LEO XIV
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
Saint Peter’s Square/Wednesday, 8 April 2026
ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน 2026


Catechesis. The Documents of the Second Vatican Council. II. Dogmatic Constitution Lumen gentium. 7. Holiness and evangelical counsels in the Church
การเรียนคำสอนต่อเนื่อง : มองสภาสังคายนาวาติกันที่สองผ่านเอกสารของสภาสังคายนา II. สังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Lumen Gentium ว่าด้วยพระศาสนจักร (7) ความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และการเจริญชีวิตตามคำแนะนำแนวพระวรสารในพระศาสนจักร
Dear brothers and sisters, good morning and welcome!
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก อรุณสวัสดิ์และยินดีต้อนรับ
The Constitution of the Second Vatican Council Lumen gentium (LG) on the Church dedicates an entire chapter, the fifth, to the universal vocation to holiness of all the faithful: every one of us is called to live in the grace of God, practising the virtues and imitating Christ. Holiness, according to the Conciliar Constitution, is not a privilege for the few, but a gift that requires every baptized person to strive for the perfection of charity, that is, the fullness of love towards God and towards one’s neighbour. Charity is, in fact, the heart of the holiness to which all believers are called: infused by the Father, through the Son Jesus, this virtue “rules over all the means of attaining holiness and gives life to these same means” (LG, 42).
สังฆธรรมนูญ Lumen gentium ของสภาสังคายนาวาติกันที่สอง ว่าด้วยพระศาสนจักร ได้อุทิศเนื้อหาบทที่ห้าทั้งบทให้แก่เรื่องกระแสเรียกสากลที่เรียกให้ผู้เชื่อทุกคนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกเราทุกคนถูกเรียกให้เจริญชีวิตภายในพระหรรษทานของพระเจ้า ให้เรานำคุณธรรมทั้งหลายมาปฏิบัติ และให้เราเอาอย่างพระคริสตเจ้า สังฆธรรมนูญนี้ได้สอนพวกเราว่า ความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนเพียงจำนวนน้อย หากแต่เป็นของประทานที่[ทำให้]ทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วต้องดิ้นรนพยายามเพื่อที่จะมีความรักความเมตตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ กล่าวคือ มีความรักอันบริบูรณ์ให้แก่พระเจ้าและเพื่อนบ้าน แท้จริงแล้ว ความรักความเมตตานี้เองที่เป็นหัวใจของความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งผู้เชื่อทุกคนถูกเรียกให้มี ความรักความเมตตาเป็นคุณธรรมที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงบันดาลให้ไหลหลั่งผ่านทางพระบุตรคือพระเยซูเจ้า และเป็นคุณธรรมที่ “กำกับหนทางทุกอย่างที่นำไปสู่ความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังบันดาลชีวิตให้แก่หนทางเหล่านั้นด้วย” (สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 42)
The highest level of holiness, as in the early days of the Church, is martyrdom, the “supreme witness of faith and charity” (LG, 50: for this reason, the Council text teaches that every believer must be ready to confess Christ even unto blood (cf. LG, 42), as has always been the case and continues to be so today. This readiness to bear witness is realized every time Christians leave signs of faith and love in society, committing themselves to justice.
[รูปแบบสูงสุดที่บ่งบอกถึง]ความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในปัจจุบันนี้และในยุคแรกเริ่มของพระศาสนจักร คือการเป็นมรณสักขี ซึ่ง[สภาสังคายนากล่าวว่าเป็น] “การเป็นพยานอย่างสูงสุดถึงความเชื่อและความรักความเมตตา” (สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 50) ด้วยเหตุนี้สภาสังคายนาจึงสอนว่า ผู้เชื่อทุกคนต้องพร้อมเป็นพยานถึงพระคริสตเจ้า แม้จะต้องหลั่งเลือดเพื่อการนี้ก็ตาม (เทียบ ข้อ 42) ความพร้อมที่จะเป็นพยานเช่นนี้ย่อมปรากฏเป็นจริงในทุกครั้งที่คริสตชนอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม อันเป็นการประทับรอยแห่งความเชื่อและความรักไว้ในสังคม
All the Sacraments, and in a pre-eminent way the Eucharist, are nourishment that fosters a holy life, assimilating every person to Christ, the model and measure of holiness. He sanctifies the Church, of which He is the Head and Shepherd: holiness is, from this point of view, His gift, which is manifested in our daily life every time we receive it with joy and respond to it with commitment. In this regard, Saint Paul VI, in the General Audience of 20 October 1965, recalled that the Church, to be authentic, requires that all the baptized must “be holy, that is, truly worthy, strong and faithful children of hers”. This is realized as an inner transformation, whereby the life of every person is conformed to Christ by virtue of the Holy Spirit (cf. Rom 8:29; LG, 40).
ศีลศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศีลมหาสนิท ย่อมเป็นเครื่องบำรุงหล่อเลี้ยงให้ชีวิตมีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ทุกคนสามารถเจริญรอยตามพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นแบบอย่างและมาตรฐานของความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ย่อมทรงบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระศาสนจักรซึ่งมีพระองค์เองเป็นศีรษะและเป็นผู้เลี้ยงแกะ เมื่อมองเช่นนี้ ความศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นของประทาน[จากพระคริสตเจ้า]ที่แสดงออกภายในชีวิตประจำวันของพวกเราในทุก ๆ ครั้งที่พวกเรารับ[ศีลศักดิ์สิทธิ์]ด้วยความปีติยินดี และตอบสนองต่อศีลศักดิ์สิทธิ์ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ในแง่นี้ สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่หกได้ตรัสไว้ในการเข้าเฝ้าแบบทั่วไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 1965 ว่า หากพระศาสนจักรมุ่งจะกระทำตนให้สมเป็นพระศาสนจักรได้อย่างแท้จริง ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปทุกคนก็ “จะต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ เป็นบุตรชายหญิง[ของพระศาสนจักร]ที่คู่ควร เข้มแข็ง และซื่อสัตย์” และสิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ซึ่งทำให้ชีวิตของผู้คนกลายเป็นแบบเดียวกับพระคริสตเจ้า อาศัยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า (เทียบ รม 8:29, สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 40)
Lumen gentium describes the holiness of the Catholic Church as one of her constitutive characteristics, to receive in faith, inasmuch as she is believed to be “indefectibly holy” (LG, 39): this does not mean that she is so in a full and perfect sense, but that she is called to confirm this divine gift during her pilgrimage towards the eternal destination, walking “amid the persecutions of the world and the consolations of God” (Saint Augustine, De civitate Dei 51,2; LG, 8). The sad reality of sin in the Church, that is, in all of us, invites each person to carry out a serious change of life, entrusting ourselves to the Lord, who renews us in charity. It is precisely this infinite grace, which sanctifies the Church, that entrusts us with a mission to fulfil day after day: that of our conversion. Therefore, holiness does not only have a practical nature, as if it were reducible to an ethical commitment, however great, but concerns the very essence of Christian life, both personal and communal.
สังฆธรรมนูญ Lumen gentium ได้ชี้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์คือลักษณะที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของพระศาสนจักร [และพวกเราก็จะต้องเชื่อว่าพระศาสนจักร] “ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ข้อบกพร่อง” (ข้อ 39) อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า[ผู้คนใน]พระศาสนจักรจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างบริบูรณ์และสมบูรณ์แบบ หากแต่หมายความว่า ตราบใดที่พระศาสนจักรยังคงจาริกมุ่งยังจุดหมายนิรันดร “ท่ามกลางการเบียดเบียนทั้งหลายในโลก และการบรรเทาใจทั้งหลายจากพระเจ้า” (นักบุญเอากุสติน, ว่าด้วยนครของพระเจ้า, 51,2, สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 8) พระศาสนจักรก็ถูกเรียกให้กระทำตนสอดคล้องกับของประทานนี้[ที่บันดาลให้พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์] การมีอยู่ของบาปในพระศาสนจักรซึ่งก็คือในพวกเราทุกคนนั้นเป็นความจริงที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นสิ่งที่เชื้อเชิญให้พวกเราแต่ละคนเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างจริงจังด้วยการมอบตนอย่างเชื่อมั่นไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงฟื้นฟูพวกเราภายในความรักความเมตตา สิ่งนี้เองที่เป็นพระหรรษทานอันไร้ขีดจำกัด ที่บันดาลให้พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังมอบหมายพันธกิจแห่งการกลับใจซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราที่ต้องทำในทุก ๆ วัน ด้วยเหตุนี้ ความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ได้มีเพียงแง่มุมในทางปฏิบัติ และไม่ใช่สิ่งที่สามารถลดทอนให้กลายเป็นความพยายามทางศีลธรรมบางอย่างได้ ไม่ว่าเรื่องศีลธรรมที่ว่านั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม หากแต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของชีวิตคริสตชน ทั้งชีวิตส่วนตัว และชีวิตของประชาคม[คือพระศาสนจักร]
