอัล) ซึ่งเป็นทั้งคำทั่วไปที่ใช้เรียกสามีแบบกดขี่ในยุคนั้น และเป็นชื่อของเทวรูปพระบาอัลที่ชาวอิสราเอลหันไปกราบไหว้
- ความหมาย: พระเจ้ากำลังประกาศยุคใหม่แห่งความสัมพันธ์ พระองค์ไม่ต้องการให้ประชากรปรนนิบัติพระองค์ด้วยความกลัวเหมือนทาสกับเจ้านาย หรือมองพระองค์เป็นแค่เจว็ด/บ่าว ที่ให้ผลประโยชน์ แต่ทรงต้องการความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง อบอุ่น และให้เกียรติกันเหมือน “สามีกับภรรยา”
โฮเชยา 2:17c-18 — การชำระล้างและการคืนดีกับสรรพสิ่ง
“…เราจะกวาดล้างชื่อของพระบาอัลไปจากปากของนาง… ในวันนั้นเราจะกระทำพันธสัญญาเพื่อเขากับสัตว์ป่า… นกในอากาศ… และเราจะทำลายธนู ดาบ และสงครามไปจากแผ่นดิน…”
- ความหมาย: การกลับใจที่แท้จริงเริ่มจากการ “ตัดขาด” จากสิ่งล่อลวงเดิมๆ (ตัดชื่อบาอัลออกจากปาก) เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้รับการฟื้นฟู ผลกระทบจะส่งต่อไปยังธรรมชาติและสังคมด้วย สัตว์ป่าจะไม่เป็นภัย สงครามจะหมดไป และความปลอดภัยที่แท้จริงจะกลับคืนมา
โฮเชยา 2:21-22 — ห่วงโซ่แห่งพระพรที่ตอบสนองกัน
“ในวันนั้นเราจะตอบ… เราจะตอบฟ้าสวรรค์ และฟ้าสวรรค์จะตอบแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกจะตอบข้าว เหล้าองุ่นใหม่ และน้ำมัน และสิ่งเหล่านี้จะตอบยิสเรเอล”
- ความหมาย: ในอดีตชาวอิสราเอลคิดว่าข้าวและเหล้าองุ่นมาจากพระบาอัล แต่พระเจ้ากำลังแสดงให้เห็นว่า พระองค์คือต้นกำเนิดที่แท้จริงของทุกสิ่ง ภาพในข้อนี้คือ “ห่วงโซ่แห่งการอวยพร” เมื่อพระเจ้าตรัส ฟ้าจะให้ฝน ดินจะงอกงาม และประชากร (ยิสเรเอล) จะอิ่มหนำ เป็นภาพของความอุดมสมบูรณ์ทั้งฝ่ายกายภาพและฝ่ายวิญญาณ
2. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
มนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับสภาวะที่ไม่ต่างจากยุคโฮเชยา เราอาจไม่ได้กราบไหว้รูปเคารพที่ทำจากหินหรือไม้ แต่เรามี “พระบาอัลสมัยใหม่” (Modern Baals)
- การวิ่งตามรูปเคารพยุคใหม่: เงินตรา, ความสำเร็จ, เทคโนโลยี, AI, หรือลัทธิบริโภคนิยม สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “เจ้านาย” ที่เรายอมก้มหัวให้เพราะคิดว่านั่นจะให้ความมั่นคงและความสุขแก่เรา แต่สุดท้ายก็กลับทำให้เราโดดเดี่ยวและไร้สันติสุข
- วิกฤตสิ่งแวดล้อมและสงคราม: เตือนใจเราว่า เมื่อมนุษย์ตัดขาดจากพระเจ้า ความสัมพันธ์กับธรรมชาติก็พังทลาย (โลกร้อน วิกฤตภูมิอากาศ) และความขัดแย้งก็รุนแรงขึ้น (สงครามในภูมิภาคต่างๆ)
- ทางออก: พระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับมาสู่ “ถิ่นทุรกันดาร” (ความเงียบ การลดละความโลภ) เพื่อฟังเสียงของพระองค์ เรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง และเปลี่ยนมุมมองจากความโลภที่ต้องการครอบครอง มาเป็นการพึ่งพาพระพรจากพระผู้สร้าง
3. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
ในทางเทววิทยาคริสตชน พระศาสนจักรคือ “เจ้าสาวของพระเยซูคริสต์” พระคัมภีร์ตอนนี้จึงเตือนสติและให้ความหวังแก่พระศาสนจักรโดยตรง
| ประเด็น | สิ่งที่พระศาสนจักรต้องทบทวนและฟื้นฟูตามแนวทางของโฮเชยา |
| โครงสร้างและความสัมพันธ์ | เปลี่ยนจากการทำพันธกิจแบบ “ข้าราชการกับเจ้านาย” (เน้นกฎระเบียบ โครงสร้างอำนาจ) มาเป็นความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วย “ความรักและความผูกพัน” เหมือนครอบครัวตามแนวทางก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodality) |
| การชำระล้างภายใน | พระศาสนจักรต้องกล้าเผชิญหน้าและกวาดล้าง “รูปเคารพ” ภายในองค์กร เช่น ลัทธิคลั่งอำนาจสมณะ (Clericalism) การแสวงหาผลประโยชน์ หรือความสะดวกสบาย เพื่อกลับไปหาความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ดั้งเดิมของพระวรสาร |
| บทบาทผู้สร้างสันติสุข | เป็นกระบอกเสียงและพื้นที่แห่งความปลอดภัย (Door of Hope) ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง พระศาสนจักรต้องเป็นผู้นำในการเยียวยาความแตกแยก |
บทสรุปสำหรับพระศาสนจักร: พระเจ้าไม่ได้ต้องการศาสนาที่เคร่งครัดแต่ไร้หัวใจ ทรงต้องการหัวใจที่ซื่อสัตย์ พระวาจาตอนนี้หนุนใจว่า ไม่ว่าพระศาสนจักรจะผ่านวิกฤตหรือความบอบช้ำจากความผิดพลาดของมนุษย์มากี่ครั้ง พระเจ้ายังคงพร้อมที่จะล่อลวงเจ้าสาวของพระองค์กลับสู่ถิ่นทุรกันดารเพื่อ “พูดฟื้นฟูจิตใจ” และเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ
ข้อคิด ข้อรำพึงจากพระวรสาร มัทธิว 9:18-26
นี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าทึ่งที่สุด เพราะเป็นบันทึกเรื่องราวอัศจรรย์แบบ “ซ้อน” กัน (Sandwich Narrative) คือเรื่องราวของหญิงตกโลหิตที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างที่พระเยซูคริสต์กำลังเดินทางไปชุบชีวิตลูกสาวของนายธรรมศาลา (ไยรัส)
อัศจรรย์แฝดนี้บรรจุข้อความเชื่อ เทววิทยา และการท้าทายวิถีสังคมอย่างลึกซึ้ง ดังนี้
1. เนื้อหาสาระของพระวรสารวันนี้
ในบริบทสังคมยิวโบราณ ทั้งสองเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับ “มลทินตามธรรมบัญญัติ” อย่างรุนแรง:
หญิงตกโลหิต 12 ปี — การแหกกฎเพื่อเข้าหาแหล่งพระพร
- บริบท: ตามธรรมบัญญัติเลวีนิติ (15:25-27) หญิงที่มีโลหิตไหลอย่างต่อเนื่องจะถือเป็น “คนมีมลทิน” ใครแตะต้องตัวนางจะติดมลทินไปด้วย นางจึงถูกตัดขาดจากสังคมและพระวิหารยาวนานถึง 12 ปี (ไม่มีสิทธิ์กอดสามี ลูก หรือเข้าสังคม)
- ความหมาย: การที่นางแอบเข้ามาข้างหลังในฝูงชนและแตะ “ชายฉลอง” (Tzitzit – พู่ห้อยที่ชายเสื้อคลุมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระบัญญัติและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า) แสดงถึงความเชื่ออันแรงกล้า พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตำหนิที่นางทำให้พระองค์ “มลทิน” แต่ทรงหันมาตรัสว่า “ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายปกติแล้ว” ทรงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็น “ลูก” ให้แก่นางทันที