From this perspective, a decisive role is played by consecrated life, which the Conciliar Constitution considers in the sixth chapter (cf. nos. 43-47). In the holy People of God, it constitutes a prophetic sign of the new world, experienced here and now in history. Indeed, signs of the Kingdom of God, already present in the mystery of the Church, are those evangelical counsels that shape every experience of consecrated life: poverty, chastity and obedience. These three virtues are not rules that shackle freedom, but liberating gifts of the Holy Spirit, through which some of the faithful are wholly consecrated to God. Poverty expresses complete trust in Providence, freeing one from calculation and self-interest; obedience takes as its model the self-giving that Christ offered to the Father, freeing one from suspicion and domination; chastity is the gift of a heart that is whole and pure in love, at the service of God and the Church.
เมื่อมองเช่นนี้ก็ย่อมเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ได้แก่ ชีวิตของผู้ถวายตัว ซึ่งสภาสังคายนาได้พิจารณาไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทที่หก (ข้อ 43 – 47) ในท่ามกลางประชากรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ชีวิตของผู้ถวายตัวย่อมเป็นเครื่องหมายประกาศกสื่อถึงโลกอย่างใหม่ซึ่งสัมผัสได้ในที่นี้และในประวัติศาสตร์ตอนนี้ จริงทีเดียวว่า การเจริญรอยตามแนวพระวรสารด้วยความยากจน ความบริสุทธิ์ถือโสด และความนบนอบเชื่อฟัง นอกจากจะสร้างประสบการณ์ทุกอย่างภายในชีวิตของผู้ถวายตัวแล้ว ยังเป็นเครื่องหมายสื่อถึงพระอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่แล้วภายในธรรมล้ำลึกของพระศาสนจักรด้วย คุณธรรมเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ขัดขวางเสรีภาพ หากแต่เป็นของประทานของพระจิตเจ้าที่นำมาซึ่งการปลดปล่อย และบันดาลให้ผู้เชื่อบางคนถูกสงวนไว้อย่างเต็มบริบูรณ์เพื่อพระเจ้า กล่าวคือ ความยากจน เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นวางใจอย่างเต็มเปี่ยมในพระญาณเอื้ออาทร และปลดปล่อยให้ผู้คนหลุดพ้นจากการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ได้เสียต่าง ๆ ความนบนอบเชื่อฟัง เป็นการปลดปล่อยให้ผู้คนหลุดพ้นจากการระแวงและการครอบงำ ด้วยการให้เขาเอาอย่างพระคริสตเจ้า ผู้ทรงอุทิศพระองค์เองทั้งครบแก่พระเจ้าพระบิดา ส่วนความบริสุทธิ์ถือโสดนั้น ก็เป็นการนำหัวใจแห่งความรักบริสุทธิ์ไปมอบเป็นของขวัญทั้งครบ เพื่อรับใช้พระเจ้าและพระศาสนจักร
By conforming to this style of life, consecrated persons bear witness to the universal vocation of holiness of the entire Church, in the form of radical discipleship. The evangelical counsels manifest full participation in the life of Christ, unto the Cross: it is precisely by the sacrifice of the Crucified One that we are all redeemed and sanctified! By contemplating this event, we know that there is no human experience that God does not redeem: even suffering, lived in union with the passion of the Lord, becomes a path of holiness. The grace that converts and transforms life thus strengthens us in every trial, pointing us not towards a distant ideal, but towards the encounter with God, who became man out of love. May the Virgin Mary, the all-holy Mother of the Incarnate Word, always sustain and protect our journey.