การชุบชีวิตลูกสาวนายธรรมศาลา — ฤทธิ์อำนาจเหนือความตาย
- บริบท: นายธรรมศาลา (ผู้นำศาสนาที่มีตำแหน่งสูง) ยอมก้มกราบพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นอาจารย์บ้านนอก เพื่อขอให้ไปช่วยลูกสาวที่เพิ่งสิ้นใจ และเมื่อพระเยซูเจ้าไปถึงบ้าน ทรงไล่นักร้องไห้คร่ำครวญออกไป แล้วทรง “จับมือเด็กหญิงนั้น”
- ความหมาย: ตามกฎยิว การแตะต้องศพจะทำให้มีมลทินอย่างร้ายแรง แต่สำหรับพระเยซูเจ้า “ความบริสุทธิ์ของพระองค์หลั่งไหลไปเปลี่ยนมลทินและความตายให้กลายเป็นชีวิต” ทรงพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจเหนือความตาย และสำหรับผู้ที่มีความเชื่อ ความตายเป็นเพียงแค่ “การนอนหลับ” เท่านั้น
2. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
เหตุการณ์ในพระคัมภีร์ตอนนี้สะท้อนภาพสะเทือนใจของสังคมศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแม่นยำ:
- ผู้ที่ถูกทอดทิ้งและสิ้นหวังยาวนาน (เหมือนหญิงตกโลหิต): ในโลกปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่เผชิญกับ “ความทุกข์ที่เรื้อรัง” ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต (โรคซึมเศร้า) ความโดดเดี่ยวในสังคมผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนชายขอบที่ถูกตีตราและผลักไสออกจากสังคมด้วยอคติ พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนเราว่า “ความหวังยังมีเสมอ” และเราต้องมีความกล้าหาญที่จะก้าวข้ามกำแพงอคติเพื่อแสวงหาการเยียวยา
- วัฒนธรรมแห่งความตายและเสียงหัวเราะเยาะ : เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่าเด็กหญิงนั้นแค่หลับไป ฝูงชนก็ “หัวเราะเยาะ” พระองค์ โลกปัจจุบันมักหัวเราะเยาะความเชื่อ ค่านิยมเรื่องความรัก ความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ หรือความหวังในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมองว่าเป็นเรื่องงมงายและเป็นไปไม่ได้ แต่พระวาจานี้ให้กำลังใจเราให้หนักแน่นในความเชื่อ แม้ในสายตาโลกจะดูเหมือน “ตายไปแล้ว” หรือไม่มีทางเยียวยาได้แล้วก็ตาม
3. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
พระวาจาตอนนี้เป็นเสมือน “กระจกส่องและแผนที่นำทาง” สำหรับพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน:
| ตัวละคร | บทเรียนและการเปลี่ยนแปลงที่พระศาสนจักรต้องทำ |
| เสื้อคลุมของพระเยซูเจ้า | พระศาสนจักรต้องเป็น “ชายฉลอง” หรือเสื้อคลุมของพระเยซูเจ้าที่เยียวยาผู้คนได้ คือต้องเป็นพื้นที่ที่เมื่อคนบาป คนทุกข์ยาก หรือคนที่มีมลทินในสายตาโลกเดินเข้ามาสัมผัสแล้ว พวกเขาต้องได้รับการรักษาและความเมตตา ไม่ใช่ได้รับการตัดสินหรือผลักไส |
| ก้าวข้ามกฎระเบียบเพื่อชีวิต | พระเยซูเจ้าทรงเลือกที่จะยอม “ติดมลทิน” ตามกฎหมายเพื่อช่วยชีวิตคน พระศาสนจักรก็เช่นกัน ต้องไม่ยึดติดกับกฎระเบียบเชิงโครงสร้างจนลืมหัวใจของพระวรสาร คือความรักและการช่วยวิญญาณให้รอด |
| ถ้อยคำแห่งความหวัง | ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่ชวนให้สิ้นหวังและตายด้าน ฝ่ายอภิบาลของพระศาสนจักรต้องกล้าประกาศถ้อยคำของพระเยซูเจ้าว่า “เขายังไม่ตาย แต่เพียงแต่นอนหลับอยู่” นำความหวังเรื่องการกลับคืนชีพไปสู่สังคม |
ข้อคิดปิดท้าย: ทั้งนายธรรมศาลา (ชนชั้นสูงที่มีหน้ามีตา) และหญิงตกโลหิต (คนชายขอบที่ไร้ตัวตน) ต่างได้รับพระพรเท่าเทียมกันเมื่อเข้ามาหาพระเยซูเจ้าด้วย “ความเชื่อ” พระศาสนจักรในปัจจุบันจึงถูกเรียกให้เป็นบ้านสำหรับทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นหรือตราหน้าอดีตของใคร
ระลึกถึงนักบุญมารีอา กอเร็ตตี

วันที่ 6 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองของ “นักบุญมารีอา กอเร็ตตี” (St. Maria Goretti) ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในนักบุญที่อายุน้อยที่สุดและมีเรื่องราวที่สะเทือนใจ แต่แฝงด้วยพลังแห่งการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร
1. ประวัติเบื้องหลัง: ชัยชนะของเด็กหญิงผู้ยากไร้
มารีอา กอเร็ตตี เกิดในปี ค.ศ. 1890 ที่ประเทศอิตาลี ในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจนมาก หลังจากบิดาเสียชีวิต มารีอาในวัยเพียง 11 ขวบ ต้องรับภาระดูแลงานบ้านและน้องๆ เพื่อให้มารดาออกไปทำงานในทุ่งนา
ครอบครัวของเธอแบ่งปันบ้านอยู่กับครอบครัวของ อเลสซานโดร เซเรเนลลี (Alessandro Serenelli) ชายหนุ่มอายุ 20 ปี ผู้ที่มักจะหมกมุ่นอยู่กับภาพลามกอนาจารและมีพฤติกรรมก้าวร้าว
- เหตุการณ์มรณสักขี: ในวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1902 อเลสซานโดรได้ลากมารีอาเข้าไปในห้องและพยายามจะล่วงละเมิดทางเพศเธอ แต่มารีอาต่อสู้ขัดขืนอย่างสุดกำลังพร้อมทั้งร้องเตือนเขาว่า “อย่าทำเลย มันเป็นบาป! คุณจะตกนรก!” ด้วยความโกรธแค้น อเลสซานโดรจึงใช้มีดแทงเธอถึง 14 แผล
- การให้อภัยก่อนสิ้นใจ: มารีอาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและทนพิษบาดแผลอยู่ยาวนานถึง 20 ชั่วโมง ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ คุณพ่อเจ้าอาวาสได้ถามเธอว่าเธอให้อภัยอเลสซานโดรได้ไหม มารีอาตอบด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ว่า:
“ฉันให้อภัยเขาเพื่อเห็นแก่ความรักของพระเยซูเจ้า และฉันต้องการให้เขาไปอยู่กับฉันบนสวรรค์ด้วย”
2. เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจและอัศจรรย์แห่งการกลับใจ
① อัศจรรย์ในคุกและการกลับใจของฆาตกร
อเลสซานโดรถูกตัดสินจำคุก 30 ปี ในช่วงแรกเขาเย่อหยิ่งและไม่สำนึกผิดเลย จนกระทั่งปีที่ 8 ในคุก เขาได้ฝันเห็นมารีอา กอเร็ตตี ในฝันนั้นเธอกำลังเก็บดอกลิลลี่ (สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์) มายื่นให้เขา 14 ดอก (เท่าจำนวนแผลที่เขาแทงเธอ) ดอกไม้เหล่านั้นเปลี่ยนเป็นเปลวไฟแห่งความรักที่แผดเผาหัวใจที่ตายด้านเย็นชาของเขา อเลสซานโดรร่ำไห้สารภาพบาปและเปลี่ยนเป็นคนละคนทันทีเมื่อตื่นขึ้น
② ภาพประวัติศาสตร์: เมื่อฆาตกรคุกเข่าขอขมามารดาของผู้ตาย