การเจริญชีวิตตามแนวทางแห่งความเป็นศิษย์อย่างสุดขีดเช่นนี้ ย่อมทำให้ผู้ถวายตัวได้เป็นพยานถึงกระแสเรียกสากลที่เรียกให้พระศาสนจักรทั้งมวลเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ คำแนะนำ[ทั้งสามอย่างข้างต้น]ในพระวรสารย่อมแสดงออกถึง[หนทางแห่ง]การเข้าส่วนอย่างบริบูรณ์ในชีวิตของพระคริสตเจ้า เรื่อยไปจนถึง[การที่พระคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์เป็นเครื่องบูชาบน]ไม้กางเขน ซึ่งเป็นสิ่งที่นำพาความรอดและความศักดิ์สิทธิ์มาให้แก่พวกเราทั้งหลาย เมื่อเรารำพึงไตร่ตรอง[ถึงพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน] พวกเราย่อมรู้ว่า ไม่มีสิ่งใดในประสบการณ์ของมนุษย์ที่อยู่นอกเหนือการไถ่กู้ของพระเจ้า แม้แต่ความทุกข์ทรมานก็อาจเป็นหนทางสู่ความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ หากว่าเรานำความทุกข์ทรมานไปเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับพระมหาทรมานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นนี้เอง พระหรรษทานที่บันดาลการกลับใจและทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง จึงเป็นสิ่งที่เสริมกำลังให้แก่พวกเราท่ามกลางการทดลองทุกรูปแบบ พระหรรษทานนี้ไม่ได้ชี้ให้เรามุ่งยังอุดมการณ์บางอย่างที่อยู่ห่างไกล หากแต่เป็นเครื่องชี้ทางให้เรามุ่งสู่การพบปะกับพระเจ้าผู้ทรงรับสภาพมนุษย์ด้วยความรัก ดังนั้น ขอให้พระแม่มารีย์พรหมจารี พระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งแห่งพระวจนาตถ์ผู้ทรงรับสภาพมนุษย์ โปรดเกื้อหนุนและคุ้มครองพวกเราบนเส้นทางนี้อยู่เสมอด้วยเทอญ
พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาหลังการสอนคำสอน
I greet the English speaking pilgrims and visitors taking part in today’s audience, in particular the groups from England, Ireland, Nigeria, Australia, the Philippines, Vietnam and the United States of America. In the joy of the risen Christ, I invoke upon you and your families the loving mercy of God our Father. May the Lord bless you all and may his peace be with you!
พ่อขอส่งคำทักทายอย่างอบอุ่นแก่ผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษที่ได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มาจากไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา ภายในความปีติยินดีแห่งพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ พ่อขอให้ลูกทุกคนและครอบครัวของพวกลูกจงได้รับพระเมตตาที่เปี่ยมด้วยความรักจากพระเจ้าพระบิดา ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดประทานพระพรแก่ลูกทุกคน และขอให้สันติสุขของพระองค์จงสถิตกับลูกด้วย
A seguito di queste ultime ore di grande tensione per il Medio Oriente e per tutto il mondo, accolgo con soddisfazione e come segno di viva speranza, l’annuncio di una tregua immediata di due settimane. Solo attraverso il ritorno al negoziato si può giungere alla fine della guerra.
หลังจากที่ได้มีความตึงเครียดอย่างรุนแรงในตะวันออกกลางและทั่วโลกในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา พ่อขอแสดงความยินดีต่อการประกาศข้อตกลงหยุดยิงโดยทันทีเป็นเวลาสองสัปดาห์ ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตหมายแห่งความหวังอันเปี่ยมล้น มีเพียงการกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาเท่านั้นที่จะนำไปสู่การยุติสงครามได้อย่างแท้จริง
Esorto ad accompagnare questo tempo di delicato lavoro diplomatico con la preghiera, auspicando che la disponibilità al dialogo possa divenire lo strumento per risolvere le altre situazioni di conflitto nel mondo.
พ่อขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมส่งแรงใจและสวดภาวนาในช่วงเวลาแห่งการดำเนินงานทางการทูตอันละเอียดอ่อนนี้ ด้วยความหวังว่าการที่ทุกฝ่ายพร้อมหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งอื่น ๆ ทั่วโลกต่อไป
Rinnovo a tutti l’invito a unirsi a me nella Veglia di preghiera per la pace che celebreremo qui nella Basilica di San Pietro sabato 11 aprile.