หลังพ้นโทษ อเลสซานโดรได้เดินทางไปพบ “อัสซุนตา” มารดาของมารีอา เขาคุกเข่าลงและถามว่า “คุณแม่ให้อภัยผมได้ไหม?” มารดาของมารีอาตอบว่า “ในเมื่อลูกสาวของฉันให้อภัยเธอแล้ว มีหรือที่ฉันจะไม่ให้อภัย” ในคืนวันคริสต์มาสนั้น ทั้งสองได้ไปร่วมมิสซาและรับศีลมหาสนิทเคียงข้างกัน
③ พิธีสถาปนาที่มีผู้ร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคนั้น
ในพิธีแต่งตั้งเธอเป็นนักบุญเมื่อปี ค.ศ. 1950 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 มีผู้คนมาร่วมงานมากกว่า 500,000 คน จนต้องย้ายพิธีออกมาทำที่ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร และที่น่าทึ่งที่สุดคือ คุณแม่ของเธอและอเลสซานโดร (ฆาตกรที่กลับใจ) ได้มาร่วมในพิธีสถาปนานี้พร้อมกันด้วย! บั้นปลายชีวิตอเลสซานโดรได้เข้าเป็นภราดาชั้นสามในอารามฟรันซิสกันและเสียชีวิตอย่างสงบ
3. การเป็นองค์อุปถัมภ์
นักบุญมารีอา กอเร็ตตี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของ:
- เยาวชน และวัยรุ่น
- เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และอาชญากรรม
- ความบริสุทธิ์ (Purity) และการให้อภัย (Forgiveness)
4. ข้อคิดเพื่อไตร่ตรองกับสถานการณ์ปัจจุบันและพระศาสนจักร
สำหรับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
- ความซื่อสัตย์ในโลกที่ “ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเซ็กส์”: โลกปัจจุบันมักมองเรื่องเพศสัมพันธ์ทางเพศเป็นเพียงแค่ความบันเทิงหรือเรื่องฉาบฉวย แบบเดียวกับภาพลามกที่หล่อหลอมอเลสซานโดรในอดีต มารีอา กอเร็ตตี ท้าทายคนรุ่นใหม่ให้เห็นว่า “ร่างกายและความบริสุทธิ์มีคุณค่าและศักดิ์ศรีเกินกว่าจะปล่อยให้ใครมาย่ำยีเพื่อตัณหาชั่วคราว”
- การเยียวยาบาดแผลของผู้ถูกล่วงละเมิด: ในฐานะองค์อุปถัมภ์ของผู้ถูกล่วงละเมิด เรื่องราวของเธอไม่ได้เน้นแค่ความบริสุทธิ์ แต่เน้นที่ “การหลุดพ้นจากความเป็นเหยื่อผ่านการให้อภัย” การให้อภัยไม่ได้แปลว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้อง แต่หมายความว่าฉันจะไม่ยอมให้ความเกลียดชังที่คุณทำเข้ามาจองจำชีวิตของฉันอีกต่อไป
สำหรับพระศาสนจักร
- คำตอบต่อวิกฤตการล่วงละเมิดในพระศาสนจักร: ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พระศาสนจักรต้องเผชิญกับบาดแผลลึกจากข่าวอื้อฉาวเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ นักบุญมารีอา กอเร็ตตี เตือนใจพระศาสนจักรให้ปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างสุดความสามารถ และต้องยืนเคียงข้างผู้บอบช้ำจากอาชญากรรมเหล่านี้
- พระศาสนจักรคือโรงพยาบาลสนามแห่งการให้อภัย: ชีวิตของอเลสซานโดรพิสูจน์ว่า ไม่มีบาปใดใหญ่เกินกว่าพระเมตตาของพระเจ้า พระศาสนจักรต้องเลียนแบบมารีอา กอเร็ตตี คือไม่เพียงแต่มอบความยุติธรรม แต่ต้องเปิดประตูให้โอกาสฆาตกรหรือคนบาปหนาได้กลับใจและมีที่ยืนในสังคมเมื่อพวกเขากลับใจแท้จริง
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ






