พ่อขอเชิญชวนอีกครั้งให้ลูกทุกคนร่วมใจอธิษฐานภาวนาในกิจกรรมการตื่นเฝ้าอธิษฐานภาวนาเพื่อสันติภาพ ซึ่งจะมีขึ้นที่มหาวิหารนักบุญเปโตรแห่งนี้ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน
Il mio pensiero va infine ai malati, agli sposi novelli e agli altri giovani[…]. Incoraggio ciascuno a far crescere nel cuore la luce consolante dell’annuncio pasquale. A tutti la mia benedizione!
ท้ายสุด พ่อมีความระลึกถึงบรรดาเยาวชน บรรดาคนป่วย และบรรดาคนที่เพิ่งแต่งงาน และขอเป็นกำลังใจให้ลูกทุกคนทำนุบำรุงแสงสว่างแห่งคำประกาศปัสกา ซึ่งมาพร้อมกับความบรรเทาใจ ให้ทวีขึ้นในจิตใจของลูก พ่อขออวยพรลูกทุกคน
ใจความสรุปการสอนคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา
Dear brothers and sisters, in today’s catechesis on the Dogmatic Constitution Lumen Gentium, we turn our attention to the universal call to holiness. Every baptized person is called to be holy: to live in God’s grace, to practice virtue and to become like Christ. At its heart is love for both God and neighbor, and its greatest expression is martyrdom, the supreme witness of faith and charity. For this reason, the Church teaches that believers should be ready to confess Christ to the point of shedding blood. However, the interior transformation that conforms us to Christ is not possible without the aid of the Sacraments, most especially the Eucharist. In this regard, I would like to make particular mention of those men and women who consecrate their lives to God through the evangelical counsels: poverty, chastity and obedience which express their complete trust in God’s providence, modelled on Christ’s gift of himself to the Father with a pure heart. By their lives, consecrated persons radically witness to the fullness of life in Christ, even to the cross.
พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนต่อเนื่องเกี่ยวกับ[สังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Lumen Gentium ของ]สภาสังคายนาวาติกันที่สอง[ว่าด้วยพระศาสนจักร] วันนี้พวกเราจะพิจารณาเกี่ยวกับกระแสเรียกสากลมุ่งสู่ความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปทุกคนย่อมถูกเรียกให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ ให้ทุกคนเจริญชีวิตในพระหรรษทานของพระเจ้า นำคุณธรรมประการต่าง ๆ ไปปฏิบัติ และได้เป็นเหมือนกับพระคริสตเจ้า สิ่งที่เป็นหัวใจ[ของความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์]คือความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนบ้าน ซึ่งสิ่งที่แสดงความรักนี้อย่างสูงสุด คือการเป็นมรณสักขี ซึ่งเป็นหนทางแห่งการเป็นพยานอย่างสูงสุดถึงความเชื่อและความรักความเมตตา ด้วยเหตุนี้ พระศาสนจักรจึงสอนว่า ผู้เชื่อ[ทุกคน]ต้องพร้อมเสมอที่จะเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้าจนถึงขั้นหลั่งเลือดเพื่อการนี้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงภายในที่จะทำให้เรากลายเป็นเหมือนกับพระคริสตเจ้านั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากศีลศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศีลมหาสนิท ในแง่นี้ พ่ออยากกล่าวเป็นพิเศษเกี่ยวกับชายหญิงผู้ถวายตัว ซึ่งอุทิศชีวิตของตนเพื่อพระเจ้าด้วยการทำตามคำแนะนำในพระวรสาร ได้แก่ ความยากจน ความบริสุทธิ์ถือโสด และความนบนอบเชื่อฟัง วิถีชีวิตของผู้ถวายตัวย่อมบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่อพระญาณเอื้ออาทร โดยมีแบบอย่างคือพระคริสตเจ้า ผู้ทรงมอบพระองค์เองแด่พระเจ้าพระบิดาด้วยพระหฤทัยอันบริสุทธิ์ [และเมื่อผู้ถวายตัวเจริญชีวิตเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นการที่เขา]อุทิศชีวิตเป็นพยานอย่างสุดขีดถึงความบริบูรณ์แห่งชีวิตภายในพระคริสตเจ้า และเอาอย่างพระองค์เรื่อยไปจนถึงไม้กางเขนด้วย
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
